Kelme Swarovski : รองเท้าสตั๊ดคริสตัลที่ถูกตราหน้าว่า "สร้างมาเพื่อ ?"

Kelme Swarovski : รองเท้าสตั๊ดคริสตัลที่ถูกตราหน้าว่า "สร้างมาเพื่อ ?"
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

นับวันเทคโนโลยีในการผลิตรองเท้าฟุตบอลจะล้ำสมัยขึ้นเรื่อย ๆ บ้างก็ทำขึ้นมาให้วิ่งเร็วขึ้น บ้างก็ทำให้ผู้ใส่คอนโทรลลูกฟุตบอลได้ดีขึ้น และบางยี่ห้อก็ผลิตมาเพื่อให้ยิงประตูได้หนักหน่วงขึ้น ... ว่ากันไปตามวัตถุประสงค์ของผู้บริโภค

แต่ที่แน่ ๆ มีรองเท้าฟุตบอลรุ่นหนึ่ง ที่ทุกวันนี้ยังไม่รู้ว่าถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออะไร ? และนี่คือเรื่องราวของสตั๊ด "เกลเม สวารอฟสกี้" ... มาดูกันดีกว่าว่าในความแสนงงนี้ มันถูกผลิตมาได้อย่างไร ?

ติดตามกับ Main Stand ที่นี่

สวารอฟสกี้ ... หรูระดับโลก 

สำหรับผู้ชายทั้งหลาย ข่าวสารความรู้แวดวงเครื่อประดับอาจจะไม่ใช่ทางของเรา ๆ ท่าน ๆ เท่าไรนัก แต่ถ้าหากจะถามว่า เคยได้ยินชื่อ "คริสตัลจาก สวารอฟสกี้ หรือไม่?" เชื่อว่าหลายคนคงพยักหน้า และตอบว่า "เคย" อย่างแน่นอน


Photo : FanGxii

คริสตัล หรือเครื่องประดับจากแบรนด์ Swarovski (สวารอฟสกี้) นั้น เป็นบริษัทคุ้นหูคนไทย เพราะมักจะมีการโปรโมต หรือเป็นผู้สนับสนุนเครื่องประดับของพิธีกรและแขกรับเชิญในรายการต่าง ๆ ทางโทรทัศน์อยู่เรื่อย ๆ นอกจากนี้ยังมีช็อปอย่างเป็นทางการของแบรนด์อยู่ในแทบทุกห้างสรรพสินค้าชั้นนำ   

แบรนด์นี้เกิดจากประเทศออสเตรีย ผู้ก่อตั้งคือ ดาเนียล สวารอฟสกี้ เป็นผู้เชี่ยวชาญและเกิดในตระกูลช่างเจียระไนคริสตัล (แก้วที่ผ่านกรรมวิธีผลิตและเจียระไน ด้วยฝีมือช่างมือดี) จุดเปลี่ยนที่ทำให้แบรนด์นี้ดังไปทั่วโลก เกิดขึ้นในปี 1895 เพราะเมื่อโลกเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม พวกเขาคิดและผลิตเครื่องจักรเจียระไน จนมีชื่อเสียงก้องโลก ประสบความสำเร็จด้านยอดขายด้วยรายรับกว่า 3.5 พันล้านยูโร พร้อมกับเปิดเกมรุกด้านการตลาดอย่างต่อเนื่อง

 

การทำการตลาดของ สวารอฟสกี้ นั้นจะเน้นไปที่ความหรู สุขุม นุ่มลึก พวกเขามักจะเลือกแบรนด์แอมบาสเดอร์แบบที่ตรงตามคอปเซ็ปต์ของสินค้า ถ้าเป็นผู้ชายก็จะเป็นคนที่ "มีมาด" อยู่เสมอ ทั้ง จอร์จ คลูนี่ย์, ลีโอนาร์โด้ ดิ คาปริโอ, จอห๋น ทราโวลตา ที่เป็นดารารุ่นเก๋าแต่ยังดูเท่ทั้งสิ้น 

หลังจากที่ สวารอฟสกี้ ประสบความสำเร็จและสร้างแบรนด์จากเหล่าดาราแล้ว เข้าสู่ยุคมิลเลนเนียม หรือตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา สวารอฟสกี้ ก็พร้อมลุยตลาดใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมนั่นคือ "วงการกีฬา

พวกเขาเลือกนักกีฬาชื่อดังหลายคนเข้ามาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ ด้วยคอนเซ็ปต์เท่ ๆ เรียบ ๆ หรู ๆ เหมือนเช่นเคย ไทเกอร์ วูดส์ ยอดนักกอล์ฟระดับตำนาน คือนักกีฬาชายเบอร์แรกที่ได้สัญญาแบรนด์แอมบาสเดอร์จาก สวารอฟสกี้ สัญญาของทั้งคู่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1996 หรือช่วงที่ "พี่เสือ" ยังมีอายุแค่ 21 ปีเท่านั้น จากนั้นก็เริ่มเข้าสู่วงการนักฟุตบอลด้วยนักเตะที่ "หล่อเท่" อย่าง เดวิด เบ็คแฮม และเมื่อหมดยุคของ เบ็คแฮม คนที่มารับช่วงต่อ นักเตะดัง + เครื่องประดับหรู คือ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยอดนักเตะที่มีมูลค่าทางการตลาดสูงที่สุดในยุคนี้   


Photo : www.claire-milner.co.uk

เมื่อเข้าสู่วงการฟุตบอล สวารอฟสกี้ ก็คงจะไม่สามารถทำเครื่องประดับบลิง ๆ แบบสร้อยคอ, แหวน หรือ สร้อยข้อมือ เหมือนกับที่นักบาสเกตบอลนิยมกัน เพราะด้วยวัฒนธรรมแล้ว นักฟุตบอลนั้นจะไม่ได้แสดงออกทางด้านนี้กันสักเท่าไหร่ ดังนั้น สวารอฟสกี้ จึงต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อให้ โรนัลโด้ ใส่ออกงานกับเขาบ้าง ...

โรนัลโด้ ... ใส่แล้วหรู  

ช่วงที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ลงเล่นให้กับ เรอัล มาดริด นั้นเขาถือว่าเป็นเบอร์ 1 โดยเฉพาะในรายการ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก นั้นไม่ว่าใครก็ขวางเขายาก ...

ในฤดูกาล 2017-18 ที่ เรอัล มาดริด เป็นแชมป์ และ โรนัลโด้ จักรยานอากาศยิงประตูใส่ ยูเวนตุส ในรอบ 8 ทีมสุดท้ายนั้น สวารอฟสกี้ ก็มีแคมเปญที่ทำมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ โดยเฉพาะการทำกรอบรูปยักษ์ ออกแบบโดย "Mr Bling" หรือ เมาริซิโอ เบนิเตซ ศิลปินชาวโคลอมเบีย ที่นำเอาคริสตัลจาก สวารอฟสกี้ จำนวนหลายพันเม็ด เพื่อทำรูปเหมือนในจังหวะที่เขากำลังกระโดดจักรยานอากาศยิงประตูดังกล่าว 


Photo : www.dailymail.co.uk

และในปีเดียวกัน สวารอฟสกี้ ยังสนับสนุนเครื่องประดับของพวกเขาให้กับดีไซเนอร์ที่ชื่อว่า ดาเนียล โทคุนโบ เพื่อคัสตอมรองเท้าสตั๊ดยี่ห้อ ไนกี้ ด้วยการติดคริสตัลสีทองและสีเงิน โดยหมายถึงการพิชิตทั้ง 2 ลีกฟุตบอลที่เขาไปอยู่ ณ ตอนนั้น (พรีเมียร์ ลีก และ ลา ลีกา) นั่นเอง

 

อย่างไรก็ตาม รองเท้าสตั๊ดที่ประเมินค่าไม่ได้คู่นี้ โรนัลโด้ ไม่ได้หยิบจับมาใส่แต่อย่างใด มันถูกเก็บเข้าคอลเลคชั่นที่พิพิธภัณฑ์ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่เกาะ มาเดรา ประเทศโปรตุเกส บ้านเกิดของเขา 


Photo : ronaldocr7.com

แม้จะไม่ได้เอามาใส่ แต่รองเท้าคู่นั้นก็ได้รับการชื่นชมในแง่ของความสวยหรูเป็นอย่างมาก คนกดหัวใจใน อินสตาแกรม ต้องบอกว่า "เป็นแสน" และมีคอมเมนท์จากแฟนบอลในแนว ๆ ที่ว่า "อยากได้สักคู่จัง", "ไซซ์เท่าไหร่ มีไซซ์ 50 ไหม ?" หรือ "น่าลองทำมาขายดูบ้างนะ คงจะหรูดูแพงน่าดูเลยทีเดียว" ... แม้จะมีเสียงตอบรับดีขนาดนี้ มันจึงน่าแปลกใจทำไม สวารอฟสกี้ จึงไม่ทำสตั๊ดฟุตบอลขายล่ะ ? และเรื่องนี้มีเหตุผล

กำเนิด เกลเม สวารอฟสกี้ 

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ การผลิตรองเท้าจากคริสตัล สวารอฟสกี้ นั้นมีอยู่นานแล้วและเคยเกิดขึ้นจริงมาก่อน ครั้งเมื่อ โรนัลโด้ เล่นในสเปนและอยู่กับ เรอัล มาดริด รองเท้าสตั๊ดคู่แรกที่คริสตัล สวารอฟสกี้ จะลงตลาดฟุตบอล ก็ต้องเป็นแบรนด์ที่มีเส้นสายในวงการนี้พอสมควร ซึ่งนั่นทำให้หวยมาออกที่ Kelme (เกลเม) แบรนด์อุปกรณ์กีฬาและรองเท้าสัญชาติสเปน ที่เคยเป็นผู้สนับสนุนของสโมสร เรอัล มาดริด ในยุค 90s ด้วยนั่นเอง 

 


Photo : Il Real @IlMioReal

นอกจากนี้ เกลเม ยังเคยมีประสบการณ์ในการผลิตรองเท้าฟุตบอลระดับไฮเอนด์มาแล้ว ด้วยรองเท้ารุ่น "The Shark" ที่ตัวรองเท้าทำมาจากหนังของปลาฉลาม ที่พวกเขาเคลมว่างานนี้ทนกว่าหนังวัว, หนังสังเคราะห์ หรือแม้แต่หนังจิงโจ้ มากถึง 7-11 เท่า โดยมีราคาขายที่ 350 ยูโร (ราว 12,000 บาท) และมีจำกัดเพียง 500 คู่ทั่วโลกเท่านั้น 

การจับมือกันของทั้งสองแบรนด์ทำให้ถือกำเนิดรองเท้าสตั๊ด และรองเท้าเทรนนิ่ง ที่มีชื่อว่า "Kelme Swarovski" (เกลเม สวารอฟสกี้) ขึ้นมา เพียงแต่ว่าหนนี้ดูจะเป็นการจับคู่ที่ไม่ค่อยตอบโจทย์การใช้งานมากนัก 

เกลเม จัดการเอาคริสตัลของ สวารอฟสกี้ มาเรียงประดับจนเต็มรองเท้าไปหมด พวกเขาใช้คริสตัล หลากสี ร้อยเรียงจนเป็นลวดลายตัว K ซึ่งเป็นตัวย่อของแบรนด์ หากมองด้วยตาจะเห็นความวิบวับและหรูหรา แต่มันไม่ได้เกิดขึ้นในแง่ความประทับใจกับรองเท้าฟุตบอลเลยแม้แต่น้อย 


Photo : www.footy-boots.com

 

การประดับด้วยคริสตัลหลากสี โดยที่รองเท้า 1 คู่มีถึง 6 สี ซึ่งโดยปกติแล้วรองเท้าสตั๊ดนั้น จะไม่มีเสียเยอะแยะมากมายขนาดนี้ โดยเฉพาะในรุ่นยอดนิยมที่พอจะยกตัวอย่างได้ เช่น adidas Predator ก็มักจะวางคู่สีด้วยกันแค่สองสี ขณะที่ฝั่ง ไนกี้ อย่าง Nike Mercurial Vapor แม้จะเน้นเรื่องสีที่จี๊ดจาด แต่พวกเขาจะวางคู่สีหลัก ๆ แล้วไม่เกิน 2-3 สี และต้องเป็นคู่สีที่เข้ากันด้วย 

ขณะที่ฝั่ง เกลเม สวารอฟสกี้ ที่เปิดตัว ได้รับเสียงวิจารณ์ว่าพวกเขาใช้สีเยอะเกินไป  และยิ่งเมื่อรับกับประกายวิบวับ ๆ พวกเขาถึงกับถูกเว็บ Gadget ด้านฟุตบอลอย่าง Footy Headlines แซวว่า "เหมือนกับรองเท้าที่แดนเซอร์ของ บียอนเซ่ ใช้ชึ้นแสดงโชว์บนเวที" เลยทีเดียว 

เรื่องความวิบวับกับสีที่มากเกินไป คือข้อที่สอบตกในแง่กระแสตอบรับเป็นอย่างมาก เพราะนี่คือรองเท้าฟุตบอลที่มีจุดประสงค์เพื่อใช้แข่งขันจริง ไม่เหมือนรองเท้าคริสตัล สวารอฟสกี้ คู่เก่าของ โรนัลโด้ ที่เก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ ดังนั้นเมื่อมันประกอบด้วยคริสตัลที่เปล่งประกายขนาดนั้น มันจึงยากสำหรับการใส่ลงไปลุยในสนามฟุตบอล 

เพราะจงอย่าลืมว่ารองเท้าคู่นี้จะถูกขายให้กับแฟน ๆ ทั่วโลก และแน่นอนว่าพวกเขาจะเอาไปใส่เล่นในสนามที่อาจจะไม่ได้มาตรฐานเหมือนกับนักเตะระดับโลก ดังนั้นมันเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะต้องลุยโคลน เปียกน้ำ หรือเจอสนามพื้นแข็ง ... อะไรก็ตามแต่ที่ทำให้รองเท้าราคา 350 ยูโร ทรุดโทรมได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว 


Photo : www.footy-boots.com

Daily Mail สื่อจากอังกฤษ ยังถึงขั้นจัดอันดับให้ เกลเม สวารอฟสกี้ เป็นรองเท้าสตั๊ดยอดแย่ พวกเขาเน้นไปที่เรื่องของการประดับคริสตัลที่มากจนเกินไป ถึงขั้นที่ว่าเมื่อถึงช่วงที่ต้องวิเคราะห์ วิจารณ์เรื่องประสิทธิ์ภาพเมื่อต้องใส่ลงสนาม Daily Mail คอมเมนท์เพียงว่า "ข้อได้เปรียบด้านประสิทธิภาพเหรอ ? ... ไม่มีหรอก ขืนใส่เตะ เม็ดคริสตัลคงกระจุยเป็นแน่แท้" 

ขณะที่คอมเมนท์จากแฟน ๆ ที่เคยชื่นชมรองเท้า ไนกี้ สวารอฟสกี้ ที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ โรนัลโด้ นั้นต่างไปโดยสิ้นเชิง คอมเมนท์ในเชิงอยากได้มาเป็นเจ้าของแทบไม่มีเหลือแล้ว มีแต่การแซวในเชิงตลกโปกฮามากกว่า 

"คือถ้าบอกว่าทำปลอม ๆ เล่น ๆ ขึ้นมาผมก็เชื่อนะ อะไรจะหวานแหววขนาดนั้น", "อยากรู้จักนักเตะคนไหนจะกล้าใส่ แค่นึกภาพคนใส่มันลุยสนามของทีม ฮาร์ทลี่ย์พูล ที่มีแต่โคลนผมก็ฮาแล้ว ไม่น่ารอดเกิน 10 นาทีหรอกมั้ง", "ผมชอบรองเท้าจากหนังฉลามของพวกเขานะ แต่อันนี้บอกตรง ๆ ว่าไม่ผ่านหรอก มันควรเป็นรองเท้าแนวสะสมมากกว่า ใครจะไปใส่แข่งขันจริง ๆ ได้" ... นี่คือตัวอย่างข้อความและคอมเมนท์ต่าง ๆ ในเว็บบอร์ดเกี่ยวกับ Gadget ด้านกีฬาและรองเท้าฟุตบอล 

หลังจากเปิดตัว เกลเม สวารอฟสกี้ ในช่วงปี 2008 แล้วก็แทบจะไม่มีใครพูดถึงรองเท้ารุ่นนี้อีกเลย ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจนัก เพราะบางครั้งความหรูหราก็ไม่ใช่ทั้งหมดของโลกกีฬา โดยเฉพาะฟุตบอล มันคือกีฬาที่ต้องวัดกันด้วยประสิทธิภาพ และการลงเล่นในระดับโลกนั้นแทบไม่มีที่ว่างให้ความผิดพลาดเลย รองเท้าที่ดีแม้จะมีผลเพียง 1% แต่ก็สามารถสร้างความแตกต่างได้เมื่อลงสนามจริง ๆ ดังนั้น เกลเม สวารอฟสกี้ ที่อาจจะดูโดดเด่นและโก้หรู แต่พวกเขายังสอบตกในแง่ของการนำไปใช้งานจริง ๆ เท่านั้นเอง 

อย่างไรก็ตามความผิดพลาดครั้งนั้นก็ไม่ได้สูญเปล่า เพราะทาง สวารอฟสกี้ ได้ลองทำรองเท้าคริสตัลให้กับ โรนัลโด้ ลองสวมใส่ดูอีกครั้ง โดยครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อ โรนัลโด้ ย้ายไปเล่นให้กับ ยูเวนตุส แล้ว และเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2019 นี่เอง

โรนัลโด้ ปรากฎตัวในการเยือนสนาม ว่านต๋า เมโทรโปลิตาโน ของทีม แอตเลติโก มาดริด ในรายการ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก และความเด่นในวันนั้น คือเขาสวมใส่รองเท้าเทรนเนอร์รุ่นพิเศษของ สวารอฟสกี้ ที่จับมือกับ ไนกี้ จนกลายเป็น Air Max 97 "Metallic Gold" 


Photo : SoccerBible @SoccerBible

รองเท้านี้เป็น ลิมิเต็ด อิดิชั่น มีสีเหลืองทอง ประดับคริสตัลจาก สวารอฟสกี้ ถึง 50,000 เม็ด แต่แตกต่างกับ Kelme Swarovski ตรงที่ครั้งนี้ ใช้คริสตัลที่มีคู่สีที่เหมาะกับมาดของ โรนัลโด้ หรือนักฟุตบอลคนอื่น ๆ ขึ้นมาอีกเยอะเลยทีเดียว สีเหลืองทองทำให้มันดูมีมูลค่ามีราคาขึ้นมามาก โดยเฉพาะเมื่อ โรนัลโด้ ใส่มันพร้อม ๆ กับชุดลำลอง กางแกงสแล็กทรงขากระบอก เสื้อแจ็คเก็ตสีดำ และนาฬิกาหรูที่ข้อมือ ... ทุกอย่างเข้ากันจน โรนัลโด้ เด่นกว่าใครในวันนั้น 

รองเท้าคู่นี้ได้รับความนิยมมาก ขายหมดหลังจากวางตลาดได้ไม่นานด้วยราคา 400 ยูโรต่อ 1 คู่ ... ยอดขายต่างกับ Kelme Swarovski แบบลิบลับ ... 


Photo : fhm.nl

และเหตุผลเดียวที่มันเป็นเช่นนั้น คือพวกเขารู้แล้วว่าของหรูควรอยู่กับที่หรู ๆ เอาไว้ นั่นคือการโชว์มูลค่าของมันได้ดีที่สุด คริสตัล เป็นเครื่องประดับรองเท้าได้ แต่ต้องเป็นรองเท้าที่ไม่ใส่เพื่อความสมบุกสมบันอย่างการใส่ลงสนามฟุตบอล ...  

เรียกได้ว่าบทเรียนยอดขายถล่มทลายครั้งนี้ เกิดขึ้นจากบทเรียนในอดีตอย่างแท้จริง และสุดท้าย คริสตัลจาก สวารอฟสกี้ ก็กลับมาเป็นที่เข้าใจในหมู่ชายหนุ่มนักดูบอล หรือ แฟนคลับของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ว่า "ใส่แล้วมันดูแพงจริง ๆ" นั่นเอง