One Night in Miami... : เมื่อ "อาลี" และอีก 3 คนดำผู้ยิ่งใหญ่จับเข่าคุยเรื่องสิทธิคนดำ

One Night in Miami... : เมื่อ "อาลี" และอีก 3 คนดำผู้ยิ่งใหญ่จับเข่าคุยเรื่องสิทธิคนดำ
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

ถึงแม้จะหลุดจากรายชื่อผู้เข้าชิงสาขา Best Picture (ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม) ของงานประกาศรางวัล Academy Awards หรือ ออสการ์ ครั้งที่ 93 ไปอย่างพลิกความคาดหมาย

แต่ "One Night in Miami..." ภาพยนตร์ที่มี เรจินา คิง ผู้ที่เคยฝากผลงานการแสดงระดับน้ำดีมาแล้วใน If Beale Street Could Talk และ Watchmen เปลี่ยนบทบาทมานั่งแท่นกำกับ ก็ยังมีดีพอที่จะเข้าชิงใน 3 สาขาสำคัญได้แก่ นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม (เลสลี่ โอดอม จูเนียร์), เพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Speak Now) และ บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม

One Night in Miami... คือภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากบทละครเวที ผลงานปลายปากกาของ เคมพ์ เพาเวอร์ส ที่ตัวเขาเองก็รับหน้าที่เขียนบทภาพยนตร์ในครั้งนี้ด้วยตัวเอง โดยว่าด้วยเรื่องราวการพบกันในค่ำคืนหนึ่งของ 4 บุรุษผิวดำผู้ทรงอิทธิพลในหมู่คนผิวดำที่สุดในช่วงทศวรรษ 60s ได้แก่ มูฮัมหมัด อาลี, มัลคอล์ม เอ็กซ์, จิม บราวน์ และ แซม คุก

พวกเขาได้สนทนากันเกี่ยวกับสิทธิของคนผิวดำในแง่มุมต่างๆ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างเฉียบคม โต้เถียงกันอย่างเผ็ดร้อน จนทำให้ One Night in Miami... กลายเป็นภาพยนตร์ที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง 

เรื่องราวทั้งหมดเป็นอย่างไร? ติดตามได้ที่ Main Stand

*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์*

ณ ห้องโรมแรมเล็กๆ หลังชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่

One Night in Miami... เป็นภาพยนตร์ที่สร้างมาจากเค้าโครงเรื่องจริงของเหตุการณ์ในค่ำคืนวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ปี 1964 หากใครเป็นแฟนมวยพันธุ์แท้คงจดจำวันนั้นได้เป็นอย่างดี 

25 กุมภาพันธ์ 1964 คือวันที่ มูฮัมหมัด อาลี ที่ในตอนนั้นยังใช้ชื่อ แคสเซียส เคลย์ เขาคือเด็กหนุ่มวัย 22 ที่กำลังฟอร์มสดสุดๆ มาพร้อมกับสถิติชนะรวด 19 ไฟต์ สะกดคำว่าแพ้ไม่เป็น ต้องมาเผชิญหน้ากับ ซอนนี่ ลิสตัน นักมวยจอมเก๋าวัย 34 ปี ที่ก็มีสถิติสวยหรูไม่แพ้กันคือ ชนะ 35 ไฟต์ แพ้เพียง 1 ไฟต์ โดยมีเข็มขัดสถาบัน WBA, WBC, NYSAC และ The Ring รุ่นเฮฟวี่เวตเป็นเดิมพัน

1

ไฟต์นี้คือปฐมบทแห่งตำนาน ก่อนที่ในอีก 1 ปีให้หลังพวกเขาจะขึ้นชกกันอีกครั้ง และเกิดเป็นภาพถ่ายแห่งประวัติศาสตร์ที่ทุกคงคุ้นตาเป็นอย่างดี

ก่อนเสียงระฆังเริ่มชกจะดังขึ้น ลิสตัน ถูกมองว่าเป็นต่ออย่างมาก มีนักเขียนคอลัมน์กีฬาชื่อดังกว่า 43 จาก 46 คนมั่นใจว่าเขาจะเป็นฝ่ายชนะ และสามารถรักษาแชมป์ได้ไม่ยาก ทว่าบุคคลหนึ่งกลับไม่คิดเช่นนั้น ถึงแม้เขาจะไม่ใช่เซียนเรื่องหมัดมวย แต่เขาก็มั่นใจว่า เคลย์ จะเป็นฝ่ายชนะ คนนั้นคือ มัลคอล์ม เอ็กซ์ (ชื่อเกิด มัลคอล์ม ลิตเติล ก่อนตัดสินใจเปลี่ยนนามสกุลเพื่อให้เกียรติบรรพบุรุษชาวแอฟริกัน แต่ด้วยความที่เขาไม่รู้ว่าสืบเชื้อสายจากไหน เลยใช้อักษร เอ็กซ์ แทน) นักเคลื่อนไหวทางการเมืองผู้โด่งดังแห่งยุค

ข้อมูลจากหนังสือ Blood Brothers: The Fatal Friendship ระบุว่า เคลย์ กับ มัลคอล์ม พบกันเป็นครั้งแรกในปี 1962 โดยเริ่มจากการที่ มัลคอล์ม ชักชวนนักชกหนุ่มให้เข้าร่วม Nation of Islam (NOI) ขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิคนผิวดำ ทำให้ทั้งคู่สนิทสนมกัน นอกจากนั้น เคลย์ ยังมองว่า มัลคอล์ม เป็นที่ปรึกษาด้านจิตวิญญาณของเขาอีกด้วย 

"เขาเป็นเพียงไม่กี่คนที่ผมเคยเชิญให้มาที่บ้าน" มัลคอล์ม กล่าวถึง เคลย์ 

2

ด้วยเหตุนี้ในคืนวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 1964 มัลคอล์ม เอ็กซ์ จึงปรากฏตัวในที่นั่งริงไซด์ของ Convention Center ไมอามีบีช เพื่อให้กำลังใจเพื่อนของเขา

นอกจาก มัลคอล์ม เอ็กซ์ แล้ว แซม คุก และ จิม บราวน์ ก็อยู่รอบๆสังเวียนการต่อสู้ครั้งนี้ด้วยเช่นกัน 

แซม คุก คือนักร้องเพลงแจ๊สที่มีชื่อเสียงและทรงอิทธิพลคนหนึ่งแห่งยุค บทเพลงของเขาประสบความสำเร็จ โด่งดังเป็นพลุแตกในวงกว้าง ส่วน จิม บราวน์ คือนักกีฬาอเมริกันฟุตบอลตำแหน่งตัววิ่งผู้ยิ่งใหญ่ แห่งทีม คลีฟแลนด์ บราวน์ส ที่ใครๆก็รู้จัก นอกจากนั้น เขายังเป็นหนึ่งในกีฬาที่สนับสนุนสิทธิของคนผิวดำมากที่สุดอีกด้วย

พวกเขาทั้ง 4 คนนอกจาก มัลคอล์ม กับ เคลย์ ที่สนิทสนมกันอยู่แล้ว ก็ไม่ได้มีมิตรภาพลึกซึ้งใดๆต่อกัน เพียงแค่เคยพบปะพูดคุยกันบ้างตามงานสังคมเท่านั้น

หลังจากที่ เคลย์ ทำการช็อกโลกด้วยการส่ง ลิสตัน ลงไปนอนนับดาวบนพื้นผ้าใบในยกที่ 7 ภาพยนตร์ One Night in Miami... ก็เล่าต่อไปว่า บราวน์ เข้าไปถาม เคลย์ ว่าจะมีปาร์ตี้ฉลองชัยชนะที่ไหน? แต่ฝ่ายนักชกหนุ่มกลับตอบมาเพียงสั้นๆว่า

"ไม่ จิม มีโรงแรมเล็กๆ ห่างออกไปไม่ไกล ไปที่นั่นกัน ผมอยากคุยกับคุณ"

3

โรงแรมดังกล่าวมีชื่อว่า Hampton House ถึงแม้จะเป็นโรงแรมเล็กๆ แต่ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยประวัติศาสตร์ เนื่องจาก มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ เคยกล่าวสุนทรพจน์ "I Have a Dream" อันโด่งดังไว้ ณ ที่แห่งนี้

ในคืนวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 1964 มัลคอล์ม เอ็กซ์ ได้เปิดห้องไว้ และนอกจากตัวเขา, เคลย์, บราวน์ แล้ว แซม คุก คืออีกหนึ่งคนที่ถูกชักชวนให้ไปยัง Hampton House

บทสนทนาของ 4 บุรุษ

เมื่อชายทั้ง 4 คนมารวมตัวกันภายในห้องพักของ มัลคอล์ม เอ็กซ์ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นก็เริ่มต้นขึ้น โดยมีไอศกรีมรสวานิลาเป็นเครื่องเคียงเพิ่มรสชาติให้บทสนทนา

มัลคอล์ม เปิดประเด็นด้วยการพยายามโน้มน้าวให้ เคลย์ ถอยตัวออกห่าง Nation of Islam ทั้งๆที่เขาเองเป็นคนชวนให้นักมวยหนุ่มเข้าร่วม เพราะ มัลคอล์ม มีปัญหากระทบกระทั่งถึงขั้นแตกหักกับ เอลียาห์ มูฮัมหมัด ผู้นำแห่ง Nation of Islam เนื่องจาก มัลคอล์ม ทราบถึงพฤติกรรมการคบชู้ของ มูฮัมหมัด ซึ่งขัดกับหลักคำสอนที่พวกเขาพยายามเผยแพร่

4

มัลคอล์ม ยอมไม่ได้กับเรื่องที่เกิดขึ้น เขาลุกขึ้นต่อต้าน มูฮัมหมัด ส่งผลให้ตัวเขาถูกลงโทษห้ามพูดต่อหน้าสาธารณชนเป็นเวลา 3 เดือน และมันได้กลายเป็นชนวนให้ มัลคอล์ม รู้สึกว่าเขาไม่อยากจงรักภักดีต่อ Nation of Islam อีกต่อไป 

ทว่า เคลย์ กลับไม่สามารถทำตามการโน้มน้าวของ มัลคอล์ม ได้ เขาภักดีกับหลักคำสอนของ Nation of Islam และมันได้กลายเป็นตัวตนหนึ่งของเขาไปแล้ว นอกจากนั้นความสัมพันธ์ระหว่าง มัลคอล์ม กับ เคลย์ ในระยะหลังก็ไม่สู้ดีนัก ต้นเหตุมาจากวลีหนึ่งที่ มัลคอล์ม กล่าวในปี 1963 ถึงการถูกลอบสังหารของประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี ว่า

"Chickens coming home to roost."

5

คำดังกล่าวเป็นสำนวนภาษาอังกฤษที่มีความหมายในเชิงว่า สิ่งไม่ดีที่เราพูดหรือเรากระทำเอาไว้จะทำให้เราเดือดร้อนในภายหลัง และในบริบทนี้ก็เป็นการสื่อว่า เจเอฟเค หาเรื่องใส่ตัวเอง เขาถึงต้องมาตายแบบนี้

การปฏิเสธเข้าร่วมขบวนการเคลื่อนไหวใหม่ที่ มัลคอล์ม มีแผนก่อตั้งของ เคลย์ ทำให้บรรยากาศวงสนทนาเริ่มตึงเครียด และยิ่ง มัลคอล์ม สังเกตเห็นชายผิวขาว 2 คนที่คาดว่าเป็นเอฟบีไอมาด้อมๆมองๆนอกห้องพักของเขา ความตึงเครียดก็ยิ่งทวีคูณ เขาคิดว่าสิ่งเหล่านี้เกิดจากความขัดแย้งที่เขามีต่อ Nation of Islam

หลังจากที่ผิดหวังในการโน้มน้าวเคลย์ มัลคอล์มก็หันไปพูดคุยกับ แซม คุก ด้วยประเด็นที่เผ็ดร้อนไม่แพ้กัน ฝ่ายนักเคลื่อนไหวหนุ่มโจมตี แซม ว่า ทั้งๆที่เขาเป็นคนดำ เข้าใจถึงการถูกกดขี่ของคนดำเป็นอย่างดี แต่กลับเขียนเพลงอย่าง You Send Me, Chain Gang, Having a Party และ Bringing It On Home to Me ออกมา ซึ่งเพลงเหล่านี้เป็นเพลงที่เอาอกเอาใจคนขาวแทบทั้งสิ้น

6

"นายมีเสียงที่ดังที่สุดในหมู่พวกเรา" สิ่งที่มัลคอล์มต้องการจะสื่อคือ แซม คุก มีอิทธิพลต่อสังคมอย่างมาก เขามีแฟนเพลงนับล้านอยู่ทั่วประเทศ ดังนั้น เขาควรที่จะทำเพลงการเมืองออกมาเพื่อเรียกร้องสิทธิของคนดำ มันเป็นหน้าที่ที่เขาควรจะทำในฐานะบุคคลสาธารณะ

"นายมีอิสระที่สุด อย่างที่พวกเราทั้งหมดไม่มี" จิม บราวน์ ที่นั่งฟังการถกเถียงมาตลอดเห็นด้วยกับ มัลคอล์ม

"เพลงแบบ Blowin' in the Wind ของ บ็อบ ดีแลน ต่างหากที่นายควรจะทำออกมา" มัลคอล์ม กล่าวต่อ

7

เมื่อได้ยินเช่นนั้น แซม คุก ก็รู้สึกทนไม่ได้ เขาสวนกลับมาว่าที่เขาต้องทำเพลงแบบนั้นออกมาเพราะเพลงเพื่อสิทธิคนดำนั้นมันไม่สามารถใช้งานได้ในเชิงพาณิชย์ เขาต้องการประสบความสำเร็จ และมีอิสระในการใช้ชีวิต เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับเหล่าคนดำในสังคม

การถกเถียงเป็นไปด้วยความดุเดือด แต่ก็แฝงไว้ด้วยความคมคาย และยังมีความคิดเห็นอีกมากมายที่เหล่าตัวละครแสดงออกมา แต่เราอยากให้ทุกคนรับชมมันด้วยตัวเองมากกว่า โดยถึงจะยังไม่มีกำหนดเข้าโรงฉายในบ้านเรา แต่ก็สามารถหาดู One Night in Miami... ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ผ่านทาง Amazon Prime Video

หลังจากค่ำคืนแห่งประวัติศาสตร์นี้จบลง เคลย์ ก็เปลี่ยนชื่อของเขาเป็น มูฮัมหมัด อาลี อย่างเป็นทางการ แสดงถึงความจงรักภักดีที่เขามีต่อ Nation of Islam ส่วน มัลคอล์ม เอ็กซ์ ก็ไม่เคยได้พบกับความสงบสุขในชีวิตอีกเลยหลังจากที่เขาแยกตัวออกมา บ้านของเขาถูกวางเพลิง อีกทั้งยังโดนเอฟบีไอจับตามองทุกฝีก้าว

8

จิม บราวน์ ตัดสินใจรีไทร์จากอาชีพนักกีฬาก่อนวัยอันควร เพื่อมุ่งเข้าสู่เส้นทางบันเทิงตามที่เขาได้บอกกับอีก 3 คน และชักชวนให้ เคลย์ มาร่วมด้วย ทว่าก็โดนตอบปฏิเสธ

ในช่วงสุดท้ายของภาพยนตร์ แซม คุก ได้ทำการแสดงเพลง A Change is Gonna Come ในรายการ The Tonight Show ของ จอห์นนี่ คาร์สัน ซึ่งต่อมาก็อย่างที่ทราบกันว่านี่คือเพลงชาติของขบวนการเรียกร้องสิทธิพลเมือง

ไม่ใช่เรื่องจริง แต่ยังคงสวยงาม

เรื่องเล่าในบทความนี้คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์เรื่อง One Night in Miami... คำถามคือมันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า?

"One Night in Miami คือนิยายที่ผมเขียนขึ้นมาโดยใช้ความจริงขับเคลื่อน" เคมพ์ เพาเวอร์ส ผู้เขียนกล่าวในรายการพอดแคสต์ Write On

9

ความจริงที่ว่าคือ ในค่ำคืนของวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ปี 1964 ทั้ง 4 คนได้มารวมตัวกันพูดคุยในห้องพักของ มัลคอล์ม ณ โรงแรม Hampton House จริงๆ และก็มีไอศกรีมรสวานิลาเป็นอาหารแกล้มบทสนทนาจริง เพียงแต่ไม่มีใครรู้อย่างแน่ชัดว่าพวกเขาพูดคุยอะไรกัน ถึงแม้จะมีรายละเอียดปรากฏอยู่บ้างในหนังสือชีวประวัติของแต่ละคน ทว่าก็ไม่ได้มีการลงลึกอย่างชัดเจน แต่อย่างน้อย บทสนทนาในเรื่องก็สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงของพวกเขาทั้ง 4 ณ ช่วงเวลานั้นจริงๆ 

เพาเวอร์ส ใช้ความรู้สึกของเขาที่เกิดขึ้นระหว่างรับหน้าที่เป็นหนึ่งในทีมเขียนบทของ Star Trek: Discovery ผสมผสานเข้ากับบุคลิก และตัวตนของชายทั้ง 4 ที่ปรากฏผ่านบทสัมภาษณ์ต่างๆ กลั่นออกมาเป็นบทสนทนา จนเกิดเป็น One Night in Miami...

"ผมต้องอุทิศทุกอย่างเพื่อให้ได้รับการยอมรับระหว่างทำหน้าที่ (เขียนบทให้กับ Star Trek: Discovery)"

"ผมเป็นคนดำในหมู่คนขาว จิตใจของผมราวกับถูกแยกชิ้นส่วนออกจากกัน จนเกิดเป็นแรงบันดาลใจให้ผมเขียนบทละครเรื่องนี้"

แจ็ค แฮมิลตัน คอลัมนิสต์แห่งเว็บไซต์ Slate ได้กล่าวว่า

"แซม คุก คือตัวละครที่ถูกบิดเบือนอย่างร้ายแรงที่สุด"

ใน One Night in Miami... ตัวละคร แซม คุก มีภาพลักษณ์เป็นคนดำที่ประสบความสำเร็จ ร่ำรวยเงินทอง และหลงลืมจิตวิญญาณของคนดำที่ต่อสู้กับความยากลำบาก การถูกกดขี่ ถึงแม้ในช่วงท้ายเรื่องจะปิดฉากอย่างสวยงามด้วยการขับร้องบทเพลง A Change is Gonna Come ก็ตาม

ทว่าในความเป็นจริง A Change is Gonna Come ถูกแสดงในรายการ The Tonight Show ก่อนหน้าค่ำคืนในไมอามี่หลายสัปดาห์ หมายความว่า แซม คุก มีความคิดริเริ่มในการเขียนเพลงเพื่อคนดำด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพราะแรงบันดาลใจที่ได้รับจากการพูดคุยกับ มัลคอล์ม เอ็กซ์

10

นอกจากนั้น แซม ก็เป็นศิลปินที่มีประวัติการต่อสู้เพื่อคนดำมาโดยตลอด เขาไม่ได้ลืมรากเหง้าตัวเอง ตัวอย่างเช่นครั้งหนึ่งเขาเคยประท้วงอย่างรุนแรงจนต้องเข้าไปนอนในคุก หลังจากที่โดนพนักงานโรงแรม Holiday Inn เหยียดผิวใส่ ไม่มีคำยืนยันจากปากเจ้าตัว แต่สื่อหลายสำนักคาดว่านี่คือแรงบันดาลใจให้เขาเขียนเพลง A Change is Gonna Come

ในตอนท้ายของ One Night in Miami... เคลย์ ยังได้ประกาศเรื่องการเข้าร่วม Nation of Islam และเลือกที่จะใช้ชื่อว่า แคสเซียส X พร้อมหันไปพยักหน้าให้ มัลคอล์ม เอ็กซ์ ที่ยืนห่างไปไม่ไกล

แต่ในความเป็นจริงคือ เคลย์ ได้ประกาศเรื่องการเข้าร่วม Nation of Islam ตั้งแต่ในการแถลงข่าวหลังไฟต์แรกกับ ลิสตัน สิ้นสุดลง นั่นหมายความว่าบทสนทนาของเขากับ มัลคอล์ม ใน One Night in Miami จึงไม่น่าสอดคล้องกับความจริง ส่วนชื่อ มูฮัมหมัด อาลี เขาได้ประกาศหลังจากนั้นไปอีก 1 เดือน

ส่วน มัลคอล์ม ไทม์ไลน์ที่เกิดขึ้นกับเขาค่อนข้างสอดคล้องกับในภาพยนตร์ เพราะเขาได้ประกาศแยกทางกับ Nation of Islam 2 สัปดาห์หลังจากค่ำคืนนั้นจริงๆ นั่นทำให้ความสัมพันธ์ของเขากับ มูฮัมหมัด อาลี สิ้นสุดลงนับจากนั้น

ใน The Soul of a Butterfly หนังสือชีวประวัติส่วนตัวของ มูฮัมหมัด อาลี ที่ตีพิมพ์ออกมาในปี 2004 อาลี ได้เผยว่า 

"การตัดสัมพันธ์กับ มัลคอล์ม คือหนึ่งในความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต ผมอยากบอกว่าเขาพูดถูกในหลายๆเรื่อง อยากขอโทษเขา แต่ก็ไม่มีโอกาส เพราะเขาถูกสังหารไปก่อน"

11

มัลคอล์ม เอ็กซ์ ถูกลอบสังหารขณะปราศัยในย่านฮาร์เล็มปี 1965 

แซม คุก ถูกยิงเสียชีวิตในโรงแรมหลังจากค่ำคืน ณ ไมอามี่ เพียงไม่กี่เดือน 

การด่วนจากไปของพวกเขา ทำให้การพบกันในคืนนั้นเป็นการพบกันครั้งแรกและครั้งสุดท้าย พวกเขาไม่มีโอกาสมีสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอีกเลย

ปัจจุบันเหลือเพียง จิม บราวน์ เท่านั้นที่ยังมีชีวิตอยู่ เขารีไทร์จากอาชีพนักกีฬา มุ่งหน้าเข้าสู่วงการบันเทิงในปี 1966 คลาดเคลื่อนจากที่กล่าวในภาพยนตร์กว่า 2 ปี แต่ในวัย 84 ปี เขากลับเป็นหนึ่งในคนดำที่มีชื่อเสียงที่สุดที่ให้การสนับสนุนประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์

ถึงแม้เรื่องราวส่วนใหญ่ใน One Night in Miami... จะเกิดขึ้นจากจินตนาการของ เคมพ์ เพาเวอร์ส แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้ซึ่งคุณค่า ตรงกันข้ามมันกลับถูกต่อยอดกลายเป็นภาพยนตร์ที่เข้าชิงออสการ์ถึง 3 สาขา พร้อมคะแนน 98% จาก Rotten Tomatoes

"One Night in Miami... คือภาพสะท้อนอันทรงพลัง ที่บุคคลผู้ยิ่งใหญ่พยายามเรียกร้องสิ่งยิ่งใหญ่เพื่อคนตัวเล็กๆในสังคม" ซาร่า สจ๊วร์ต นักวิจารณ์จาก New York Post

12

กระแสการเรียกร้อง Black Lives Matter ในปัจจุบันคือเครื่องยืนยันได้ว่า การต่อสู้ของคนดำต่อการถูกสังคมกดทับยังคงดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ค่ำคืน ณ ไมอามี่ จะผ่านมาแล้วกว่า 5 ทศวรรษ แต่มันก็ยังคงไม่สิ้นสุด ส่วนคำตอบว่าชัยชนะของพวกเขาจะมาถึงเมื่อไรนั้น น่าจะอยู่ในบทเพลง A Change is Gonna Come ของ แซม คุก ท่อนหนึ่งที่ว่า

"It's been a long
A long time coming
But I know a change gonna come
Oh, yes it will

มันคงเป็นเวลาอันยาวนาน
ยาวนานเหลือเกิน
แต่ฉันรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงมันจะมาถึง
ใช่ มันจะมาถึงแน่นอน"