10 เหตุการณ์สำคัญลูกหนังโลกตลอดปี2014

ปี พ.ศ. 2557 หรือ ค.ศ.2014 กำลังจะผ่านพ้นไปครับ ซึ่งในรอบปีที่ผ่านมามีเหตุการณ์มากมายเกิดขึ้นในโลกลูกหนังกลมๆของพวกเราทุกคน
ซึ่งวันนี้ทีมงานฮอตสกอร์ ขอรวบรวมนำ 10 เหตุการณ์สำคัญในรอบปีที่ผ่านมา นำมาฝากกันในช่วงส่งท้ายปีครับ
1. The Flying Dutchman
ในขณะที่สเปน ควบคุมสถานการณ์ได้ทั้งหมดในเกมแรกของฟุตบอลโลก 2014 แต่ด้วยลูกโยนแนวทแยงมุมของ ดาลีย์ บลินด์ ที่ดูคล้ายจะไม่มีอะไร กลับกลายเป็นปาฏิหาริย์ในเกมเมื่อ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ สปีดเข้ากรอบเขตโทษ ก่อนพุ่งโหม่งเข้าไปอย่างน่าอัศจรรย์
ประตูนี้เป็นลูกจุดประกายให้กับฮอลแลนด์ พลิกกลับมาถล่ม สเปน แชมป์ฟุตบอลโลกผู้ไร้เทียมทาน 5-1 ปิดฉากยุคทองของลูกหนังแดนกระทิงดุได้อย่างรวดร้าว และมีโอกาสจะได้รับรางวัลประตูยอดเยี่ยมแห่งปี “ปุสกัส อวอร์ด” ที่จะมีการประกาศผลในพิธีการประกาศรางวัลของฟีฟ่า
2. ประตูมหัศจรรย์ของแกเร็ธ เบล
แกเร็ธ เบล อาจเริ่มต้นชีวิตการเล่นกับเรอัล มาดริด ได้ไม่ดีนัก แต่ซูเปอร์สตาร์ชาวเวลส์ ค่อยๆปรับตัวและทำผลงานได้ดีขึ้น และทุกอย่างเดินทางมาถึงจุดพีคในเกมนัดชิง โคปา เดล เรย์ ฤดูกาล 2013-14 นัดที่พบกับ บาร์เซโลน่า
เบล ได้บอลก่อนใช้ความเร็วอันน่าเหลือเชื่อพาลูกเข้าไปยิงประตูบาร์เซโลน่า ได้อย่างชนิดที่บาร์เซโลนิสต้า ไม่อยากเชื่อสายตาว่าจะมีนักฟุตบอลที่เร็วและแกร่งอย่างนี้บนโลก และนับจากประตูนี้เป็นต้นมา เบล กลายเป็นซูเปอร์สตาร์ของทีมและของโลกอย่างสมบูรณ์
3. มิไนราโซ โศกนาฏกรรมลูกหนังแห่งปี
บราซิล คาดหวังอย่างมากกับการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกบนแผ่นดินเกิดของตัวเอง และตั้งใจจะทำภารกิจล้มฝันร้าย “มาราคานาโซ” ที่แพ้ต่อ อุรุกวัย ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 1950 ให้ได้ โดยมีการเตรียมการทุกอย่างเป็นอย่างดี โดยเฉพาะการปั้น “เนย์มาร์” เป็นสตาร์เอกของทีม
แต่ในขณะที่บราซิล กำลังฮึกเหิมจากชัยชนะเหนือโคลอมเบีย ที่โชว์ฟอร์มแกร่ง การจังหวะเข้าปะทะของ ฮวน ซูนิก้า ที่ตีเข่าเข้ากลางหลังทำให้กระดูกสันหลังของซูเปอร์สตาร์หมายเลข 1 ในฟุตบอลโลกแตกร้าว เนย์มาร์ ต้องถอนตัวจากการแข่งขันทันที
และนั่นนำไปสู่หายนะของบราซิล เมื่อไร้ซึ่งความหวัง พวกเขาถูกเยอรมนี คู่แข่งในรอบรองชนะเลิศ “สอนบอล” ด้วยสกอร์ที่ขยี้หัวใจคนบราซิลทั้งประเทศกับสกอร์ 5-0 ในครึ่งแรก และ 7-1 เมื่อจบเกม เราได้เห็นภาพเด็กร้องไห้อย่างไม่อยากเชื่อสายตา ภาพแฟนฟุตบอลที่กัดผ้าขาดเป็นชิ้นด้วยความเจ็บปวด
“ลา เซเลเซา” ไม่เพียงล้มเหลวในการลบฝันร้าย มันยังกลับมาอีกครั้งอย่างน่ากลัวกว่าที่เบโล ฮอริซอนเต้ ในนาม “มิไนราโซ” (Mineirazo)
4. คมเขี้ยวหลุยส์ ซัวเรซ
ไม่มีใครปฏิเสธความสามารถและพรสวรรค์ในการเล่นของหลุยส์ ซัวเรซ ที่นำลิเวอร์พูล คว้ารองแชมป์ได้อย่างมหัศจรรย์ และในฟุตบอลโลก ซัวเรซ ซึ่งโดนโทษแบนในเกมแรกลงมาทำประตูดับอังกฤษได้ในเกมนัดที่ 2
แต่เมื่อถึงเกมที่ 3 เขากลับสติขาดไป “กัด” เข้าที่ไหล่ของจอร์โจ้ คิเอลลินี่ ปราการหลังทีมชาติอิตาลี ซึ่งทำให้โดนลงโทษรุนแรงจากฟีฟ่า ด้วยการแบนจากการห้ามลงเล่นเป็นเวลา 4 เดือน และห้ามทำกิจกรรมใดๆในเกมฟุตบอลในระยะเวลาดังกล่าว แม้กระทั่งการปรากฏตัวเพื่อถ่ายภาพ
อุรุกวัย ตกรอบในฟุตบอลโลกในที่สุด ส่วนซัวเรซ หลังโดนกดดันอย่างหนักจึงยอมรับความผิดและกล่าวคำขอโทษ ก่อนชีวิตจะเริ่มต้นใหม่ที่ดีกว่ากับบาร์เซโลน่า
5. สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด “ลื่น”
สำหรับสตีเฟ่น เจอร์ราร์ด เขาคือตำนานมีชีวิตของลิเวอร์พูล และถูกยกเทียบชั้นกับเคนนี่ ดัลกลิช ตำนานสูงสุดของทีม เพียงแต่สิ่งที่เป็นรองคือเรื่องเกียรติยศ โดยเฉพาะแชมป์ลีกสูงสุดที่ห่างหายจากสโมสรมานานกว่า 26 ปี
ฤดูกาล 2013-14 คือปีที่เจอร์ราร์ด ใกล้เคียงกับเกียรติยศชิ้นสุดท้ายในชีวิตแล้ว ทุกอย่างคล้ายถูกกำหนดมาเพื่อให้เป็นปีของเขา ที่กลับมาเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมในบทบาทใหม่ตัวทำเกมจากแนวลึกของทีมหงส์แดง ภาพเจอร์ราร์ด เรียกลูกทีมมารวมพลังกันหลังเอาชนะแมนเชสเตอร์ ซิตี้ คู่แข่งแย่งแชมป์ได้ที่แอนฟิลด์ กับประโยคสุดฮิต We Go Again สร้างความประทับใจให้กับแฟนบอลจำนวนมาก (ยกเว้นแฟนผีแดง)
แต่ทุกสิ่งที่สร้างมาพังทลายหมดเมื่อ เจอร์ราร์ด พลาด “ลื่น” กลางสนามในเกมที่แอนฟิลด์ ก่อนเดมบ้า บา จะหลุดเข้าไปยิงประตูให้เชลซี ขึ้นนำ โดยหลังจากลื่นจังหวะนั้น สายตาของเจอร์ราร์ด บ่งบอกชัดว่าเขารู้ตัวดีว่าโอกาสดีที่สุดในชีวิตนั้นได้หลุดลอยไปแล้ว
ลิเวอร์พูล พลาดอีกครั้งในเกมที่นำคริสตัล พาเลซ 3-0 ก่อนโดนตีเสมอ 3-3 ปิดตำนานเทพนิยายหงส์แดง
6. ประตูทองคำของเกิตเซ่
ไม่ได้เป็นซูเปอร์สตาร์ตัวเด่นประจำการแข่งขันฟุตบอลโลก โดยเฉพาะในนัดชิงซึ่งทุกคนจับตามองว่า ลิโอเนล เมสซี่ จะได้ขึ้นเป็น “ราชาลูกหนัง” ที่สมบูรณ์ได้หรือไม่ เพราะเขาเป็นรอง เปเล่ และมาราโดน่า เพียงแค่รางวัลนี้
แต่สุดท้ายกลับเป็น มาริโอ เกิตเซ่ สตาร์ทีมชาติเยอรมัน กลายเป็นผู้นำชัยชนะมาสู่ทีม “อินทรีเหล็ก” กับประตูโทนในช่วงของการต่อเวลาพิเศษนาทีที่ 113 ทำให้เยอรมัน คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 4 และเป็นทีมจากยุโรปชาติแรกที่มาคว้าแชมป์ได้บนแผ่นดินละตินอเมริกา
7. เอ็มเด ดอนส์ 4-0 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
สกอร์ไลน์นี้ควรจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่ออยู่ในเกม Football Manager เท่านั้น แต่มันกลับเป็นเรื่องจริงในเกมแคปิตอล วัน คัพ เมื่อต้นฤดูกาล 2014-15 ที่ผ่านมา เมื่อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ภายใต้การนำของกุนซือใหม่ หลุยส์ ฟาน ฮาล บุกไปเยือนเอ็มเค ดอนส์ หรือ “เดอะ เครซี่ แก๊ง” วิมเบิลดันในอดีต
เกมนั้นจบลงด้วยสกอร์มหัศจรรย์ 4-0 ของชาว “เอ็มเค” และเป็นหนึ่งในเรื่องน่าอับอายสำหรับ ฟาน ฮาล และแมนฯ ยูไนเต็ด ที่ขณะนั้นยังไม่ฟื้นตัวจากความตกต่ำ ซึ่งเคราะห์ดีที่จนถึงตอนนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด กลับมาเป็นทีมชั้นนำของอังกฤษอีกครั้งได้สำเร็จในเวลานี้
8. การต่อสู้ของไมเคิล เจ การ์เซีย

นักกฏหมาย ไมเคิล เจ การ์เซีย ไม่เคยเป็นที่รู้จักมาก่อนในโลกฟุตบอล แต่เวลานี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ทีสำคัญเมื่อเขาซึ่งได้รับมอบหมายจากฟีฟ่า ให้ทำการสืบสวนการทุจริตภายในองค์กร โดยเฉพาะกรณีการลงคะแนนเลือกเจ้าภาพฟุตบอลโลก ในปี 2018 ที่รัสเซีย และ 2022 ที่กาตาร์ ว่ามีความผิดปกติหรือไม่
เดิมการ์เซีย ทำแค่หน้าที่ที่ได้รับมอบหมายในฐานะนักกฏหมายชื่อดังของสหรัฐอเมริกา แต่เมื่อรายงานการสืบสวนของเขาที่ถูกส่งให้ฟีฟ่า ถูกเก็บเข้าลิ้นชักไม่มีการนำเสนอรายงานดังกล่าวโดยมีการอ้างจากเซปป์ แบลตเตอร์ ว่าเรื่องนี้จะดำเนินการ “เป็นการภายใน” ทำให้ การ์เซีย ไม่พอใจและพยายามเรียกร้องให้มีการเปิดเผยรายละเอียด
ต่อมาฟีฟ่า เลือกจะเปิดเผยรายงานแต่เป็นฉบับของคนใน ไม่ใช่ฉบับของการ์เซียที่มีรายละเอียดมากกว่า ทำให้มีการต่อสู้กันเพื่อความถูกต้อง แต่สุดท้ายการ์เซีย ยอมถอนตัวจากเรื่องนี้ เพื่อแสดงออกให้เห็นว่าฟีฟ่า นั้นโสมมยิ่งกว่าที่ทุกคนคิดเอาไว้มากมายนัก
9. การคุกคามของอีโบล่า

อีโบล่า ไม่ควรเข้ามาเกี่ยวข้องกับเกมฟุตบอล แต่เพราะการระบาดของเชื้ออีโบล่า ในทวีปแอฟริกา ทำให้โมร็อคโก ประเทศเจ้าภาพฟุตบอลแอฟริกัน เนชันส์ คัพ ในปี 2015 ตัดสินใจขอถอนตัวจากการเป็นเจ้าภาพ หรืออย่างน้อยให้เลื่อน หรือยกเลิกการแข่งขันไปก่อน เพื่อป้องกันการระบาดของเชื้อโรคมรณะ
เรื่องนี้กลายเป็นปัญหาใหญ่ในแอฟริกา โดยสหพันธ์ฟุตบอลแอฟริกา ตัดสินใจจะเดินหน้าจัดการแข่งขันต่อ และหลังการหาชาติเจ้าภาพอย่างวุ่นวาย สุดท้ายได้ สาธารณรัฐอิเควทอเรียลกินี มารับหน้าเสื่อจัดการแข่งขันให้ในระหว่างวันที่ 17 ม.ค. - 8 ก.พ.
10. ฟุตบอลไทยฟีเวอร์
กลายเป็น “ปรากฏการณ์” ที่ไม่เพียงเฉพาะในหมู่แฟนบอลชาวไทยเท่านั้น เพราะขุนพล “ช้างศึก” สร้างชื่อไกลถึงเมืองนอกเมืองนา จากผลงานระบือลั่นทั้งในเอเชียนเกมส์ ที่เมืองอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ และล่าสุดกับแชมป์เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ที่ผ่านมา
สิ่งที่ทีมชาติไทยในปัจจุบันได้รับคำชื่นชมอย่างมาก ไม่เพียงแค่การเล่นที่เก่ง ยังรวมถึงสปิริตนักกีฬาที่ยอดเยี่ยม ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ชนะใจแฟนบอลชาวต่างประเทศ และแฟนบอลชาวไทย เป็นทีมลูกหนังสายเลือดใหม่ในอุดมคติอย่างแท้จริง
“ไทย โมเดล” จะกลายเป็นโมเดลให้ชาติต่างๆในอาเซียน เดินตามไม่ว่าจะเป็นสไตล์การเล่น หรือสปิริตนักกีฬาที่ควรจะสำคัญไม่น้อยกว่าวิธีการเอาชนะในสนาม
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี



