รับชมที่นี่! รวมหนังผีสุดสยอง

ลาปอร์ต้า vs คูมัน : Civil War ที่พังบาร์เซโลน่าไม่แพ้เรื่องเงิน

ลาปอร์ต้า vs คูมัน : Civil War ที่พังบาร์เซโลน่าไม่แพ้เรื่องเงิน
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

หากไร้เงินแต่ยังมีคลาส ก็ยากที่ใครจะดูถูกและเอาชนะคุณได้ง่าย ๆ ... เรื่องราวของ บาร์เซโลน่า ควรจะเป็นเช่นนั้นกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในเวลานี้  

แม้การเงินจะหดหาย วิกฤตโควิดจะเล่นงานขนาดไหน แต่พวกเขาเคยเป็นอดีตทีมที่สโมสรทั่วโลกไม่อยากเจอ ย้อนไปไม่ไกลนัก นี่คือสโมสรที่สามารถเอาชนะได้ทุกทีมบนโลก 

ทว่า ทำไปทำมา บาร์เซโลน่า ไม่เหลืออะไรให้น่าเกรงขามเลย และเรื่องนี้มันไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่มันคือปัญหาภายในระหว่าง โรนัลด์ คูมัน เฮดโค้ชของสโมสร กับ โจน ลาปอร์ต้า ท่านประธานคนใหม่ 

เรื่องราวเป็นเช่นไร ติดตามได้ที่ Main Stand

ตัวสำรองผิดเสมอ 

ทุกคนรู้ดีว่าปัญหาของ บาร์เซโลน่า เกิดจากเรื่องการบริหารองค์กรที่ผิดพลาดแทบทุกเรื่อง ตั้งแต่ยุคของประธานคนเก่าอย่าง โจเซป มาเรีย บาร์โตเมว และช่วงเวลาแห่งความย่ำแย่ที่ บาร์โตเมว อยู่กับทีม คือช่วงเวลาเดียวกันกับที่อดีตประธานคนเก่าอย่าง โจน ลาปอร์ต้า ไล่ล็อบบี้ฐานเสียงของสมาชิกผู้มีสิทธิ์โหวตประธานสโมร ในการเลือกตั้งครั้งใหม่เมื่อปี 2020 

โดยในช่วงเวลานั้น มีข้อมูลหลายอย่างที่สื่อหลายเจ้ารายงานตรงกัน เกี่ยวกับแผนการของ ลาปอร์ตา ที่จะทำหากได้รับเลือก และหนึ่งในนั้นคือการ "เปลี่ยนโค้ช" ให้เหมาะสมกับสภาพทีม ณ เวลานั้น

ในช่วงปี 2020 คาบเกี่ยวปี 2021 เป็นช่วงเวลาที่วุ่นวายมากของสโมสร เพราะนอกจากปัญหาเรื่องเงินแล้ว วงในของสโมสรยังซัดกันนัวเนีย บาร์โตเมว เสียความไว้ใจจากกลุ่มนักเตะซีเนียร์ เพราะเชื่อว่านักเตะกลุ่มนี้คือคนที่พยายามต่อต้าน และไม่ให้ความร่วมมือในการบริหารงานของเขา

 

เอริค อบิดัล อดีตนักเตะของสโมสรที่นั่งแท่นประธานฝ่ายเทคนิค ก็มีเรื่องกับซีเนียร์อย่าง ลิโอเนล เมสซี่ ไอคอนเบอร์ 1 ของทีม ทุกอย่างจึงวุ่นวายจนงานของ ลาปอร์ต้า คือการการันตีกับสมาชิกผู้มีสิทธิ์โหวตทุกคนว่า หากเขาได้เข้ามาเป็นประธานสโมสร เรื่องราวที่ไร้ความเป็นมืออาชีพนี้จะหมดไป และสโมสรจะทำการเปลี่ยนเลือดใหม่ตั้งแต่ต้น โดยเริ่มจากเฮดโค้ชที่ ณ เวลานั้น โรนัลด์ คูมัน เพิ่งมารับตำแหน่งหลังจากที่ทีมเพิ่งปลด กีเก้ เซเตียน ออกจากสโมสรไปด้วย 

สื่ออย่าง ESPN บอกว่า ลาปอร์ต้า ไม่เคยเชื่อมั่นในการทำทีมของคูมัน ที่ระยะหลังนอกจากผลงานที่ผ่านมาจะไม่มีความสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันแล้ว เขายังชื่อว่าคูมันเป็นโค้ชที่โบราณเกินกว่าจะเข้าใจฟุตบอลยุคใหม่ โดยเฉพาะกับทีมอย่าง บาร์เซโลน่า ที่จะต้องเปลี่ยนทีมแบบพลิกโฉมหน้าไปเลย 

ลาปอร์ต้า มีเป้าหมายอยู่ 3 คนในตอนแรกนั่นคือ ชาบี เอร์นันเดซ อดีตกองกลางของทีมที่อยู่กับทีมมาตั้งแต่ยังเป็นเยาวชน, เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ผู้เริ่มต้นยุคทองของทีมในช่วงปลายยุค 2000s ต่อต้นยุค 2010s และ ฮันซี่ ฟลิค ของ บาเยิร์น มิวนิค (ปัจจุบันคุมทีมชาติเยอรมันชุดใหญ่ไปแล้ว) 

เป้า 2 กับ 3 อย่าง เป๊ป และ ฟลิค ยากมาก เพราะทั้ง 2 คนมีหน้าที่การงานที่ดีและอนาคตที่สดใสอยู่แล้ว พวกเขาโปรไฟล์ดีเกินกว่าจะมาเสี่ยงกับทีม บาร์เซโลน่า ยุคใหม่ที่ไม่มีนักเตะระดับโลกให้ใช้งานเหมือนในอดีต ดังนั้น ชาบี จึงเป็นคนที่ ลาปอร์ต้า ตามจีบมาตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง จนกระทั่งเขาได้รับชัยชนะด้วยผลโหวตถล่มทลาย

 

หลังจากได้ตำแหน่งประธาน ลาปอร์ต้า พยายามบอกกับ คูมัน ว่า ทีมจะให้เวลาเขาหางานใหม่ 15 วัน และในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ลาปอร์ต้า จะปิดดีล ชาบี ให้ได้ เหตุผลเพราะเขาเชื่อว่าแม้ ชาบี จะไม่มีประสบการณ์ในการคุมทีมในระดับยุโรป แต่ ชาบี รู้ถึงวิธีการเล่นและสไตล์ของ บาร์เซโลน่า เป็นอย่างดี อีกทั้งสโมสรยังเข้าใจความเป็นไปว่าทีมอาจจะต้องตกต่ำในช่วงเวลาหนึ่ง เพราะเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่าน ดังนั้นการโตไปพร้อม ๆ กับ ชาบี มีสิทธิ์ที่ทีมจะพัฒนาไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน และพวกเขาก็จะได้โค้ชที่พร้อมทำงานระยะยาวกับทีมด้วย 

ทว่าเรื่องทุกอย่างมันพลิกกลับในเวลาไม่กี่วัน จากฝั่งกาตาร์ โดยสโมสร อัล ซาดด์ และสมาพันธ์ฟุตบอลกาตาร์ ได้เพิ่มเงินเดือนให้กับชาบี นอกจากนี้เขายังได้สิทธิพิเศษระดับวีไอพีในวงการฟุตบอลที่กาตาร์ ในระดับที่เข้านอกออกใน โดยจะได้เป็นผู้วางแผนพัฒนาทีมชาติกาตาร์ เพื่อให้พร้อมสำหรับฟุตบอลโลก 2022 ... ซึ่งมันเป็นงานที่ ชาบี มีส่วนร่วมกับ โปรเจ็กต์นี้มาตั้งแต่ช่วงปี 2018 แล้ว 

เมื่อได้ทั้งเงิน ได้ความเคารพ และได้อำนาจในการตัดสินใจ ชาบี จึงเลือกที่จะทำงานที่กาตาร์ต่อไป และยังไม่พร้อมที่จะมาเสี่ยงกับบาร์เซโลน่ายุคใหม่ที่มีโอกาสล้มเหลวมากกว่าประสบความสำเร็จ ชาบี จึงได้ปฏิเสธคำขอของนายเก่าคนสนิทอย่าง ลาปอร์ต้า 

ดังนั้นเมื่อเป้าหมายหลักอย่าง ชาบี, เป๊ป และ ฟลิค พร้อมใจกันปฏิเสธทั้งหมด คูมัน ที่กำลังเก็บข้าวเก็บของก็ได้รับข่าวดี นั่นคือสโมสรจะให้โอกาสเขาอีกครั้งเป็นเวลา 1 ฤดูกาล เพื่อให้เขาพิสูจน์ตัวเอง

 

แม้มติของบอร์ดบริหารจะเป็นเช่นนั้น แต่ทุกคนต่างรู้ดีว่า คูมัน เป็นแค่มวยแทนรอวันให้โค้ชที่ดีกว่าเข้ามาแทนที่เท่านั้น ดังนั้นต่อให้เขาทำดีแค่ไหนโอกาสที่จะได้ทำงานนี้ต่อก็มีน้อย และหากเขาทำผลงานได้แย่ไม่มีพัฒนาการ เขาก็จะโดนประเมินอย่างรวดเร็วและอยู่ในสถานะที่พร้อมโดนไล่ออกทุกเมื่อ ... นี่คือคำถามที่ว่าทำไม คูมัน จึงต้องตอบคำถามเรื่องอนาคตของเขาทุกสัปดาห์จนเจ้าตัวบอกว่า "ไม่ขอตอบเรื่องนี้อีกแล้วเพราะเบื่อเต็มที" 

เมื่ออยู่ไปแล้วไม่เคยได้รับความไว้ใจ และรู้ทั้งรู้ว่าปลายทางต้องโดนไล่ออกอยู่ดี คูมัน จึงเลือกก่อสงครามกลางเมืองขึ้นมา ... และนี่คือความน่ากลัวของคนจนตรอกในวันที่ไม่มีอะไรจะเสีย เขาพร้อมแล้วที่จะประจันหน้ากับทุกคน

Civil War

แรกเริ่มเดิมที คูมัน ก็พยายามทำงานหนักในส่วนของตัวเองอยู่เสมอ แต่ก็ต้องยอมรับว่าผลงานของ บาร์เซโลน่า ไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไรนัก ในปี 2020-21 ทีมอาจจะได้ลุ้นแชมป์ลีก แต่ก็พลาดไป ได้แค่แชมป์ โคปา เดล เรย์ ถ้วยเดียว คูมัน ก็เริ่มแก้ไขสิ่งที่ตัวเองพอจะทำได้ในซีซั่นถัดมา เพียงแต่ว่างานของเขาไม่เคยราบรื่น เพราะทุกครั้งที่ ลาปอร์ต้า ให้สัมภาษณ์เรื่องการเปลี่ยนตัวกุนซือ เขามักจะตอบว่าทีมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงเสมอ นั่นหมายถึงการไม่ให้เกียรติคนที่กำลังทำงานอยู่อย่าง คูมัน เลย

 

"เราคงต้องบอกว่านี่เป็นช่วงเวลาที่เราต้องทบทวนการทำงานของ โรนัลด์ คูมัน โดยละเอียด เพราะเราเห็นว่าเขาทำงานในซีซั่นที่แล้วได้ไม่ดีนัก" 

"เราก็หวังนะว่าเราจะเคารพสัญญาที่ทำไว้ร่วมกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้ทำให้เราควรจะต้องมานั่งคุยกับเขาให้ชัด ๆ โดยด่วน อาจจะภายใน 1 สัปดาห์ หรือ 10 วันนี้แหละ เราจะต้องตัดสินใจเกี่ยวกับเขาสักหน่อย" นี่คือหนึ่งในประโยคที่ ลาปอร์ต้า กล่าวไว้ในช่วงก่อนฤดูกาล 2021-22 จะเริ่มขึ้น ซึ่งมันชัดเจนว่าเขาไม่ได้อยากจะเก็บคูมันไว้กับทีมเลย หากมีตัวเลือกที่ดีกว่า

ด้าน คูมัน ก็ตอบโต้เท่าที่พอจะทำได้ เขาให้เอเยนต์ของเขาเข้าประชุมกับบอร์ดบริหารในฐานะตัวแทนทุกครั้งที่สโมสรต้องการจะเจรจาเรื่องการยกเลิกสัญญากับเขา จุดยืนของ คูมัน ที่ทำเช่นนั้นคือการให้เอเยนต์เข้าไปยืนกรานแทนเขาว่า หากสโมสรคิดจะปลดเขาออกจากทีม ก็จะต้องเตรียมเงินชดเชยตามสัญญาไว้ที่ 10 ล้านยูโร 

เงินจำนวนนี้อาจจะดูไม่มาก แต่สำหรับ บาร์เซโลน่า ในยุคข้าวยากหมากหมากแพง พวกเขาไม่ต้องการจะจ่ายเงินค่าชดเชยระดับนี้แน่นอน ดังนั้นพวกเขาจึงพยายามบีบ คูมัน ให้โค้ชชาวดัตช์รายนี้เลือกทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่ายนั่นคือการลาออกด้วยตัวเอง

 

"ผมกับลาปอร์ต้า เราไม่เคยมีอะไรผิดใจกันเป็นการส่วนตัว แต่สิ่งที่เขาพูดกับสื่อหลายครั้งผมคิดว่ามันไม่ถูกต้อง เขาพูดถึงอะไรต่าง ๆ มากมาย เขาบอกว่าโค้ชอย่างผมไม่ควรได้รับอำนาจในการตัดสินใจทั้งหมด และผมว่าเขาพูดมากเกินไป และดูไม่ฉลาดเลย ไม่ใช่ครั้งเดียว เขาพูดอะไรแบบนั้นบ่อยมาก"

"ถ้าเขามีปัญหากับผม ผมเองก็พร้อมจะคุยกับเขาแน่นอน เรื่องแบบนี้ควรจะคุยกันเป็นการส่วนตัว ผมชอบเวลาที่ได้เข้าไปจับเข่าคุยในห้องประชุม โดนประธานซักถามเกี่ยวกับเรื่องวิธีสร้างทีม และความกังวลใจต่าง ๆ ของสโมสร"

"แต่เขาก็ไม่เคยคุยกับผมแบบนี้ในห้องประชุมเลย เขาเอาไปพูดผ่านสื่อทุกครั้งที่มีโอกาส ทั้ง ๆ ที่เขาควรจะขอบคุณผมด้วยซ้ำ ที่ทำให้สโมสรนี้ยังอยู่บนเส้นทางการสร้างอนาคต" คูมัน ตอบโต้ท่านประธานอย่างเผ็ดร้อน 

สถานการณ์ คูมัน vs ลาปอร์ต้า ดำเนินไปในทุกสัปดาห์ แบบทีใครทีมัน สัปดาห์ไหนที่ทีมชนะ คูมัน ก็จะเริ่มพูดถึงความดีที่ตัวเองทำและพัฒนาการของทีมภายใต้การดำเนินการของเขา ซึ่งในสัปดาห์นั้นฝั่ง ลาปอร์ต้า ก็ต้องเงียบไป พูดอะไรไม่ได้มากกว่าการแสดงความยินดี

กลับกัน ทันใดที่ บาร์ซ่า พบกับความพ่ายแพ้ขึ้นมา ลาปอร์ต้า ก็จะได้พูดในสิ่งที่ตัวเองคิด และย้ำตลอดว่า คูมัน คือคนที่ไม่ใช่ของทีม ๆ นี้ และทีมต้องการโค้ชคนใหม่ที่เข้าใจความเป็นบาร์เซโลน่า และมีปรัชญาในการทำทีมตรงกับสโมสรมากกว่า 

แทนที่ชัยชนะ 1 นัด จะช่วยต่อยอดความมั่นใจไปเรื่อย ๆ บาร์เซโลน่าชุดนี้มองชัยชนะแตกต่างออกไป เพราะทุกผลการแข่งขันทำให้ฝ่ายใดมีโอกาสให้สัมภาษณ์กระทบถึงอีกฝั่งตลอด ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องยากมาก ๆ ที่สโมสรแห่งนี้จะเติบโตในระยะยาว หากยังอยู่ในสถานการณ์ "ทีใครทีมัน" แบบนี้ 

ยกตัวอย่างเช่น หลังเกมแชมเปี้ยนส์ลีกรอบแบ่งกลุ่ม ที่ บาร์เซโลน่า เปิดบ้านแพ้ บาเยิร์น มิวนิค 0-3 หลังเกมนั้นข่าวจากฝั่งบอร์ดบริหารกระพือกันให้แซด ชื่อของกุนซือล็อตใหม่ถูกเปิดเผยเพิ่มขึ้น ทั้ง มิเกล อาร์เตต้า และ โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ เป็นต้น 

ขณะที่ คูมัน เองก็เอาเรื่องส่วนตัวมาปนกันมั่วไปหมด เพราะหลังจากเกมที่แพ้ บาเยิร์น ทีมมีคิวจะต้องเปิดบ้านเจอกับ กรานาด้า ต่อ โดยการสัมภาษณ์ก่อนเกมในวันนั้น คูมัน กลับไม่ฟังสิ่งที่สื่อจะถามเขาเลย เขาพกแถลงการณ์ของเขามา 1 ฉบับ จากนั้นก็อ่านมันรวดเดียวจบ และจบการแถลงข่าวแต่เพียงเท่านี้ 

"สโมสรยืนหยัดร่วมกับผมในฐานะโค้ช ในสถานการณ์การสร้างทีมขึ้นมาใหม่ สถานการณ์ทางการเงินของสโมสรนั้นเชื่อมโยงกับกิจกรรมทางกีฬา และในทางกลับกัน นั่นหมายความถึงเราในฐานะทีมที่จะต้องสร้างขึ้นมาใหม่โดยปราศจากการลงทุนทางการเงิน เรื่องนี้ต้องใช้เวลา" คูมัน แถลง

"เหล่าดาวรุ่งมากพรสวรรค์ในวันนี้จะกลายเป็นยอดนักเตะระดับโลกในอีกหลายปีข้างหน้า ในส่วนของการสร้างทีมนี้ขึ้นมาใหม่นั้น เหล่าดาวรุ่งต้องคว้าโอกาสให้ได้เหมือนกับที่ ชาบี เอร์นันเดซ และ อันเดรส อิเนียสต้า เคยทำเอาไว้ แต่เราต้องขอให้ทุกคนอดทน"

"เราคาดหวังกับแรงสนับสนุนของคุณในช่วงเวลาที่ยากลำบากแบบนี้ เราในฐานะสตาฟและนักเตะ มีความสุขมากกับแรงสนับสนุนของแฟนบอลอย่างที่เราได้รับในเกมกับกรานาด้า" 

นี่คือส่วนหนึ่งของแถลงการณ์ ซึ่งจริง ๆ ยาวกว่านี้พอสมควร แต่มันพอสรุปใจความได้ว่าตอนนี้ บาร์เซโลน่า แบ่งก๊กเป็น 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน เป็นสงครามภายในระหว่างทีมสตาฟและบอร์ดบริหาร 

ขณะที่แฟนบอลก็เห็นต่างกันมากขึ้น แฟนบางกลุ่มเชื่อว่า ลาปอร์ต้า ทรยศสโมสรและผิดสัญญาหลังจากได้ตำแหน่ง เช่นการปล่อย เมสซี่ พ้นทีม และการไม่สามารถจ้างกุนซือที่คิดว่าใช่เข้ามาทำงานได้ ดังนั้นการมัวแต่จะจ้องเล่นงาน คูมัน เป็นการกระทำที่คล้าย ๆ กับการโยนความผิดของประธานสโมสร มากกว่าที่จะเป็นการแก้ปัญหาในสิ่งที่อำนาจของเขาจะทำได้ 

ขณะที่แฟนอีกกลุ่มก็เชื่อว่า โรนัลด์ คูมัน ก็แค่เล่นตามเกมจิตวิทยาของการไม่ยอมแพ้ บ้างก็คิดมากไปถึงขั้นที่ว่าเขาตั้งใจทำทีมแพ้ ให้สโมสรปลดออกเพื่อรับเงินชดเชย 10 ล้านยูโรเลยก็มี 

จากปัญหาทั้งหมดที่กล่าวมา เราน่าจะพอเห็นภาพคร่าว ๆ ได้ว่าทำไม บาร์เซโลน่า จึงออกสตาร์ตฤดูกาลนี้ด้วยความกระท่อนกระแท่นอย่างเหลือเชื่อ พวกเขาทำแต้มหล่นแต้มแล้วแต้มเล่าในเกมลีก ขณะที่คู่แข่งตลอดกาลอย่าง เรอัล มาดริด กลับเก็บแต้มได้เป็นกอบเป็นกำนำโด่งเป็นจ่าฝูง 

ขณะที่เวลาเจอกับทีมใหญ่ด้วยกัน ทีมกลับเล่นแบบไม่มีออร่าของความน่าเกรงขาม โดนไล่ต้อนราวกับเป็นทีมเล็ก ๆ ซึ่งปัญหาทั้งหมดนี้เกิดจากการทำงานที่คิดเห็นกันคนละแบบ

บอร์ดบริหารมองว่าการที่นักเตะโดยไร้ออร่าของผู้ชนะ หน่อมแน้มและอ่อนแอ เป็นการสะท้อนให้เห็นการทำงานของเฮดโค้ชที่อยู่กับทีมทุกวัน ขณะฝั่งโค้ชก็มองว่าเขาจะทำงานเต็มที่ได้อย่างไรขณะที่บอร์ดบริหารพยายามเลื่อยขาเก้าอี้ของเขาทุกครั้งที่มีโอกาส 

ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมเจอกันตรงกลางและตกลงกันไม่ได้ จนทำให้เรื่องที่วุ่นอยู่แล้วก็วุ่นขึ้นเรื่อย ๆ แม้กระทั่งช่วงเวลาที่คุณอ่านบทความนี้อยู่ ข่าวการปลดคูมันและแต่งตั้งโค้ชใหม่ก็ยังมีสื่อเขียนข่าวเพิ่มขึ้นเป็นดอกเห็ด

ทางเดียวที่จะจบเรื่องในเวลานี้ คือการออกจากตำแหน่งของ คูมัน เท่านั้น เพราะตำแหน่งเฮดโค้ชนั้นทำได้ทันที ขณะที่การเปลี่ยนบอร์ดบริหารต้องรอเลือกตั้งครั้งใหม่ ... ง่ายที่สุดคือยอมขาดทุนอีกสักรอบ จ่ายค่าชดเชย 10 ล้านที่ คูมัน ต้องการเสีย การแตกหักและสงครามภายในก็จะจบลง เพียงแต่ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นยังคงดำเนินต่อไป คือ "ใครจะเข้ามาทำแทน และโค้ชคนไหนกันแน่คือคนที่ใช่ ?" 

นอกจากเรื่องเงินแล้ว บาร์เซโลน่า มีเรื่องให้คิดอีกเยอะเลยทีเดียว