ให้ตายก็ทิ้งไม่ได้ : "อมาเดอู เตเซร่า" โค้ชฟุตบอลที่คุมทีมเดียวนานถึง 53 ปี

ให้ตายก็ทิ้งไม่ได้ : "อมาเดอู เตเซร่า" โค้ชฟุตบอลที่คุมทีมเดียวนานถึง 53 ปี

ให้ตายก็ทิ้งไม่ได้ : "อมาเดอู เตเซร่า" โค้ชฟุตบอลที่คุมทีมเดียวนานถึง 53 ปี
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ใครคือคนที่คุมทีมนานที่สุด พวกเขาเหล่านั้นคุมทีมกันสักกี่ปี?

หลังจากได้ยินคำถามนี้ เชื่อว่าหลายๆคนคงมีคำตอบในใจกันบ้างแล้ว แต่ที่แน่ๆ คงไม่มีชื่อของ อมาเดอู เตเซร่า อย่างแน่นอน 

ชายโนเนมคนนี้คือปูชนียบุคคลของวงการฟุตบอลบราซิล เป็นคนที่คุมทีมๆเดียวยาวนานถึง 53 ปี จนกระทั่งอายุ 83

อะไรที่ทำให้เขาไม่ยอมปล่อยมือจากทีมๆนี้ และอยู่กับทีมจนถึงวาระสุดท้าย?

ติดตามเรื่องราวของเขาได้ที่ Main Stand

สู้ในแบบของเรา 

บราซิล คือดินแดนที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา เป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ และใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก ด้วยพื้นที่ถึง 8 ล้านตารางกิโลเมตร หรือใหญ่กว่าประเทศไทยถึง 16 เท่า 

1ด้วยขนาดประเทศที่ใหญ่ขนาดนี้ บราซิล จึงใช้การปกครองระบบรัฐ ที่แต่ละรัฐจะมีเมืองหลวง, กฎหมาย และระบบการจัดเก็บภาษีเป็นของตัวเอง รวมทั้งหมด 26 รัฐ และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมฟุตบอลบราซิลจึงมีทั้งลีกประจำรัฐและลีกรวมของประเทศ

แน่นอนว่าการที่พวกเขามีลีกประจำรัฐ (ที่บางลีกมีอายุยาวนานกว่าลีกของประเทศเสียอีก) ทำให้บราซิลมีสโมสรฟุตบอลมากมายกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ เอาแค่ลีกอาชีพตั้งแต่ ซีรีย์ เอ ลีกสูงสุดจนถึง ซีรีย์ ดี ก็มีมากถึง 120 ทีมไปแล้ว  

แม้จะมีทีมฟุตบอลมากมาย แต่ทีมส่วนใหญ่จะถูกบดบังรัศมีโดยทีมที่ประสบความสำเร็จอย่าง ฟลาเมงโก, โครินเธียนส์ หรือ ครูเซโร ทว่าเหล่าทีมเล็กๆ จากลีกล่างๆ ก็มีสตอรี่เป็นของตัวเองที่น่าสนใจหลายทีม โดยเฉพาะทีมที่ไม่เคยผ่านประสบการณ์การขึ้นมาเล่นในลีกระดับรองเลยสักครั้ง นั่นคือ อเมริกา อามาโซนัส ขาประจำในลีกระดับดิวิชั่น 4 (ซีรีย์ ดี) ที่ก่อตั้งสโมสรมานานเกือบ 100 ปี  

สาเหตุที่สโมสรแห่งนี้ยังคงอยู่ในลีกเดิมมาเป็นเวลานานคือสิ่งสะท้อนที่แสดงให้เห็นปัญหาทางโครงสร้างของวงการฟุตบอลบราซิลที่อาจเชื่อมโยงไปถึงเรื่องเศรษฐกิจ, การเมือง และการปกครอง นั่นก็คือพวกเขามีทีมฟุตบอลมากเกินไป สวนทางกับเศรษฐกิจในประเทศและผู้ที่จะเข้ามาสนับสนุนทีมที่ไปกระจุกตัวอยู่กับแค่ทีมบนๆของตารางเท่านั้น  

อเมริกา อามาโซนัส ก็เป็นเช่นนั้น พวกเขาเป็นสโมสรที่ตั้งอยู่ที่รัฐอามาโซนัส ทางตอนเหนือของประเทศ พื้นที่ในแถบนี้เป็นพื้นที่แห่งความยากจน เป็นพรมแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง เปรู, โคลอมเบีย และเวเนซุเอลา แม้จะมีพื้นที่เกษตรกรรมมากมาย แต่ก็มีความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้นบนกับชนชั้นล่างเป็นช่องว่างขนาดใหญ่

เศรษฐกิจเป็นเช่นไรทีมฟุตบอลส่วนมากก็เป็นเช่นนั้น ทีมทางตอนเหนือมักจะไม่เก่งเหมือนทีมทางตอนใต้ที่มีหัวเมืองหลักอย่าง เซา เปาโล หรือ ริโอ เด จาเนโร ยืนยันได้ชัดจากการที่นักเตะเก่งๆที่เกิดทางตอนเหนือของบราซิลมักจะตั้งเป้าหมายปลายทางไปยังทางใต้หรือตะวันออกเฉียงใต้เพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า อาทิ ริวัลโด้, เบเบโต้, จูนินโญ่ แปร์นัมบูกาโน, ดิด้า และ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ เป็นต้น 

ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่า หากคุณไม่ใช่แฟนฟุตบอลบราซิล หรือจะพูดให้ชัดๆคือ หากคุณไม่ใช่คนบราซิล คงไม่มีทางรู้จักกับสโมสร อเมริกา อามาโซนัส แน่นอน ทว่าสโมสรนี้ก็ปรากฏเป็นข่าวใหญ่ในช่วงปี 2021 ที่ผ่านมาบนหน้าสื่อฟุตบอลใหญ่ๆแทบทุกเจ้า 

2และชายคนที่ทำให้ชื่อของ อเมริกา อามาโซนัส มาเป็นที่รู้จักในวงกว้างแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนก็คือชายที่มีชื่อว่า อมาเดอู เตเซร่า ซึ่งเป็นโค้ชที่คุมทีมมานานที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลบราซิล..

นับตั้งแต่วันแรกจนถึงวันลาออก เขาคุมทีมๆเดียวโดยใช้เวลาถึง 53 ปี นี่คือตัวเลขที่ไม่น่าเป็นไปได้ แต่เพราะเหตุใด อมาเดอู จึงทำได้กันล่ะ?

สมบัติของตระกูล

อเมริกา อามาโซนัส คือสโมสรฟุตบอลที่ก่อตั้งโดยตระกูลเตเซร่า พวกเขาสร้างทีมกันมาตั้งแต่ปี 1939 ในตอนที่สโมสรแห่งนี้ก่อตั้งขึ้น อมาเดอู เตเซร่า ลูกชายของประธานสโมสรมีอายุเพียง 13 ปีเท่านั้น 

3เราทุกคนต่างรู้กันดี ฟุตบอลเปรียบเสมือนลมหายใจของเด็กหนุ่มในบราซิล อมาเดอู เองก็เช่นกัน เมื่อครอบครัวของเขาสร้างทีมฟุตบอลขึ้น เขาก็ขอกับพ่อของตัวเองให้ได้เข้าไปทำงานในทีมๆนี้โดยไม่สนว่าจะเป็นหน้าที่อะไร สิ่งเดียวที่เขาต้องการคือการเป็นส่วนหนึ่งของทีมเท่านั้น 

เขาจึงเริ่มอาชีพในวงการฟุตบอลด้วยการเป็นพนักงานนวดให้กับนักเตะในทีม ก่อนจะไต่ลำดับจากล่างขึ้นบนตั้งแต่ บอลบอย, คิตแมน, นักกายภาพบำบัด และอื่นๆ อีกมากมาย เรียกได้ว่าตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ อมาเดอู เหมารับทำหน้าที่มาหมดเกลี้ยงแล้วกับทีมนี้

อย่างไรก็ดี ตามที่ได้กล่าวไปในข้างต้น สโมสรเล็กๆทางตอนเหนือแห่งนี้มาจากเมืองที่ยากจน ทำให้ทีมนี้ไม่ได้มีความสำเร็จอะไรมากมายนัก พวกเขาเองก็เข้าใจและรับสภาพกับสิ่งที่เกิดขึ้น อาจจะไม่ได้หวังถึงแชมป์ใหญ่โตอะไร แต่เป้าหมายของทีมก็ถูกปรับให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อม นั่นคือการเน้นสร้างนักเตะจากรากหญ้าให้พอจะไปขายต่อทำกำไรได้บ้าง บางคนได้มาก บางคนได้น้อย แต่มันก็พอที่จะต่อลมหายใจให้กับทีมๆนี้ไปได้เรื่อยๆ ในขณะเดียวกัน ทีมก็ไม่ประสบความสำเร็จอะไรเลย ส่งผลให้ไม่มีเงินจ้างโค้ชดีๆ นักเตะแพงๆ มาพัฒนาทีม

4ทั้งหมดที่เกิดขึ้นบังคับให้ อมาเดอู ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ในปี 1955 เนื่องจากโค้ชคนเก่าของสโมสรลาออกไปและสโมสรก็ไม่มีเงินจ้างโค้ชคนใหม่ อมาเดอู ที่รู้ทุกซอกทุกมุมของสโมสรแห่งนี้เป็นอย่างดีจึงเริ่มจับงานการเป็นเฮดโค้ชของทีมเป็นครั้งแรกในวัย 29 ปี และหลังจากนั้นเขาก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของทีมๆนี้ และกลายเป็นคนที่วงการฟุตบอลบราซิลให้การยกย่องเป็นอย่างมาก

สู้จนนาทีสุดท้าย 

เราคงไม่สามารถเจาะลึกไปถึงวิธีการทำทีมของโค้ชทีมฟุตบอลในลีกดิวิชั่น 4 ของ บราซิล ได้ เพราะแม้แต่ข้อมูลภาษาโปรตุเกสที่มาจากสื่อในประเทศของพวกเขาเองก็ยังไม่มีการระบุชัดเจนเลย

5อย่างไรก็ตาม เราสามารถเห็นภาพรวมของการทำทีมของ อมาเดอู ได้แบบคร่าวๆ ผ่านสถานะทางการเงินที่ขัดสนของทีมกับจำนวนแชมป์ที่สโมสรเคยได้มา โดยหลักๆแล้ว อเมริกา อามาโซนัส เป็นทีมที่พอมีศักยภาพลงเล่นในระดับที่ประคองตัวเอาตัวรอดในลีก ซีรีย์ ดี ได้ ซึ่ง ซีรีย์ ดี นั้นก็เป็นลีกอาชีพที่สหพันธ์ฟุตบอลบราซิล หรือ CBF รองรับเป็นลีกสุดท้าย หลุดจากนี้ไปต้องดูแลกันเองโดยที่ไม่มีเงินส่วนแบ่งรายได้ที่ทาง CBF จัดหาให้  

สำหรับฟุตบอลบราซิลนั้นมีทัวร์นาเมนต์ต่างๆมากมายที่เหมาะกับทีมเล็กๆแบบนี้ให้สามารถประสบความสำเร็จและลงเล่นอย่างมีความหวังได้ นั่นคือทัวร์นาเมนต์ของรัฐ โดย อเมริกา ในยุคของ อมาเดอู อยู่เพื่อสิ่งนี้ก็ว่าได้ พวกเขาเคยได้แชมป์ของรัฐอามาโซนัส ในรายการ Campeonato Amazonense ได้ 6 ครั้งตลอดการทำงาน 53 ปีของเขา  

จริงๆแล้วแชมป์รายการ Campeonato Amazonense นั้นไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรเลยหากมองจากภายนอก เพราะไม่มีทีมใดเลยที่มีชื่อคุ้นหูแฟนบอลชาวไทยหรือคนที่ติดตามฟุตบอลมาในระดับหนึ่ง รายการนี้จึงเป็นเพียงการแข่งขันกันเองของทีมจากรัฐที่ยากจนเท่านั้น 

ทว่ามันกลับมีความหมายกับพวกเขาในฐานะรัฐที่โดนมองข้าม โดนคนจากตอนเหนือดูถูก รวมถึงได้รับการสนับสนุนที่ต่างกันคนละเรื่องกับทีมทางตอนใต้ที่มีทะเลและชายหาดเป็นไฮไลท์ Campeonato Amazonense จึงเปรียบเสมือนฟุตบอลโลกของพวกเขา.. ทุกการชูถ้วยแชมป์คือความภาคภูมิใจอย่างแท้จริง 

6อมาเดอู ที่พาทีมๆนี้ประคองตัวอยู่ในลีกระดับชาติและมาเน้นสู้ตายเอากับฟุตบอลรัฐ เคยบอกไว้ว่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับทีมๆนี้ตลอดช่วงอาชีพของเขาเปรียบเสมือนหน้าประวัติศาสตร์ที่พวกเขาได้เขียนขึ้น แม้ใครจะมองข้ามและด้อยค่า ไม่เห็นความสำคัญ แต่ทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในแต่ละแชมป์ของ อเมริกา อามาโซนัส ล้วนเป็นตำนานทั้งสิ้น

"การเล่าเรื่องมหัศจรรย์จากบทกวีหรือบทความต่างๆ บางครั้งมันก็ดูเหมือนเป็นการใส่จินตนาการจนดูเหมือนกับเป็นเรื่องเวอร์เกินจริงสำหรับคนอ่าน แต่ในทางกลับกัน สำหรับใครก็ตามที่ได้สัมผัสและมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวนี้ ต่างก็ยกให้บุคคลที่อยู่ในเรื่องราวที่กล่าวมาเป็นตำนานในจินตนาการตามแบบของพวกเรา" อมาเดอู กล่าว

"อเมริกา อามาโซนัส ไม่เคยได้รับการสนับสนุนที่ดีเลยตั้งแต่ผมจำความได้ พวกเราพยายามอย่างมากที่จะไปให้ไกลกว่านี้ ในช่วงยุค 90s เราเคยได้นักธุรกิจมาช่วยเราอยู่พักนึง มันสร้างความแตกต่างในแบบที่พวกเราไม่เคยเจอ เราได้รับการช่วยเหลือด้านอาหาร, อุปกรณ์ที่ใช้ในการซ้อมต่างๆ แม้กระทั่งเรื่องที่หลับที่นอน รวมถึงค่าเดินทางที่ช่วยให้เราสามารถไปแข่งขันในที่อื่นๆได้" 

7เขาพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้สโมสรนี้ได้ไปต่อ แต่เนื่องจากอายุของเขามากขึ้นทุกวัน ทุกครั้งที่เขาถูกสื่อบราซิลจีบไปสัมภาษณ์ เขาก็จะพูดถึงเรื่องการหาผู้สนับสนุนสโมสรแห่งนี้อยู่เสมอ เขาต้องการคนที่จะมารับผิดชอบหลายสิ่งหลายอย่างที่เขาแบกมาจนอายุ 80 กว่าปีให้ได้ สิ่งสำคัญที่สุดคืออย่างน้อยที่สุดทีมๆนี้ก็ยังสำคัญต่อผู้คนในเมืองและเหล่านักเตะอายุน้อยที่อาจจะได้ต่อยอดจนกลายเป็นนักเตะที่ดี มีรายได้งามๆจนสามารถหลีกหนีความยากจนในแบบของคนทางเหนือได้ในอนาคต 

ภารกิจสุดท้ายของ อมาเดอู จึงไม่ใช่การบันดาลแชมป์หรืออะไรทั้งนั้น เพราะเขาก็รู้ตัวดีว่าเวลาในการเป็นโค้ชของเขากำลังจะหมดลงแล้ว.. ในปี 2008 เขาตัดสินใจลงจากตำแหน่งเฮดโค้ชเพื่อรับหน้าที่ประธานสโมสร ที่จะต้องหาสปอนเซอร์สำหรับการเปลี่ยนผ่านในการขายทีม จนกระทั่งเมื่อถึงปี 2010 ทุกอย่างก็เสร็จสิ้นลงด้วยดี สโมสรเปลี่ยนมือผู้บริหาร และเป็นครั้งแรกที่ตระกูล เตเซร่า ส่งต่อสโมสรที่พวกเขาสร้างขึ้นมาให้คนนอกตระกูลดูแลต่อ 

8
9ขณะที่ตัวของ อมาเดอู นั้นเรียกได้ว่าเขาได้ทำภารกิจสำเร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ร่างกายของเขาก็เหมือนกับรู้เวลา ความป่วยไข้รุมเร้าเขาจนต้องเข้ารับการผ่าตัดใหญ่ จนทำให้เขาสูญเสียการพูดและการได้ยินไปในช่วงบั้นปลายของชีวิต ถึงกระนั้น เจ้าตัวก็ยังคงมีส่วนร่วมกับวงการกีฬาในเมืองบ้านเกิดอยู่เสมอ

และเมื่อถึงปี 2017 อมาเดอู ก็ได้เสียชีวิตลงในวัย 91 ปี จากอาการป่วยที่รุมเร้า หลังต้องนอนรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียูนานถึง 4 เดือน สื่อฟุตบอลหลายเจ้าได้พูดถึงเขาในฐานะโค้ชที่คุมทีมนานที่สุดในโลก และจากนั้นชื่อของสโมสร อเมริกา อามาโซนัส ก็ถูกพูดถึงมากขึ้นเนื่องจากความยิ่งใหญ่ของ อมาเดอู 

10
11ณ เวลานี้สโมสรกำลังเดินไปข้างหน้าด้วยกลุ่มผู้บริหารและโค้ชคนใหม่ แม้จะมีทิศทางดีขึ้นแต่ก็ยังไม่ดีพอที่จะก้าวพ้นระดับลีก ซีรีย์ ดี แต่อย่างน้อยๆ พวกเขาก็ยกระดับจากทีมกลางค่อนล่างของลีกนี้ขึ้นมาเป็นทีมที่ได้ลุ้นโควตาเลื่อนชั้นและได้เล่นเกมเพลย์ออฟบ่อยขึ้นแล้วในช่วงหลัง

ที่สุดแล้วต่อให้สโมสรนี้จะไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้ไกลเท่าที่ใครคาดหวัง แต่พวกเขาย่อมต้องภูมิใจในทุกๆวันที่สโมสรแห่งนี้ยังมีอยู่ เพราะมันเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงต่างๆในท้องถิ่น เป็นการช่วยสร้างงานสร้างอาชีพ ช่วยให้ผู้คนในเมืองได้มีทีมฟุตบอลให้เชียร์และได้มาทำกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งนี่คือเป้าหมายที่ อมาเดอู เตเซร่า พยายามประคับประคองทีมๆนี้ให้คงอยู่ในสถานะดังกล่าวมาตลอดอาชีพการทำงาน 53 ปีของเขา 

อัลบั้มภาพ 11 ภาพ

อัลบั้มภาพ 11 ภาพ ของ ให้ตายก็ทิ้งไม่ได้ : "อมาเดอู เตเซร่า" โค้ชฟุตบอลที่คุมทีมเดียวนานถึง 53 ปี

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล