เลือกตั้งประธาน เรอัล มาดริด 2000 : เหตุการณ์สำคัญที่เปลี่ยนโลกฟุตบอลไปตลอดกาล

เลือกตั้งประธาน เรอัล มาดริด 2000 : เหตุการณ์สำคัญที่เปลี่ยนโลกฟุตบอลไปตลอดกาล
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

การเลือกตั้งคือหนึ่งในวิธีการสำคัญ ที่นำไปสู่การพัฒนาตามวิถีทางแบบประชาธิปไตย บางครั้งผลลัพธ์ของการลงคะแนนเสียง สามารถนำไปสู่การมีอำนาจของผู้นำ ที่สร้างความก้าวหน้าสู่สังคมแบบเหนือจินตนาการ

วงการฟุตบอลเคยได้รับผลดีอย่างคาดไม่ถึงจากการเลือกตั้ง ซึ่งไม่ใช่การเลือกตั้งใหญ่ ระดับประธานาธิบดี หรือนายกรัฐมนตรี แต่เป็นการเลือกตั้งประธานสโมสรแห่งหนึ่ง เมื่อ 21 ปีก่อน

เรากำลังพูดถึงการเลือกตั้งตำแหน่งประธานของ เรอัล มาดริด เมื่อปี 2000 นำมาสู่การเรืองอำนาจของ ฟลอเรนติโน เปเรซ และการย้ายทีมเขย่าโลกของ หลุยส์ ฟิโก้ ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของโลกฟุตบอลไปตลอดกาล

ขั้วเก่าทรงอำนาจ ปะทะ ขั้วใหม่ไฟแรง

ก่อนพูดถึงเรื่องราวของการเลือกตั้งประธานสโมสร เรอัล มาดริด ในปี 2000 ต้องให้ข้อมูลเบื้องต้นก่อนว่า ทีมดังจากกรุงมาดริด (รวมถึงคู่ปรับสำคัญอย่าง บาร์เซโลนา) ไม่ได้ใช้ระบบเจ้าของเพียงหนึ่งคน หรือกลุ่มทุนหนึ่งเป็นผู้ครอบครอง แต่ใช้ระบบการถือหุ้นของแฟนบอล เป็นเจ้าของทีม และขับเคลื่อนสโมสรด้วยการเลือกตั้งประธาน ที่จะมาทำหน้าที่บริหาร ผ่านนโยบายที่ได้สัญญาเอาไว้ ไม่ต่างจากการเลือกตั้งในเวทีการเมืองปกติ

ในช่วงเวลานั้น เรอัล มาดริด มีประธานสโมสรเป็น ลอเรนโซ ซานซ์ ผู้ดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 1995 เขามีความรู้ในการบริหารฟุตบอลเป็นอย่างดี จากการทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการของทีม เป็นระยะเวลาถึง 10 ปี ก่อนรับตำแหน่งนายใหญ่สูงสุดของทัพ โลส บลังโกส


Photo : cadenaser.com

ลอเรนโซ ซานซ์ เป็นที่รักอย่างมากจากแฟนราชันชุดขาว เพราะเขาเป็นคนดลบันดาลพา เรอัล มาดริด คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ในปี 1998 หลังจากไม่ได้ถ้วยใบใหญ่ของยุโรปมาครอบครองนานถึง 32 ปี จนได้รับการขนานนามจากสื่อฝั่งเมืองหลวง ยกให้เขาเป็น "ราชาแห่งราชัน" ของวงการฟุตบอล

 

ย้อนไปตอนที่ ซานซ์ เข้ามารับตำแหน่งใหม่ ๆ เป้าหมายหลักของเขาคือการพา เรอัล มาดริด กลับไปยิ่งใหญ่ในฐานะสุดยอดสโมสรฟุตบอลของโลกเหมือนในอดีต และการชำระหนี้ให้กับสโมสร ที่เป็นปัญหาดินพอกหางหมูของทีม มาตั้งแต่ยุค 80s

ซานซ์ ทำผลงานได้ กับการสร้างความสำเร็จให้ทีม เขาใช้เงินส่วนตัวซื้อ ดาวอร์ ซูเคอร์ และ เปแดรก มิยาโตวิช มาเป็นผู้เล่นของสโมสร และเป็นส่วนสำคัญในการคว้าแชมป์ UCL เมื่อปี 1998

