ไขข้อข้องใจ : ทำไมชุดฟุตบอล "ทีมชาติอิตาลี" จึงเป็นสีฟ้าทั้งๆที่ไม่มีในสีธงชาติ?

ไขข้อข้องใจ : ทำไมชุดฟุตบอล "ทีมชาติอิตาลี" จึงเป็นสีฟ้าทั้งๆที่ไม่มีในสีธงชาติ?
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

เมื่อพูดถึงฟุตบอลทีมชาติอิตาลี นอกเหนือจากความเก่งกาจที่การันตีด้วยแชมป์ฟุตบอลโลก 4 สมัย, สไตล์การเล่นที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในทีมที่มีเกมรับที่ดีที่สุดในโลก, ตำนานนักเตะมากมายที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูง และสามารถพูดคำว่า "คลาสสิค" ได้อย่างเต็มปากแล้ว อีกหนึ่งภาพจำที่ปรากฏขึ้นมาคือชุดแข่งสีฟ้าเข้ม (Azure) ของพวกเขา (แม้โดยทั่วไปคนไทยจะมองว่าเสื้อทีมชาติอิตาลีเป็นสีน้ำเงิน แต่ในบทความนี้เราจะขอใช้คำว่าสีฟ้า ตามความหมายของโทนสีที่แท้จริงของเสื้อทีมชาติอิตาลี)

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ฟุตบอลทีมชาติอิตาลีใช้ชุดแข่งสีฟ้ากวาดความสำเร็จมาแล้วมากมาย จนทำให้หลายคนอาจลืมนึกไปว่า ธงชาติประเทศอิตาลีไม่มีสีฟ้าปรากฏอยู่เลยแม้แต่น้อย

อะไรคือเหตุผลของการใช้สีฟ้าเป็นสีหลักในชุดนักฟุตบอล รวมถึงนักกีฬาอีกหลายประเภทของประเทศอิตาลี? ร่วมไขข้อข้องใจนี้ได้ที่ Main Stand

ไตรรงค์แห่งอิตาลี

อย่างที่ทุกคนทราบกันเป็นอย่างดีว่า ธงชาติอิตาลีนั้นไม่มีสีฟ้าปรากฏอยู่แม้แต่น้อย แต่เป็นธงแถบสามสีแนวตั้งที่ประกอบด้วยสีแดง, ขาว, และเขียว หรือที่เรียกโดยรวมในภาษาอิตาลีว่า Il Tricolore (ไตรรงค์)

1

มีทฤษฎีมากมายที่เกิดขึ้นเพื่ออธิบายความเป็นมาของธงชาติอิตาลี ทว่าทฤษฎีเหล่านั้นส่วนใหญ่ก็ถูกปัดตกไปเนื่องจากเป็นเพียงการสันนิษฐานขึ้นมาลอยๆ ไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ใดๆมาอ้างอิง 

หนึ่งในทฤษฎียอดนิยม คือการกล่าวอ้างว่าธงชาติไตรตรงค์อิตาลีถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกตั้งแต่ในยุคกลาง หรือยุคนโปเลียน เช่นการบอกว่ามีการอ้างถึงธงสามสีในงานวรรณกรรม The Purgatory of Dante Alighieri ของ ดันเต อาลีกีเอรี ทว่าหลักฐานก็ไม่มีน้ำหนักมากพอ และมีการโต้แย้งว่าสิ่งที่ ดันเต หมายถึง ไม่ใช่ความเป็นปึกแผ่นของชนชาติอิตาลี แต่เกี่ยวข้องกับคุณธรรมทางเทววิทยาเสียมากกว่า

อีกหนึ่งทฤษฎีดังที่โดนปัดตกไป คือการกล่าวอ้างว่าธงไตรรงค์อิตาลีปรากฎครั้งแรกในขบวนกองทัพอาณาจักร Tuscan Guelphs ในสมรภูมิสงครามที่เมืองเลคนาโน แต่ก็ไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้ในประเด็นนี้เช่นกัน

และถ้าว่ากันตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ไม่มีสิ่งใดบ่งชี้ได้เลยว่า ธงชาติอิตาลีมีความเกี่ยวข้องกับยุคกลาง โดยครั้งแรกซึ่งปรากฏหลักฐานการมีอยู่ของธงไตรรงค์ที่ทุกคนคุ้นเคย ก็ห่างจากยุคกลางหลายศตวรรษเสียด้วยซ้ำ เพราะมันคือวันที่ 21 สิงหาคม ปี 1789 ณ เมืองเจนัว

จากจดหมายเหตุประเทศอิตาลีได้มีการระบุว่า มีผู้คนมากมายที่เข้าร่วมประท้วง ณ อาณาจักรเจนัว (ในขณะนั้นอิตาลียังมีการแบ่งเป็นแคว้นต่างๆ ไม่ได้รวมกันเป็นประเทศเหมือนในปัจจุบัน) ได้มีการทาสีแดง, ขาว, เขียว ไว้ที่เสื้อผ้าตัวเอง

2

ในปี 1794 มีการนำธง 3 สี มาโบกไสวขณะที่กำลังสู้รบขับไล่ผู้รุกรานจากต่างชาติ ณ อาณาจักรโบโลญญ่า ก่อนที่มันจะปรากฏไปทั่วอาณาจักรต่างๆในเวลาใกล้เคียงกันเช่น อาณาจักรซิสปาดาเน, อาณาจักรทรานส์ปาดาเน, อาณาจักรเวเนเชียน เป็นต้น 

ด้วยเหตุนี้จะเห็นได้ว่า แถบ 3 สีนี้มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการรวมอาณาจักรต่างๆเข้ามาเป็นประเทศชาติ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่มันจะถูกนำมาใช้เป็นสีของธงชาติอิตาลีด้วยเช่นกัน 

อีกหนึ่งคำถามที่หลายคนอาจจะสงสัยคือ.. แล้วทำไมต้องเป็นสี แดง, ขาว, เขียว?

คำตอบของคำถามข้อนี้ ยากกว่าเรื่องการหาที่มาการปรากฏขึ้นครั้งแรกของธงไตรรงค์เสียอีก เนื่องจากมีทฤษฎีมากมายที่สามารถใช้อธิบายได้ แต่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ 100% ว่าทฤษฎีที่ถูกต้องคือทฤษฎีไหนกันแน่?

หนึ่งในทฤษฎีสำคัญที่ได้รับการกล่าวอ้างมากที่สุด คือได้รับแรงบันดาลใจมาจากธงของประเทศฝรั่งเศส เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวเพิ่งผ่านพ้นการปฏิวัติฝรั่งเศสมาไม่นานนัก แต่ได้เปลี่ยนจากสีน้ำเงินเป็นสีเขียว ตามแนวคิดของสมาคมเพื่อนรัฐธรรมนูญชาโคแบง ที่ให้สีเขียวเป็นสีแห่งตัวแทนของธรรมชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่เสรีภาพมากที่สุด 

3

อีกสมมติฐานที่พยายามอธิบายความหมายของสีประจำชาติอิตาลีทั้งสามสี โดยอ้างอิงกับองค์ความรู้เชิงภูมิศาสตร์ เช่น สีเขียว เชื่อมโยงกับสีของทุ่งหญ้ารอบๆทะเลเมดิเตอร์เรเนียน สีขาว กับหิมะแห่งเทือกเขาแอลป์ และ สีแดง หมายถึงสีเลือดของผู้กล้าที่ต้องสละชีวิตในการรวมชาติ

ในแง่มุมของศาสนาก็มีทฤษฎีด้วยเช่นกัน เนื่องจากอิตาลีคือหนึ่งในศูนย์กลางของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกมาโดยตลอด นักประวัติศาสตร์จำนวนไม่น้อยจึงปักใจเชื่อว่าที่มาของสีทั้ง 3 น่าจะเกี่ยวข้องกับศาสนา 

อย่างไรก็ตาม ดังที่กล่าวไปข้างต้น เนื่องจากไม่มีหลักฐานชัดเจนในการระบุว่าทฤษฎีไหนถูกต้อง ถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่สามารถยืนยันได้อย่างแน่นอนว่าที่มาของสีทั้ง 3 บนธงชาติอิตาลีมีที่มาจากอะไรกันแน่ แต่ที่แน่ๆ คือดูเหมือนว่าเรื่องราวความเป็นมาของธงชาติไตรรงค์ จะไม่เกี่ยวข้องกับสีฟ้าน้ำเงินบนชุดนักฟุตบอลอิตาลีเลยแม้แต่น้อย

แล้วสีฟ้าน้ำเงินที่ทุกคนเห็นจนชินตามันมีที่มาจากไหนกัน?

พลพรรคอัซซูรี่

จากหนังสือ Tutti i Colori del Calcio (ทุกสีของฟุตบอล) โดยผู้เขียน เซอร์จิโอ ซัลวี และ อเลสซานโดร ซาโวเรลี่ ระบุไว้ว่า 

4

"แม้ฟุตบอลทีมชาติส่วนใหญ่จะสวมใส่เสื้อผ้าตามสีที่ปรากฏในธงชาติ แต่ในขณะเดียวกันก็มีอีกหลายประเทศที่สีบนเสื้อผ้าไม่ยึดโยงกับธงชาติ เช่น สีขาว บนชุดนักฟุตบอลเยอรมันก็มาจากสีของอาณาจักรปรัสเซีย"

"อิตาลีก็เช่นเดียวกัน สีฟ้าน้ำเงินที่ทุกคนรู้จักกันดีมีที่มาจากสีประจำราชวงศ์ซาวอย (Savoy) ราชวงศ์สำคัญที่มีบทบาทอย่างมากในการรวมประเทศอิตาลีให้เป็นหนึ่ง"

นี่คือความจริงอันถูกต้องและมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยืนยัน โดยจุดเริ่มต้นทั้งหมดต้องย้อนกลับไปไกลถึงปี 1366 เมื่อ Amadeus VI เคานต์แห่งซาวอย กำลังจะออกเดินทางเพื่อทำสงครามครูเสด มีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือจักรพรรดิไบเซนไทน์ของ John V Palaiologos 

Amadeus VI ตัดสินใจที่จะใช้ธงสีน้ำเงินประดับทั่วกองเรือของตน ก่อนที่ในสงครามครั้งนั้นพวกเขาจะได้รับชัยชนะ ธงสีน้ำเงินจึงกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งราชวงศ์ซาวอยนับตั้งแต่นั้นมา 

ผ่านไปเกือบ 500 ปี ในปี 1816 ราชวงศ์ซาวอยได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการรวมประเทศอิตาลีให้เป็นหนึ่งเดียว ดังนั้น สีน้ำเงินจึงกลายเป็นอีกหนึ่งสีประจำชาติอิตาลี ถึงแม้ว่าจะไม่มีปรากฏอยู่บนธงชาติก็ตาม

โทนสีน้ำเงินที่ปรากฏอยู่บนธงของราชวงศ์ซาวอย มีชื่อเรียกในภาษาอิตาลีว่า "Azzuro" (อ่านว่า อัซซูโร่ = ซึ่งมีความหมายว่า Light Blue หรือสีฟ้า)  และแน่นอนว่ามันคือที่มาของฉายาของฟุตบอลทีมชาติอิตาลี ที่ทุกคนเรียกกันอย่างติดปากว่า "พลพรรคอัซซูรี่" 

ทีมฟุตบอลทีมชาติอิตาลีเริ่มมีการใช้ชุดแข่งสีน้ำเงินเป็นครั้งแรกในปี 1910 พร้อมๆกับทีมรักบี้ เพื่อเป็นเกียรติแก่ราชวงศ์ซาวอย ในเกมกระชับมิตรที่เจอกับทีมชาติฮังการี ก่อนที่ในภายหลัง ทีมฮอกกี้น้ำแข็ง, ทีมบาสเกตบอล, ทีมวอลเลย์บอล จะเปลี่ยนมาใช้สีนี้เช่นกัน

ถึงแม้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทีมฟุตบอลอิตาลีจะเปลี่ยนมาใช้ชุดแข่งสีดำตามคำสั่งของ เบนิโต มุสโสลินี ผู้นำเผด็จการฟาสซิสต์ที่เข้าปกครองประเทศ แต่หลังจากที่สงครามผ่านพ้นไป ชุดแข่งสีน้ำเงินก็ได้กลับมาอีกครั้ง และยังคงดำรงอยู่ถึงปัจจุบัน ถึงแม้ว่าประเทศอิตาลีจะไม่มีระบอบกษัตริย์แล้วก็ตาม

5

จากเรื่องราวทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าจะประเทศใด สีของชุดกีฬาก็ไม่จำเป็นต้องยึดโยงอยู่กับสีของธงชาติเสมอไป ตราบใดที่สีที่เลือกมาใช้มีความหมายมากพอสำหรับคนทั้งชาติ ก็ย่อมได้รับการยอมรับ และในที่สุดก็จะกลายเป็นภาพจำแก่ผู้คนทั่วโลก เฉกเช่นเดียวกับสีฟ้าน้ำเงินแห่งพลพรรคอัซซูรี่