แหวกม่านประเพณี : เมื่อ "กัสซี่ มอแรน" ขอโชว์ความเป็นหญิงในวิมเบิลดันด้วย "กระโปรง"

กระแส "สตรีนิยม" ที่กำลังมาแรงอีกครั้งในปี 2021 ถือเป็นสัญญาณที่ทำให้ทุกคนในสังคมตระหนักถึงสิทธิที่ผู้หญิงพึงมีต่อร่างกายและการตัดสินใจของตัวเอง ตั้งแต่เรื่องโอกาสทางหน้าที่การงาน จนถึงการตัดสินใจง่ายๆ เช่น การเลือกเครื่องแต่งกาย
สำหรับวงการกีฬา หนึ่งในแวดวงสังคมที่เพศชายกุมอำนาจหลัก นักกีฬาหญิงถูกมองเป็นสัญลักษณ์ทางเพศ แต่แทนที่จะมีการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง ผู้มีอำนาจกลับเลือกเก็บซ่อนปัญหานี้ ผ่านการกำหนดระเบียบเครื่องแต่งกาย โดยอ้างธรรมเนียมปฏิบัติ และศีลธรรม
ย้อนกลับไปในปี 1949 กัสซี่ มอแรน นักเทนนิสสาวจากสหรัฐอเมริกา แสดงให้เห็นถึงสิทธิที่นักกีฬาหญิงพึงมี หลังแหวกม่านประเพณีโดยสวมใส่ "กระโปรงสั้น" ลงแข่งขันเทนนิสในรายการวิมเบิลดัน การแข่งขันเทนนิสที่เก่าแก่และอนุรักษ์นิยมที่สุดในโลก
ก่อนจะเดินทางสู่คอร์ทหญ้าในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ มอแรน เป็นเพียงนักเทนนิสสมัครเล่นจากเมืองซานตาโมนิกา รัฐแคลิฟอร์เนีย เธอประกอบอาชีพในบริษัทอุตสาหกรรมการบินตั้งแต่อายุ 17 ปี เนื่องจากสหรัฐอเมริกากำลังอยู่ในช่วงเวลาของสงครามโลกครั้งที่สอง และต้องการแรงงานประกอบเครื่องบินจำนวนมาก

ถึงจะเล่นเทนนิสเป็นเพียงงานอดิเรก แต่ฝีมือของมอแรนจัดว่าไม่ธรรมดา เดือนมีนาคม ปี 1949 เธอคว้าแชมป์จากรายการ US Indoor Championships ซึ่งกลายเป็นตั๋วใบสำคัญที่พาเธอสู่วิมเบิลดัน เวทีแข่งขันระดับโลกที่เธอต้องการสร้างความประทับใจให้มากที่สุด
มอแรนจึงส่งจดหมายไปหา เทด ทินลิง หนึ่งในดีไซเนอร์ประจำการแข่งขัน ผู้สร้างชื่อเสียงในโลกแฟชั่นจากการออกแบบชุดแข่งขันให้แก่ ซูซานน์ ลองเลน นักเทนนิสชาวฝรั่งเศส เจ้าของแชมป์วิมเบิลดัน 6 สมัย ที่ผู้คนจดจำได้ดีกับเครื่องแต่งกายสีขาวล้วน โดยเฉพาะกระโปรงที่ยาวเลยหัวเข่าลงไป
อย่างไรก็ตาม ชุดแข่งขันที่มอแรนต้องการแตกต่างออกไปมาก เสื้อผ้าสีขาวล้วนของวิมเบิลดัน กลายเป็นเครื่องแต่งกายสุดเชยสำหรับหญิงสาวที่ใช้ชีวิตในย่านฮอลลีวูด และเติบโตขึ้นมาโดยใกล้ชิดกับ ชาร์ลี แชปลิน
มอแรนคาดหวังชุดแข่งขันสีสันฉูดฉาดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่คำขอของเธอถูกปฏิเสธอย่างรวดเร็ว เพราะธรรมเนียมปฏิบัติของวิมเบิลดัน กำหนดชัดเจนว่า นักกีฬาต้องสวมใส่เครื่องแต่งกายสีขาวตั้งแต่หัวจรดเท้า ซึ่งเป็นวัฒนธรรมเก่าแก่ที่ดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน
แม้เปลี่ยนสีเครื่องแต่งกายไม่ได้ แต่ใช่ว่ามอแรนจะต้องทนสวมกระโปรงยาวยืดแบบลองเลน เธอจึงขอให้ทินลิงออกแบบกระโปรงให้เธอใหม่ โดยเป็นกระโปรงที่มีความยาวเหนือหัวเข่า ยาวเท่ากับกางเกงซับในที่สวมใส่ นั่นหมายความว่า กระโปรงจะไม่ปกปิดกางเกงที่เธอสวมอยู่ภายใน
มอแรนสวมใส่เครื่องแต่งกายนี้ลงแข่งขันด้วยความมั่นใจ โดยไม่คาดคิดเลยว่า เธอจะกลายมาเป็น "Sex Symbol" ของวงการในชั่วข้ามคืน เพราะทุกครั้งที่เธอหวดลูกเทนนิส กระโปรงของเธอจะสะบัดขึ้นมา และเปิดเผยให้เห็นถึงกางเกงซับใน ซึ่งในความเป็นจริง มันไม่ได้โป๊ หรือเปิดเผยให้เห็นอะไร แต่ภาพที่ผ่านสายตาเพียงเสี้ยววินาที ก็ชวนให้คนคิดไปไกลกว่าความเป็นจริง
สื่อมวลชนต่างตกตะลึงกับภาพที่เห็นตรงหน้า ช่างภาพพากันแย่งชิงตำแหน่งที่ดีเพื่อจะถ่ายภาพมุมต่ำ (Low Shots) ของมอแรนให้มากที่สุด ไม่มีใครพูดถึงชัยชนะของเธอในวันนั้น แม้มอแรนจะกลายเป็นขวัญใจชายหนุ่มทั่วโลก และได้รับฉายา "กัสซี่ผู้งดงาม" (Gorgeous Gussie) บนหน้าหนังสือพิมพ์

ไม่ใช่ทุกคนที่จะปลาบปลื้มกับเหตุการณ์ในครั้งนั้น โดยเฉพาะผู้จัดการแข่งขันเทนนิสวิมเบิลดัน ที่รู้สึกว่าพวกเขาถูกตบหน้าอย่างจัง โดยนักกีฬาสมัครเล่นจากสหรัฐอเมริกา สมาคมเทนนิสวิมเบิลดันจึงออกแถลงการณ์ประณามมอแรนว่า "นำความต่ำช้าและตราบาปมาสู่กีฬาเทนนิส"
เรื่องราวเลยเถิดไปไกลกว่านั้น เพราะวันที่มอแรนใส่กระโปรงสั้นลงสนาม มีสมาชิกราชวงศ์สหราชอาณาจักรมานั่งชมเกมการแข่งขันอยู่ด้วย เรื่องนี้สร้างความเป็นกังวลต่อรัฐบาล และสมาคมเทนนิสวิมเบิลดัน จนถึงกับมีการยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูดในรัฐสภาอังกฤษ จึงเกิดคำถามขึ้นว่า กระโปรงของมอแรนจะส่งผลกระทบต่อเชื้อพระวงศ์หรือไม่?
เรื่องใหญ่โตขนาดนี้ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า มอแรนไม่มีโอกาสสวมใส่กระโปรงตัวโปรดอีกต่อไป เธอเปลี่ยนมาใส่กางเกงขาสั้นตลอดทัวร์นาเมนต์ที่เหลือ และยังให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า เธอรู้สึกอับอายที่สวมกระโปรงตัวนั้นลงแข่งขัน เพราะสุดท้ายทุกคนก็สนใจเธอในฐานะสัญลักษณ์ทางเพศเท่านั้น
สำหรับ เทด ทินลิง ดีไซเนอร์ชุดแข่งขันนี้ ถูกแบนจากการออกแบบเครื่องแต่งกายให้วิมเบิลดัน เป็นเวลา 33 ปี โทษฐานสร้างเครื่องแต่งกายที่ "ดึงดูดความสนใจไปยังพื้นที่ทางเพศ" ก่อนจะกลับสู่เวทีแห่งนี้อีกครั้งในปี 1982

ปัจจุบัน การใส่ชุดแข่งขันที่ความยาวกระโปรงอยู่เหนือหัวเข่าของนักเทนนิสหญิงนั้น กลายเป็นภาพที่เห็นบ่อยครั้งในเทนนิสวิมเบิลดัน เนื่องจากยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้ "ประเพณีเครื่องแต่งกาย" ที่แฝงอยู่ในเทนนิสวิมเบิลดัน ต้องมีการปรับเปลี่ยนไปด้วย
กัสซี่ มอแรน อาจไม่ได้เป็นผู้ที่ผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงโดยตรง และเธอยังพ่ายแพ้ต่อแรงกดดันภายนอกอย่างราบคาบ ไม่ว่าจะเป็น จากสื่อมวลชนที่มองเธอเป็นสัญลักษณ์ทางเพศ หรือผู้จัดการแข่งขันสายอนุรักษ์นิยม ที่มัวแต่เป็นกังวลเรื่องความรู้สึกของสมาชิกราชวงศ์ แทนที่จะออกมาปกป้องนักกีฬา แถมยังปิดปากผู้เกี่ยวข้องโดยนำเหตุผลด้านศีลธรรมมากล่าวอ้าง
ถึงอย่างนั้น มอแรนก็ถือเป็นนักเทนนิสคนแรกที่กล้าพอที่จะแสดงให้เห็นความต้องการของตัวเอง และชี้ให้เห็นว่าผู้หญิงสามารถแต่งกายได้ตามต้องการ โดยไม่ต้องกังวลว่าใครจะมองอย่างไร นี่จึงเป็นเหตุการณ์ที่ชวนให้เราขบคิดว่า การมองเพศหญิงเป็นสัญลักษณ์ทางเพศ ควรแก้ไขด้วยการซ่อนปัญหาไว้ใต้พรม หรือหยิบยกขึ้นมาพูดถึงกันอย่างเปิดกว้างกันแน่?
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี



