"จอห์น แอล. ซัลลิแวน" : นักชกหมัดเปล่าผู้รวมสถานะ "นักมวย & ดารา" คนแรกของโลก

"จอห์น แอล. ซัลลิแวน" : นักชกหมัดเปล่าผู้รวมสถานะ "นักมวย & ดารา" คนแรกของโลก

"จอห์น แอล. ซัลลิแวน" : นักชกหมัดเปล่าผู้รวมสถานะ "นักมวย & ดารา" คนแรกของโลก
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ย้อนกลับไป 100 กว่าปีก่อน มีกีฬาไม่กี่ชนิดที่ได้ถูกจัดให้เป็นมหรสพใหญ่ของมนุษยชาติ หนึ่งในนั้นคือ "ชกมวยหมัดเปล่า" หรือ "Bare-knuckle Boxing" การต่อสู้ที่พร้อมจะละเลงเลือดและขุดความดิบเถื่อนในใจมนุษย์ออกมา

นี่คือเรื่องราวของ จอห์น แอล. ซัลลิแวน ชายผู้มีจุดเริ่มต้นจากเวทีที่ป่าเถื่อนและพาการชกมวยดำเนินเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ที่เป็นสากล 

นอกจากนี้ เขายังสร้างตำนานที่ยิ่งกว่าเรื่องการชก นั่นคือการเอาความเป็นนักกีฬาของตัวเองมาต่อยอดสร้างสถานะใหม่แบบที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน นั่นคือการรวมเอาสถานะ "นักมวย และ ดารา" มารวมกันได้คนแรกของโลก

ในยุคที่มีแต่หนังสือพิมพ์ และการเดินทางไปปรากฏตัวสร้างชื่อเสียงในต่างแดนช่างเป็นไปได้ยากเย็น จอห์น แอล. ซัลลิแวน สร้างยุคสมัยของเขาได้อย่างไร?  

ติดตามได้ที่ Main Stand

London Prize Ring Rules

มวย คือกีฬาที่ดูง่ายที่สุดในโลก คนสองคนขึ้นไปบนเวทีแล้วชกกัน ง่ายๆ สั้นๆ แค่นั้น ไม่มีการเลี่ยงบาลีหรือมีกฎยิบย่อยอะไรให้คนดูต้องปวดหัว แต่ในความง่ายนี้เอง มวยกลับถูกยกให้เป็นศิลปะการต่อสู้ที่จำเป็นต้องใช้หัวจิตหัวใจมากที่สุด เพราะเมื่อขึ้นไปบนเวที คุณคือคนเดียวที่ช่วยให้ตัวเองรอดจากการชกไฟต์นั้นได้  

1ประวัติศาสตร์ของวงการมวยถูกร่ายเรียงมานมนาน มันคือกีฬาที่มีพื้นฐานมาจากการต่อสู้ข้างถนน ซึ่งแน่นอนว่ามันต้องเริ่มจากการชกหรือต่อยกันด้วยหมัดเปล่า ที่เดิมทีนับว่าเป็นการทำผิดกฎหมายในข้อหาสร้างความวุ่นวายและทำร้ายร่างกาย

แต่จะทำอย่างไรได้ เพราะถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 200 กว่าปีก่อน คุณจะมีกิจกรรมบันเทิงใดๆให้เป็นมหรสพได้ดียิ่งกว่าการดูคนชกกันอีก? เรื่องนี้ทำให้กลุ่มคนชกมวยจึงต้องพยายามรวมตัวกันเพื่อร่างกฎขึ้นมา เพื่อให้การชกต่อยกันมีกติกาคอยตีกรอบและให้เข้าใจตรงกัน เพื่อให้เกิดการตัดสินและมีการแข่งขันที่โปร่งใสมากที่สุด

2ในปี 1853 อดีตนักมวยข้างถนนชาวอังกฤษที่มีชื่อว่า แจ็ค โบรห์ตัน ได้ร่างกฎที่เรียกว่า "London Prize Ring Rules" ซึ่งกฎดังกล่าวนี้ประกอบด้วยกติกายิบย่อย 28 ข้อ แต่โดยรวมแล้วความหมายของ London Prize Ring Rules เป็นการออกกฎเพื่อความชัดเจนให้ทุกคนชกกันตามกติกา ลดความป่าเถื่อนลงหลายข้อ เช่น ห้ามชกเป้า, ห้ามข่วน, ห้ามกัด และห้ามใช้อย่างอื่นนอกจากมือในการโจมตีคู่แข่ง ซึ่งกฎนี้เองก็กลายมาเป็นพื้นฐานของมวยสากลในเวลาต่อมา 

London Prize Ring Rules ถูกเข้าใจตรงกันตั้งแต่ยุคนั้นและถูกส่งต่อไปยังวงการมวยทั่วโลก จนกระทั่งถึงสหรัฐอเมริกา ดินแดนที่เต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายเชื้อชาติมาอยู่รวมกัน ซึ่งความแตกต่างและการแบ่งพรรคแบ่งพวกของแต่ละกลุ่มนั้นทำให้การแข่งขันชกมวยกลายเป็นกิจกรรมยอดฮิต และทำให้อเมริกากลายเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยนักมวยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกมากมายตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

3และนักมวยคนที่สามารถใช้คำว่า "ซูเปอร์สตาร์" สำหรับวงการมวยคนแรกของโลกได้คือชายที่มีนามว่า จอห์น ลอว์เรนซ์ ซัลลิแวน ผู้เริ่มยุคสมัยที่ทำให้นักมวยได้รับการสัมภาษณ์ลงหนังสือพิมพ์ และทำให้หลายสำนักข่าวต้องคอยรายงานผลมวยอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ซัลลิแวน ยังถือเป็นชายที่อยู่กึ่งกลางและเชื่อมต่อยุคสมัยของการชกมวยเข้าหากันด้วย เขาเป็นแชมป์มวยแบบ "London Prize Ring Rules" คนสุดท้ายของโลก และเป็นแชมป์มวยแบบกฎปัจจุบัน หรือที่เรียกว่ากฎ "Marquess of Queensberry" เป็นคนแรก เรียกได้ว่า หมัดเปล่าๆของเขา คือส่วนสำคัญของวงการมวยสากลอย่างแท้จริง

บอสตัน สตรองบอย

อย่างที่ได้กล่าวเอาไว้ข้างต้น ย้อนกลับไปที่สหรัฐอเมริกาเมื่อ 100 ปีก่อน ประเทศเกิดใหม่นี้ถูกเรียกว่าดินแดนแห่งโอกาสที่ไม่ว่าใครก็อยากจะย้ายมาแสวงโชคที่นี่ทั้งนั้น มันจึงทำให้ผู้คนหลายเชื้อชาติมารวมตัวกัน และกำเกิดเป็นกลุ่มสังคมของแต่ละเชื้อชาติขึ้นมา โดยกลุ่มเชื้อชาติที่มีจำนวนมากไม่แพ้ใครคือกลุ่ม "ชาวไอริช" ที่อพยพมาจากประเทศไอร์แลนด์ กลุ่มชาวไอริช เหล่านี้ถือเป็นกลุ่มที่ชื่นชอบและเชี่ยวชาญเรื่องหมัดมวยเป็นอย่างดี ซึ่งเรื่องนี้ส่งผลมาถึง ซัลลิแวน ด้วยเช่นกัน

เนื่องจากพื้นเพครอบครัวซัลลิแวนนั้นยากจนข้นแค้น พ่อของเขาพาครอบครัวมาที่อเมริกา โดยมาอาศัยอยู่ที่เมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ ลูกชายของเขาอย่าง จอห์น แอล. ซัลลิแวน ก็เกิดที่นี่ และได้รับการศึกษาจากโรงเรียนคาทอลิก จนเติบใหญ่ขึ้นมาได้อายุสัก 13 ปี 

4เมื่อ จอห์น เริ่มเป็นวัยรุ่น เขารู้สึกว่าเส้นทางที่พ่อแม่วางไว้ให้นั่นคือการเติบโตแบบนักบวชนั้นไม่ใช่ทาง จอห์น จึงเริ่มเทการเรียนและหันมาเอาดีทางด้านกีฬาตั้งแต่เข้าช่วงวัยรุ่น โดยหนังสือชีวประวัติของเขาเขียนว่า "ตอนอายุ 18 ปี จอห์น แอล. ซัลลิแวน สามารถเอาดีด้านกีฬาเบสบอลจนเขาทำเงินได้สัปดาห์ละ 20-30 เหรียญ" ซึ่งถือเป็นเงินที่มากพอสมควรในยุคสมัยนั้น 

ว่ากันว่าคนที่มีพื้นฐานด้านกีฬาดีจะหยิบจับกีฬาใดก็เชี่ยวชาญได้ไม่ยาก และตัวของ จอห์น ก็มาพบกับเส้นทางที่เขาสามารถเจิดจริสได้ยิ่งกว่าเบสบอล นั่นคือ การชกมวย เนื่องจากในยุค 1870 เป็นต้นมานั้น การตั้งเวทีแบบขึงเชือกชกอย่างเป็นทางการได้รับความนิยมจากคนดูเป็นอย่างมากและมีการขายตั๋วเข้าชมกันมากขึ้น เรียกได้ว่าเป็นเส้นทางการทำเงินของวงการกีฬายุคนั้นเลยก็ว่าได้ และ จอห์น ที่หันไปชกมวยก็พบว่า นี่แหละคือเส้นทางที่เหมาะกับเขาอย่างแท้จริง 

5"ตอนแรกพวกเขาบอกว่าการชกมวยเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และคนชั้นกลางมองว่าเป็น 'ความป่าเถื่อนเพื่อผลกำไร' แต่ในห้องนั่งเล่นและห้องแสดงดนตรีในเมืองต่างๆของอเมริกา ชนชั้นแรงงานต่างก็สนุกสนานกับกีฬาชนิดนี้" 

"ผมโยนหนังสือเรียนทั้งหมดทิ้งและยอมแพ้ที่จะเป็นปัญญาชน ผมเริ่มหันหน้าเข้าสู่วงการเบสบอลและลาออกจากโรงเรียน จากนั้นธุรกิจการชกมวยก็เริ่มบูมขึ้นมา และผมก็ล่องลอยไปกับกระแสใหม่นี้" คริสโตเฟอร์ ไคลน์ ผู้เขียนชีวประวัติของ จอห์น แอล. ซัลลิแวน กล่าวอ้าง

ไม่มีการกล่าวอ้างว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ จอห์น เป็นคนชกมวยเก่งกันแน่ เพราะไม่มีหลักฐานอ้างอิงเลยว่าเขาได้เข้าโรงยิมหรือเรียนวิธีการชกมาจากใคร แต่ถ้าจะลองหาคำตอบเรื่องนี้และกล่าวอ้างถึงอุปนิสัยใจคอของเขา ก็เป็นไปได้ว่าความเก่งกาจของเขามาจากสัญชาตญาณและพรสวรรค์ 

เนื่องจาก จอห์น เป็นวัยรุ่นที่ใช้ชีวิตแบบ "ไปสุด" ชอบดื่มเหล้า เที่ยวกลางคืน เสียงดังไม่กลัวใคร และยังเจ้าชู้ประตูดิน ไปที่ไหนก็มีแต่เรื่องให้ได้ลงไม้ลงมือ นั่นจึงทำให้เขาตัดสินใจเป็นนักมวย เพราะไหนๆก็จะมีเรื่องกันอยู่แล้ว ดังนั้น จะชกใครทั้งทีเอาให้มันได้เงินไปด้วยแล้วกัน และจุดนี้คือแพชชั่นของ จอห์น ในการชกมวยอย่างแท้จริง  

แน่นอนว่า ณ จุดนี้คงไม่มีใครเกิดทันดูลีลาการชกของ จอห์น แน่ แต่บันทึกต่างๆยังพออ้างอิงถึงความเก่งกาจของเขาได้ โดยมีการพูดถึงการชกของ จอห์น ที่รู้จักกันในชื่อ "ไอริช สตรองบอย" (หนุ่มโหดเลือดไอริช) ว่า

6"การชกของ จอห์น แอล. ซัลลิแวน ไม่เหมือนกับการชกมวย แต่มันเหมือนกับการพยายามเอาชีวิตรอด ร่างกายของเขาแข็งแกร่งจากการทำอาชีพช่างตีเหล็ก เขาแบกค้อนหนักอยู่ทุกวัน เมื่อเขาขึ้นเวที สไตล์ของเขาคือ รีบร้อน เรียบร้อย และเอาให้ร่วงโดยเร็วที่สุด เขาคือคนที่มีร่างกายสูงใหญ่ เร็ว และมีหัวใจที่กล้าหาญไม่กลัวใคร" ศาสตราจารย์ ไมค์ โดโนแวน หนึ่งในนักสู้ที่เคยชกกับ จอห์น ด้วยหมัดเปล่า กล่าวถึง จอห์น ในความทรงจำของเขา 

ความเก่งกาจของเขาถูกกล่าวถึงในคล้ายๆแบบนี้จากแหล่งอ้างอิงของหลายๆที่ แต่เหนือสิ่งอื่นใดที่น่าสนใจกว่าคือ นอกจากการต่อยตีที่เก่งแล้ว มันมีเหตุผลบางประการที่ทำให้เขากลายเป็นนักกีฬาคนแรกที่ได้ออกสื่อแทบทุกวัน และทำให้เวทีชกมวยใต้ดินกลายเป็นแหล่งที่นักข่าวและตากล้องเดินทางมารวมตัวกันเพื่อเก็บบรรยากาศการชกของเขา 

จอห์น แอล. ซัลลิแวน คือชายผู้มาถึงจุดเปลี่ยนอันสำคัญของวงการมวย นั่นคือการทำให้นักกีฬาและการเป็นสตาร์เข้ามารวมกันเป็นหนึ่งเดียวได้ และนี่คือวิธีการของเขา

ยิ่งกว่านักกีฬา คือนักกีฬาระดับซูเปอร์สตาร์ 

จอห์น เริ่มสร้างชื่อในฐานะนักชกหมัดเปล่าขวัญใจแฟนๆ เนื่องด้วยวิธีการชกที่ดุเด็ดเผ็ดมันไม่มีการตั้งรับ มันเป็นเหมือนกับยากระตุ้นชั้นดีสำหรับคนดู เพราะการชกหมัดเปล่านั้นทำให้เกิดแผลแตกได้ง่าย เมื่อใดที่ จอห์น ขึ้นชก ไม่ว่าจะบนดินหรือใต้ดิน รับรองว่าแฟนๆจะได้เห็นไฟต์มันระดับเลือดสาดอย่างแน่นอน 

หากเปรียบเป็นซูเปอร์ฮีโร่ค่าย Marvel จอห์น ก็คงเปรียบเสมือน "ฮัลค์" ที่แม้แต่เทพก็เอาไม่ลงเพราะความแข็งแกร่งเกินมนุษย์มนา มีการบันทึกสถิติเอาไว้ว่า ก่อนที่การชกมวยจะมีการผลักดันให้จัดแมตช์แข่งขันอย่างเป็นทางการและมีการแจกเข็มขัดแชมป์โดยสมาคมต่างๆ จอห์น ได้ขึ้นชกแบบไม่เป็นทางการมาแล้วกว่า 450 ไฟต์  

7ก่อนที่จะมาถึงไฟต์ที่เรียกว่า "จุดเปลี่ยนแปลงของประวัติศาสตร์มวย" ในไฟต์ที่พบกับ เจค คิลเรน ในปี 1889 โดยไฟต์ดังกล่าวถือเป็นการชิงแชมป์โลกครั้งสุดท้ายภายใต้กฎ London Prize Ring Rules และแปรเปลี่ยนกลายเป็นมวยยุคใหม่ที่มีการสวมนวมและใช้กติกาคล้ายๆกับในปัจจุบัน

ไฟต์กับ คิลเรน จัดขึ้นที่ ริชเบิร์ก ท่ามกลางคนดูมากกว่า 3 พันคน โดยการต่อสู้หลักๆคือ "สู้จนกว่าจะมีคนสู้ไม่ไหว" และการชกก็ผ่านไปถึง 75 ยก ก่อนที่ คิลเรน จะเป็นฝ่ายโยนผ้าขาวยอมแพ้ในไฟต์นี้ 

ไฟต์ดังกล่าว ทำให้ฉายา "บอสตัน สตรองบอย" กลายเป็นที่โจษจันไปทั่วสหรัฐอเมริกา เนื่องจากหากย้อนกลับไป ณ เวลานั้น บอสตันมีประชากรมากกว่า 100,000 คน โดยมีคนเชื้อสายไอริชมากกว่า 30% ของประชากรทั้งหมด ดังนั้น ไม่แปลกเลยที่นักชกเชื้อสายไอริชอย่าง จอห์น จะกลายเป็นขวัญใจของคนที่นี่ นักสู้หมัดเปล่าผู้ไม่เคยใช้กลยุทธ์ตั้งรับ เดินหน้าเพื่อเอาคู่ชกให้ร่วงด้วยพลังหมัดที่กล่าวอ้างว่า "เร็วและหนักคล้ายกับหมัดของ มูฮัมหมัด อาลี" ทั้งหมดนี้ทำให้ จอห์น กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความแข็งแกร่งของชาวไอริช ซึ่งจุดนี้เองที่ได้ผลักเขาให้ไปไกลยิ่งกว่านักมวยคนอื่นๆ 

ความนิยมในตัว จอห์น ถูกนำมาใช้โดย ไมเคิล เคอร์ลีย์ ผู้สมัครนายกเทศมนตรีของบอสตันในสมัยนั้น โดย เคอร์ลีย์ ใช้ชื่อเสียงที่ จอห์น มีผลักดันตัวเองให้ได้ตำแหน่งที่ต้องการ มีการจัดไฟต์มวยต่างๆให้ จอห์น ได้ขึ้นชกโชว์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ชาวไอริชที่มีฐานะยากจนให้มองเห็นโอกาสในการเติบโตสำหรับชีวิตใหม่ที่อเมริกาแบบที่ จอห์น ได้รับ 

8การถูกผลักดันจากผู้มีอำนาจในพื้นที่ ทำให้ จอห์น แอล. ซัลลิแวน กลายเป็นผู้มีอิทธิพลในบอสตัน และเมื่อชื่อเสียงของเขาดังขึ้น นักชกจากที่อื่นๆที่มีกลุ่มผู้มีอำนาจหนุนหลังก็เริ่มอยากจะลองของ "บอสตัน สตรองบอย" มากขึ้น โอกาสนี้เองที่ทำให้ จอห์น แอล. ซัลลิแวน ใช้กระแสดังกล่าวจัดงานที่เรียกว่า "ทัวร์อเมริกา" ขึ้น โดยเขาและทีมงานจะเดินทางด้วยรถไฟไปทั่วอเมริกาเป็นเวลา 200 วัน เมื่อถึงหัวเมืองใหญ่ตามที่ต่างๆ เขาจะลงไปเปิดเวทีเพื่อให้นักชกเบอร์ต้นๆของแต่ละท้องถิ่นขึ้นมาชกกับเขา 

กฎง่ายๆคือ ใครก็ตามที่อยากจะชกกับเขา ต้องจ่ายเงินค่าธรรมเนียมจำนวนหนึ่ง และใครก็ตามที่ขึ้นมาชกกับเขาและสามารถอยู่บนเวทีได้เกิน 4 ยก เขาจะมอบรางวัลให้เป็นเงิน 250 ดอลลาร์ 

การเดินทางทัวร์ 200 วันของ จอห์น ถือเป็นของใหม่มากๆในยุคนั้น และมันได้ผลดีอย่างที่สุด ผู้คนหลายหมื่นเดินทางมายังเวทีตามที่ต่างๆ และได้เห็นเขาโชว์เนื้อหนังมังสาที่แข็งแกร่ง รวมถึงได้เห็นความหนักหน่วงแบบที่ชาวบอสตันได้เห็น จนสร้างความตื่นตะลึงไปทั่วอเมริกา มันคือการเชื่อมต่อกันระหว่าง "คนดัง" และ "คนดู" ยุคแรกๆเลยก็ว่าได้ เพราะตามที่ ไคลน์ ผู้เขียนชีวประวัติของจอห์นได้เล่าเอาไว้ว่า ณ เวลานั้น แม้แต่ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ยังแทบไม่เดินทางออกจากกรุงวอชิงตัน ที่เป็นเมืองศูนย์กลางของการเมืองเลยด้วยซ้ำ 

