"หลุยส์ ฟิโก้" : ยอดนักเตะที่พิสูจน์ว่าถ้าจะไปถึงระดับโลกต้องเก่งภาษา

"หลุยส์ ฟิโก้" : ยอดนักเตะที่พิสูจน์ว่าถ้าจะไปถึงระดับโลกต้องเก่งภาษา
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

หลุยส์ ฟิโก้ คือนักเตะเจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ และนั่นยืนยันว่าเขาเป็นนักเตะที่เก่งกาจอย่างไม่ต้องสงสัย

แต่ยิ่งกว่าด้านของยอดนักเตะ คือด้านของการเป็นยอดคน.. หลุยส์ ฟิโก้ คือคนที่ใครก็บอกว่า ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหน เขาก็จะพูดภาษาท้องถิ่นได้อย่างคล่องแคล่ว และแม้แต่กระทั่งภาษาอังกฤษที่เขาไม่เคยไปค้าแข้งในพรีเมียร์ลีก เขาก็ยังพูดชัดเป๊ะ จนกลายเป็นหนึ่งในที่พึ่งของ เดวิด เบ็คแฮม เมื่อวันที่ทั้งคู่อยู่กับ เรอัล มาดริด 

ภาษาสำคัญขนาดไหน? และสิ่งนี้ทำให้เขาประสบความสำเร็จในทุกที่ที่ไปได้อย่างไร? ติดตามได้ที่นี่

กำแพงที่แสนสำคัญ 

ภาษา ถือเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับนักกีฬาอาชีพที่พาตัวเองไปถึงระดับโลก ไม่ว่าพวกเขาจะไปแข่งที่ใด พวกเขาจะต้องใช้ภาษาเสมอไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ทั้งการสื่อสารกับเพื่อนร่วมทีม และการใช้ไมโครโฟนสกิลในการสัมภาษณ์ผ่านสื่อต่างๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้อาชีพของพวกเขาไปได้ไกลขึ้น รวมถึงมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น

นักเตะอายุน้อยจากชาติที่ไม่ได้มีลีกฟุตบอลแข็งแกร่งมาก หรือในกรณีที่เล่นกับทีมซึ่งไม่ได้เก่งมากมายนักหลายคนมีปัญหากับเรื่องนี้ พวกเขาพัฒนาฝีเท้ามาจนถึงระดับที่เรียกว่าพอไปวัดไปวาได้ จนได้รับโอกาสให้ต้องเจอกับอาชีพที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ และการยกระดับครั้งสำคัญอย่างการออกไปค้าแข้งในต่างแดน เป็นปัจจัยชี้วัดว่าพวกเขาพร้อมสำหรับระดับอินเตอร์เนชันแนลหรือยัง 

1

อย่างแรก พวกเขาต้องสื่อสารกับเพื่อนร่วมทีมที่คุยกันต่างภาษา ในกรณีนี้ไม่ใช่แค่ภาษาอังกฤษเท่านั้น ไม่ว่านักเตะจะไปเล่นที่ใดในโลก หากไม่สนใจใคร่รู้ในการเรียนภาษาท้องถิ่น รับประกันได้เลยว่าชีวิตค้าแข้งกับสโมสรนั้นๆของพวกเขาจะไม่ยืดยาว เพราะนั่นคือสิ่งที่เรียกว่า "ภาษาของห้องแต่งตัว" ถ้าไม่พูด ก็เข้ากับคนอื่นไม่ได้ ถ้าเข้ากับคนอื่นไม่ได้ ก็ยากที่จะเป็นส่วนหนึ่งของทีมและทำผลงานให้ดี 

ในกรณีนักเตะดาวรุ่ง เราต้องขอยกตัวอย่าง โฆเซ อันโตนิโอ เรเยส ผู้ล่วงลับ เมื่อครั้งที่เขาเก่งมากกับ เซบีย่า ก่อนจะย้ายมาเล่นในอังกฤษกับ อาร์เซนอล ปัญหาก็เริ่มเกิดขึ้น เจ้าของค่าตัว 18 ล้านปอนด์ เล่นได้ไม่เท่าไหร่ ก็เข้ากับทีมไม่ได้ เขาพูดเป็นแต่ภาษาสเปน ภาษาบ้านเกิดเท่านั้น และไม่ได้เข้าเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติม ยิ่งไปกว่านั้น เขายังปิดกั้นวัฒนธรรม และไม่นานเขาก็เกิดอาการโฮมซิก (คิดถึงบ้าน) จนต้องขอย้ายออกจากทีมไป

"ผมพูดมาเสมอว่า ผมอยากกลับประเทศสเปน พูดตรงๆนะ ผมไม่ได้มีอะไรติดค้างกับ อาร์เซนอล พวกเขาเป็นสโมสรที่ยอดเยี่ยมและพวกเขาก็พยายามช่วยผมมาก แต่ปัญหาคือผมอยากกลับสเปน เพราะผมปรับตัวไม่ได้ และหลายคนก็รู้ดีว่าผมมีปัญหาใหญ่อยู่ 2 เรื่อง นั่นคือเรื่องของภาษาและสภาพอากาศ" เรเยส กล่าวกับ BBC เมื่อหลายปีก่อน

ขณะเดียวกัน ก็มีอีกกรณีหนึ่งที่อาจจะแตกต่างเรื่องสถานะของนักเตะ แต่ก็มีปัญหาเริ่มต้นจากเรื่องภาษาเหมือนกัน นั่นคือ คาร์ลอส เตเวซ สมัยที่ย้ายไปเล่นกับ เซี่ยงไฮ้ เสิ่นหัว ณ เวลานั้น เตเวซ เป็นสตาร์ระดับโลก ได้ค่าเหนื่อยสัปดาห์ละ 4-5 แสนปอนด์เลยด้วยซ้ำ แต่ปัญหาคือ เขาไม่ยอมรักษารายได้นั้นไว้ เขาไม่พยายามปรับตัวเข้าหาทีม เขายกตนเหนือเพื่อนร่วมทีมและคนอื่นๆในสโมสร เขาใช้งานล่ามตลอด 24 ชั่วโมง และสุดท้าย เขาไม่ฟังคำสั่งใคร..

2

เขาไม่คิดที่จะเรียนรู้และทักทายกับเพื่อนร่วมทีมของเขาเลยด้วยซ้ำ นั่นคือเรื่องที่น่าเสียดาย หาก เตเวซ พยายามปรับตัวสักหน่อย อย่างน้อยๆ ก็เรื่องภาษา ชีวิตค้าแข้งที่จีนของเขาอาจจะยาวนานสัก 3-4 ปี และเขาคงได้เงินกลับมามากมายชนิดที่ว่านักฟุตบอลน้อยคนจะกล้าฝันถึง

นี่คือความสำคัญของการเรียนภาษา ไม่ว่าจะนักเตะดาวรุ่งที่กำลังจะพาตัวไปเองไปอยู่ในเวทีใหญ่ หรือนักเตะระดับสตาร์ที่ย้ายถิ่นเพื่อต่อยอดสร้างมูลค่าให้กับตัวเองก็ต้องพยายามเรียนรู้ทั้งนั้น.. ภาษาดี วินัยดี ทุกอย่างดีเอง และเรามีตัวอย่างเรื่องนี้ที่ชัดที่สุด 1 คน 

เขาคือนักเตะเจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ 1 สมัย นักเตะผู้ที่ถูกเรียกว่า "มิสเตอร์เจนเทิลแมน" เพราะไม่ว่าเขาจะไปอยู่ทีมไหนก็ตาม เขาไม่เคยมีปัญหากับใครในทีม (ส่วนแฟนบอลนั้นอีกเรื่อง) เขาคืออากาศที่สดชื่นของทีมนักเตะและสตาฟฟ์โค้ช ทุกคนลงชื่อเป็นเสียงเดียวกัน ชื่อของเขานั้นคือ หลุยส์ ฟิโก้ นั่นเอง

มิสเตอร์เก่งภาษา  

หลุยส์ ฟิโก้ คือนักฟุตบอลที่เก่งตั้งแต่ยังเด็ก เขาคือดาวเด่นของ สปอร์ติ้ง ลิสบอน ทีมดังของโปรตุเกส ขึ้นมาเล่นชุดใหญ่ตั้งแต่อายุ 17 ปี ยุคนั้นในปี 1992 สปอร์ติ้ง จ้างเฮดโค้ชชาวอังกฤษอย่าง บ็อบบี้ ร็อบสัน เข้ามาคุมทีม และทีมก็รู้ดีว่า "ปู่บ็อบ" มีทักษะทางภาษาโปรตุกีสที่ยังไม่ค่อยดีนัก จึงมีการเลือกเอา โชเซ่ มูรินโญ่ บัณฑิตจากคณะพลศึกษาที่เพิ่งจบใหม่ๆ มนุษย์ที่พูดสื่อสารได้ 6 ภาษา เข้ามาเป็นล่ามให้ ร็อบสัน 

3

ณ ตอนนั้น หลุยส์ ฟิโก้ เล่าว่า เขารู้สึกว่าตนเองจะมีแต้มต่อเหนือนักเตะคนอื่นๆ หากสามารถพูดได้หลากหลายภาษา โดยเฉพาะตอนนี้ ภาษาอังกฤษถือเป็นภาษาสำคัญของเขา เพราะเฮดโค้ชของเขาต้องการใครสักคนที่ฟังกันรู้เรื่อง และถ้า ฟิโก้ เป็นคนนั้น เขาก็จะได้รับความไว้วางใจมากเป็นพิเศษอย่างไม่ต้องสงสัย ว่ากันว่าเขาเป็นนักเตะโปรตุกีสไม่กี่คนที่พูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว และถูกไวยากรณ์ 

"คุณไม่เคยเล่นพรีเมียร์ลีกหรือในอังกฤษเลยสักครั้ง ทำไมคุณถึงมีภาษาอังกฤษดีขนาดนั้น? พ่อแม่คุณให้คุณเรียนพิเศษหรือเปล่า? หรืออะไรทำให้คุณเก่งภาษาขนาดนั้น?" โทนี่ สตีเวนส์ แฟนบอลชาวสก็อตแลนด์ ถามกับ ฟิโก้ อย่างสงสัยในช่วงที่เปิดโอกาสถาม-ตอบ กับแฟนๆ ซึ่ง ฟิโก้ ตอบว่า

"ชาวโปรตุเกสถือเป็นคนที่มีทักษะทางภาษาโดยธรรมชาติ ผมเองก็น่าจะเป็นหนึ่งในนั้นด้วย ผมว่าผมเรียนรู้ภาษาใหม่ๆเก่งอยู่นะ ตอนผมอยู่โรงเรียน ผมไม่เก่งหรอกนะ แต่ชีวิตค้าแข้งผมนี่แหละที่สอนให้ผมต้องปรับปรุงเรื่องภาษา" 

4

ฟิโก้ ปรับตัวเข้าหา ร็อบสัน เอง เขาหัดพูดภาษาอังกฤษจนกลายเป็นนักเตะคนสนิทของ บ็อบบี้ ร็อบสัน และอีกเหตุผลหนึ่งคือ เขาต้องการฝึกภาษา เพราะรู้ว่าชีวิตค้าแข้งของตัวเองจะไม่จบแค่ในประเทศโปรตุเกสแน่นอน 

"บ็อบบี้ ร็อบสัน เป็นชาวต่างชาติ และบางครั้งมันยากสำหรับเขาที่จะต้องจำคำบางคำหรือผู้เล่นบางคน" ฟิโก้ พูดถึง ร็อบสัน ในวันนั้นเมื่อนานมาแล้ว    

สิ่งที่ ฟิโก้ คิดเป็นจริง เขาเล่นในโปรตุเกสได้ถึงปี 1995 ก็ได้ย้ายไป บาร์เซโลน่า ก่อนที่หลังจากนั้น 1 ปี บ็อบบี้ ร็อบสัน ก็ตามมาคุมทีมใหม่ เมื่อนั้นเขาก็กลายเป็นนักเตะคู่ใจที่ เซอร์ บ็อบบี้ ใช้งานอย่างต่อเนื่อง และเป็นตัวหลักของ บาร์เซโลน่า มาตลอดยุคสมัยนั้น

มันไม่ใช่เรื่องที่พูดกันเล่นๆว่า ฟิโก้ สามารถพูดอังกฤษได้คล่องมาก สิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้ คือเขาจีบ เฮเลน สเวดิน ภรรยาของเขาที่เป็นนางแบบชาวสวีเดนด้วยภาษาอังกฤษ จนได้แต่งงานกัน.. ซึ่งเรื่องนี้ ฟิโก้ เล่าให้ฟังประจำว่า การจะหาเมีย ถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ทักษะทางภาษาของเขาคล่องแคล่ว 

"ตอนอยู่ บาร์เซโลน่า ผมเก่งภาษาขึ้นเยอะเลยนะ นอกจากกับ เซอร์ บ็อบบี้ แล้ว ผมจะต้องเรียนเพิ่มเพื่อหลอกล่อภรรยาของผมที่เป็นคนสวีเดน (หัวเราะ) ผมคิดว่านั่นเป็นช่วงเวลาสำคัญเลยนะ ผมไม่เคยได้เรียนภาษาอังกฤษในห้องเรียนกับเขาหรอก แต่ผมหัดพูดแล้วก็เข้าคอร์สเรียนภาษาอังกฤษเพื่อธุรกิจโดยเฉพาะ" ฟิโก้ เล่าถึงเบื้องหลัง เพราะนอกจากจะได้เมียแล้ว เขายังมีธุรกิจเปิดร้านอาหารญี่ปุ่นกับภรรยาของเขาด้วย  

5

การได้ใช้ภาษาทุกวันคือการเรียนรู้ที่ดีที่สุด นี่คือเรื่องจริงอย่างไม่ต้องสงสัย หลุยส์ ฟิโก้ ใช้ภาษาอังกฤษกับโค้ช กับภรรยา และใช้ในการทำธุรกิจ เท่านี้ภาษาของเขาก็คล่องปร๋อโดยไม่ต้องรอใช้ล่ามอีกเลย

มิสเตอร์เจนเทิลแมน

สิ่งที่สุดยอดของ ฟิโก้ อีกอย่าง คือเขาเป็นคนพูดฉลาด คิดก่อนพูด สิ่งเหล่านี้ทำให้เขากลายเป็นที่รักของทุกสโมสรที่ไป

สมัยที่เล่นให้ เรอัล มาดริด (และกลายเป็นศัตรูกับแฟนบอล บาร์เซโลน่า นับแต่นั้น) เขาเคยถูกสื่อตีข่าวเสมอว่า เมื่อทีมซื้อ เดวิด เบ็คแฮม มา ตัวของ ฟิโก้ และ เบ็คแฮม ก็กินเกาเหลากันทันที เพราะมีปัญหาเรื่องการแย่งตำแหน่ง จากการเป็นปีกขวาเหมือนกัน หนำซ้ำความโดดเด่นก็ต้องยิ่งชิงเหลี่ยมพื้นที่สื่อกันอีกต่างหาก

ปกติเรื่องแบบนี้ไม่มีมูลหมาไม่คุ้ย ฟิโก้ อาจจะผิดใจกับ เบ็คแฮม จริงก็ได้ แต่ความจริงคือทั้ง 2 คนสนิทกันมาก เหตุที่ทำให้ทั้ง 2 คนสนิทกันมีอยู่ 2 อย่าง หนึ่งคือทั้งสองคนเป็นสุภาพบุรุษ และมีความเป็นมืออาชีพ และเหตุผลอีกข้อ คือพวกเขาสนิทกันเพราะ ฟิโก้ พูดภาษาอังกฤษได้ จึงเข้ากับ เบ็คแฮม ได้ดีที่สุด

6

"ผมกับเบ็คส์หัวเราะด้วยกันประจำเวลามีข่าวว่าพวกเราไม่ถูกกัน ไม่รู้พวกนั้นเอาอะไรมาเขียน บางครั้งพวกเขาบรรยายเป็นช่วงเป็นฉาก เหมือนกับมานั่งในห้องแต่งตัวของเราเลยนะ" ฟิโก้ ว่าไว้

"ผมน่ะโคตรซี้กับเบ็คแฮมตลอด ตั้งแต่ตอนที่เล่นด้วยกันหรือเลิกเล่นฟุตบอลแล้วก็ตาม บางครั้งเวลาเราไปที่ต่างๆ และอยู่เมืองเดียวกัน เรายังนัดเจอกันด้วยซ้ำไป เบ็คแฮม เป็นคนดี เป็นสุภาพบุรุษ และเราซี้ปึ้ก ผมบอกเลย" 

เรื่องเล่าเกี่ยวกับภาษาของ ฟิโก้ ยังไม่จบแค่นี้ เมื่อครั้งที่เขาไปค้าแข้งกับ อินเตอร์ มิลาน ในช่วงบั้นปลายอาชีพค้าแข้ง ว่ากันว่าเขาสามารถพูดภาษาอิตาลีได้อย่างรวดเร็ว และเขาไปซ้อมแบบไม่ต้องใช้ล่าม เขาทักทายทุกๆคนด้วยภาษาท้องถิ่น และสตาฟฟ์ทุกคนเล่าเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่เคยมีนักเตะต่างชาติคนไหนที่เป็นคนดีเท่ากับ ฟิโก้ อีกแล้ว

"ฟิโก้ คืออันดับ 1 เลยสำหรับในฐานะนักฟุตบอล และโดยเฉพาะคนคนหนึ่ง" อัปเปียโน่ เจนติเล่ อดีตสตาฟฟ์ของ อินเตอร์ กล่าว 

"เขาคือคนที่มาถึงสนามซ้อมก่อนใคร และการฝึกซ้อมของเขาก็จริงจังสุดๆ ทุกๆเช้าที่มาถึง เขาจะทักทายสตาฟฟ์ทุกคนอย่างเป็นกันเอง ถ้าเขาเห็นใครกินข้าว เขาก็จะพูดว่า 'Bon Apetito' (ภาษาอิตาลีแปลว่า กินให้อร่อยนะ) ผมล่ะหวังจริงๆว่า อินเตอร์ น่าจะมีผู้เล่นอย่าง ฟิโก้ สัก 4-5 คน" อัปเปียโน่ กล่าว 

7

ตลอดช่วงเวลาชีวิตค้าแข้ง ฟิโก้ คว้าแชมป์อะไรมากมาย ทั้งรางวัลส่วนตัวและรางวัลกับสโมสร ล้วนมีเหตุผลถึงความยิ่งใหญ่ในฐานะคน หนึ่งของเขา ผู้เล่นสุดยอดอย่าง ซีเนดีน ซีดาน, เบ็คแฮม, โรแบร์โต้ คาร์ลอส และ โรนัลโด้ ต่างก็ยังพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ฟิโก้ เป็นคนที่ดีจริงๆ และแทบไม่เคยผิดใจหรือมีปัญหากับใคร 

สาเหตุที่ทำให้เขาคุยกับทุกคนรู้เรื่อง ไม่ต้องแปลกใจเลยว่ามาจากทักษะทางการสื่อสารที่ยอดเยี่ยม เขาไปที่ไหน เขาหัดพูดภาษานั้น ไม่ว่าจะวันที่เขาเป็นแค่นักเตะดาวรุ่ง หรือเป็นสตาร์ที่กำลังทำเงิน เขาได้ใจผู้คนรอบข้างเสมอ.. ไม่ว่าที่ไหนก็ต้องการนักเตะเช่นนี้ และนั่นคือเหตุผลที่ว่า ทำไมภาษาจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับนักกีฬาที่กำลังจะไปถึงระดับโลกอย่างแท้จริง