"ซุน จีไห่" : แข้งตำนาน แมนฯ ซิตี้ สู่เศรษฐีร้อยล้านแดนมังกร

"ซุน จีไห่" : แข้งตำนาน แมนฯ ซิตี้ สู่เศรษฐีร้อยล้านแดนมังกร
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

หากพูดถึงชื่อนักฟุตบอลชาวจีนสักคน ชื่อที่คนส่วนใหญ่นึกถึง คือ ซุน จีไห่ เพราะแข้งรายนี้คือตำนานตัวจริงของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก่อนที่จะเป็นทีมเรือใบพันล้านแบบในปัจจุบัน แบ็กขวาจากแดนมังกรรายนี้คือผู้เล่นคนสำคัญ ที่ช่วยให้ทีมสีฟ้าของเมืองแมนเชสเตอร์ต่อสู้กับการหนีตกชั้นในหลายฤดูกาล

การเป็นแบ็กจอมขยัน คือความทรงจำของคนส่วนใหญ่ที่มีต่อ ซุน จีไห่ แต่ปัจจุบัน เขาเปลี่ยนบทบาทใหม่ กลายเป็นนักธุรกิจใหญ่ในประเทศจีน และเศรษฐีระดับร้อยล้าน

ความสำเร็จด้านธุรกิจของจีไห่ ไม่ได้มาจากความบังเอิญ แต่บทเรียนจากการเป็นแข้งลูกหนังกลับช่วยให้เขาประสบความสำเร็จอย่างงดงามบนเวทีธุรกิจ

นักล่าฝันจากแดนมังกร

ซุน จีไห่ คือชายที่เคยแตกต่างกว่าผู้ชายคนอื่นในประเทศจีน เพราะในยุค 90s ที่เขาเติบโตตอนเป็นวัยรุ่น ฟุตบอลไม่ใช่กีฬาอันเป็นที่รู้จักมากนักบนดินแดนมังกร หากแต่ความฝันของหนุ่มรายนี้คือการอุทิศตนเป็นนักฟุตบอลอาชีพ และต้องการจะไปให้ไกลบนเส้นทางนี้มากที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้

ความทุ่มเททำให้ ซุน จีไห่ กลายเป็นนักเตะดาวรุ่งที่ได้รับการจับตา เขาเคยผ่านการเข้าร่วมโครงการพัฒนานักฟุตบอลชาวจีน ซึ่งถูกส่งไปฝึกถึงประเทศบราซิล และประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย ด้วยการคว้าแชมป์ลีกของจีนได้ถึง 4 สมัย กับทีมต้าเหลียน ซือเต๋อ (ปัจจุบันสโมสรนี้ถูกยุบไปแล้ว) ด้วยวัยเพียงยี่สิบต้นๆ 

สมัยที่ค้าแข้งอยู่กับต้าเหลียน จีไห่เคยถูกส่งมายืมตัวเล่นในประเทศอังกฤษ กับ คริสตัล พาเลซ ทีมระดับดิวิชั่น 1 หรือลีกอันดับ 2 ของฟุตบอลอังกฤษ ในฐานะคนจีนคนแรกที่ได้ลงเล่นในฟุตบอลอังกฤษ 

1

ซึ่งแข้งชาวจีนรายนี้ก็ทำผลงานได้ดี ยึดตัวจริงได้สำเร็จ แต่น่าเสียดายที่ต้าเหลียนไม่อยากขายเขาออกจากทีม ทำให้ ซุน จีไห่ ต้องเล่นในประเทศจีนต่อไปอีกสักระยะ

อย่างไรก็ตาม หลังจากได้เล่นที่แดนผู้ดี จีไห่รู้ทันทีว่า การกลับไปเล่นที่ประเทศอังกฤษคือฝันที่ต้องไปให้ถึง เพราะจีไห่วางเป้าหมายของตัวเองไว้อย่างชัดเจนว่า การออกจากประเทศเพื่อไปท้าทายตัวเองในต่างแดน คือสิ่งที่นักฟุตบอลต้องทำให้สำเร็จ โดยเฉพาะชาวเอเชียแบบเขา

จีไห่ไม่ต้องรอนานกับความฝันของเขา เพราะช่วงต้นปี 2002 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยื่นข้อเสนอ 2 ล้านปอนด์มาซื้อตัวไปร่วมทีม ด้วยวัย 24 ปี จีไห่ได้โอกาสสำคัญที่จะทำฝันของเขาให้เป็นจริง 

2

หากเป็นทุกวันนี้ ดีลการซื้อตัวจีไห่คงถูกมองว่าเป็นเรื่องของการขยายฐานการตลาด แต่สำหรับปี 2002 การซื้อตัวนักเตะชาวจีนรายนี้ เป็นเรื่องของฟุตบอลล้วนๆ และทีมเรือใบสีฟ้าเห็นศักยภาพในแข้งจากแดนมังกร พร้อมให้โอกาสลงสนามอย่างเต็มที่

"การบินไปมาระหว่างจีนและอังกฤษไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เขาจะเข้ามาช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับเรา และนั่นคือเหตุผลที่เราซื้อเขามา" เควิน คีแกน กุนซือของแมนฯ ซิตี้ ในตอนนั้นพูดถึงลูกทีมคนใหม่ของเขา 

"เขาสามารถเล่นทุกตำแหน่งในแผงหลังและในตำแหน่งมิดฟิลด์"  

3

จีไห่สร้างชื่อได้อย่างรวดเร็ว ฤดูกาลแรกเขามีส่วนช่วยแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เลื่อนชั้นกลับสู่พรีเมียร์ลีก ก่อนจะยึดตำแหน่งตัวจริงในการเล่นบนลีกสูงสุดกับตำแหน่งแบ็กขวาที่เขาถนัด

เนื่องด้วยความแปลกในฐานะนักเตะจีนคนเดียวที่ยืนโดดเด่นบนเวทีพรีเมียร์ลีก แต่กลับมีสไตล์การเล่นแบบ "วิ่ง สู้ ฟัด" ตามสไตล์นักเตะอังกฤษโบราณ ทำให้นักเตะชาวจีนรายนี้กลายเป็นขวัญใจของแฟนบอลท้องถิ่น

ความขยัน คือสิ่งที่ทำให้ ซุน จีไห่ ชนะใจโค้ชหลายคนที่เข้ามาคุมทัพแมนเชสเตอร์ ซิตี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เควิน คีแกน ผู้จัดการทีมที่มีส่วนในการดึงจีไห่มาเล่นบอลที่แมนเชสเตอร์ 

อย่างไรก็ตาม ความขยันที่มากเกินไป ทำให้จีไห่ได้รับบทเรียนสำคัญในชีวิต สิ่งที่ทำให้รู้จักที่จะเรียนรู้ ความคิดต่างๆจากสังคมอื่นเข้ามาปรับใช้ในชีวิตของตัวเอง

4

"ชาวจีนอย่างเราได้รับการฝึกสอนมาว่า ต้องยอมทุ่มเททุกอย่างเพื่อการทำงาน ตอนนั้นลูกสาวคนแรกของผมกำลังจะคลอด แต่ผมอยู่ที่สนามซ้อม ก้มหน้าซ้อมต่อไป จนโค้ชคีแกนมาบอกผมว่า 'คุณไม่ต้องซ้อม คุณไปดูแลภรรยาคุณที่โรงพยาบาลเถอะ' ผมจึงค่อยออกจากการซ้อมไปที่โรงพยาบาล"

"วันถัดมา โค้ชมาถามผมว่า 'ภรรยาคุณไม่โกรธเหรอที่ตอนแรกคุณไม่ยอมไปหาเธอ?' เขาบ่นผมเยอะมาก เขาสอนให้ผมคิดถึงครอบครัว ครอบครัวต้องมาก่อนเสมอ เขาบอกผมเลยว่า คุณไม่ต้องห่วงเรื่องฟุตบอล เพราะถ้าเกิดเหตุการณ์อะไรกับครอบครัวของคุณ คุณอาจจะกลับมาเล่นฟุตบอลไม่ได้อีกเลย"

"ผมมานั่งสำรวจตัวเอง ผมก็ยอมรับว่าผมเป็นห่วงครอบครัวอย่างมาก มันทำให้ผมรู้ว่า ครอบครัวสำคัญที่สุด และเราทำงานหนักก็เพื่อครอบครัว.. ผมเห็นเพื่อนนักฟุตบอลมากมายที่มีปัญหาด้านครอบครัว และผลงานของพวกเขาแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด" จีไห่ กล่าว

วิถีของมืออาชีพ

ในสนาม ความขยันของจีไห่คือสิ่งที่ผู้คนจดจำ การเติมเกมบุกสุดมันไม่มีหมด ทำให้เขาเป็นที่รักของเหล่าซิติเซนส์ แต่สำหรับชีวิตนอกสนาม ซุน จีไห่ คือผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่ออกมาใช้ชีวิตต่างแดน และพยายามเรียนรู้ความคิด วัฒนธรรมต่างๆจากผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ เข้ามาพัฒนาชีวิตของตัวเอง

จีไห่มีโอกาสร่วมงานกับโค้ชอยู่หลายคน แต่ไม่มีใครที่เขาชื่นชอบมากไปกว่า สเวน โกรัน อีริคส์สัน กุนซือชาวสวีเดน อันเป็นผู้จัดการทีมคนสุดท้ายที่จีไห่ได้ร่วมงานกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก่อนย้ายออกจากทีมไปอยู่กับ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด หลังฤดูกาล 2007-08 จบลง

5

"อีริคส์สันเป็นคนที่สุภาพมาก และมีความเป็นสุภาพบุรุษอย่างมากที่สุด เขาสอนการเป็นนักฟุตบอลอาชีพที่ดีให้กับผม เขาสอนถึงเรื่องการวางตัวที่ดีในสังคม สอนให้เรารู้ว่า ถ้าเป็นนักฟุตบอล เราก็ต้องได้รับค่าตอบแทนที่คุ้มค่าเช่นกัน อย่าให้ใครมาเอาเปรียบ"

"เขายังบอกผมอีกว่า นักฟุตบอลที่ดีไม่จำเป็นต้องซ้อมอย่างเต็มที่ทุกครั้ง คุณต้องรู้จักพักผ่อนบ้าง ไปขับรถเล่น ไปใช้เวลากับครอบครัว เพื่อไม่ให้ร่างกายเหนื่อยล้าจนเกินไป ทุกวันนี้คำสอนของเขา ยังมีผลต่อชีวิตของผม" ซุน จีไห่ กล่าว

6

กล่าวได้ว่า ซุน จีไห่ กลายเป็นชายที่ในตัวมีความผสมผสานระหว่างโลกตะวันตกและโลกตะวันออกอย่างลงตัว และหลังจากซึมซับวัฒนธรรมในต่างแดนมาอย่างยาวนาน แข้งรายนี้ตัดสินใจเดินทางกลับบ้านเกิดในปี 2009

อย่างไรก็ตาม ชีวิตของจีไห่ในฐานะนักฟุตบอลที่เมืองจีนกลับไม่ง่าย แม้ว่าเรื่องฝีเท้าจะไม่ใช่ปัญหา แต่ความที่เขาอยู่ในโลกของฟุตบอลมืออาชีพเต็มร้อยมายาวนาน และตัวเขาเองก็ให้ความสำคัญกับการเป็นมืออาชีพ ทำให้จีไห่ต้องเผชิญกับปัญหาความไม่เป็นมืออาชีพของฟุตบอลในเมืองจีน โดยเฉพาะเรื่องของโค้ช

7

"โค้ชที่มารับงานที่จีนทั้งหมดมาเพราะได้เงินเยอะ ถามว่าพวกเขาอยากมาเพื่อพัฒนาฟุตบอลจีนเหรอ? ไม่มีทาง คนชอบคิดว่าเอาโค้ชเก่งๆเข้ามาจะช่วยพัฒนาฟุตบอลจีนได้ดีขึ้น แต่ว่ามันไม่จริง"

"ฟุตบอลมีสองด้านนะ โค้ชสามารถปลูกฝังทั้งสิ่งที่ดีและแย่ให้กับนักเตะ ทุกวันนี้ฟุตบอลจีนไม่ถูกพัฒนาอย่างที่ควรจะเป็น พวกเขาไม่ได้รับการปลูกฝังชุดความคิดที่ถูกต้อง โค้ชที่มาทำงานในจีนไม่ได้เรียกร้องความเป็นมืออาชีพจากนักเตะ ทั้งที่นี่คือพื้นฐานของการเป็นโค้ช นี่คือสิ่งที่แย่ และในสายตาผม ฟุตบอลจีนกำลังเดินถอยหลัง" ซุน จีไห่ กล่าว

8

จีไห่ค้าแข้งถึงปี 2016 และแขวนสตั๊ดด้วยวัย 39 ปี พร้อมกับอำลาวงการฟุตบอลในทันที ไม่ตัดสินใจจับงานโค้ชต่อ เนื่องจากความเป็นคนตะวันตกในตัวเขารู้ดีว่า เขาไม่เหมาะจะทำงานฟุตบอลในประเทศจีน

อย่างไรก็ตาม จีไห่ได้วางแผนอนาคตของตัวเองเอาไว้แล้ว และเป็นสิ่งที่พลิกชีวิตของเขาไปอีกด้านโดยสิ้นเชิง

สู่เศรษฐีร้อยล้าน

สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ซุน จีไห่ คือคนดังของประเทศจีน ไม่เคยมีนักฟุตบอลจากแดนมังกรคนไหนประสบความสำเร็จเท่ากับเขา ทำให้จีไห่ได้รู้จักกับคนมากมาย หนึ่งในนั้นคือนักธุรกิจชั้นนำในเมืองจีน ซึ่งปูทางคอนเนคชั่นเกี่ยวกับวางแผนชีวิตหลังจากแขวนสตั๊ดให้กับเขา

"ผมโชคดีที่มีเพื่อนจำนวนมากเป็นผู้มีความรู้ด้านเทคโนโลยีหรือธุรกิจแขนงนี้ ทำให้ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับพวกเขาเกี่ยวกับการวางแผนด้านธุรกิจ"

หลังจากตัดสินใจจะไม่ทำงานด้านฟุตบอล จีไห่หันมาเปิดบริษัทของตัวเองในชื่อ Beijing Haiqiu Technology Company หรือ HQ Company เพื่อทำธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีกีฬาอย่างเต็มตัว 

9

จีไห่ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า เขาไม่มีความรู้ด้านเทคโนโลยี แต่สิ่งที่เขามีคือประสบการณ์การทำงานอย่างเป็นมืออาชีพ การได้ร่วมงานในองค์กรระดับโลก ซึ่งเขานำทักษะที่มีติดตัวมาใช้ในการสร้างองค์กรของตัวเอง

"การทำธุรกิจเหมือนกับการสร้างทีมกีฬา คุณต้องมีทีมที่ยอดเยี่ยม การจะประสบความสำเร็จในโลกธุรกิจด้วยตัวคนเดียวเป็นเรื่องยาก การทำงานเป็นทีมคือเรื่องสำคัญที่สุด" จีไห่ กล่าว

จีไห่จับมือกับบริษัทด้านเทคโนโลยีชื่อดังในจีนมากมาย เช่น Tencent เพื่อเข้ามาเป็นพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจของเขาในการทำแพลตฟอร์มสื่อกลางเกี่ยวกับการช่วยให้นักกีฬาทั่วโลกเข้ามาทำตลาดในประเทศจีน สามารถต่อยอดชื่อเสียง สร้างรายได้ผ่านแพลตฟอร์มของเขา

10

ดังที่ สเวน โกรัน อิริคสัน เคยสอนเขาไว้ว่า เป็นนักกีฬาต้องได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม จีไห่เข้ามาใช้ธุรกิจของเขาในการช่วยเหลือนักกีฬาให้สามารถสร้างรายได้ให้มากขึ้น ผ่านการใช้แพลตฟอร์มในการคอนเนคต์กับแฟนๆหรือพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจเพื่อให้นักกีฬาหาเงินได้มากขึ้น

ปัจจุบัน แอปพลิเคชั่น MiaoHi ของจีไห่ มีคนดังมากกว่า 2,000 คนใช้แพลตฟอร์มของเขาเป็นสื่อกลางในการคอนเนคต์กับผู้คน และมีผู้ใช้มากกว่า 400 ล้านคนในประเทศจีน

11

นอกจากนี้ แอปพลิเคชั่น MiaoHi ยังผูกมิตรอย่างเป็นทางการกับอดีตต้นสังกัดของ ซุน จีไห่ นั่นคือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทำให้ทีมเรือใบสีฟ้าขยายฐานแฟนในจีนได้ง่ายขึ้น และแน่นอนว่า ธุรกิจของจีไห่ย่อมมีมูลค่าสูงขึ้นด้วย

การทำธุรกิจในครั้งนี้ ทำให้จีไห่กลายเป็นผู้มีทรัพย์สินมากกว่า 20 ล้านปอนด์ หรือมากกว่า 800 ล้านบาทไทย ซึ่งมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

12

ถึงจะประสบความสำเร็จด้านฟุตบอล แต่จีไห่ไม่ได้ตัดขาดจากเกมลูกหนังเสียทีเดียว เขายังคงทำหน้าที่เป็นทูตสโมสรในแถบประเทศจีนให้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ คอยสร้างฐานแฟนให้กับอดีตต้นสังกัดต่อไป

ชีวิตของจีไห่ได้แสดงให้เห็นว่า การเรียนรู้สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกช่วงเวลาของชีวิต สามารถนำบทเรียนต่างๆมาประยุกต์เข้ากับแต่ละสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม ซึ่งทำให้ชีวิตของผู้ชายคนนี้เป็นแบบอย่างของคนที่ประสบความเร็จ ไม่ว่าจะในวงการกีฬาหรือว่าเวทีธุรกิจ