ขงเบ้งหงส์แดง : ไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส์ คือ ใคร… ทำไมการลาออกจากลิเวอร์พูลของเขาถึงสะเทือน ?

ขงเบ้งหงส์แดง : ไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส์ คือ ใคร… ทำไมการลาออกจากลิเวอร์พูลของเขาถึงสะเทือน ?
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

ไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส์ ผู้อำนวยการกีฬาเตรียมประกาศลาตำแหน่งหลังหมดสัญญา ทำไมข่าวนี้จึงสำคัญนัก ?

นี่คือเรื่องราวรายละเอียดการทำงานของเขาภายใต้ยุคทองของ ลิเวอร์พูล ที่กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

การลาทีมของ เอ็ดเวิร์ดส์ จะสร้างแรงสั่นสะเทือนขนาดไหน ลิเวอร์พูล จะขาดอะไรไปบ้าง ? ติดตามได้ที่ Main Stand

ไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส์ คือใคร ? 

ไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส์ เป็นขุนศึกคนสำคัญในทีมเบื้องหลังของ ลิเวอร์พูล ชื่อของเขาปรากฏบนหน้าสื่อบ่อยครั้งในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ชัดเจนที่สุดโดยเฉพาะเมื่อมี เยอร์เกน คล็อปป์ เป็นกุนซือ 

เหตุผลที่ชื่อของเขาถูกกล่าวถึง นั่นเพราะว่าในฐานะ "ผู้อำนวยการกีฬา" เอ็ดเวิร์ดส์ คือผู้อยู่เบื้องหลังดีลสำคัญ ๆ ที่เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ พลิกฟื้นสู่ยุคทองด้วยนักเตะอย่าง ซาดิโอ มาเน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่, เฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ค, ฟาบินโญ่ และ อลีสซง เบ็คเกอร์ 


Photo : www.liverpoolfc.com

หน้าที่ของผู้อำนวยการกีฬาคือการมี Data (ชุดข้อมูล) ที่ไว้ใจได้ มีการคิดวิเคราะห์ในแง่ของฝีเท้าและความเหมาะสมกับทีม ที่สำคัญคือ เขาต้องทำงานเกี่ยวกับตัวเลขเพื่อนำมาคิดคำนวนเรื่องการลงทุน ซื้อ-ขาย ว่าทำอย่างไรจึงจะทำให้องค์กรได้ผลประโยชน์มากที่สุด

งานของ เอ็ดเวิร์ดส์ จึงเปรียบได้กับการประสานงานระหว่างฝ่ายโค้ชและฝ่ายผู้บริหารให้เข้าใจตรงกัน และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมตำแหน่ง Sporting Director หรือ ผู้อำนวยการกีฬา จึงสำคัญมาก ๆ ในยุคปัจจุบัน

 

ก่อนที่จะจับงานสำคัญแบบนี้ เอ็ดเวิร์ดส์ ไต่เต้าและพิสูจน์ตัวเองอยู่เรื่อยมา เขาอยู่กับสโมสรมาตั้งแต่ปี 2010 ตั้งแต่สมัยที่ จอร์จ ฮิคส์ และ จอห์น จิลเล็ตต์ ดูโอ "ปลิงมะกัน" ของชาวหงส์ยังเป็นเจ้าของทีม ตำแหน่งของ เอ็ดเวิร์ดส์ ในช่วงที่มาทำงานใหม่ ๆ คือหนึ่งใน Transfer Committee (คณะกรรมการซื้อขาย) ก่อนจะขยับมาเป็น Technical Director (ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค) ก่อนที่จะมาจบในตำแหน่งปัจจุบันของเขา Sporting Director (ผู้อำนวยการกีฬา) 

Photo : www.liverpool.com

ความก้าวหน้าในการทำงานของ ไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส์ บ่งบอกได้ถึงคุณภาพและเนื้องานที่ละเอียดของเขา ทุกดีล ทุกการตัดสินใจ เสียงของเขามีส่วนสำคัญมากในระยะหลัง และลิเวอร์พูลก็คิดถูกที่เชื่อการตัดสินใจของเขา จนทีมกลับมาได้แชมป์ยุโรปและพรีเมียร์ลีกที่รอคอย 

อย่างไรก็ตามหลังจากจบฤดูกาล 2021-22 เอ็ดเวิร์ดส์ จะหมดสัญญากับสโมสรนี้ที่เขาทำงานมาด้วยเป็นระยะเวลาทั้งหมด 11 ปี โดยเขาให้เหตุผลว่า "ต้องการความท้าทายใหม่" แต่เชื่อเถอะว่าเขาไม่ใช่คนเดียวที่จะต้องเจอกับความท้าทาย เพราะ ลิเวอร์พูล ก็ต้องท้าทายกับช่วงเวลาที่ไม่มีเขาในตำแหน่งดังกล่าวด้วยเช่นกัน ... นี่คือสิ่งที่จะหายไปพร้อม ๆ กับ เอ็ดเวิร์ดส์ ที่ลิเวอร์พูลจะต้องเจอในซัมเมอร์หน้า

ลูกคู่ผู้ช่วยหาสิ่งที่ คล็อปป์ ต้องการ 

เยอร์เกน คล็อปป์ เก่งแค่ไหนทุกคนรู้ดี แต่การทำงานองค์กรให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพทุกคนต้องร่วมมือกัน และความสัมพันธ์ระหว่าง คล็อปป์ กับ เอ็ดเวิร์ดส์ ก็ถือเป็นสิ่งที่ล้ำค่าจริง ๆ สำหรับ ลิเวอร์พูล ยุคนี้ 


Photo : londonnewstime.com

ลิเวอร์พูล ในยุคที่ซื้อใครเข้ามาก็ได้ เรื่องนั้นเกิดจากการสื่อสารระดับมองตาก็รู้ใจ หากคุณสังเกตตลาดซื้อขายของลิเวอร์พูลในช่วง 4-5 ปีหลัง คุณจะพบวิธีการซื้อที่มีแนวทางชัดเจนมาก ๆ นั่นคือการซื้อตัวที่ตอบโจทย์กับความต้องการของทีม โดยเฉพาะกับตัวกุนซืออย่างคล็อปป์ พวกเขารอบคอบมากกว่าจะได้นักเตะแต่ละคน และสำหรับบางคนต่อให้ต้องใช้เวลานานเกือบ 2 ปี พวกเขาก็รอได้ โดยที่ไม่สนใจนักเตะคนอื่น ๆ ที่อยู่นอกแผนเลย 

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2017 เมื่อ เยอร์เกน คล็อปป์ ต้องการปราการหลังตัวกลางในยุคที่ทีมไร้หัวเรือใหญ่ในแนวรับ และเขาต้องการนักเตะอย่าง เฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ค ที่เล่นให้กับ เซาธ์แฮมป์ตัน ณ เวลานั้น ดีลนี้เป็นการเดินงานที่ไม่ง่ายเลย มันไม่ใช่แค่การซื้อนักเตะเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ แต่มันต้องเป็น ฟาน ไดจ์ค คนเดียวเท่านั้น ถ้าได้คนอื่นสู้ไม่ซื้อเลยเสียยังดีกว่า แถมยังเกิดความผิดพลาดเพราะไปติดต่อโดยข้ามหัวสโมสรอีกต่างหาก ซึ่งสุดท้าย ลิเวอร์พูล ยอมรอ และได้ ฟาน ไดจ์ค มาร่วมทีมโดยใช้เวลาในการรอคอยทั้งหมด 1 ปีครึ่ง 

เอ็ดเวิร์ดส์ เองแม้จะมีอำนาจในการซื้อขาย แต่เขาก็ไม่เคยฝืนคำสั่งคล็อปป์ในดีลของ ฟาน ไดจ์ค เพราะตัวเลขและข้อมูลที่เขามีก็ชัดเจนว่า ฟาน ไดจ์ค คือของจริง ทั้งสองคนจึงตัดสินใจรอ สุดท้ายพวกเขามีเซ็นเตอร์ฮาล์ฟที่ดีที่สุดในโลก ณ ปัจจุบันอยู่ในทีมจนได้

 


Photo : www.express.co.uk

คล็อปป์ มีแนวทางที่ชัดเจน และเขาเองก็เชื่อใจการทำงานของ เอ็ดเวิร์ดส์ ด้วย ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ? 

คำตอบอยู่ในวลี "ตัวเลขและสถิติไม่เคยโกหกใคร" ตัวของ เอ็ดเวิร์ดส์ นั้นแม้จะเคยเป็นนักเตะอาชีพมาก่อนเมื่อในอดีต แต่อีกด้านหนึ่งเขาเป็นเนิร์ดในด้านการเก็บข้อมูลและสถิติ เขาลงลึกมาก ๆ ในงานที่ทำ การเติบโตในหน้าที่การงานของเขาเกิดจากการได้รับหน้าที่สำคัญ ๆ ก่อนจะทำมันออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนคนใหญ่คนโตในสโมสรไว้ใจ 

เอ็ดเวิร์ดส์ อาจจะมีตำแหน่งใหญ่โต แต่เขาไม่ค่อยคุยกับสื่อบ่อยนัก บทความสัมภาษณ์เขาในโลกอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับวิธีทำงานมีน้อยมาก แต่ถึงอย่างนั้นเราก็พอจะมองวิธีการของเขาออก ด้วยผลงานของ ลิเวอร์พูล ทั้งในและนอกสนามที่เกิดขึ้น เขาคุยกับสื่อไม่เก่ง แต่เขาคุยกับผู้ร่วมงานของเขาได้ดีกว่าคุยกับสื่อแน่นอน 

เอ็ดเวิร์ดส์ มีทีมวิเคราะห์การซื้อขายและเก็บสถิตินักเตะในทีม รวมถึงยังเข้าใจสเปคนักเตะที่ทีมต้องการในการเสริมทัพ หลังจากได้รับงานสำคัญนี้ เขาแต่งตั้งทีมงานของตัวเองขึ้นมามากมาย ทั้งทีมวิจัย ทีมแมวมองชุดใหม่สำหรับทั้งทีมชุดใหญ่และอคาเดมี  

 

การยึดมั่นในเรื่องของตัวเลขและความสามารถในการทำงานแบบเป็นทีมของ เอ็ดเวิร์ดส์ เปล่งออร่าขึ้นมาชัดขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่ง เยอร์เกน คล็อปป์ ให้ความเคารพในความเชี่ยวชาญของเขา คล็อปป์ ฟังความเห็นของ เอ็ดเวิร์ดส์ เสมอ ส่วนจะทำตามหรือไม่เขาจะเอาไปคิดต่อเองอีกขั้น 


Photo : www.theanfieldwrap.com

ถ้าหากเราอยู่ในเรื่อง 3 ก๊ก คล็อปป์ คือแม่ทัพอย่าง เล่าปี่ ที่มีส่วนในการตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าจะเอาหรือไม่เอา จะขายหรือไม่ขาย จะลุยหรือจะถอย โดยก่อนที่เขาจะตัดสินใจเขาจะฟังความเห็นจาก "ขงเบ้ง" อย่าง เอ็ดเวิร์ดส์ ผู้ที่เจาะลึกข้อมูลทุกอย่างที่มีอย่างละเอียด ย่อยเรื่องที่เข้าใจยาก ๆ ในหน้ากระดาษกว่า 10 แผ่น ให้กลายเป็นรายงานปากเปล่าที่กระชับ ทำให้ คล็อปป์ "กล้าตัดสินใจ" เมื่อได้ฟังความเห็นและชุดข้อมูลของ เอ็ดเวิร์ดส์ นั่นเอง 

การทำงานที่เข้าขารู้ใจทำให้ผลงานออกมาดี ไม่ว่ากับสายอาชีพไหนก็ตาม การมีเพื่อนร่วมงานที่เป็นคนให้ความสำคัญกับรายละเอียดของงานล้วนเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยม คล็อปป์ ต้องการอะไร เอ็ดเวิร์ดส์ จะนำตัวเลือกเหล่านั้นมาให้ โดยที่ คล็อปป์ แค่ฟังและวิเคราะห์ต่ออีกขั้นว่าสิ่งไหนดีที่สุดสำหรับทีมของพวกเขา 

ทั้งหมดเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไม ลิเวอร์พูล จึงได้นักเตะที่เหมือนกับเป็นจิ๊กซอว์ที่ถูกตัว พวกเขาทำงานร่วมกันและค่อย ๆ ประกอบภาพใหญ่ด้วยจิ๊กซอว์ทีละชิ้น ๆ จนที่สุดแล้ว นักเตะที่เขามาอย่าง ซาดิโอ มาเน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่, เฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ค, ฟาบินโญ่, แอนดี้ โรเบิร์ตสัน และ อลีสซง เบ็คเกอร์ กลายเป็นขุนพลที่นำทีมกลับสู่ยุคของความยิ่งใหญ่ ยุคที่ไม่ว่าใครจะเจอกับ ลิเวอร์พูล ในตอนนี้ก็ต้องหวั่นเกรงทั้งนั้น

ตาแหลม - ซื้อเขี้ยว

หนึ่งในสิ่งที่ ลิเวอร์พูล ได้รับคำชมมาตลอดในเรื่องของการซื้อขาย คือพวกเขาได้นักเตะมาร่วมทีมในราคาที่สมเหตุสมผลทั้งสิ้น 

ในโลกฟุตบอลมันมีคำว่า "เมื่อคุณลงทุนซื้อของดี ผลลัพธ์ก็จะต้องออกมาดีเช่นกัน" แต่สิ่งที่ เอ็ดเวิร์ดส์ ทำดูจะเหนือชั้นกว่านั้นไปอีกหนึ่งขั้น หากไม่ใช่ ฟาน ไดจ์ค กับ อลีสซง ที่ทุ่มกันระดับสถิติโลก ลิเวอร์พูล มักจะเลือกซื้อนักเตะที่ยังมีโอกาสพัฒนาได้ในอนาคต และจะได้ตัวนักเตะเหล่านั้นมาในราคาที่สมน้ำสมเนื้อด้วย 


Photo : www.empireofthekop.com

แอนดี้ โรเบิร์ตสัน จาก ฮัลล์ ซิตี้, ฮาร์วี่ย์ เอลเลียต จาก ฟูแล่ม, โจ โกเมซ จาก ชาร์ลตัน, โจเอล มาติป จาก ชาลเก้ คือกลุ่มนักเตะตัวหลักของทีมชุดปัจจุบันที่เข้ามาด้วยราคาไม่เกินหลัก 10 ล้านปอนด์ 

ขณะที่กลุ่มนักเตะอย่าง ซาลาห์, ฟีร์มิโน่ และ มาเน่ นั้นแม้จะซื้อตัวมาด้วยราคาหลัก 30-40 ล้านปอนด์ แต่ก็คงไม่ต้องสืบว่ามันคุ้มหรือไม่ เพราะเมื่อนักเตะพวกนี้ย้ายมา พวกเขาพัฒนาตัวเองได้อย่างรวดเร็ว ยกระดับการเล่นของตัวเอง และยกระดับการเล่นของทีมไปด้วย 

นอกจาก เอ็ดเวิร์ดส์ จะเก่งเรื่อง Data แล้วเขายังเก่งเรื่องการเจรจาด้วย ลิเวอร์พูล ได้นักแบบคุ้ม ๆ เสมอ กว่าจะเซ็นนักเตะได้แต่ละคน พวกเขาแทบนอนคิดตีลังกาคิดว่าราคานี้มันเหมาะสมแล้วหรือไม่ ตัวอย่างของ นาบี เกอิต้า ที่ดึงมาจาก แอร์เบ ไลป์ซิก นั้น ที่เดิมที ลิเวอร์พูล จะต้องใช้เงินราว 55-60 ล้านปอนด์ เอ็ดเวิร์ดส์ ก็เข้าไปเจรจา เพื่อทำให้ตัวเลขมันน้อยลงยิ่งกว่าที่ ไลป์ซิก ร้องขอ 

ตอนนั้น เอ็ดเวิร์ดส์ ตกลงกับ คล็อปป์ ว่าจะซื้อขายล่วงหน้า กล่าวคือจะซื้อตัวแล้วปล่อยให้ ไลป์ซิก ยืมใช้งานไปอีก 1 ซีซั่น โดยมีเงื่อนไขอีกขั้นที่ทำให้ ลิเวอร์พูล ได้รับส่วนลดเกือบ 10 ล้านปอนด์ 

เงื่อนไขข้อนี้ระบุว่า หากไลป์ซิกจบฤดูกาลในพื้นที่แชมเปี้ยนส์ลีก ค่าตัวของเกอิต้าจะอยู่ที่ 59 ล้านปอนด์ หากจบในพื้นที่ยูโรปาลีก ค่าตัวจะลดลงเหลือ 52.75 ล้านปอนด์ และหากจบต่ำกว่าอันดับ 6 ลงมา ค่าตัวจะเหลือ 48 ล้านปอนด์ ... จนสิ้นสุดฤดูกาลนั้น ไลป์ซิก จบที่อันดับ 6 ในฤดูกาล 2017-18 ในขณะที่ ลิเวอร์พูล เป็นแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ... สิ่งที่ลิเวอร์พูลได้จากการรอคือ พวกเขาไม่ได้มีคุณภาพทีมที่ตกลงไปหากวัดด้วยความสำเร็จ และพวกเขายังได้นักเตะที่ต้องการในราคาที่ถูกลงอีกด้วย


Photo : www.independent.co.uk

นี่คือตัวอย่างของความละเอียดในการทำงานของ เอ็ดเวิร์ดส์ ที่หากจะเป็นเนิร์ดด้านตัวเลขและสถิติก็ทำได้ ครั้นจะให้สวมหนังหมาป่าเป็นนักเจรจาจอมเขี้ยว เขาก็ยังคงทำได้ดีไม่แพ้กัน ... นั่นแหละคือเหตุผลที่ทำไม คล็อปป์ จึงชอบนักชอบหนากับการทำงานร่วมกับผู้อำนวยการกีฬาที่เก่งรอบด้านเช่นนี้ 

"ผมชอบการทำงานแบบอาศัยแนวคิดของการใช้ผู้อำนวยการกีฬา ผมเคยทำงานลักษณะนี้มาแล้วที่ดอร์ทมุนด์ และผมพบว่ามันได้สร้างผลบวกให้กับเรา และทำให้เราก้าวไปข้างหน้าได้เร็วและไกลขึ้นด้วย" คล็อปป์ กล่าวถึงสิ่งที่เอ็ดเวิร์ดส์ทำ

เข้าใจตลาดพิฆาตราคา 

สิ่งสำคัญคือการช่วยหานักเตะเข้ามา เป็นการช่วยเบรกการซื้อตัวนักเตะที่ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนซื้อก็ได้ รวมถึงการเลือกขายนักฟุตบอลในทีมให้ได้เงินเต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างที่สุดด้วย ... และเรื่องนี้ เอ็ดเวิร์ดส์ ก็เก่งกาจอีกนั่นแหละ


Photo : www.express.co.uk

เนื่องจากเขาเป็นคนที่ทำงานละเอียด จึงส่งผลไปสู่หน้าที่ในส่วนต่าง ๆ ด้วย เช่นการประเมินสถานการณ์การเงินของสโมสร การประเมินราคานักเตะให้สัมพันธ์กับภาวะเศรษฐกิจและสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต 

ครั้งหนึ่ง ลิเวอร์พูล เคยไล่ล่าตัว ติโม แวร์เนอร์ สมัยที่ยังอยู่กับไลป์ซิก พวกเขาเทียวไล้เทียวขื่อเป็นปีเหมือนที่ทำกับ ฟาน ไดจ์ค ทว่าเมื่อตลาดช่วงซัมเมอร์ปี 2020 เปิดขึ้นพร้อม ๆ กับโรคระบาดไวรัส โควิด -19 ลิเวอร์พูล ก็ยอมถอนสมอจากนักเตะคนที่พวกเขาต้องการ และปล่อยให้ เชลซี ได้ตัวไป 

เรื่องฟอร์มการเล่นของ แวร์เนอร์ ไม่ต้องไปพูดถึง แต่สิ่งที่เราจะสื่อคือ ทีมซื้อขายของ ลิเวอร์พูล เชื่อมั่นในการตัดสินใจและเห็นผลประกอบการของสโมสรในระยะยาวมาก่อนตัวนักเตะตำแหน่งตัวรุก ที่ต่อให้มาจริง ๆ ก็ยังมองไม่ออกว่าจะแทรกพื้นที่ของ ซาลาห์, มาเน่ และ ฟีร์มิโน่ ได้อย่างไร สิ่งสำคัญคือ แวร์เนอร์ มีค่าตัวราว 50 ล้านปอนด์ และต้องการค่าเหนื่อยระดับ 2 แสนปอนด์ต่อสัปดาห์ ซึ่งนั่นมากกว่านักเตะระดับคีย์เพลย์เยอร์ในทีมหลาย ๆ คนด้วยซ้ำ 

การถอนสมอจากแวร์เนอร์ ทำให้พวกเขาเปลี่ยนไปเล็งเป้าหมายใหม่อย่าง ดิโอโก้ โชต้า นักเตะที่มีราคา 44 ล้านปอนด์ และมีค่าเหนื่อยอยู่ที่ 90,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์แทน ซึ่งหากดูจากผลงานของ โชต้า ในเวลานี้ก็ต้องบอกว่าไม่ขี้เหร่ และเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอีกครั้ง


Photo : football-talk.co.uk

นอกจากการซื้อแล้ว การขายก็เป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้ลิเวอร์พูลมีผลประกอบการที่ดี มีกำไร และไม่ขาดทุนมากเหมือนกับทีมอื่น ๆ ลิเวอร์พูล เป็นทีมที่ขายนักเตะที่ดูเหมือนจะไม่เก่ง และไม่น่าจะแพง ได้ในราคาที่ไม่น่าเชื่อในหลาย ๆ ดีล ทั้ง มามาดู ซาโก้ ที่ขายได้ 27 ล้านปอนด์, คริสเตียน เบนเตเก้ 32 ล้านปอนด์, โจ อัลเลน 11 ล้านปอนด์, จอร์ดอน ไอบ์ 15 ล้านปอนด์, แฮร์รี่ วิลสัน 20 ล้านปอนด์ และ โดมินิค โซลันกี้ ในราคา 25 ล้านปอนด์ ทั้งที่นักเตะเหล่านี้มีโอกาสลงสนามไม่เยอะ และมีผลงานไม่เป็นชิ้นเป็นอัน แต่ก็ยังทำเงินให้กับสโมสร จนแปรเปลี่ยนมาเป็นงบประมาณในการซื้อตัวได้มากขึ้นกว่าเดิม 

หนำซ้ำนักเตะดาวรุ่งอย่าง แบรด สมิธ, เควิน สจ็วร์ต, คียาน่า ฮูเวอร์ และ ริอาน บรูวส์เตอร์ ที่แทบไม่ได้ลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ก็ทำเงินเข้าสโมสรรวม ๆ กันมากกว่า 40 ล้านปอนด์ ... หากมองง่าย ๆ เพียงแค่พวกเขาขายดาวรุ่ง 4 ตัวนี้ออกไป ก็ได้เงินมาซื้อ ดิโอโก้ โชต้า แล้ว นั่นเป็นการเล่นแร่แปรธาตุที่คุ้มค่าสุด ๆ 


Photo : axello.net

สิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อ เอ็ดเวิร์ดส์ ออกจากสโมสรหลังหมดสัญญาในซัมเมอร์หน้าคือทุกสิ่งที่เรากล่าวมา ลิเวอร์พูล จะได้รับผลกระทบจากการโยกย้ายครั้งนี้ขนาดไหนไม่มีใครรู้ แต่การทำงานของ เอ็ดเวิร์ดส์ ช่วยแสดงให้สโมสรเห็นว่า ตำแหน่งผู้อำนวยการกีฬานั้นต้องการคนที่มีความสามารถขนาดไหน และต้องมีคนที่เก่งในการทำงานแบบนี้เท่านั้น ถึงจะสร้างผลกระทบในแง่บวกให้กับสโมสรได้ แบบที่เขาเคยลิ้มรสมันในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา 

ลิเวอร์พูล จะได้คนที่เก่งกว่าเขาไหม ? ... ไม่มีใครบอกได้ แต่ที่เรารู้แน่คือพวกเขาจะต้องคิดถึง เอ็ดเวิร์ดส์ มาก ๆ แน่นอน