เหนือมาตรฐานเอเชีย : ถอดบทเรียนการบินสูงในยุโรปของ มาโกโตะ ฮาเซเบะ

เหนือมาตรฐานเอเชีย : ถอดบทเรียนการบินสูงในยุโรปของ มาโกโตะ ฮาเซเบะ
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

ยุโรป คือฝันของนักฟุตบอลอาชีพทุกคน เพราะที่นี่คือดินแดนของฟุตบอลยุคใหม่ที่ล้ำหน้าทั้งเรื่องการจัดการ แทคติก และวิถีความเป็นมืออาชีพ

สำหรับชาวเอเชียอย่างเรานั้น แค่ได้ก้าวไปถึงจุดนั้นได้ต่อให้ไม่ต้องได้ลงสนามมากมายหรือกลายเป็นตัวเก่งของทีมในระดับแถวหน้าของยุโรปก็มักจะได้คำชมว่าเก่งและเจ๋งมากพอแล้ว แต่เหนือสิ่งอื่นใดมันยังมีโลกอีกใบที่นักเตะเอเชียหลายคนไปไม่ถึง 

นั่นคือการเล่นในยุโรปเป็นเวลานาน ๆ โดยรักษามาตรฐานการเล่นและสภาพร่างกายของตัวเองไว้ได้ ก่อนจะกลายเป็นกัปตันและเป็นตำนานของทีมที่ยังค้าแข้งอยู่ด้วยสถานะตัวหลักในวัยใกล้ ๆ 40 ปี

 

นี่คือเรื่องราวของ มาโกโตะ ฮาเซเบะ นักเตะกองกลางชาวญี่ปุ่นที่เล่นในลีกเยอรมันมามากกว่า 15 ปี และผ่านการแข่งขันมากว่า 500 นัด … อะไรคือสิ่งที่ทำให้นักเตะเอเชียคนหนึ่งไม่ยอมถอยกลับไปเล่นในบ้านเกิดเมื่ออายุเยอะเหมือนกับนักเตะหลาย ๆ คน ? 

ติดตามได้ที่ Main Stand

ฝันของทุกคน

อย่างที่ได้เกริ่นนำไป ฟุตบอลยุโรปคือหมุดหมายปลายทางของนักฟุตบอลอาชีพทุกคนบนโลกนี้ ทั้งหมดมันเป็นเรื่องของความก้าวหน้าในอาชีพและทุกอย่างที่ตอบโจทย์ครบทุกด้าน ไม่ว่าจะรายรับ, คุณภาพชีวิต, วิทยาการต่าง ๆ รวมถึงการทำให้ตัวเองได้กลายเป็นนักฟุตบอลที่ดีขึ้นยิ่งกว่าเดิมอย่างไม่ต้องสงสัย

 

สำหรับนักเตะเอเชียนั้น หากเราย้อนกลับไปสักช่วงยุค 90s นั้นการได้ไปเล่นในยุโรปถือเป็นเรื่องที่แปลกใหม่น่าสนใจ ใครที่ไปเล่นยุโรปได้ก็ต้องเป็นนักเตะระดับหัวกะทิของเอเชียจริง ๆ และนักเตะพวกนี้จะถูกสื่อตามทำข่าวแทบทุกอิริยาบถ เรียกง่าย ๆ ก็คือมันแทบจะเป็นวาระแห่งชาติเลยก็ว่าได้ เราได้เห็นนักเตะอย่าง ฮิเดโตชิ นากาตะ หรือ อาลี ดาอี ที่เป็นนักเตะเอเชียที่สร้างกระแสในลีกยุโรปเป็นชาติแรก ๆ พวกเขากรุยทางส่งต่อมาถึงรุ่นหลัง ๆ และมันทำให้นักเตะเอเชียได้ไปเล่นในยุโรปง่ายขึ้นหลังยุค 2000s เป็นต้นมา โดยเฉพาะนักเตะญี่ปุ่นกับลีกบุนเดสลีกานั้นมีการส่งออกนักเตะไปที่เยอรมันเยอะมากขึ้นเรื่อย ๆ และ มาโกโตะ ฮาเซเบะ ก็เป็นหนึ่งในนั้น 

ฮาเซเบะ เริ่มเล่นฟุตบอลในช่วงมัธยมและเป็นตัวแทนของโรงเรียน Fujieda Higashi ไปแข่งขันตามรายการต่าง ๆ จนเริ่มเข้าตาทีมใหญ่ของประเทศอย่าง อูราวะ เรด ไดมอนด์ส ที่เซ็นสัญญาเขาไปร่วมทีมด้วยเหตุผลหลัก ๆ คือเรื่องของฝีเท้า และเหนือสิ่งอื่นใดคือ "คาแร็กเตอร์" 

ในสารคดีชีวิตของ มาโกโตะ ฮาเซเบะ ของช่อง DW kick off! ใน YouTube นั้นได้มีการตามไปสัมภาษณ์โค้ชของ ฮาเซเบะ สมัยที่ยังเล่นให้ทีมมัธยม โดยโค้ชคนดังกล่าวได้บอกว่า 

"เดิมทีแล้วเมืองฟูจิเอดะของเราเป็นเมืองที่บ้าคลั่งฟุตบอลกันแบบสุด ๆ เรียกได้ว่าถ้าคุณเป็นเบอร์ 1 ของที่นี่ คุณสามารถไปเล่นฟุตบอลที่ไหนในประเทศก็ได้ สำหรับ ฮาเซเบะ นั้นก็เป็นเบอร์ 1 ของเรา เขาผู้นำโดยธรรมชาติ เป็นคนที่ต่อให้คุณมองไม่เห็นปลอกแขนกัปตันทีมของเขาคุณก็รู้ได้ว่าเขาเป็นกัปตันของเรา" 

ตัวของ ฮาเซเบะ ก็บอกไม่ต่างกันในแง่ของการจะกลายเป็นนักเตะที่ดีที่สุดจนถึงขั้นได้ไปเล่นในยุโรป เขาเองก็ไม่เคยพอใจกับผลงานของตัวเองต่อให้ใครจะชมว่าเขาเป็นเด็กที่เก่งขนาดไหน แม้จะเป็นกัปตันและเบอร์ 1 ของทีมโรงเรียน แต่ ฮาเซเบะ ยังคงต้องตั้งใจซ้อม ตั้งใจเรียนรู้สิ่งที่โค้ชสอนอยู่ทุกวัน โดยที่ไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องลำบากยากเย็นเข็นใจเหมือนกับมันเป็นกิจกรรมหลักของชีวิตเขา เหมือนกับการที่ตื่นมาต้องล้างหน้าแปรงฟัน ก่อนนอนต้องดื่มน้ำสักแก้ว ... เรื่องการฝึกหนักเพื่อก้าวกระโดดให้ไกลกว่าที่ตัวเองคิดคือเรื่องธรรมดา ๆ ที่ ฮาเซเบะ ทำมาตลอดจนถึงทุกวันนี้

 

"ตอนมัธยมเราแทบจะฝึกซ้อมกันตลอดเวลา การซ้อมส่วนใหญ่เป็นการฝึกวิ่งอย่างต่อเนื่อง เราฝึกการ Drills (การฝึกซ้อมท่าวิ่งให้ถูกต้องเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อที่สำคัญต่อการวิ่ง) มาเป็นพัน ๆ ครั้ง เราพยายามจะทำให้ทักษะการครองบอลเป็นเลิศที่สุด ทุกอย่างสามารถตั้งอยู่บนคำว่า 'หนักหน่วงสุด ๆ' นั่นแหละที่ทำให้ผมกลายเป็นผมทุกวันนี้" ฮาเซเบะ กล่าวภายหลัง 

เมื่อยุโรปไม่ใช่เรื่องง่าย มันจึงมีความหมายว่าคุณจะต้องฝึกหนักและแข็งแกร่งกว่าคนอื่น ฮาเซเบะ เข้าใจจุดนั้นและทำมันซ้ำมาตลอด ตั้งแต่ตอนที่เล่นให้กับทีมโรงเรียนมัธยมจนถึงขั้นเข้าสู่ระบบทีมเยาวชนจนถึงขั้นสูงสุดในประเทศและทวีป นั่นคือการคว้าแชมป์ลีกและแชมป์เอเชียร่วมกับ อูราวะ เรดส์ 

เมื่อในเอเชียไม่มีอะไรให้ต้องพิสูจน์ตัวเองอีกแล้ว มันจึงเป็นทางแยก 2 ทางของนักเตะที่อยู่ในระดับ "หัวแถวของลีกรอง ๆ" นั่นคือการพยายามให้หนักขึ้นไปอีกเพื่อไปเล่นในเกมที่มีมาตรฐานสูงกว่า หรือทางที่สองคือการพยายามรักษามาตรฐานของตัวเองและประคองตัวไว้ในการเล่นที่เดิมที่จะได้รับทั้งชื่อเสียง เงินทอง รวมถึงความสะดวกสบายในระดับหนึ่ง โดยไม่ต้องไปเริ่มนับหนึ่งสู้ใหม่ในต่างแดน 

แน่นอนอย่างที่ทุกคนรู้กัน มาโกโตะ เลือกทิ้งชื่อเสียงทั้งหมดที่เขามีในญี่ปุ่นบินลัดฟ้าไปค้าแข้งในเยอรมันกับ โวล์ฟสบวร์ก ... และเริ่มสร้างชื่อในฐานะ "เดอะ บอส" ซึ่งเป็นฉายาที่หลายคนเรียกเขาในภายหลัง

เลือกให้ฉลาด อย่ากลัวความเหนื่อย 

แต่เดิมก่อนที่ ฮาเซเบะ จะได้ย้ายมาเล่นที่เยอรมัน มีข่าวหลังจากเขาคว้าแชมป์เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก กับ อูราวะ ว่าสโมสรใน อิตาลี อย่าง เซียน่า ก็อยากจะเซ็นสัญญากับเขาเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม ฮาเซเบะ ที่เป็นคนที่คิดเรื่องการวางแผนและวาดภาพไว้ในหัว ทุกอย่างที่เขาทำผ่านกระบวนการทางความคิดมาพอสมควร เขาเปลี่ยนใจไปเซ็นสัญญากับ โวล์ฟสบวร์ก เพราะเชื่อว่าเยอรมันคือที่ที่เหมาะกับนักเตะแบบเขามากกว่า  

"ผมชอบระเบียบวินัยของเยอรมัน ไม่ใช่แค่เรื่องในสนามฟุตบอลเท่านั้นนะ ผมยังชอบความเป็นคนตรงต่อเวลาของคนเยอรมัน เพราะที่ญี่ปุ่นก็เป็นเหมือนกัน วิถีเหล่านี้มันก็ค่อนข้างจะง่ายกว่าสำหรับการปรับตัวของผม" ฮาเซเบะ กล่าวในช่วงแรกของชีวิตใหม่ที่เยอรมัน และเขาก็คิดถูกจริง ๆ เพราะหลังจากย้ายมาในปี 2008 ได้เพียงปีเดียว ฮาเซเบะ ก็คว้าแชมป์บุนเดสลีกา (แชมป์ลีกสูงสุด) ร่วมกับต้นสังกัดใหม่ได้ทันที

มันจะมีอะไรเหมาะสมไปกว่านี้ เมื่อคนหนุ่มที่มีฝันที่ไม่เคยกลัวคำว่าเหนื่อยได้มาอยู่ในลีกฟุตบอลที่ขึ้นชื่อเรื่องระบบและวินัยเป็นส่วนสำคัญ สำหรับ ฮาเซเบะ เขาไม่ใช่นักเตะที่เก่งกาจเรื่องของเทคนิคมากมายนัก เขาไม่ใช่คนที่มีลีลาสวย แต่สิ่งที่เขาเป็นและแสดงออกมาให้เห็นตลอดคือการเป็น 1 ใน "มดงาน" ที่ทุก ๆ ทีมจำเป็นต้องมี

 

นักเตะที่มีความเข้าใจเกมสูง ขยันแบบถูกที่ถูกเวลา มีสภาวะทางจิตใจที่แข็งแกร่ง โดย ฮาเซเบะ เล่าว่าในช่วงแรก ๆ ที่เขามาเล่นกับ โวล์ฟส์บวร์ก ตำแหน่งของเขาก็ไม่แน่ว่าจะต้องเป็นกองกลางจอมทัพของทีมตลอด หลายครั้งที่ทีมต้องการนักเตะในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็กหรือแม้แต่แบ็กขวาเขาก็สามารถเล่นได้ เพราะทั้งหมดนั้นคือสิ่งที่ผ่านมาในการซ้อมทั้งนั้น นอกจากนี้เขายังเข้าใจว่าหัวใจสำคัญที่สุดคือความฟิต เพราะเมื่อคุณฟิตมากพอ มีแรงถึงตลอด ความผิดพลาดในการแข่งขันก็จะน้อยลง ต่อให้เล่นตำแหน่งไหนก็สามารถเอาตัวรอดประคองตัวไปได้แบบไม่ยากเย็นนัก 

คุณสมบัติทั้งหมดที่กล่าวเป็นเหตุผลที่ทำให้ เฟลิกซ์ มากัธ กุนซือของ โวล์ฟส์บวร์ก ในเวลานั้นชื่นชอบและประทับใจในตัวของ ฮาเซเบะ มาก โดย ฮาเซเบะ เล่าว่าเหตุผลของการได้แชมป์ลีกแบบสุดเซอร์ไพรส์ก็เกิดขึ้นเพราะการฝึกซ้อมหนักแบบที่เขาไม่เคยเจอมาก่อน 

"จริง ๆ ก็เคยได้ยินอยู่บ้างว่า เฟลิกซ์ มากัธ คือโค้ชที่เคี่ยวเรื่องการฝึกซ้อมมาก แต่พอมาเจอจริง ๆ ก็ต้องบอกว่ามันยิ่งกว่าที่คิดไว้เยอะเลย การซ้อมแต่ละวันที่นั่นหมือนกับเขาจะต้ั้งใจทำให้คุณตายคาสนามให้ได้ ... เราก็ทำแบบนั้นไปทุก ๆ วัน หลังจากนั้นผ่านไปไม่ถึงปีพวกเราก็กลายเป็นแชมป์ลีกเยอรมัน" 

"ผมเองก็ไม่อยากจะเชื่อแต่มันก็เป็นไปแล้ว ถ้าให้มองย้อนกลับไปก็คงต้องบอกว่ามันเป็นช่วงเวลาสุดแสนพิเศษในชีวิตของผมเลย" ฮาเซเบะ กล่าว

 

ฮาเซเบะ มีช่วงเวลาดี ๆ มากมายที่ โวล์ฟสบวร์ก เขาเป็นที่รู้จักมากขึ้นบนหน้าสื่อระดับโลก เขาขยับก้าวขึ้นมาเป็นกัปตันทีมชาติญี่ปุ่น ทุกอย่างเป็นไปตามวิถีของนักเตะระดับมืออาชีพ เขาอยู่ที่นั่นนานถึง 6 ปี จนถึงวันที่อายุใกล้ ๆ แตะเลข 3 ทีมงานของโวล์ฟสบวร์กก็มองว่า ฮาเซเบะ ไม่สมบูรณ์เหมือนเดิมและมีอาการบาดเจ็บรบกวนมากขึ้น อายุก็เริ่มเยอะขึ้นจึงสมควรแก่เวลาสำหรับการเปลี่ยนถ่ายเพื่อเอานักเตะที่หนุ่มกว่ามาเล่น ... จากนั้น ฮาเซเบะ ก็ถูกขายให้กับ เนิร์นแบร์ก ทีมปลายแถวของลีก ซึ่งมีความหมายโดยนัยว่า "ขาลงของเขากำลังจะมาถึงแล้ว"

ขยันแค่ไหนก็ร่วงได้ ... แต่คนจริงไม่ถอดใจ 

ต่อให้ขยัน มุ่งมั่น มีวินัยแค่ไหน แต่นักฟุตบอลทุกคนล้วนมีช่วงเวลาที่ไม่ดีกันทั้งนั้น ฮาเซเบะ เองก็เช่นกัน ในช่วงอายุย่าง 30 ปีเขามักจะได้รับอาการบาดเจ็บที่ทำให้เขาพลาดการลงสนามบ่อย ๆ แม้กระทั่งการย้ายมาที่เนิร์นแบร์กก็ไม่ต่างอะไรนัก เขาเซ็นสัญญากับทีม 3 ปี แต่ได้ลงเล่นแค่ 14 เกมเท่านั้นในซีซั่นแรก และเป็นซีซั่นเดียวกับทีมด้วย  

หลังจบฤดูกาล 2013-14 ที่ เนิร์นแบร์ก ตกชั้น ฮาเซเบะ ถูกขายต่อให้กับทีมในบุนเดสลีกาอีก 1 ทีมอย่าง ไอน์ทรัค แฟรงค์เฟิร์ต ที่มีโค้ชคือ นิโก้ โควัช กุนซือที่เคี่ยวเรื่องระบบทีมและชอบใช้นักเตะที่มีทัศนคติบวกเหมือนกับที่ มากัธ เป็น ... นี่แทบจะเป็นโอกาสสุดท้ายของฮาเซเบะแล้วสำหรับฟุตบอลระดับสูงในเยอรมัน หากเขาไม่ดีพอที่จะเป็นตัวหลัก การเล่นในลีกรอง หรือกลับไปโกยเงินในลีกที่มีคุณภาพต่ำกว่า หรือแม้กระทั่งเลือกความสุขเช่นการกลับมาเล่นแบบสโลว์สไลฟ์ในเจลีกก็คงจะเป็นทางออกที่รออยู่ 

อย่างไรก็ตาม ฮาเซเบะ ในวัย 30 ปียังคงเป็นคนเดียวกับ ฮาเซเบะ ในวันที่ย้ายมาที่เยอรมันครั้งแรก เขาไม่ยอมรับว่าตัวเองล้มเหลวและหมดสภาพเกินกว่าที่จะเล่นในลีกนี้ และเขาเลือกที่จะมาเป็นลูกน้องของ โควัช ด้วยเหตุผลที่การคุยกันก่อนย้ายมาที่เขาชอบวิสัยทัศน์และการตั้งเป้าหมายที่จะค่อย ๆ สร้างทีมใหม่โดยใช้นักเตะที่มีความมุ่งมันเป็นอันดับแรก 

"แรก ๆ เรามีปัญหาเล็กน้อยในตอนที่ย้ายมาใหม่ เพราะมีโค้ชและนักเตะคนใหม่เข้ามาหลายคน มันเป็นเรืองธรรมดาที่เราต้องใช้เวลากันบ้าง" 

โควัช เริ่มเห็นบางสิ่งบางอย่างในตัวของ ฮาเซเบะ ประกอบด้วยวิสัยทัศน์ ความเข้าใจเกม และประสบการณ์ ทำให้เขาตกผลึกว่าต่อไปนี้ ฮาเซเบะ จะได้ตำแหน่งหลักของเขา นั่นคือการเป็นมิดฟิลด์ที่ยืนอยู่หน้ากองหลังคล้าย ๆ กับที่ ฟรานซ์ เบคเคนบาวเออร์ เคยเล่นให้กับทีมชาติเยอรมันตะวันตกเมื่อในอดีต โดย โควัช ถึงกับใช้คำว่า "ฮาเซเบะ เหมือนกับกาวอเนกประสงค์ที่ยึดแฟรงค์เฟิร์ตเอาไว้ด้วยกัน" เลยทีเดียว

เมื่อได้ตำแหน่งใหม่และเป็นอะไรที่เจ้าตัวคิดว่าเหมาะสม ฮาเซเบะ จึงเริ่มมองเห็นเป้าหมายของเขาใหม่อีกครั้ง เพราะตำแหน่งตัวคุมเกมที่ยืนหน้ากองหลังเป็นตำแหน่งที่ใช้การปะทะน้อย ดังนั้นมันจึงเหมาะมากสำหรับนักเตะที่อายุเริ่มมากขึ้นและเคยผ่านการบาดเจ็บหนักที่หัวเข่ามาก่อน 

"ผมรู้สึกว่าการมาเล่นตรงนี้เปรียบเหมือนกับการเรียนรู้อีกครั้งในวัย 30 กว่า ๆ เลย พอเริ่ม ๆ เล่นไปผมเริ่มจับจุดได้จึงรู้สึกดีกับตำแหน่งนี้มาก เพราะมันคือตำแหน่งที่ใช้ประสบการณ์เป็นหลักมากกว่าร่างกาย เมื่อมาเล่นตรงนี้ผมได้รับความกดดันและโดนบีบรวมถึงเข้าปะทะน้อยกว่าตอนที่เล่นเป็นกองกลางพอสมควร ผมมีเวลามากกับลูกฟุตบอลและใช้การมองเกมที่มากขึ้น ดังนั้นผมคิดว่าผมพบบทบาทที่เหมาะกับตัวเองแล้ว ... อีกอย่างพ่อกับแม่ของผมก็สอนมาตั้งแต่เด็กแล้วว่าหัวใจสำคัญของการจะทำให้อะไรให้ออกมาดีนั้น เราต้องใจเย็น ๆ เข้าไว้" ฮาเซเบะ กล่าว 

กว่าจะได้ตำแหน่งที่ลงตัว กว่าจะเจอวิธีการเล่นที่เหมาะกับช่วงวัยของตัวเอง ฮาเซเบะ ก็อายุ 33 ปีแล้ว แต่อย่างที่เขาได้ยืนยันด้วยตัวเองว่าเขาคือ "ฟุตบอลแมน" ดังนั้นเมื่อเขามีความสุขกับการเล่นฟุตบอลและอยู่กับทีมที่ใช่ โค้ชที่ชอบ รวมถึงได้เจอวิธีการใหม่ที่เหมาะกับตัวเอง มันจึงเป็นความสนุกที่ทำให้เขากลับมาเป็นเด็กอีกครั้งที่ยังต้องตั้งใจทำอะไรหลาย ๆ อย่างและยังคงกระหายความสำเร็จ

ในช่วงวัยที่นักเตะวัยเดียวกันกับเขาหลายคนเริ่มเดินทางมาถึงขาลง ฮาเซเบะ กลับเดินสู่ขาขึ้นอีกครั้ง เขาถูกแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในกัปตันทีมของ แฟรงค์เฟิร์ต (ฤดูกาล 2021-22 เป็นกัปตันอันดับ 3 ของทีม) และเป็นหนึ่งในคนที่ชูถ้วยแชมป์ เดเอฟเบ โพคาล ในฤดูกาล 2017-18 อย่างยิ่งใหญ่   

ฮาเซเบะ อธิบายถึงเหตุผลของการสามารถรักษามาตรฐานและสภาพจิตใจให้เล่นฟุตบอลระดับสูงได้จนถึงทุกวันนี้ว่า ที่สุดแล้วมันก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่า 2 เรื่องหลัก ๆ สิ่งแรกคือตัวเองพอใจกับสิ่งที่เป็นขนาดไหน ? ถ้ายังอยากจะไปต่ออีกก็ต้องห้ามเบื่อที่จะเหนื่อยและพยายามให้มากขึ้น ส่วนประการที่สองคือเรื่ององค์ประกอบและบรรยากาศรอบ ๆ ตัว ถ้าได้อยู่กับคนที่มีแนวคิดและมุมมองตรงกันมันก็ทำให้ทั้งสองสิ่งบวกกันกลายเป็นแรงขับให้ตัวเองอยากมีมาตรฐานสูง ๆ ต่อไปจนถึงวันที่ร่างกายของตัวเองไม่ไหวจริง ๆ 

"สำหรับผมฟุตบอลเป็นเหมือนเลือดที่วิ่งผ่านร่างกายของผม ผมเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับฟุตบอลมาเป็นอันดับแรกเหนือสิ่งอื่นใด ผมไม่เคยเหยาะแหยะกับวิถีของนักฟุตบอลอาชีพ ผมใส่ใจเรื่องการกิน ใส่ใจเรื่องการนอน ผมจริงจังในการฝึก และผมตั้งใจมากในการฟื้นฟูร่างกายของตัวเอง ผมอยู่กับเรื่องน่าเบื่อพวกนี้มาตลอดชีวิต"  

ตอนนี้ มาโกโตะ ฮาเซเบะ อายุ 38 ปีแล้ว แต่เขายังคงลงเล่นให้กับ แฟรค์เฟิร์ต ในฐานะตัวหลักอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2014 จนทุกวันนี้ ... เมื่อถามว่าเขาจะเล่นในระดับนี้ไปถึงเมื่อไหร่ ฮาเซเบะ ก็ตอบได้แค่เพียงว่า "นานที่สุด ตราบเท่าที่จะเป็นไปได้  ... ไม่แน่อาจจะถึง 40 ปีเลยก็ได้" มาโกโตะ ฮาเซเบะ กล่าวไว้ตอนที่เขาอายุ 34 ปี ... วันนี้สิ่งที่เขาพูดไว้ใกล้จะเป็นจริงแล้ว