มารวยกับผมสิ! : เมื่อครั้งหนึ่ง "ทรัมป์" เป็นที่ปรึกษาทางการเงินของ "ไทสัน"

มารวยกับผมสิ! : เมื่อครั้งหนึ่ง "ทรัมป์" เป็นที่ปรึกษาทางการเงินของ "ไทสัน"
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

นี่คือหนึ่งในความสัมพันธ์ที่คนวงการมวยและกีฬาบอกว่า "บูดเบี้ยวที่สุด" เพราะมันคือการจับคู่กันระหว่างของคน 2 คนที่ไม่น่าจะเจอกันได้

ชายหนึ่งคือยอดนักชกที่เรียกตัวเองว่า "ผู้ชายที่เลวที่สุดในโลก" 

ส่วนอีกชายถูกเรียกว่า "ประธานาธิบดีที่โดนจาบจ้วงมากที่สุดในประวัติศาสตร์"

ติดตามเรื่องราวที่เกิดขึ้น เมื่อ ไมค์ ไทสัน เชื่อใจ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ที่นี่

เห็นในสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เห็น 

ก่อนจะมาเป็นประธานาธิบดีคนที่ 45 ของ สหรัฐอเมริกา เรื่องราวชีวิตของ โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ไม่ธรรมดา เขาจบการศึกษาจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย 

1

ทรัมป์ นั้นถือว่าเป็นลูกคนรวย เพราะพ่อของเขามีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มากมาย ซึ่งตัวของทรัมป์เองต่างจากลูกเศรษฐีคนอื่น ๆ ว่าง่าย ๆ คือเขาไม่ใช่พวกเด็กเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ตัวตนของทรัมป์ ออกมาในรูปแบบของ "คนมั่นใจ" เสมอมา ภาพลักษณ์ของเขาที่คุ้นตา คือเป็นคนเด็ดเดี่ยวมาก ทำอะไรฉับไว คำพูดคำจาแต่ละคำนั้น หากพูดแล้วสามารถทำให้อีกฝ่ายเสียเปรียบหรือคล้อยตามเขาได้ เขาพร้อมจะจัดหนักอยู่เสมอ และในขณะเดียวกัน ยังสามารถปรับเปลี่ยนคำพูดได้อย่างรวดเร็วเมื่อความสัมพันธ์ของคู่สนทนาเปลี่ยนไป

นี่อาจจะเป็นมุมที่ไม่ดีนัก แต่ความจริงเราปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกนั้นโหดร้ายขึ้นทุกวัน ยิ่งในโลกของธุรกิจที่แข่งขันกันแบบนาทีต่อนาที ผู้ชนะต้องมีความ "รู้งาน" มากที่สุด นิสัยแบบนี้ไม่ได้เพิ่งมาเป็นตอนที่เขาเป็นประธานาธิบดี แต่เป็นมาตั้งแต่ยังหนุ่มยังแน่นแล้ว

ทรัมป์ ถือว่าเป็นคนที่อ่านเกมด้านอสังหาริมทรัพย์เก่งมาก เขาเคยเปลี่ยนอาคารหลุดจำนองที่ชื่อว่า  Swifton Village ที่ลงทุนซื้อมาด้วยราคา 500,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ก่อนจะสามารถนำมาขายต่อได้ในราคา 6.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มาแล้ว และนั่นเองทำให้เขาต่อยอดธุรกิจเรียลเอสเตทของคุณพ่อ จนเป็น The Trump Organization ประสบความสำเร็จ รวยติดอันดับ 405 ของโลก ในปี 1973 ทั้ง ๆ ที่อายุเพิ่ง 27 ปีเท่านั้น 

2

จะเห็นได้ว่าคนอย่าง ทรัมป์ เรียนรู้การเพิ่มมูลค่ามาทั้งชีวิต เขามีเซนส์ในการหยิบจับอะไรก็กลายเป็นเงินเป็นทองไปเสียหมด ประกอบกับการชอบออกสื่อ มีคำพูดที่เรียกแขกได้ตลอด ทำให้ ทรัมป์ กลายเป็นเศรษฐีที่มีชื่อเสียงภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว

ศาสตร์ด้านนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องที่หลักสูตรสอนกันได้ มันคือความรู้สึกและเซนส์เฉพาะตัวที่ทำให้เลือกลงทุนกับสิ่งที่สามารถทำกำไร ... เรื่องการ "ปั้นทอง" ของ ทรัมป์ ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในด้านอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น แต่เขาเห็นบางสิ่งในตัวของ ไมค์ ไทสัน ยอดนักชกเฮฟวี่เวตตลอดกาลของโลก ... ตั้งแต่วันที่ ทรัมป์ เห็น ไทสัน ตั้งแต่ยังไม่ได้เป็นแชมป์โลก ทรัมป์ ก็รู้แล้วว่านี่คือเพชรที่รอการเจียระไน ... และหากเขาได้เจียระไนด้วยตัวเอง เพชรเม็ดนี้จะสว่างจ้ายิ่งกว่านักมวยคนไหนที่เคยมีบนโลกใบนี้

อยากดังให้ผมช่วยดีกว่า 

ปี 1985 คือ ปีที่ ไมค์ ไทสัน ประเดิมการชกแบบอาชีพโดยขึ้นชกกับ เฮ็คเตอร์ เมอร์เซเดส และเขาสามารถคว่ำคู่ชกลงได้ทั้งแต่ยกแรก ณ เวลานั้น ไทสัน อายุแค่ 18 ปีเท่านั้น ว่ากันว่าไม่มีเด็กอายุ 18 คนไหนจะชกได้ร้อนแรงขนาดนี้อีกแล้ว 

3

ร่างกายที่แข็งแกร่ง เพลงมวยจาก กัส ดามาโต้ ผู้สอนที่ ไทสัน เปรียบให้เป็นพ่อ ทำให้เขาเดินหน้าคว้าชัยชนะมาถึง 34 ไฟต์ติดต่อกัน และเป็นการชนะแบบไม่ครบยกแทบทั้งหมดอีกด้วย 

ว่ากัน ณ ช่วงเวลาปลายยุค 80s ถือเป็นช่วงเวลาที่ ไทสัน ต่อยได้ดุดันและมีชื่อเสียงในวงการมวยอย่างกว้างขวาง ถึงระดับได้เป็นแชมป์โลก 3 สถาบันทั้ง WBA, WBC และ IBF แล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ยังขาดไปคือการทำให้มัน "แมส" กว่านี้ ว่าง่าย ๆ คือจะชกทั้งทีก็ควรจะได้เงินเยอะ ๆ หน่อย เพราะไฟต์ก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะต่อยมันแค่ไหน แต่ ไทสัน ไม่เคยได้เงินส่วนแบ่งจากค่าชกเกิน 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เลยแม้แต่ไฟต์เดียว และ ทรัมป์ เองเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี เพราะ ไทสัน เป็นนักมวยที่สามารถต่อยอดได้ มันเสียเวลาที่จะให้ชกไปตามสเต็ปนักมวยปกติ ... "ยุคนี้มันต้องเงินต่อเงิน" อะไรประมาณนั้น

แต่เมื่อ ทรัมป์ ลงมือ มันจะต้องได้อะไรมากกว่านั้น มันคงแปลก ๆ หน่อยหากให้ ไทสัน ดังอยู่คนเดียวและเขาไม่ได้อะไร ทรัมป์ อ่านเกมมาจากบ้าน เขาคิดว่าก่อนหน้านี้ ไทสัน ไม่เคยได้เจอของจริงแบบจั๋ง ๆ หรือนักชกตัวพ่อสักที ดังนั้นมันจะดีมากหากเขาเป็นผู้ชักนำให้ ไทสัน ขึ้นชกแมตช์ระดับ 5 ดาวที่ค่าตัวพุ่งกระฉูดแบบที่เขาไม่เคยได้มาก่อน 

ทรัมป์ ข้ามขั้นการจัดการแบบมวย ๆ ที่ต้องขออนุญาตสมาคมต่าง ๆ และรอคิวให้นักชกแต่ละคนมาขึ้นชกกันได้ด้วยการใช้เงินของตัวเองเป็นผู้จัดทั้งหมด เขาพร้อมจ่ายค่าตัว ไมค์ ไทสัน และคู่ชกอย่าง ไมเคิล สปิงค์ส ที่เคยเป็นนักชกเหรียญทองโอลิมปิกปี 1976 ที่ มอนทรีอัล และยังเคยเป็นแชมป์โลกรุ่น ไลท์เฮฟวี่เวต กับ เฮฟวี่เวต มาแล้วอีกด้วย

4

สปิงค์ส ในตอนนั้นจัดว่าโหดเข้าขั้น ใครขวางหน้าพี่แกเก็บเรียบ และนับตั้งแต่ชกอาชีพในปี 1977 สปิงค์ส ไม่เคยแพ้ใครเลยแม้แต่หนเดียว มีแต่สะสมแชมป์มาจนเข็มขัดคาดเอวไม่พอ  ดังนั้นมันจะต้องน่าตื่นเต้นสุด ๆ หาก ไทสัน ได้ชกกับ สปิงค์ส เพราะนี่คือคู่ต่อสู้ที่ว่ากันว่าแข็งที่สุดเท่าที่เขาเคยชกด้วย ผลแพ้ชนะในไฟต์นี้จะเป็นตัวตัดสินว่า ไทสัน เป็นของจริงแค่ไหน 

ไอ้สนุก คนดูน่ะมันสนุกแน่ แต่ ทรัมป์ ได้อะไร ? ... คำตอบง่ายนิดเดียว เพราะอาชีพหลักของเขาคือนักอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้นการชกไฟต์นี้จะต้องเกิดขึ้นที่ Convention Hall ซึ่งตั้งอยู่ในย่าน บอร์ดวอล์ค รัฐนิวเจอร์ซี่ย์ ใกล้ ๆ กับ Trump Plaza Hotel And Casino ของเขาที่เพิ่งเปิดใหม่ นี่คือการโฆษณาโรงแรมสุดหรูที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกในทางอ้อม ขณะที่ ทรัมป์ ประกาศออกตัวแบบโปรโมเตอร์มวยโลกว่า 

"นี่คือประตูสู่การถ่ายทอดสดกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์" เขาว่าไว้เช่นนั้น

คุณวิน... ผมวิน 

ศึกระหว่าง ไทสัน กับ สปิงค์ส มีชื่อเรียกแบบเก๋ ๆ ว่า "Once and For All" นี่คือศึกแรกของ ไทสัน ที่มีการเรียกเก็บเงินจากคนดูแบบ Pay-Per-View (PPV) และขายได้ถึง 700,000 ยูสเซอร์ ตีเป็นเงินก็ราว ๆ 35 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเมื่อรวมในส่วนของรายรับด้านอื่น ๆ แล้ว ไฟต์ระหว่าง ไทสัน และ สปิงค์ส สามารถทำเงินได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ (ณ เวลานั้น) ด้วยรายรับกว่า 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

5

สปิงค์ส ได้ไป 13.5 ล้าน, ไทสัน ได้ไป 22 ล้าน ขณะที่ผู้จัดอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ กดไปเน้น ๆ 11 ล้านจากส่วนแบ่งนั้น ขณะที่ คาสิโน ของเขาทำเงินได้อีก 15 ล้านเหรียญ ... ไม่ต้องชกให้เจ็บตัว ทรัมป์ เก็บเงินจากไฟต์นี้ได้พอ ๆ กับที่ สปิงค์ส และ ไทสัน ได้รับด้วยซ้ำ ... นี่คือตัวอย่างของอำนาจในการใช้เงินต่อเงินของ โดนัลด์ ทรัมป์ อย่างแท้จริง  

ตัวเลขทั้งหมดว่าเป็นไฮไลต์แล้ว การชกกันของทั้งคู่เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 1988 ยิ่งเป็นไฮไลต์กว่า เพราะเมื่อขึ้นเวทีได้เพียง 91 วินาที ไทสัน อัด สปิงค์ส ร่วงกับพื้นและชนะน็อคในทันที การแพ้ของ สปิงค์ส ทำให้ทุกคนรู้ว่านักชกอย่าง ไมค์ ไทสัน นั้นเป็นนักชกระดับนรกส่งมาเกิดชัด ๆ พร้อมจะน็อคทุกคนตลอดเวลา ซึ่งหลังจากไฟต์นั้น ไทสัน ก็กลายเป็นมวยแม่เหล็กและเป็นบุคคลทรงอิทธิพลระดับโลกเลยทีเดียว

6

เท่านั้นยังไม่พอ หลังจากฟันเงินเข้ากระเป๋าวินวินกันทุกฝ่าย ทรัมป์ ยังรุกหนักใส่ ไทสัน ทันทีหลังจากเขาได้ทำเงินก้อนโตให้กับ "ไอออน ไมค์" ... การเข้ามาของ ทรัมป์ เปลี่ยนท่าทีของ ไทสัน ที่มีต่อ จิมมี่ จาค็อบส์ และ บิล เคลย์ตัน ผู้จัดการที่ร่วมงานกันมาตั้งแต่เทิร์นโปร เพราะ ไทสัน เพิ่งจะต่อสัญญาการเป็นนักชกในสังกัดของทั้งคู่ไปถึงปี 1992 ก่อนหน้าไฟต์กับ สปิงค์ส ไม่นาน เพียงแต่ว่าเมื่อเขาได้มาพบกับ ทรัมป์ เขากลับชอบในเคมีที่ตรงกันมากกว่า และ ไทสัน อยากจะยกเลิกข้อเสนอเดิม จนทำให้ บิล และ จิมมี่ ถึงกับฟ้องร้องค่าเสียหายเลยทีเดียว และคนที่ช่วย ไทสัน ในการฟ้องร้องครั้งนี้คือผู้รอชิ้นปลามันอย่าง ทรัมป์ นั่นเอง

"ไมค์ ไทสัน ขอให้ผมได้เข้ามาเป็นผู้ช่วยในการตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตและอาชีพของเขา ซึ่งรวมถึงเรื่องการฟ้องร้องกันไปมาระหว่าง ไมค์ และ บิล เคลย์ตัน ผู้จัดการคนปัจจุบันของเขาด้วย" ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์กับ The New York Times 

การทะเลาะกันระหว่าง บิล และ จิมมี่ กับ ไทสัน ทำให้เกิดช่องว่างที่ ทรัมป์ แทรกซึมได้อย่างง่ายดาย และสุดท้าย ทรัมป์ ก็ทำสำเร็จ โดยได้รับตำแหน่งที่ปรึกษาทางด้านการเงินของ ไมค์ ไทสัน ในเวลาต่อมา

แม้จะดูหัวหมอ แต่ช่วงที่ดีที่สุดของ ไทสัน ก็ได้ ทรัมป์ นี่แหละเป็นคนจัดการอะไรต่อมิอะไรหลายเรื่องให้เข้าที่เข้าทาง อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ของทั้งคู่เกิดขึ้นแค่ 4 ปีเท่านั้นก่อนจะแยกทางกัน และสาเหตุของการแยกทางนั้นไม่ใช่เพราะหมดสัญญาแต่อย่างใด ทว่าเป็นเพราะ ไทสัน ก่อเรื่องราวมากมายจนต้องโทษคดีข่มขืนและต้องติดคุกไปในปี 1992 จึงทำให้หน้าที่ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ในฐานะเพื่อนคู่คิดมิตรคู่บ้านของ ไมค์ ไทสัน จบลงตั้งแต่วันนั้น อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ ยังคงให้การสนับสนุนอยู่เสมอ แม้ ไอออน ไมค์ จะเปลี่ยนมาใช้บริการของ ดอน คิง โปรโมเตอร์หัวฟูก็ตาม

7

ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อกาลเวลาผ่านไปทั้งคู่ก็กลับมาเจอกันอีกครั้งในปี 2016 หนนี้หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไป ทรัมป์ ลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ส่วน ไทสัน ก็ยังลุ่ม ๆ ดอน ๆ กับชีวิตที่ติดลบเรื่องการเงิน ทว่า ไทสัน ไม่ลืมมิตรภาพครั้งเก่า ด้วยการแสดงออกชัดเจนว่าเขาสนับสนุน ทรัมป์ ให้ได้เป็นประธานาธิบดีสมใจ ... ซึ่งอย่างที่ทุกคนรู้กัน ทรัมป์ ชนะในการเลือกตั้งครั้งนั้นเหนือ ฮิลลารี่ คลินตัน ก่อนจะสร้างความเปลี่ยนแปลงมากมาย ... 

สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2020 ครั้งนี้ จะเห็นได้ว่า ทรัมป์ ไม่ได้รับการสนับสนุนจาก ไทสัน (อย่างน้อย ๆ ก็ผ่านการยีนยันจากปาก) อีกต่อไปแล้ว ... ว่ากันว่าอาจจะเป็นเพราะ ทรัมป์ นั้นให้สัมภาษณ์เชิงวิจารณ์ศาสนาอิสลามในแง่ลบระหว่างดำรงตำแหน่ง ซึ่งตัวของ ไทสัน นั้นเปลี่ยนมาเป็นชาวมุสลิมหลังจากการติดคุกในปี 1992 นั่นเอง

จริงหรือไม่ เรื่องนี้ไม่มีใครรู้เบื้องหลัง แต่ที่แน่ ๆ ความสัมพันธ์ของ "ผู้ชายที่เลวที่สุดในโลก" กับ "ประธานาธิบดีที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา" ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งตำนานของวงการหมัดมวยและวงการกีฬาโลกอย่างไม่ต้องสงสัย ...