"ลูอิส แฮมิลตัน" : แชมป์โลก F1 มากสุดตลอดกาล ผู้เป็นเพื่อนซี้กับความกดดันตั้งแต่ 8 ขวบ

"ลูอิส แฮมิลตัน" : แชมป์โลก F1 มากสุดตลอดกาล ผู้เป็นเพื่อนซี้กับความกดดันตั้งแต่ 8 ขวบ
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

"วันนี้เป็นสิ่งสำคัญมากที่เด็กๆจะได้เห็น และอย่าฟังคนที่บอกว่าคุณทำตามที่คุณฝันไม่ได้ ฝันกลายเป็นจริงได้ คุณต้องพร้อมไล่ล่ามัน และอย่ายอมแพ้"

นี่คือสิ่งที่ ลูอิส แฮมิลตัน นักแข่งรถฟอร์มูล่าวัน ชาวอังกฤษ กล่าวหลังจากที่เขาสามารถทำสถิติแชมป์โลกได้เป็นสมัยที่ 7 ในการแข่งที่ประเทศตุรกี.. เขาพูดถึงเรื่อง "เด็กๆ" และ "โอกาส" มากกว่าเรื่องไหน เพราะมันคือสิ่งที่เขาจำฝังใจเสมอมา 

นี่คือเรื่องราวในวันที่เด็กหนุ่มจากครอบครัวชนชั้นแรงงานและพ่อแม่แยกทางกันกระโจนเข้าสู่กีฬาของคนรวยอย่าง F1 ก่อนที่เขาเข้าใกล้กลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล ณ เวลานี้ 

เกิดอะไรขึ้นกับ ลูอิส แฮมิลตัน จากวันนั้นถึงวันนี้? ติดตามได้ที่นี่

กีฬาของคนรวย 

รถแข่งฟอร์มูล่าวัน หรือ F1 นั้นถือเป็นกีฬาที่เร็วที่สุดในโลก เท่านั้นยังไม่พอ ยังถือเป็นกีฬาที่ใช้อุปกรณ์ในการแข่งขันแพงที่สุดในโลกอีกด้วย

1

ว่ากันว่ารถแข่ง 1 คันนั้นมีราคาถึง 7.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 220 ล้านบาท) และกว่าที่จะกลายมาเป็นรถ 1 คันได้ ต้องใช้วิศวกรฝีมือดีด้วยเงินเดือนระดับ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 3 ล้านบาท) ต่อปีต่อคน ทีม F1 แต่ละทีมลงทุนพัฒนารถของพวกเขาด้วยงบเป็นหมื่นล้านบาทในแต่ละปี และแน่นอนว่าหากใครสักคนจะได้ก้าวขึ้นมานั่งหลังพวงมาลัยรถแข่งเหล่านี้ได้ พวกเขาต้องเป็นคนที่มีความพร้อมถึงขีดสุด ทั้งเรื่องฝีมือและประสบการณ์ด้วย

การจะไปถึงจุดที่เรียกว่านักแข่งได้ต้องอาศัยทุนทรัพย์อย่างไม่ต้องสงสัย อุปกรณ์แต่ละอย่างในการลงซ้อมและการแข่งขันแต่ละครั้งนั้นต้องใช้ของดีมีราคาทั้งสิ้น ไม่เหมือนกับฟุตบอลที่มีเพียงรองเท้าและลูกฟุตบอลก็สามารถลงซ้อมได้แล้ว ดังนั้น เราจึงสามารถระบุได้ว่า F1 ถือเป็นกีฬาของคนรวยที่คนรากหญ้าหรือชนชั้นแรงงานยากจะเข้าถึงได้ ซึ่งข้อจำกัดตรงนี้ใช้ไม่ได้กับ ลูอิส แฮมิลตัน แชมป์โลก F1 ถึง 7 สมัย ยิ่งใหญ่ที่สุดเทียบเท่าตำนานอย่าง มิคาเอล ชูมัคเกอร์  

