อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่ : ศิลปินลูกหนังต้นแบบ “เบอร์ 10” ที่แม้แต่คู่แข่งก็เกลียดไม่ลง

อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่ : ศิลปินลูกหนังต้นแบบ “เบอร์ 10” ที่แม้แต่คู่แข่งก็เกลียดไม่ลง
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

คำถามโลกแตกของวงการฟุตบอลอิตาลีคือ “ใครคือนักเตะหมายเลข 10 ที่เก่งกว่ากันระหว่าง ฟรานเชสโก้ ต็อตติ จาก โรม่า หรือ อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่ ของ ยูเวนตุส

ในปี 2006 ต็อตติ เป็นผู้ชนะของคำถามนี้อย่างกลาย ๆ จากการได้เป็นจอมทัพและสวมหมายเลข 10 ของ ทีมชาติอิตาลี ชุดคว้าเเชมป์โลกสมัยที่ 4 

ทว่าในเวลาเดียวกันกับเป็นความสำเร็จที่ทำให้ได้คำตอบของอีกคำถามว่า “ถ้าเป็นอย่างนั้น ทำไม เดล ปิเอโร่ จึงเป็นคนที่ ต็อตติ บอกว่ายิ่งแก่ก็ยิ่งน่ากลัวที่สุดเท่าที่เคยเจอล่ะ ?”

นี่คือเรื่องราวของ เดล ปิเอโร่ และหมายเลข 10 กับความมหัศจรรย์ของเขาล้วน ๆ ติดตามทั้งหมดได้ที่นี่กับ Main Stand 

"อิล ปินตูริคิโอ" 

ตำแหน่งผู้เล่นหมายเลข 10 ในสไตล์แบบอิตาเลียน ถือเป็นลักษณะเฉพาะที่ถือเป็นต้นแบบของคำว่า "หน้าต่ำกึ่งเพลย์เมกเกอร์อย่างแท้จริง" และในยุคหนึ่งนักเตะสไตล์แบบนี้ถือว่ามีความสำคัญและลงตัวกับระบบการเล่นเป็นอย่างมาก 

ย้อนกลับไปในช่วงต้นยุค 90s เป็นต้นมา ระบบการเล่นใด ๆ ก็ตามบนโลกฟุตบอล มักจะจบลงด้วยกองหน้า 2 ตัว ไม่ว่าจะ 4-4-2, 3-5-2, 5-3-2 หรืออะไรก็ตามแต่ มันมีเหตุผลที่เป็นเช่นนั้น 


Photo : ngiik-ngeek.blogspot.com/

สไตล์หน้า 2 ที่กล่าวมา มีเหตุมาจากในช่วงเวลานั้นฟุตบอลเริ่มมีรูปแบบการเล่นที่สมดุลรับรุกมากขึ้น มีระบบระเบียบ มีความเข้าใจทั้งด้านการเล่นได้ทั้งแบบตั้งรับแล้วสวนกลับ หรือแม้กระทั่งการปรับมาเล่นบุกเต็มรูปแบบก็ย่อมได้เช่นกัน

การวางกองหน้า 2 คนไม่ได้หมายความว่าทั้ง 2 คนจะต้องลอยขึ้นมาห้อยเป็นกองหน้าเล่นแต่ในแดนคู่ต่อสู้อย่างเดียว เพื่อความสมดุลกองหน้าจะถูกแบ่งเป็น 2 หน้าที่ได้แก่หน้าที่ของ "หมายเลข 9" ที่เป็นสไตรเกอร์ตัวจริงเสียงจริงเน้นจังหวะจบสกอร์เป็นหลัก ขณะที่ "หมายเลข 10" จะมีหน้าที่กึ่งเพลย์เมกเกอร์ หลัก ๆ แล้วจะทำการเชื่อมระหว่างเเดนกลางไปถึงเเดนหน้า เอาบอลจากกองกลางไปป้อนให้เบอร์ 9 ยิง และในขณะเดียวกันเมื่อถึงเวลาจบสกอร์เองพวกเขาก็ทำหน้าที่นั้นได้แบบไม่เคอะเขิน

ดังนั้นกองหน้าสไตล์เบอร์ 10 มักจะเป็นนักเตะที่เทคนิคดี แพรวพราวเหลี่ยมจัด และที่สำคัญต้องฉลาดและมีสัญชาติญาณกองหน้าในเวลาเดียวกันด้วย และ เบอร์ 10 ที่ถูกจดจำได้มากที่สุดคือเบอร์ 10 สไตล์อิตาเลียนขนานแท้ และ อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่ ตำนานดาวยิงของ ยูเวนตุส เจ้าของฉายา  "อิล ปินตูริคิโอ" สามารถอธิบายความเป็นเบอร์ 10 แบบอิตาเลียนสไตล์ได้เป็นอย่างดี 


Photo : twitter.com/footballmemorys

เดล ปิเอโร่ เริ่มเล่นฟุตบอลกับทีม ปาโดวา ตั้งแต่เยาวชน ก่อนได้ขึ้นชุดใหญ่ในช่วงปี 1991 เขาผลุบ ๆ โผล่ ๆ ในทีมชุดใหญ่อยู่ 2-3 ปี ได้ลงสนามเพียง 14 นัด ยิงไปแค่ 1 ประตูเท่านั้น

หากมองจากสถิติของนักเตะตำแหน่งกองหน้า เดล ปิเอโร่ คงมีมาตรฐานระดับกองหน้าธรรมดาทั่วไปไม่มีอะไรโดดเด่น แต่ถ้าคุณมองเขาในฐานะ "ผู้เล่นหมายเลข 10" คุณจะเข้าใจว่าทำไม ยูเวนตุส จึงยอมซื้อกองหน้าที่สถิติธรรมดา ๆ คนนี้มาร่วมทีม และยืนยันกับเขาด้วยว่า "คุณจะมาเป็นตัวหลักของเรา" 

แฟนตาติสต้า 

การจะดึงกองหน้าจากปาโดวาครั้งนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย เพราะ ยูเวนตุส ไม่ใช่ทีมเดียวที่อยากจะได้ เดล ปิเอโร่ ในวัย 18 ปี … เอซี มิลาน ในยุค "ป๋าแบร์" ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี่ เป็นเจ้าของทีม ก็อยากได้ตัว เดล ปิเอโร่ ด้วย 

มิลาน ในตอนนั้นมีกองหน้าที่เก่งมาก ๆ อย่าง มาร์โก ฟาน บาสเท่น ตำนานกองหน้าทีมชาติเนเธอร์แลนด์ เป็นตัวยืนและทำหน้าที่ตำแหน่งหมายเลข 9 ดังนั้นพวกเขาจึงอยากจะได้หมายเลข 10 ที่เขามารับหน้าที่ตรงนี้แทน 


Photo : facebook.com/Juventus

"แบร์ลุสโคนี่ ติดต่อผมเข้ามาและผมก็เกือบจะย้ายไป มิลาน แล้ว เพียงแต่ตอนนั้นผู้อำนวยการกีฬาของ ปาโดวา อย่าง มาริโอ อกราดี้ บอกผมว่าทีมเราต้องการเงินก้อนโตจากการย้ายทีมของผม นั่นคือเหตุผลที่ผมตัดสินใจย้ายไปเล่นให้ ยูเวนตุส เเทน"  เดล ปิเอโร่ กล่าว

ยูเวนตุส ยอมจ่ายเงินประมาณ 5.5 พันล้านลีร์ หรือเทียบเท่ากับ 3 ล้านปอนด์ในเวลานั้น เพื่อให้เห็นภาพชัด ๆ นี่คือราคาที่พอฟัดพอเหวี่ยงกับสถิตินักเตะแพงที่สุดในเกาะอังกฤษ จากครั้งที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซื้อตัว รอย คีน มาจาก น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ (3.4 ล้านปอนด์) ในปี 1993 นั่นเอง

โจวานี่ ตราปัตโตนี่ กุนซือของ ยูเวนตุส ในเวลานั้นยืนยันว่าอย่างไรเสียก็จะพลาดนักเตะแห่งอนาคตคนนี้ไม่ได้ สิ่งที่ ตราปัตโตนี่ เห็นคือการสร้างสรรค์ที่เหมือนกับกองกลางตัวรุก และการเล่นในกรอบเขตโทษได้เฉียบขาด ใช้โอกาสอย่างมีสมอง 

นี่คือการย้ายทีมที่ เดล ปิเอโร่ อาจจะไม่ได้เลือกด้วยสัญชาตญาณ แต่มันก็ดีต่อตัวเขามาก ๆ เพราะในตอนนั้นเขาอายุ 18 ปี และแน่นอนเขายังต้องเรียนรู้อะไรอีกเยอะ โชคดีมาก ๆ ที่ตอนนั้นกองหน้าของ ยูเวนตุส คือ "ต้นเเบบ เบอร์ 9 และ 10" อย่าง ฟาบริซิโอ ราวาเนลลี่ และ โรแบร์โต้ บาจโจ้ โดยเฉพาะในรายของ บาจโจ้ นั้น เดล ปิเอโร่ ได้เรียนรู้ความเป็นหมายเลข 10 ในแบบ "แฟนตาติสต้า" หรือผู้สร้างความมหัศจรรย์ได้โดยตรงเลยทีเดียว


Photo : twitter.com/90sfootball

"ผมกับ บาจโจ้ ถือเป็นคนบ้านเดียวกัน บ้านเกิด โรบี้ กับผมห่างกันไม่ถึง 50 กิโลเมตร ผมกับเขาพูดภาษาเดียวกันได้ และการใช้เวลา 2 ปีกับเขาที่ ยูเวนตุส คือก้าวสำคัญในชีวิตนักฟุตบอลของผม เราลงเล่นและชนะด้วยกัน เรามีความทรงจำดี ๆ และเป็นเเชมเปี้ยนทั้งคู่"  

หากถามว่า เดล ปิเอโร่ เก่งขึ้นขนาดไหนในช่วงเวลาที่เขาเริ่มค้าแข้งกับ ยูเวนตุส ก็คงต้องถามนักเตะเบอร์ 10 ที่เป็นเบอร์ 1 ของโลกในเวลานั้นอย่าง ดิเอโก้ มาราโดน่า ดู ตอนนั้น มาราโดน่า อยู่ในช่วงท้ายอาชีพค้าแข้งแล้ว และเขาบอกว่านักเตะที่เขาชอบที่สุดในตำแหน่งเดียวกัน ณ ตอนนั้นคือ "เดล ปิเอโร่"


Photo : metropolitanmagazine

"ยุคนี้มีนักเตะหมายเลข 10 หลายคนทำผลงานได้อย่างโดดเด่นและพิสูจน์ให้โลกเห็นเเล้วว่าพวกเขาเก่งและหลักแหลมจริง แต่ถ้าให้ผมเลือกจากมุมมองส่วนตัว เดล ปิเอโร่ คือความแตกต่างที่ผมสัมผัสได้ เขาต่างจากนักเตะอย่าง ซีเนดีน ซีดาน" มาราโดน่า เริ่มกล่าว

"เขา (เดล ปิเอโร่) เป็นนักเตะที่ลงเล่นด้วยความสร้างสรรค์โดยจิตวิญญาณ และเหนือชั้นโดยสัญชาตญาณ ผมรู้สึกได้ถึงสิ่งนั้น และถ้าให้เลือกระหว่าง เขา กับ ซีดาน ผมว่าผมชอบ เดล ปิเอโร่ มากกว่า"

ยิ่งกว่าความเก่งคือการเป็นทีมเพลเยอร์ 

หลังจากที่ บาจโจ้ ย้ายไป เดล ปิเอโร่ ก็กลายเป็นเจ้าชายของ ยูเวนตุส เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น เขาคือคนที่สร้างสรรค์และแต่งแต้มสีสันให้กับเกมรุกของทีมที่มีสีขาว-ดำ เป็นสีประจำสโมสรให้สดใสมากที่สุดในยุคนั้น 

นอกเหนือจากการเป็นเบอร์ 10 ที่ดีที่ทำหน้าที่เป็นหัวใจในเกมรุกของทีม นั่นคือการทำงานร่วมกับคนอื่น ๆ กล่าวคือผู้ร่วมของเขาโดยตรง (กองหน้าหมายเลข 9) ของยูเวนตุส ไม่ว่ากี่สมัย ๆ ต่างพูดถึง เดล ปิเอโร่ ในทิศทางเดียวกันหมด นั่นคือการยิงประตูของพวกเขาง่ายขึ้นมาก ๆ เมื่อมีนักเตะอย่าง เดล ปิเอโร่ อยู่ข้างหลัง

จานลูก้า วิอัลลี่, ฟาบริซิโอ ราวาเนลลี่, ฟิลิปโป อินซากี้, ดาวิด เทรเซเก้ต์ และ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช คือกองหน้าระดับโลกในยุคของพวกเขา และทุกคนต่างพูดถึง เดล ปิเอโร่ เช่นนั้น โดยเฉพาะในรายของ เทรเซเก้ต์ ที่เคยเคียงบ่าเคียงไหล่กับ เดล ปิเอโร่ นานกว่าใคร ที่บอกว่าแม้ว่าเขาจะเคยร่วมงานกับนักเตะระดับเเชมป์โลกในทีมชาติฝรั่งเศสหลายคน แต่ เดล ปิเอโร่ ก็ยังเป็นนักเตะที่ดีที่สุดในความคิดของเขาอยู่ดี 

"ใครคือเพื่อนร่วมทีมที่ดีที่สุดของผมน่ะเหรอ ? ยากนะถ้าจะให้เลือกแค่คนเดียว แต่ผมได้รู้จักนักเตะที่ยอดเยี่ยมมากมาย และ เดล ปิโอร่ คือหนึ่งในคนที่เก่งที่สุดเหล่านั้น" เทรเซเก้ต์ กล่าว 

ช่วงเวลาอาชีพที่ยาวนานของ เดล ปิเอโร่ อาจจะต้องขับเคี่ยวกับนักเตะรุ่น ๆ เดียวกันอย่าง ฟรานเชสโก้ ต็อตติ จาก โรม่า อยู่บ้าง แต่อย่างไรเสียหากจะถามว่าใครเก่งกว่ากันคงเป็นคำถามโลกแตกไม่แพ้ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกันแน่นอน ของแบบนี้มันอยู่ที่ความชอบ และตัวนักเตะทั้งคู่ผู้เล่นตำแหน่งเบอร์ 10 ที่แจ้งเกิดและพีคพร้อม ๆ กันต่างก็ยอมรับตัวของอีกคนเสมอ และบังเอิญว่า เดล ปิเอโร่ ก็ไม่ใช่คนเจ้ายศเจ้าอย่าง เพราะในทัวร์นาเมนต์ที่สำคัญที่สุดในชีวิตเขาอย่างฟุตบอลโลกปี 2002 หรือ 2006 เขายินดีและไม่งอแงเลยแม้แต่น้อยที่เสื้อเบอร์ 10 เบอร์เก่งของเขาถูกเลือกให้ ต็อตติ จน เดล ปิเอโร่ ต้องขยับมาใส่เบอร์ 7 เเทน ทั้งที่ในฟุตบอลโลก 1998 เขาเป็นเจ้าของเสื้อหมายเลข 10

นอกจากนี้รายละเอียดการเล่นในทีมชาติอิตาลีชุดนั้น ต็อตติ คือจอมทัพ และ เดล ปิเอโร่ คือคนที่ต้องลดบทบาทของตัวเองลงมา แต่หากใครยังจำประตูของ เดล ปิเอโร่ ในนัดรองชนะเลิศที่ อิตาลี ชนะ เยอรมัน ได้นั้น คุณจะเข้าใจว่า เดล ปิเอโร่ คือทีมเพลเยอร์ตัวจริงและสมควรแล้วที่ใคร ๆ ก็ต้องยกย่องเขา

หากคุณมองประตูนั้นเผิน ๆ คุณจะสังเกตวิธีการเล่นรับเเล้วโต้กลับเร็วแบบ อิตาเลียนสไตล์ ขนานแท้ แต่หากเจาะไปให้ลึกที่ เดล ปิเอโร่ คนเดียว คุณจะได้เห็นว่า ณ นาทีนั้น เดล ปิเอโร่ ถอยต่ำถึงขั้นมาช่วยยืนป้องกันในเขตโทษของตัวเอง หากเทียบตำแหน่งก็แทบจะกลายเป็นวิงแบ็กฝั่งซ้ายเลยด้วยซ้ำ 

แต่จังหวะที่ ฟาบิโอ คันนาวาโร ตัดบอลจากลูกโยนไกลของเยอรมันมาได้ เดล ปิเอโร่ ที่อยู่ในสถานะช่วยประกบ "ตัวต่อตัว" กับนักเตะเยอรมัน ก็เริ่มออกวิ่งทันทีและรู้ว่าเพลย์นี้สามารถจบลงที่เขาได้

ขณะที่ อิตาลี ตัดบอลได้ คันนาวาโร่ ทำตามแผนที่ทีมใช้มาตลอดคือการฝากบอลไว้่ที่ ต็อตติ เพื่อขึ้นเกมรุก จากนั้น ต็อตติ ก็แทงบอลทีเดียวให้ อัลแบร์โต้ จิลาร์ดิโน่ ดวลกับกองหลังเยอรมันแบบ 1 ต่อ 2 

นาทีนั้นเป็นนาทีที่ 119 หาก จิลาร์ดิโน่ เก็บบอลไว้กับตัวและดึงช้า อิตาลี จะสามารถเผาเวลาได้ เพราะตอนนั้นเขาก็ไม่มีแรงเหลือจะดวลกับ คริฟตอฟ เม็ตเซลเดอร์ ที่ยืนขวางทางอยู่แล้ว นั่นคือทางออกที่ดี แต่การวิ่งสปรินต์เต็มฝีเท้าของ เดล ปิเอโร่ ที่อยู่ในกรอบ 18 หลาคือจุดเปลี่ยนของเพลย์นั้น เขาใช้แรงเฮือกสุดท้ายวิ่งขึ้นมาเเละเล่นเกมรุก ในขณะที่นักเตะเยอรมัน หมดก๊อกได้แต่ยืนดู ไม่มีใครถอยลงมาช่วยแนวรับเเล้ว

จังหวะที่ จิลาร์ดิโน่ เงยหน้ามาเจอกองหลังเยอรมันที่ห้อยอยู่ 3 คนสุดท้าย เดล ปิเอโร่ ก็ "มาตามสูตร" วิ่งอ้อมหลังเขาตำราสวนกลับเป๊ะ จิลาร์ดิโน่ ดึงจังหวะหลอก 1 ครั้ง และไหลให้ เดล ปิเอโร่ ดวลกับ เยนส์ เลห์มันน์ ก่อนที่ "แฟนตาติสต้า" จะเอียงตัวซัดเข้าเสาไกลไปอย่างสุดปัญญาจะเซฟ และประตูดังกล่าวทำให้ อิตาลี ปิดประตูแพ้เกมนั้นโดยไม่ต้องลุ้นในช่วงทดเวลาอีกต่อไป

"ผมและผู้เล่นในทีมคนอื่น ๆ ไม่ต้องรอให้ใครบอกอะไรทั้งนั้น พวกเราซ้อมกันมาเป็นอย่างดีเเล้ว นี่คือสิ่งที่เราได้เตรียมการไว้สำหรับการแข่งขันนัดนี้โดยเฉพาะ" เดล ปิเอโร่ กล่าวถึงการออกวิ่งเต็มสปีดและยิงตัดสินเกมของเขา 

คุณสามารถเข้าใจได้ทันทีจากประตูนี้ว่าแม้จะมีพรสวรรค์ในการสร้างสรรค์เกมแบบศิลปินลูกหนัง แต่ทัศนคติของ เดล ปิเอโร่ นั้นกินขาดไหน นี่คือนักเตะที่เล่นเป็นทีมได้ดีที่สุดคนหนึ่ง และเป็นนักเตะที่ไม่ว่าเพื่อนร่วมทีมและคู่แข่งต่างก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เดล ปิเอโร่ ไม่ใช่แค่ยอดนักเตะ แต่เป็นยอดคนโดยแท้จริง

 

"เดิมที่ อเล็กซ์ (เดล ปิเอโร่) คือคู่แข่งโดยตรงของผมมาตลอด แต่ถึงกระนั้นเขาก็เป็นนักเตะที่เหลือเชื่อและเป็นคนที่ยอดเยี่ยมด้วย เขาเป็นสัญลักษณ์ของเเชมเปี้ยนและความสำเร็จที่ ยูเวนตุส เขารักเสื้อเบอร์ 10 ของเขา และเปลี่ยนมันเป็นความเจ็บปวดให้กับผู้รักษาประตูฝั่งตรงข้าม" 

"ยิ่งเราอายุมากขึ้นกันเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งกลัวที่จะต้องเผชิญหน้ากับเขามากเท่านั้น นี่คือหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุด ความรู้สึกเดียวที่มีให้คือการให้ความชื่นชมและความเคารพเขาในคราวเดียวกัน" ต็อตตี้ คู่แข่งเบอร์ 1 ของ เดล ปิเอโร่ กล่าว

ตำนานผู้จงรักภักดี 

ทั้งหมดนี้คือการยืนยันการเป็นนักเตะระดับโลกของเขา แต่ยิ่งไปกว่าการเป็นตำนานในแง่ของความสำเร็จ เดล ปิเอโร่ ยังเป็นหนึ่งในไอคอนตลอดกาลของวงการฟุตบอลอิตาลีอีกด้วย โดยเฉพาะในเรื่องความจงรักภักดี 

ในช่วงที่ ยูเวนตุส ประสบปัญหาคดี "กัลโช่โปลี" หรือการล็อกผลการแข่งขัน จนทีมต้องโดนปรับตกชั้นไปเล่นใน เซเรีย บี พร้อมกับถูกตัดแต้ม นักเตะดัง ๆ หลายคนได้ย้ายออกจากทีมไปเพื่อเลือกเส้นทางอาชีพที่ดีกว่า แต่ เดล ปิเอโร่ เป็นคนแรกที่ยืนยันว่า "เขาคือกัปตันทีมและเขาจะไม่ทิ้งทีมไปไหนทั้งนั้น" ซึ่งการให้สัมภาษณ์ครั้งนั้นสร้างประโยคคลาสสิกที่กินใจตลอดกาลคือประโยคที่เขาบอกว่า

“สุภาพบุรุษที่แท้จริงไม่เคยทิ้งผู้หญิงที่อยู่ข้างกายของเขา” นั่นคือเหตุผลที่ เดล ปิเอโร่ อยู่กับทีมไปจนถึงปี 2012 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทีมต้องการเปลี่ยนถ่ายเลือดจากยุคเก่าที่ไร้ความสำเร็จ สู่ยุคใหม่ที่ครองความยิ่งใหญ่ในเซเรีย อา มานานกว่า 1 ทศวรรษอย่างที่เราได้เห็นในเวลานี้

 

แม้จะจบไม่ค่อยสวยนักแต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับในความเป็นสุภาพบุรุษของ เดล ปิเอโร่ คือเขาไม่เคยว่าร้ายทีมเก่าของเขา หรือออกมาสาวไส้ให้กากินเลย สิ่งเดียวที่เขาพูดถึง ยูเวนตุส คือช่วงเวลาดี ๆ เสมอ และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้ไม่ว่าใครก็ต้องหลงรักหมายเลข 10 คนนี้ 

"หากคุณจะอธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง ยูเวนตุส กับ เดล ปิโร่ มันยากที่จะหาคำมาเปรียบเปรยได้ เขาเล่นให้ ยูเวนตุส มากว่า 20 ปี เขาคือส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของสโมสรนี้ ... เมื่อใครก็ตามในโลกพูดคำว่า "ยูเว่" ภาพแรกที่พวกเขานึกถึงจะเป็นภาพของ เดล ปิเอโร่ ... นี่คือคำอธิบายที่ดีที่สุดเท่าที่ผมจะบอกคุณได้" พาเวล เนดเว็ด กองกลางผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสโมสร ยูเวนตุส ณ ปัจจุบันกล่าวสรุปโดยสมบูรณ์