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ซานซ์ทำไม่ได้ตามคำสัญญา คือการปลดหนี้ให้กับมาดริด ที่ยังมีเงินค้างชำระจำนวนมาก กลายเป็นระเบิดเวลารออยู่ แม้ว่า ซานซ์ จะนำเงินส่วนตัวของเขา มาช่วยในการสร้างทีม เพื่อลดภาระของสโมสร แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไร

มีความกังวลใจในหมู่แฟน เรอัล มาดริด ที่มองว่าความสำเร็จในยุคของ ซานซ์ จะเป็นแค่ดอกไม้ไฟ และนำมาสู่ปัญหามากมายในอนาคต หากวิกฤติการเงินของสโมสรไม่ได้รับการแก้ไข หนึ่งในคนที่เห็นปัญหานี้ คือ "ฟลอเรนติโน เปเรซ"

เปเรซ ประกาศลงเลือกตั้งเป็นประธานของ เรอัล มาดริด ในปี 2000 เพื่อแข่งกับ ลอเรนโซ ซานซ์ โดยชูปัญหาการบริหารธุรกิจที่ผิดพลาด ก่อให้เกิดหนี้จำนวนมากของผู้บริหารชุดก่อน ๆ ซึ่งเขาขออาสามาเป็นผู้แก้วิกฤตครั้งนี้

 


Photo : us.marca.com

การปลดหนี้ให้ เรอัล มาดริด คือเป้าหมายอันดับหนึ่งของเปเรซ แต่เขารู้ดีว่า แฟนบอลผู้ถือหุ้นสโมสรส่วนใหญ่ไม่สนใจเรื่องราวทางธุรกิจ เพราะสิ่งเดียวที่แฟนบอลชุดขาวต้องการ คือ แชมป์

เปเรซ จึงใช้เป้าหมายอันดับ 2 มาเป็นสิ่งล่อตาล่อใจแฟนบอล นั่นคือเขาไม่ได้เพียงต้องการปลดหนี้ให้มาดริด แต่รวมถึงสร้างความมั่นคงทางการเงินระยะยาวให้กับทีม 

เนื่องจากฟุตบอลกำลังกลายเป็นธุรกิจ หากสามารถทำให้ทีมราชันชุดขาว มีแฟนบอลอยู่ทั่วโลก เงินมหาศาลจะไหลมาที่สโมสร ถ้าเริ่มต้นก่อน ก็ยิ่งได้เปรียบเหนือทีมฟุตบอลอื่น ที่คิดแต่เรื่องในสนามเท่านั้น

แผนการสำคัญของเปเรซ คือโปรเจคต์รวมดาวดังในวงการฟุตบอล มาอยู่ที่เรอัล มาดริด ซึ่งภายหลังรู้จักในชื่อ "กาลาคติกอส" ที่จะสร้างความแข็งแกร่งทั้งใน และนอกสนามให้กับสโมสรแห่งนี้

 

อย่างไรก็ตาม ย้อนไปก่อนการเลือกตั้ง เรอัล มาดริด ปี 2000 จะมาถึง มีนักเตะเพียงคนเดียวที่ ฟลอเรนติโน เปเรซ ต้องการ 

ไม่ใช่ ซีเนดีน ซีดาน, โรนัลโด้, เดวิด เบ็คแฮม หรือ ไมเคิล โอเว่น แต่เป็น หลุยส์ ฟิโก้ จอมทัพตัวฉกาจของทีมคู่ปรับตลอดกาลอย่าง บาร์เซโลนา เพราะ เปเรซ รู้ดีว่า แข้งชาวโปรตุเกสคือผู้เล่นเพียงคนเดียวที่จะช่วยให้เขาชนะการเลือกตั้ง เนื่องจาก ฟิโก้ มีคุณสมบัติบางอย่างที่ยอดแข้งรายอื่นไม่มี

รู้วิธีเล่น รู้วิธีชนะ

"ถ้าคุณเลือกผมเป็นประธานสโมสร ผมพา หลุยส์ ฟิโก้ มาอยู่ที่ เรอัล มาดริด" นี่คือคำหาเสียงที่ทั้งบ้า และเพี้ยน ของ ฟลอเรนติโน เปเรซ เพราะแทบเป็นไปไม่ได้ที่นักเตะของ บาร์เซโลนา จะย้ายมาเล่นให้ทีมคู่อาฆาต อย่าง เรอัล มาดริด

 

ถึงจะเป็นนโยบายที่คนส่วนใหญ่มองว่าเพ้อเจ้อ แต่ชื่อของ ฟลอเรนติโน เปเรซ กลายเป็นที่จับตาอย่างมากของสื่อในกรุงมาดริด บวกกับบุคลิกที่หนักแน่น เป็นคนพูดน้อย ต่อยหนัก ยิ่งทำให้นโยบายของ เปเรซ ดูน่าเชื่อถือ และเริ่มทำให้แฟนบอลราชันชุดขาว เริ่มคิดอย่างจริงจังว่า ถ้าลงคะแนนเสียงให้ เปเรซ การย้ายตัวของ หลุยส์ ฟิโก้ อาจจะเกิดขึ้นจริง

ในความเป็นจริง การสร้างนโยบายซื้อตัว ฟิโก้ คือการเดิมพันครั้งใหญ่ของ เปเรซ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะดึงตัวดาวดังชาวโปรตุเกส มาจาก บาร์เซโลนา ได้หรือไม่ แต่สิ่งที่นักธุรกิจรายนี้รู้คือ เขาเป็นรอง ลอเรนโซ ซานซ์ อยู่หลายช่วงตัวในการเลือกตั้งครั้งนี้ และไม่มีโอกาสชนะแน่นอน หากไม่มีนโยบายเขย่าโลก ที่จะทำให้แฟน เรอัล มาดริด ยอมละทิ้งราชาแห่งราชัน หันมาเลือกคนที่ไม่เคยจับงานฟุตบอลมาก่อน 

ลอเรนโซ ซานซ์ เรียกความเป็นต่อกลับไปได้ หลังจาก เรอัล มาดริด คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก อีกครั้งในปี 2000 ก่อนการเลือกตั้งจะมาถึง เท่ากับว่า ซานซ์ช่วยให้ทัพ โลส บลังโกส คว้าแชมป์ถ้วยใหญ่ของยุโรป 2 ครั้ง ใน 3 ปี นี่คือผลงานชิ้นโบว์แดง เกินกว่าที่แฟนราชันชุดขาวคนไหนจะกล้าฝัน 


Photo : www.nytimes.com

อย่างไรก็ตาม เปเรซ เชื่อมั่นในแผนการของเขาอย่างมาก ถึงกับเดินทางไปเจรจากับเอเยนต์ของ ฟิโก้ ทั้งที่ยังไม่ชนะการเลือกตั้งประธานสโมสร

 

เปเรซ ไปล็อบบี้นายหน้าของแข้งโปรตุเกสว่า จะให้เงินก้อนโตเพื่อเป็นค่ามัดจำว่า หากตัวเขาชนะการเลือกตั้ง หลุยส์ ฟิโก้ ต้องย้ายมา เรอัล มาดริด แต่หากไม่ชนะ เอเยนต์ และ ฟิโก้ สามารถนำเงินนี้กินเปล่าก้อนนี้ไปได้เลย

เอเยนต์ของจอมทัพ บาร์เซโลนา รับเงินมาแบบไม่ลังเล เพราะเขาไม่มีความคิดแม้แต่นิดเลยว่า ฟลอเรนติโน เปเรซ จะสามารถชนะการเลือกตั้ง เหนือชายผู้ดลบันดาลแชมป์ยุโรป 2 สมัย ให้ เรอัล มาดริด ได้อย่างไร

เท่านั้นยังไม่พอ เปเรซ ยังเดินทางไปพบกับนักเตะ เรอัล มาดริด หลายราย เพื่อสอบถามแต่ละคนว่า หากเขาได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานสโมสร เหล่าผู้เล่นอยากเห็นแข้งรายไหนย้ายมาเป็นสมาชิกใหม่ของทีม และคนที่ถูกกล่าวชื่อมากที่สุด คือ หลุยส์ ฟิโก้

ทุกอย่างยิ่งเข้าทาง เปเรซ เขาให้สัญญากับนักเตะในทีม ให้หันมาสนับสนุนฝั่งผู้ท้าชิง เพื่อพาตัว ฟิโก้ มาค้าแข้งในถิ่น ซานติอาโก เบอร์นาเบว ซึ่งแผนการนี้ถูกสร้างขึ้น เพื่อดึงแรงสนับสนุนของผู้เล่นในทีม ที่มีความสนิทสนมกับ ลอเรนโซ ซานซ์ ให้ย้ายไปอยู่ฝั่ง เปเรซ

นอกจากนี้ เปเรซ ตั้งใจปล่อยข่าวลือ เรื่องการดีลกับ หลุยส์ ฟิโก้ ล่วงหน้าก่อนที่การเลือกตั้งจะมาถึง ยิ่งทำให้แฟน เรอัล มาดริด เชื่อสนิทใจว่า ผู้ชายคนนี้จริงจังมากแค่ไหน กับการพาแข้งจากทีมคู่ปรับ ย้ายมาเล่นในเมืองหลวงของสเปน

ผลลัพธ์ที่เปลี่ยนโลกฟุตบอล

ก่อนวันเลือกตั้งจะมาถึง แฟน เรอัล มาดริด แบ่งเป็นสองฝั่ง ด้านหนึ่งพวกเขาประทับใจในนโยบายของ ฟลอเรนติโน เปเรซ ที่อยากเห็น หลุยส์  ฟิโก้ ย้ายมาค้าแข้งกับทีมคู่ปรับ ขณะที่อีกด้านไม่เชื่อแม้แต่น้อยว่า ฝ่ายผู้ท้าชิงจะสามารถทำสิ่งที่เขาสัญญาไว้ได้จริง

ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ สปอตไลท์ทั้งหมดส่องแสงไปหา ฟลอเรนติโน เปเรซ และทำให้เขาพลิกล็อก ล้ม ลอเรนโซ ซานซ์ ก้าวขึ้นเป็นประธานสโมสรคนใหม่ของ เรอัล มาดริด 


Photo : www.libertaddigital.com

เป็นผลการเลือกตั้งที่หลายคนคาดไม่ถึง แต่ไม่ยากเกินความเข้าใจ สื่อหลายคนออกมาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เหตุผลที่แฟน เรอัล มาดริด หันหลังให้ ซานซ์ และยอมไปเสี่ยงดวงกับ ฟลอเรนติโน เปเรซ เพราะทุกคนอยากรู้ว่า หากเขาได้ดำรงตำแหน่งผู้นำของสโมสรแห่งนี้ จะมีปัญญาดึง หลุยส์ ฟิโก้ มาร่วมทีมตามที่หาเสียงไว้หรือไม่

"คุณต้องเข้าใจว่า การจะซื้อ หลุยส์ ฟิโก้ คือความบ้าคลั่งขั้นสุด ทำให้แฟนบอล เรอัล มาดริด ตื่นเต้นอย่างมาก ที่สำคัญคือมันได้ใจแฟนบอลของสโมสรแห่งนี้ทุกคน เพราะนี่คือโอกาสที่จะทำลาย บาร์เซโลนา ด้วยการซื้อนักเตะเพียงคนเดียว มันยิ่งใหญ่กว่าถ้วยแชมป์ UCL ของ ซานซ์ หลายเท่าตัว"

"แฟน เรอัล มาดริด ไม่ได้ต้องการ ฟิโก้ มาเล่นให้กับทีมด้วยซ้ำไป แต่พวกเขาอยากเห็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ คือการซื้อชายที่ขึ้นชื่อว่าเป็นตัวตนของ บาร์เซโลนา มาที่มาดริด"

"เหตุผลเดียวที่แฟนบอลมาริดอยากได้ ฟิโก้ คือเขาเล่นให้ บาร์เซโลนา แค่นั้นจริง ๆ" ดีเอโก ตอร์เรส ผู้เขียนหนังสือ El Pais in Madrid กล่าวถึงเหตุผลที่ ฟลอเรนติโน เปเรซ ชนะการเลือกตั้งประธานสโมสร เรอัล มาดริด ในปี 2000


Photo : www.abc.es

ความเป็นจริง เปเรซ ไม่เคยมีความคิดจะทำลาย บาร์เซโลนา แบบที่แฟนบอลของทีมจินตนาการไปเอง แต่เขารู้ดีว่า หลุยส์ ฟิโก้ จะช่วยให้เขาชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ และมันเกิดขึ้นจริง

หลังจากนั้นไม่นาน เปเรซ แสดงให้เห็นว่าเขาพูดจริงทำจริง ด้วยการจ่ายฉีกสัญญา หลุยส์ ฟิโก้ ให้ย้ายจาก บาร์เซโลนา มาอยู่กับ เรอัล มาดริด ด้วยค่าตัวสถิติโลกในขณะนั้น 62 ล้านยูโร กลายเป็นหนึ่งในการย้ายทีมที่ดังที่สุดตลอดกาลของเกมลูกหนัง และเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของการเปิดยุคใหม่ของโลกฟุตบอลในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างงดงาม


Photo : www.bbc.com

ขณะเดียวกัน อีกนโยบายสำคัญของ เปเรซ คือการล้างหนี้ให้กับสโมสร ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม กับการขายพื้นที่สนามซ้อมเดิม "ซิอูดัด เดปอร์ติวา" ซึ่งตั้งอยู่ย่านธุรกิจของกรุงมาดริดในปี 2003 ได้เงินถึง 480 ล้านยูโร มากพอที่จะสร้างสนามซ้อมใหม่ "ซิอูดัด เรอัล มาดริด" ในย่านบัลเดเบบาส ใกล้กับสนามบินหลักของประเทศสเปน อย่าง บาราฆาส 

การขึ้นสู่บัลลังก์ของ ฟลอเรนติโน เปเรซ สร้างอิมแพ็คหลายอย่างตามมา ไม่ว่าจะเป็นการเกิดโปรเจ็คต์ "กาลาคติกอส" ที่ดึงสุดยอดนักฟุตบอลจากทั่วโลก มาเล่นที่ ซานติอาโก เบอร์นาเบว ไม่ว่าจะเป็น ซีเนดีน ซีดาน, โรนัลโด้, เดวิด เบ็คแฮม และ ไมเคิล โอเว่น


Photo : realmadridsport.com

นอกจากนี้ เรอัล มาดริด ในยุคของ เปเรซ ได้สานต่อความสำเร็จจากยุคของ ซานซ์ ด้วยการคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ในปี 2002 จากการคว้าแชมป์ UCL 3 ครั้ง ใน 5 ปี ทำให้สโมสรแห่งนี้กลายเป็นทีมกีฬาทรงอิทธิพลมากที่สุดทีมหนึ่งของโลก

ปัจจุบัน ทัพราชันชุดขาว ต่อยอดความสำเร็จจากยุคกาลาคติกอส กลายเป็นหนึ่งในสโมสรยอดนิยมของโลก และได้รับการจัดอันดับเป็นทีมฟุตบอล ที่มีมูลค่ามากที่สุด จากการจัดอันดับของนิตยสาร Forbes นอกจากนี้ยังเคยถูกเลือกให้เป็นทีมกีฬา ที่มีมูลค่ามากที่สุดของโลก ในช่วงปี 2013 ถึง 2015

อิมแพ็คที่ เปเรซ ชนะการเลือกตั้งในปี 2000 ไม่ได้ส่งผลแค่กับ เรอัล มาดริด เท่านั้น แต่สร้างผลลัพธ์ตามมาหลายอย่างที่เปลี่ยนโลกฟุตบอล ไม่ว่าจะเป็นการก่อให้เกิดเทรนด์ใช้เงินซื้อความสำเร็จ ดึงนักเตะซูเปอร์สตาร์มารวมอยู่ในทีม ซึ่ง เชลซี, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ล้วนใช้แนวทางของทีมดังจากกรุงมาดริด กับการเป็นแม่แบบสร้างความสำเร็จให้กับสโมสร

ขณะเดียวกัน ความเกรียงไกรของ เรอัล มาดริด ทำให้คู่ปรับตลอดกาลอย่าง บาร์เซโลนา ต้องปรับตัวตาม จนพวกเขาสามารถสร้างความยิ่งใหญ่ของตัวเองขึ้นมาได้ นอกจากนี้ยังล้างแค้นด้วยการทำให้ ฟลอเรนติโน เปเรซ ต้องลาออกจากตำแหน่งในปี 2006 เนื่องจากไม่สามารถทำผลงานสู้กับบาร์เซโลนาได้ในช่วงเวลานั้น (เปเรซ สามารถกลับมาครองเก้าอี้ตัวนี้อีกครั้ง หลังชนะเลือกตั้งในปี 2009 และดำรงตำแหน่งจวบจนปัจจุบัน)

ยิ่งไปกว่านั้น การซื้อตัว หลุยส์ ฟิโก้ ได้ช่วงเพิ่มความบาดหมาง ของ เรอัล มาดริด และ บาร์เซโลนา กลายเป็นรากฐานที่ทำให้เกมระหว่างทั้งสองสโมสรในชื่อ "เอล กลาซิโก" กลายเป็นเกมฟุตบอลที่มีผู้ชมมากที่สุดในโลก และช่วยเพิ่มมูลค่ามหาศาลให้กับ ลาลีกา สเปน จนถึงปัจจุบัน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากมายในโลกฟุตบอล ล้วนเป็น บัตเตอร์ฟลาย เอฟเฟกต์ มาจากการเลือกตั้งประธานสโมสร เรอัล มาดริด ในปี 2000 และหากไม่มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น โลกฟุตบอลที่เป็นอยู่ปัจจุบัน อาจเปลี่ยนไปโดยที่แฟนฟุตบอลส่วนใหญ่ ไม่สามารถจินตนาการภาพได้เลย