แฮมิลตัน เข้ามาในจุดนี้ได้อย่างไร?.. นี่คือคำถามที่หลายคนสงสัย เพราะจากประวัติแล้ว พื้นฐานครอบครัวของเขาไม่ได้ร่ำรวยอะไร พ่อของเขา แอนโธนี่ แฮมิลตัน เป็นชาวอังกฤษผิวดำ และ คาร์เมน ลาร์บาเลสเทียร์ คุณแม่บังเกิดเกล้าผิวขาว เลิกรากันไปตั้งแต่ที่ ลูอิส อายุแค่ 2 ขวบเท่านั้น ก่อนที่พ่อของเขาจะตัดสินใจทำเพื่ออนาคตของลูก ด้วยการตัดสินใจให้ ลูอิส มีแม่เป็นผู้ปกครองในช่วงวัยเยาว์ 

อย่างไรก็ตาม เขาไม่เคยหยุดแสดงความรักที่มีต่อลูกชาย แอนโธนี่ ไม่ได้หวังให้ ลูอิส กลายเป็นนักแข่งระดับโลกอะไรนักในตอนแรก เขาแค่ตัดสินใจซื้อของขวัญเป็นรถบังคับให้ ลูอิส ในวันเกิดตามประสาของเล่นเด็กผู้ชายทั่วไปเท่านั้น ทว่านั่นคือจุดเริ่มต้นทั้งหมดของเรื่องนี้ที่ทำให้ ลูอิส แฮมิลตัน ตัดสินใจกระโจนเข้าสู่เส้นทางที่น้อยครั้งจะเปิดรับคนจน และคนผิวดำอย่างเขา.. เพราะ ลูอิส ในวัย 5 ขวบพบว่าตัวเองนั้นหลงใหลในความเร็วของรถแข่งเข้าอย่างจัง และการอยากจะเป็นนักแข่งก็ถูกจุดประกายตั้งแต่นั้นมา 

แอนโธนี่ เริ่มขยับของขวัญให้ชิ้นใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จากรถบังคับวิทยุ เปลี่ยนเป็นรถโกคาร์ทที่ขับขี่ได้จริง และเขาใช้เวลาพาลูกไปที่สนามโกคาร์ททุกวันหยุดสุดสัปดาห์ หลังจากนั้น ลูอิส ก็รักมันชนิดที่ไม่คิดจะฝันถึงอย่างอื่น อาจจะเป็นเพราะการได้ขับรถโกคาร์ททำให้เขาได้มีเวลากับพ่อด้วย และช่วงเวลาดีๆเหล่านั้นกลั่นออกมาให้ 2 พ่อลูกเริ่มพูดถึงการเป็นนักแข่ง F1 อย่างจริงจัง 

การมีความฝันและไม่ลงมือทำนั้นไม่เคยมีในพจนานุกรมของคนที่ประสบความสำเร็จ และในขณะเดียวกัน การเที่ยวหาข้ออ้างที่จะไม่ลงมือทำมันง่ายกว่าเยอะ นั่นจึงทำให้โลกใบนี้มีคนล้มเหลวมากกว่าคนที่เป็นผู้ชนะ 

ลูอิส แฮมิลตัน คว้าแชมป์ระดับประเทศในรุ่น Formula Cadet ของอังกฤษตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ซึ่งการจะก้าวข้ามไปยัง F1 ในตอนนั้นถือว่ายังห่างไกลคนละโลก เขาจำเป็นจะต้องแสดงออกให้ใครสักคนเห็นว่าเขาเอาจริง และสร้างความแตกต่างจากนักแข่งคนอื่นๆได้ ที่สุดแล้วโอกาสจะมาถึงเขาเอง

2

"สวัสดีครับ ผมชื่อ ลูอิส แฮมิลตัน ผมเป็นแชมป์ประเทศอังกฤษ และผมอยากบอกคุณเอาไว้ว่าวันหนึ่งผมจะเป็นนักแข่ง F1 ของทีมคุณให้ดู" นี่คือสิ่งที่ ลูอิส พูดกับ รอน เดนนิส บิ๊กบอสของทีมรถแข่ง F1 นาม "แม็คลาเรน" ขณะที่ไปขอลายเซ็น

จะด้วยความห้าวหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่นั่นคือการประกาศตัวตนที่เข้าเป้าและเห็นผล รอน เดนนิส สนใจเด็กผิวดำคนนี้ขึ้นมาจนถึงขั้นมอบเบอร์โทรศัพท์ให้และทิ้งท้ายว่า

"อีก 9 ปีจากนี้เธอโทรมาหาฉันได้เลย แล้วฉันจะจัดการเรื่องยุ่งยากทั้งหมดให้" 

ประตูสู่กีฬาคนรวยของ ลูอิส แฮมิลตัน ได้เปิดกว้างขึ้นมาอีกหน่อยแล้ว..

ตอบแทนความตั้งใจ 

ไม่ว่าจะเกิดมาร่ำรวย ปานกลาง หรือยากจนนั้น มีสิ่งหนึ่งที่เราสามารถกำหนดได้เองโดยไม่เกี่ยวกับฐานะ เพราะมันอยู่ในตัวของเราทุกคน สิ่งนั้นคือความมุ่งมั่น ถ้ารักในอะไรสักอย่าง ก็จงทุ่มเททุกสิ่งที่มีเพื่อมัน และมันมีวลีที่ว่า "Do It Or Die" ที่หมายความว่า "ลงมือทำหรือไม่ก็ไปตายซะ" อาจดูเป็นถ้อยคำที่ออกจะโลกสวยไปสักหน่อย เพราะชีวิตคนเรานั้นมีข้อจำกัดแตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม คำถามอยู่ที่ว่า "คุณได้ลองพยายามแล้วหรือยัง?" นี่คือประโยคที่ดูจะเหมาะสมและเข้ากับสิ่งที่ แฮมิลตัน เจอจากนี้

3

"ลองมองไปดูคนที่ประสบความสำเร็จบนโลกนี้สิ พวกเขาทั้งกดดันและผลักดันตัวเองทั้งนั้น ผมจะเปรียบเทียบกับเพชรก็แล้วกัน กว่าจะมาเป็นเพชรที่มีค่านั้นมันต้องผ่านอะไรเยอะ ทั้งการโดนทุบตีและรมด้วยความร้อนจากไฟใช่มั้ย?" นี่คือสิ่งที่เขาว่าไว้ในภายหลัง และมันบอกเล่าสิ่งต่างๆที่เขาผ่านมาได้ดีเลยทีเดียว 

หลังตั้งธงแน่วแน่ แฮมิลตัน ก็ขอย้ายจากการอยู่กับแม่เพื่อมาอยู่กับพ่อที่พร้อมสนับสนุนและให้คำปรึกษาในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะความฝันการเป็นนักแข่ง F1 ของเขา ตอนอายุ 12 ปี และคุณแม่ของเขาก็เต็มใจมากกับก้าวสำคัญครั้งนี้

"โทนี่ อยากเป็นใครสักคน และเขาก็ทำได้สำเร็จ ฉันมองไม่เห็นตัวเองในโลกแห่งการแข่งขันที่เร่งรีบและเข้มข้นเลย อย่างไรก็ตาม ฉันไม่ได้คิดจะหยุดเขา และเพื่อให้แน่ใจว่า ลูอิส จะเป็นในสิ่งที่เขาต้องการได้ เขาต้องไปอยู่กับพ่อ.. ถ้าไม่มีพ่อของเขา สิ่งต่างๆที่ ลูอิส ทำจะไม่มีทางออกมาเป็นแบบนี้แน่ๆ" แม่ของ ลูอิส แฮมิลตัน ว่าไว้ในวันที่ลูกชายพร้อมเข้าโหมดฝึกโหดเพื่อเป็นมืออาชีพเต็มตัว 

แอนโธนี่ พาลูกชายไปแข่งทุกสนามด้วยเงินทั้งหมดที่มีอยู่ เขาพร้อมเดิมพันกับ ลูอิส เพราะได้เห็นความตั้งใจทั้งหมดที่มี หลังจากพยายามทำแบบเดิมซ้ำๆในปี 1998 หรือ 2 ปีนับตั้งแต่ที่ ลูอิส ลั่นวาจาไว้กับ รอน เดนนิส ทีมแม็คลาเรนตัดสินใจเซ็นสัญญากับ ลูอิส แฮมิลตัน เข้ามาเพื่อเป็นนักแข่งในโปรแกรมพัฒนาของสังกัด 

นี่คือก้าวแรกของการเป็นมืออาชีพโดยแท้จริง เพราะการเซ็นสัญญาไม่ได้หมายความว่าคุณจะได้กลายเป็นนักแข่งรถ F1 ในทันที คุณจะต้องฝึกซ้อมตามโปรแกรมของทีม ค่อยๆขับรถที่ขยับความแรงขึ้นเรื่อยๆ และเหนือสิ่งอื่นใดคือมีเด็กอีกหลายคนซึ่งได้สัญญาแบบเดียวกับที่เขาได้ แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นทีมเดียวกัน ทว่าความหมายอีกอย่างคือการ "แพ้คัดออก" ก็คงไม่ผิดนัก 1 ในนักแข่งตัวน้อยหลายคนจะสมหวัง และที่เหลือจะต้องออกจากทีมไปในอีกไม่กี่ปีหากพวกเขาไม่มีมาตรฐานที่ดีพอ

แม้จะดูโหดร้ายแต่ทีม F1 ก็เหมือนบริษัทระดับโลกหรือทีมอะคาเดมีกีฬาทั่วไป เพราะเมื่อพวกเขาลงทุนแล้ว พวกเขาก็ต้องการผลตอบแทน อะไรที่ไม่ทำเงินก็ต้องโดนตัดทิ้งไป และการวัดว่าดีไม่ดีที่ง่ายที่สุดคือ "ผลการแข่งขัน" เท่านั้น.. 

4

อย่างไรก็ตาม สำหรับ ลูอิส แฮมิลตัน นี่คือการต่อลมหายใจสำหรับความฝันของเขาอย่างแท้จริง เพราะถ้าหากเขายังไม่ได้รับการสนับสนุนจากทีมใดๆ เงินที่พ่อของเขาหามาได้จะต้องค่อยๆหมดลงภายในเร็ววันแน่นอนหากเวลายังล่วงผ่านไป แม้สัญญาฉบับนี้จะไม่ได้การันตีอะไร แต่นี่คือความสำเร็จของความพยายายามของสองพ่อลูกโดยแท้จริง 

"ทุกอย่างยังชัดเจนในใจเสมอเวลาที่ผมนั่งอยู่ในรถ ผมไม่เคยลืมเลยว่าครอบครัวของผมต้องเสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง และพยายามมากแค่ไหนในการที่จะทำให้ผมได้รับโอกาสแบบที่ผมได้รับในทุกวันนี้" แฮมิลตัน ว่าไว้เช่นนั้น

พรสวรรค์ ความกล้า และการปรับตัว 

หลังจากเข้าทีมแม็คลาเรนได้แล้ว ลูอิส ก็ไต่ระดับเรื่อยๆจาก Formula Renault สู่ Formula 3 และ GP2 ตามลำดับ จนกระทั่งในปี 2007 เขาก็ได้เดบิวต์ในฐานะนักขับ F1 กับทีมแม็คลาเรนอย่างที่ฝัน ปีแรกเขาเปิดตัวในฐานะพาร์ทเนอร์ของ เฟร์นานโด อลอนโซ่ แชมป์โลก 2 สมัย ทว่า แฮมิลตัน ก็ทำผลงานได้สุดยอดจนเป็นที่จับตามองว่าจะเป็นนักแข่งอนาคตไกล 

5

เท่านั้นยังไม่พอ สถานการณ์ยังคงผลักดันเขาให้เดินหน้า เพราะปี 2008 อลอนโซ่ โดน แม็คลาเรน ยกเลิกสัญญา.. หลายคนกล่าวว่า แฮมิลตัน คือตัวการสำคัญในการเลื่อยขาเก้าอี้คู่หูนักขับ จากดราม่าระหว่างกันที่ปะทุอย่างต่อเนื่องในฤดูกาล 2007 แต่ช่างปะไร เพราะนั่นทำให้ แฮมิลตัน ขึ้นมาเป็นนักขับเบอร์ 1 มีสัญญามูลค่าหลายล้านดอลลาร์ และเขาไม่เคยทำให้ใครผิดหวังอีกครั้ง รอน เดนนิส ต้องขอบคุณตัวเองที่เลือกคนไม่ผิด เพราะ แฮมิลตัน สามารถคว้าแชมป์โลก F1 ครั้งแรกได้สำเร็จในปี 2008 และถือว่าเป็นแชมป์โลกที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ (ณ เวลานั้น) อีกด้วย 

หลังจากที่เป็นแชมป์แล้วมันก็พิสูจน์ถึงเรื่องความสามารถและพรสวรรค์ของเขาได้ดี แต่ความแตกต่างที่ แฮมิลตัน สร้างขึ้นนั้นคือการทำลายความเชื่อที่ว่า "รถแข่ง" เป็นกีฬาของคนผิวขาวเท่านั้น ซึ่ง แฮมิลตัน เองที่กล้าจะออกมาพูดและแสดงออกถึงเรื่องนี้ในทุกแง่มุม และแสดงออกถึงความแตกต่างนั้นเสมอมา 

"ตอนที่เข้ามาสู่ในระดับ F1 มีคนวางแผนให้ผมมากมาย พวกเขาบอก 'เอาล่ะ คุณต้องทำท่าทางแบบนี้ พูดแบบนี้นะ' ในการแนะนำตัวและเปิดตัวแต่ละครั้ง พวกเขามีแพตเทิร์นแบบเดิมที่ทำกันมานาน ซึ่งผมทำไม่ได้" เขาพูดและยักไหล่ 

"ผมจะเป็นตัวเอง ผมมีทรงผมที่ผมชอบ ผมมีเครื่องประดับที่อยากจะใส่ ผมรู้ว่าทั้งหมดจะย้อนกลับมาเป็นความกดดันของผม แต่ผมย่อมมีสิทธิ์เลือกสิ่งที่ตัวเองชอบ และการมาของผมอาจจะทำให้ใครบางคนไม่พอใจไปบ้าง แต่ผมบอกได้คำเดียวเลยว่า แล้วมันใช่ปัญหาของผมเหรอ?" แฮมิลตัน ยืนยันตัวตนแบบสุดจี๊ด 

6

ไม่ใช่แค่การแข่งขันและตำแหน่งแชมป์ แต่มันคือคาแร็คเตอร์ที่แตกต่างออกไปแบบสุดขั้วจากแชมป์โลกคนอื่นๆที่เคยมี แฮมิลตัน นั้นออกแนวเป็นกึ่งนักกีฬากึ่งเซเลบฯด้วยซ้ำ เขามักปรากฎตัวด้วยในงานปาร์ตี้ และงานสังคมเป็นประจำ หนำซ้ำเขายังถือเป็นแฟชั่นนิสต้าตัวพ่อ การแต่งกายที่ฉูดฉาดและวางตัวเหมือนกับดารา แทบไม่เคยปรากฎในวงการแชมป์ F1 มาก่อน หากนึกถึงตัวอย่างในอดีตของวงการนี้ ก็คงมีแค่คนเดียว คือ เจมส์ ฮันต์ แชมป์โลก F1 ปี 1976.. ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เขามองว่าไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ตราบใดที่เขายังคงเป็นผู้ชนะในการแข่งขันเหมือนที่เคยทำได้ 

หลังจากคว้าแชมป์ครั้งแรก เส้นทางของ แฮมิลตัน ก็เปลี่ยนไป เขาย้ายจากทีมแม็คลาเรนไปสู่ทีม "เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี" โดยมี นิกิ เลาด้า ตำนาน F1 ชักชวนและให้ความเชื่อมั่นว่า ความระห่ำทั้งในและนอกสนามของ แฮมิลตัน จะมาเปลี่ยนให้สายลมของทีมเมอร์เซเดสกลับสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้งหลังซบเซามานาน 

และการมาของ แฮมิลตัน เป็นดังเช่นที่ นิกิ เลาด้า ทำนายทายทัก เขาก้าวหน้าขึ้นมาในแง่ของคุณภาพโดยบุคคล เพราะนอกจากจะมีความเดือดและบ้าบิ่นเรื่องความเร็วแล้ว เขายังถูกยกย่องให้เป็นนักแข่งที่สามารถปรับตัวเข้ากับการขับขี่แต่ละสนามได้ดีมาก ตลอดอาชีพของ แฮมิลตัน นั้นเขามักจะแข่งจบด้วยการใช้น้ำมันน้อยกว่าเพื่อนร่วมทีมเสมอ ซึ่งเป็นผลมาจากความสามารถในการบังคับควบคุมและตัดสินใจในแต่ละจังหวะได้ดีที่สุดเท่าที่วงการเคยมี 

7

"เขาไม่เคยพอใจอะไรง่ายๆเลย เขาไม่เคยมีความสุขกับการเป็นนักแข่งรถและมนุษย์ เขาต้องการเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อพัฒนาตัวเองตลอดเวลา เขาเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นผู้นำซึ่งส่งมาถึงทุกคนในทีมจริงๆ" โตโต้ โวล์ฟฟ์ หัวหน้าทีมเมอร์เซเดส พูดถึงลักษณะนิสัยของ แฮมิลตัน ซึ่งทำให้เขาสร้างความอัศจรรย์ต่างๆได้มากมายในสนามแข่ง 

เมื่อเป็นสมาชิกของเมอร์เซเดสในปี 2013 แฮมิลตัน คว้าแชมป์โลกได้ 6 ครั้ง ในปี 2014, 2015, 2017, 2018, 2019 ทำให้เขาแซงหน้าตำนานอย่าง เลาด้า หรือแม้แต่ ไอร์ตัน เซนน่า ไอดอลของเขาไปแล้วด้วยซ้ำ ทว่าประวัติศาสตร์ยังคงต้องเดินหน้าทุบต่อไป เพราะผู้ขวางหน้าในด่านสุดท้ายคือสถิติแชมป์โลก 7 สมัยของ มิคาเอล ชูมัคเกอร์ ที่เคยทำไว้เมื่อครั้งอดีตนั่นเอง

ความยิ่งใหญ่เมื่อได้ทาบสถิติ 

อย่างที่ทุกคนรู้กัน การแข่งขัน F1 ในปี 2020 ยังคงเป็นปีที่ แฮมิลตัน แสดงความเหนือชั้นกันอย่างต่อเนื่อง เขาคว้าแชมป์ถึง 10 สนาม ซึ่งสนามล่าสุด คือแชมป์รายการ เตอร์กิช กรังด์ปรีซ์ ที่ประเทศตุรกี เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายนนี้เอง  

8

แชมป์ 10 สนาม อันดับสอง 1 สนาม อันดับสาม 1 สนาม และมีคะแนนทุกสนาม ทำให้เขาเก็บคะแนนรวมไปถึง 307 คะแนน การันตีการคว้าแชมป์โลกปี 2020 ไปครองได้สำเร็จ โดยนำหน้า วัลท์เทรี บอตตาส เพื่อนร่วมทีมชาวฟินแลนด์ ถึง 110 คะแนนเลยทีเดียว

ทุกสำนักข่าวต่างพากันชื่นชมความยิ่งใหญ่ของผู้ทาบตำนานชูมัคเกอร์ อย่าง แฮมิลตัน ซึ่งเขารู้ดีว่าการแข่งขันและเปรียบเทียบจะยังไม่หยุดจนกว่าเขาจะได้แซงสถิติที่มีมาอย่างยาวนานนี้ และเหนือสิ่งอื่นใด ในความรู้สึกของเขานั้น การได้ชูถ้วยแชมป์ มันไม่ใช่แค่ความสำเร็จส่วนบุคคล แต่มันยังคงเป็นการส่งต่อความฝันให้เด็กๆอีกหลายๆคนที่คิดว่าครอบครัวไม่มีทุนทรัพย์พอที่จะผลักดันตัวเองให้เป็นนักแข่งหรือความฝันใดๆก็ตาม.. "อย่าเพิ่งถอดใจ จนกว่าจะได้ลงมือทำ" นี่คือสิ่งที่ แฮมิลตัน พยายามสื่อสารกับผู้คนเสมอ

"เราฝันถึงวันนี้มาตั้งแต่ตอนที่ผมยังเด็ก วันนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่เด็กๆจะได้เห็น และอย่าฟังคนที่บอกว่าคุณทำตามที่คุณฝันไม่ได้ ฝันกลายเป็นจริงได้ คุณต้องพร้อมไล่ล่ามัน และอย่ายอมแพ้" 

"ชัยชนะนี้เพื่อเด็กทุกคนผู้กำลังมีความฝันที่ดูเหมือนว่ามันไม่น่าจะเป็นไปได้ ได้โปรดจงเชื่อผม คุณทำให้ฝันกลายเป็นจริงได้เหมือนกัน" แฮมิลตัน ว่าไว้หลังทาบตำนาน 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาพูดเช่นนั้น คำแนะนำของเขาคือ จงใช้สิ่งที่ขาดเป็นแรงผลักดัน ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะไม่ลงมือทำ เขาเองก็เคยผ่านประสบการณ์แบบนี้มาเยอะ เพราะการโดนดูถูกเหยียดหยามคือสิ่งที่เป็นเหมือนเชื้อไฟสำคัญของเขา มันทำให้เขากระหายและมาไกลได้จนถึงทุกวันนี้ 

"ความกระหายที่ผมมีมาตั้งแต่อายุ 8 ขวบ ในวันที่คุณครูบอกว่าไม่มีวันที่ผมจะมีค่าอะไร เวลาที่พ่อของนักขับคนอื่นๆพูดว่าไม่มีทางที่ผมจะเป็นอะไรได้ เวลาที่เด็กคนอื่นๆโห่ฮาในสนามแข่งใส่ผมและครอบครัว สิ่งเหล่านี้นี่แหละคือที่มาของพลังที่ผมใช้ในการแข่งขัน" นี่คือคำพูดของเขาในช่วงระหว่างปี 2018 หรือตอนที่เขายังเป็นแชมป์โลก 4 สมัย ณ ตอนนั้น 

9

การเป็นที่ 1 ของโลกไม่มีที่ว่างให้คำว่าข้ออ้าง และวันนี้ ลูอิส แฮมิลตัน เด็กผิวดำจากครอบครัวธรรมดาได้กลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการ F1 เหลือบันไดอีกเพียงก้าวเดียวเท่านั้น เขาจะถูกเรียกว่า G.O.A.T. (Greatest of All Time) หรือยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล หากว่าเขาสามารถคว้าแชมป์โลกได้อีก 1 สมัย.. เขารู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ที่แน่ๆเขาก็เข้าใกล้มันมากสุดๆจนเกินกว่าที่จะผ่อนคันเร่งแล้วในเวลานี้ 

"ถ้าคุณต้องการเป็นที่ 1 ของโลก เป็นคนที่เก่งที่สุดในด้านใดๆ คุณไม่มีทางหยุดพัฒนาได้เลยจริงๆ มีหลายครั้งที่ผมคิดว่าผมคงต้องให้เวลาตัวเองพักผ่อนสักปี แต่รู้อะไรมั้ย? ผมรู้อยู่แก่ใจเลยว่าถ้าผมทำแบบนั้น มันไม่มีทางที่ผมจะกลับมาและยังสามารถเป็นที่ 1 ได้อยู่อีก.. ความกดดันคือแรงผลักดันที่ทำให้ผมต้องเดินต่อไป" ลูอิส แฮมิลตัน กล่าวทิ้งท้าย