ทัวร์ดังกล่าวทำให้ จอห์น ร่ำรวยและโด่งดังภายในระยะเวลาอันสั้น ไม่ว่าจะเดินทางไปไหน นักข่าวจะสัมภาษณ์เขาและเอามาตีพิมพ์บนหนังสือพิมพ์แทบลอยด์ สื่ออย่าง The New York World และ The National Police Gazette ลงข่าวเขาไม่เว้นแต่ละวัน ไม่ว่าจะข่าวเรื่องของการชกที่เล่าว่าเขากลายเป็นนักชกแชมป์เฮฟวี่เวตคนแรกของโลก หรือเรื่องไลฟ์สไตล์แบบ "ร็อกสตาร์" ที่ใช้ชีวิตด้วยเงินที่หามาได้ด้วยความสำราญ ซื้อของแพงๆมาใช้ ก่อเรื่องทะเลาะวิวาทไม่เว้นแต่ละวัน การจัดการแข่งขันที่ไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐ การเปิดโต๊ะแทงม้าและรับพนันมวย รวมถึงการจ่ายสินบนให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับการกระทำของเขา 

9กว่าที่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองจะจัดการกับอิทธิพลนอกสังเวียนของ จอห์น ได้ก็ช้าไปเสียแล้ว เขากลายเป็นบุคคลผู้มีชื่อเสียงและได้รับความสนใจจากสื่อและชาวอเมริกาไปเป็นที่เรียบร้อย ตลอด 12 ปีของอาชีพนักมวย จอห์น ครองแชมป์โลกเฮฟวี่เวตยาวนานถึง 10 ปี ก่อนที่จะแขวนนวมในปี 1905 และเริ่มประกอบอาชีพต่างๆนอกวงการ เพื่อสานต่อชื่อเสียงของตัวเอง เช่น การเป็นนักแสดงละครเวที นักพูด กรรมการเบสบอล นักข่าวกีฬา และเจ้าของบาร์หลายแห่งในบอสตัน 

ที่สุดแล้ว ไอริช สตรองบอย ก็กลายเป็นตำนานที่ทุกคนกล่าวถึงในฐานะผู้เชื่อมต่อยุคสมัยของมวย รวมถึงการเป็นนักกีฬาที่ทำมากกว่าแค่เล่นกีฬา นั่นคือการบริหารชื่อเสียงนอกสนามแบบที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน 

น่าเสียดายที่ จอห์น อายุสั้นไปหน่อย เนื่องจากเมื่ออายุมากขึ้น การดื่มหนักและใช้ชีวิตสุดเหวี่ยงของเขาในช่วงวัยรุ่นนำมาซึ่งโรคมากมายที่รุมเร้า จนกระทั่งในวัย 59 ปี จอห์น แอล. ซัลลิแวน ก็เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ เหลือทิ้งไว้เพียงตำนานเท่านั้น 

10แม้จะไม่มีวิดีโอการชกของเขาเพื่อบอกเล่าความเก่งกาจ แต่วงการหมัดมวยโลกก็ยังให้เกียรติแก่ จอห์น แอล. ซัลลิแวน จนถึงปัจจุบัน เขาถูกนำเสนอขึ้น ฮอลล์ ออฟ เฟม ของวงการมวยสากลในปี 1990 ด้วยสถิติอย่างเป็นทางการที่ ชก 47 ชนะ 44 เสมอ 2 และแพ้ 1 โดยเป็นการชนะน็อกเอาต์ทั้งหมด 38 ไฟต์  

"ผมเขียนเรื่องของเขาขึ้น เพราะผมพบว่าชีวิตของ จอห์น แอล. ซัลลิแวน มีผลกระทบต่อโลกมาจนถึงปัจจุบัน เขาเป็นซูเปอร์สตาร์จากวงการกีฬาของโลกคนแรก เขาปรากฏตัวและกลายเป็นจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมคนดังยุคสมัยใหม่ เขาสร้างความคลั่งไคล้ไปในทุกที่ที่เขาไป"

"เมื่อเคยเล่าเรื่องในอดีตของเขาเป็นโทนสีแบบซีเปียแล้ว ตอนนี้ผมว่ามันควรถูกเอามาเล่าด้วยสีสันอันสัดใสด้วยโทนภาพยุคใหม่สักที" คริสโตเฟอร์ ไคลน์ ผู้เขียนชีวประวัติของ จอห์น แอล. ซัลลิแวน กล่าวถึงเหตุผลที่เขาเอาตำนานของ จอห์น แอล. ซัลลิแวน มาเล่าใหม่อีกครั้ง 

อัลบั้มภาพ 10 ภาพ

อัลบั้มภาพ 10 ภาพ ของ "จอห์น แอล. ซัลลิแวน" : นักชกหมัดเปล่าผู้รวมสถานะ "นักมวย & ดารา" คนแรกของโลก

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล