"เรซึ ไคโอ" : ตัวละครในมังงะที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคใหม่ของมวยจีนอายุ 4,000 ปี

"เรซึ ไคโอ" : ตัวละครในมังงะที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคใหม่ของมวยจีนอายุ 4,000 ปี
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

สำหรับซีรีส์มังงะการต่อสู้ชื่อดังที่ครองใจนักอ่านทั่วโลกมาอย่างยาวนานอย่าง ตีพิมพ์ออกมาแล้วหลายต่อหลายภาค และยังคงมีภาคใหม่ทยอยออกมาเรื่อยๆ อย่าง "บากิ" หนึ่งในตัวละครที่อาจไม่โดดเด่นที่สุด ไม่แข็งแกร่งที่สุด แต่เป็นหนึ่งในตัวละครที่นักอ่านชื่นชอบที่สุด ยังไงก็ต้องมีชื่อของ "เรซึ ไคโอ" รวมอยู่ในนั้นด้วย 

ด้วยบุคลิกท่าทางน่าเกรงขามและสง่างาม อีกทั้งยังปรากฏตัวในฐานะ "ผู้พิทักษ์ศิลปะการต่อสู้ 4,000 ปีของจีน" จึงทำให้ เรซึ ไคไอ เป็นตัวละครที่น่าจดจำเป็นพิเศษ นอกจากนั้น ฉากสุดท้ายของตัวละครนี้ยังซาบซึ้งตราตรึงใจนักอ่านอย่างไม่เลือนหายอีกด้วย

ตามเนื้อเรื่องหลัก เรซึ ไคไอ อาจจะลาจากโลกนี้ไปแล้วอย่างกล้าหาญ แต่ตอนนี้เขากำลังจะกลับมาอีกครั้งในบทบาทที่ไม่มีใครคาดถึง เรื่องราวของเขาตั้งแต่วันแรกจนถึงการเกิดใหม่เป็นอย่างไร? ติดตามได้ที่ Main Stand

นักสู้ผู้อัจฉริยะและแข็งกร้าว

ก่อนที่จะได้รับตำแหน่ง ไคไอ ที่แสดงถึงความสามารถอันสูงส่งในฐานะนักศิลปะการต่อสู้จากสมาคมศิลปะต่อสู้ประเทศจีน โดยในรอบ 100 ปีจะมีเพียงไม่ถึง 20 คนเท่านั้นที่ควรค่าต่อตำแหน่งนี้ เรซึเกิดและเติบโตในวัดเฮียกุริน สาธารณรัฐประชาชนจีน สถานที่ซึ่งเป็นแหล่งเพาะบ่มยอดนักสู้ที่มีประวัติศาสตร์มามากกว่า 4,000 ปี 

เรซึถูกเลี้ยงดูโดย ริว ไคโอ ชายผู้เป็นหัวหน้าของวัดเฮียกุรินและได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลของประวัติศาสตร์การต่อสู้จีน ริวรู้ดีตั้งแต่แรกเห็นว่าเด็กหนุ่มคนนี้เปี่ยมทั้งพรสวรรค์ มากด้วยทักษะ และมีความเฉลียวฉลาดเกินใคร.. เรียกว่าคาดหวังมากก็เคี่ยวเข็ญมาก ริวพยายามอย่างหนัก ทุ่มเททุกอย่างเพื่อให้เรซึกลายเป็นยอดนักสู้ที่จะสานต่อประวัติสาสตร์ 4,000 ปีให้เฟื่องฟูสืบไป รวมถึงสร้างชื่อเสียงให้วัดเฮียกุรินแห่งนี้ด้วย 

1

การที่เรซึโดนเคี่ยวเข็ญอย่างหนักมาตั้งแต่จำความได้ ส่งผลให้เขามีความหยิ่งทะนงในศิลปะการต่อสู้ของจีนมาก ในตอนนั้นที่ยังไม่ได้ออกสำรวจโลกกว้าง เรซึคิดว่าศิลปะการต่อสู้ของจีนนี่แหละยิ่งใหญ่ไร้เทียมทานที่สุดแล้ว ไม่มีทางที่ศิลปะการต่อสู้แขนงอื่นจะมาต่อกรกับประวัติศาสตร์อันยาวนานได้

อย่างที่บอกว่าเรซึคือความหวังสูงสุดของ ริว ไคโอ ดังนั้น ในตอนแรกเขาจึงโดนห้ามไม่ให้เข้าร่วมการทดสอบเพื่อรับตำแหน่งไคโอ โดยเขาถูกจับกักขังเอาไว้โดยมีทหารจำนวนมากคุ้มกัน อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุด เรซึก็จัดการทุกคนและไปปรากฏตัวในการทดสอบได้สำเร็จ 

ริว ไคโอ ได้ให้เหตุผลที่ต้องทำเช่นนี้ไว้ว่า "เจ้ามีทักษะที่เพียบพร้อมอยู่แล้ว แต่ข้าอยากกระตุ้นให้เจ้ามีความกระหายมากยิ่งขึ้นไปอีก"

หนึ่งในด่านทดสอบการเข้ารับตำแหน่งไคโอคือการใช้ฝ่ามือเปล่าๆตกแต่งหินภูเขาก้อนมหึมาให้กลายเป็นทรงกลม ซึ่งเรซึก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยม.. ไม่สิ ต้องบอกว่าตลอดประวัติศาสตร์หลายพันปีที่ผ่านมาเขาคือหนึ่งในคนที่ทำได้สมบูรณ์แบบที่สุดก็ว่าได้

เมื่อฝึกฝนจนแข็งแกร่งและได้รับตำแหน่ง ไคโอ มาประดับบารมีแล้ว เรซึก็เดินทางออกนอกประเทศเพื่อประกาศศักดาให้โลกได้รับรู้ถึงความแข็งแกร่งของศิลปะการต่อสู้จีน โดยเขาได้เข้าร่วมศึกการประลองใต้ดินที่จัดขึ้นโดย มิตสึโนริ โทกุคาวะ ชายผู้ทรงอิทธิพลและคลั่งไคล้การต่อสู้เป็นชีวิตจิตใจ โดยเขาได้จัดทัวร์นาเมนต์รวบรวม 32 ยอดนักสู้จากทั่วโลกมาประลองกันเพื่อหาความเป็นหนึ่ง เรซึ ไคโอ คือหนึ่งในนั้น เช่นเดียวกับ ฮันมะ บากิ พระเอกของเรื่อง

ศึกประลองใต้ดินคือครั้งแรกที่ เรซึ ไคไอ ปรากฏตัวต่อหน้าผู้อ่าน ประวัติของเขาที่กล่าวไปข้างต้นนั้นเป็นเนื้อเรื่องที่มีการมาบอกต่อกันในภายหลัง ดังนั้น ในตอนแรกนักอ่านจึงไม่ทราบเลยว่าชายผิวคมเข้มคนนี้เป็นใครมาจากไหน? นอกจากประวัติสั้นๆที่โฆษกสนามประกาศว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญศิลปะการต่อสู้จีนเท่านั้น

แต่เพียงแค่การต่อสู้แมตช์แรก เรซึ ไคโอ ก็โชว์ทักษะความสามารถจนตราตรึงทั้งนักอ่านและตัวละครในเรื่องเข้าเสียแล้ว เมื่อเขาเล่นงาน เซอร์เก ทัคทารอฟ แชมป์แซมโบ้ชาวรัสเซียด้วยท่า "กงจักรดอกบัว" จนบาดเจ็บสาหัส ก่อนที่เรซึจะเดินออกจากสนามต่อสู้ไปอย่างสุขุม

หลังจากชนะนักสู้แดนหมีขาว เรซึก็ได้พบกับ โอโรจิ คาซึมิ ลูกบุญธรรมของ โอโรจิ โดปโปะ เจ้าสำนักคาราเต้ชินชิน ที่มีลูกศิษย์ทั่วประเทศกว่า 1 ล้านคน ก่อนที่ทั้งคู่จะมีการปะทะคารมกันเล็กน้อย ซึ่งบทสนทนานี้เป็นอีกครั้งที่สะท้อนชุดความคิดของเรซึออกมาอย่างชัดเจน

เรซึบอกกับคาซึมิให้ยอมรับเถอะว่าคาราเต้คือศิลปะการต่อสู้ที่อ่อนแอกว่ากังฟู ไม่มีทางที่ศิลปะการต่อสู้ที่เพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นานจะแข็งแกร่งกว่ากังฟูที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 4,000 ปี และเป็นพื้นฐานให้กับศิลปะการต่อสู้แขนงอื่นๆมากมายในปัจจุบัน

คาซึมิได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกไม่พอใจ แต่เขาไม่อยากถกเถียงให้เสียเวลา..

"แทนที่จะเถียงกัน เรามาวัดกันในสนามต่อสู้กันไปเลยดีกว่า"

ไม่ได้เป็นที่สุดในใต้หล้า

ไม่ใช่โชคชะตา แต่เป็นลิขิตของอาจารย์เคสุเกะ อิตางากิ ผู้เขียน ที่ทำให้สุดท้าย เรซึ ไคโอ กับ โอโรจิ คาซึมิ ก็โคจรมาเจอกันจนได้ ในศึกการประลองใต้ดินรอบ 8 คนสุดท้าย

เมื่อสัญญาณเริ่มการแข่งขันดังขึ้น เป็นฝ่ายคาซึมิที่พยายามบุกเข้าโจมตีเรซึด้วยท่าไม้ตายหมัดความเร็วเสียง แต่เรซึสามารถหลบการโจมตีได้อย่างหวุดหวิด ก่อนที่จะสวนกลับไปด้วยท่า "ซุนเก" หมัดเหล็กที่ใช้เพียงนิ้วเดียวในการผสานพลัง

คาซึมิโดนท่าพิฆาตของเรซึแบบเต็มๆจนกระเด็นลอยไปไกลถึงที่นั่งคนดู.. ทั่วทั้งสนามพลันเงียบกริบ ไม่มีใครคาดคิดว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะจบลงอย่างรวดเร็วขนาดนี้ ถึงแม้ด้วยจิตใจนักสู้จะทำให้คาซึมิกัดฟันลากร่างกายตัวเองกลับเข้ามาในสนามอีกครั้งได้ก็ตาม แต่สุดท้ายเขาก็ล้มลงไปนอนกับพื้น ก่อนที่เสียงประกาศชัยชนะแก่ เรซึ ไคโอ จะดังขึ้น

"คาราเต้เป็นศิลปะการต่อสู้ที่ไม่สมบูรณ์ ไม่มีทางที่จะชนะประวัติศาสตร์ 4,000 ปีของจีนได้" เรซึกล่าวกับคาซึมิที่สติหลุดลอยไปแล้ว

ถึงแม้จะเป็นผู้ชนะ แต่เรซึก็ตระหนักได้ว่าถ้าเขาหลบหมัดของคาซึมิไม่พ้น ก็คงเป็นเขาเองนั่นแหละที่เป็นฝ่ายล้มลงไปนอนกับพื้นเวที การต่อสู้ครั้งนี้ทำให้เขาได้เรียนรู้และเริ่มเปิดใจว่าศิลปะการต่อสู้ชนิดอื่นก็มีดีในแบบของตัวเองเหมือนกัน เพียงแต่เขายังคงปากแข็งอยู่

เมื่อเดินกลับเข้าไปในห้องพักนักกีฬา เรซึก็ได้พบกับ ฮันมะ ยูจิโร่ "สิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี" โดยฝ่ายผู้มาเยือนได้เข้าหาเรซึในระยะประชิดโดยที่เรซึแทบจะไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำ 

ยูจิโร่หัวเราะให้กับท่าทีประหม่าตื่นกลัวของเรซึ ก่อนจะเตือนเขาถึงความแข็งแกร่งของ ฮันมะ บากิ คู่ต่อสู้ในรอบต่อไปของเรซึ ผู้ซึ่งเป็นลูกชายแท้ๆของยูจิโร่

"อย่าดูถูกประวัติศาสตร์ของฮันมะล่ะ" ยูจิโร่กล่าวก่อนจะเดินจากไป

การต่อสู้ระหว่าง เรซึ ไคโอ กับ ฮันมะ บากิ ในรอบรองชนะเลิศเริ่มต้นขึ้นอย่างสูสี ต่างฝ่ายต่างผลัดกันรุกกันรับ ก่อนที่เรซึจะเริ่มตะลึงในความสามารถของคู่ต่อสู้ของเขา เมื่อบากิสามารถเลียนแบบใช้ท่า "กงจักรดอกบัว" ได้อย่างเชี่ยวชาญ นอกจากนั้น บากิยังสามารถรับมือท่าซุนเกของเรซึที่เคยพิชิตคาซึมิมาได้อีกด้วย 

ท้ายที่สุด บากิก็เป็นฝ่ายเอาชนะเรซึไปได้ด้วยการเตะอย่างแรงเข้าที่ใบหน้า จนจอมยุทธ์จากจีนหมดสติล้มลงไปกับพื้น 

บากิผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ส่วนเรซึได้พบกับความพ่ายแพ้ครั้งแรกในชีวิต.. และมันก็กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ

อย่าหวงแหนแต่จงพัฒนา 

การพ่ายแพ้ครั้งนี้ของเรซึ เหมือนเป็นการทำลายทิฐิในใจของเขาลงโดยสิ้นเชิง ในตอนนี้เขารู้แล้วว่าศิลปะการต่อสู้ของจีนไม่ได้ยิ่งใหญ่ค้ำฟ้า โลกนี้ยังมีวิชาการต่อสู้อีกมากมายที่แข็งแกร่ง มันคือความจริงที่ต้องยอมรับ

จากชายที่เคยเย่อหยิ่งทะนงตน ไม่เปิดรับสิ่งใดๆ ความพ่ายแพ้ในครั้งนั้นเปลี่ยนเรซึไปเป็นคนละคน เขาเริ่มสนใจที่จะศึกษาศิลปะการต่อสู้แขนงต่างๆเพื่อนำมาประยุกต์ต่อยอดกับวิชากังฟูให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก

ในตอนนี้ เรซึรู้แล้วว่าการปกป้องศิลปะการต่อสู้ 4,000 ปีของจีนไม่ใช่การเก็บรักษามันไว้บนหิ้ง แต่เป็นการประยุกต์, พัฒนา, ต่อยอด เพื่อนำสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นไปอีกต่างหาก

หลังจากนั้น เรซึจึงตระเวนไปฝึกวิชาศาสตร์ต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคาราเต้ ที่ได้ โอโรจิ คาซึมิ อดีตคู่ต่อสู้ที่กลายมาเป็นเพื่อนสอนให้ หรือแม้แต่ศิลปะการต่อสู้ยุคใหม่อย่างมวยสากล เรซึก็ไม่ดูถูกมันอีกต่อไป แต่กลับตั้งใจเรียนเพื่อหาจุดที่สามารถเชื่อมโยงไปพัฒนาวิชาของเขาได้

5

จากผู้เชี่ยวชาญศิลปะการต่อสู้แบบดั้งเดิม ก็เปลี่ยนเป็นศิลปะการต่อสู้แบบประยุกต์ แต่ไม่ว่ายังไง เรซึก็ยังคงไม่ทิ้งแก่นของวิชากังฟูที่เขารัก และยังคงใช้วิชาที่อัปเกรดมาแล้วเข้าต่อสู้กับคู่ต่อสู้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเหล่านักโทษหนีคดีในภาค Baki: In search of our strongest hero, พิคเคิล มนุษย์จากยุคโบราณในภาค Baki: Son of Orge หรือแม้กระทั่งการต่อสู้ครั้งสุดท้ายในชีวิตกับ มิยาโมโตะ มุซาชิ ซามูไรในตำนานของญี่ปุ่นในภาค Baki Dou ที่เรซึพลาดท่าพ่ายแพ้จนถึงขั้นต้องจบชีวิต เขาก็ยังคงยึดมั่นต่อศิลปะการต่อสู้จีนอย่างมั่นคง 

ในขณะเดียวกัน การปกป้องศิลปะการต่อสู้จีนของ เรซึ ไคโอ ก็เป็นเหมือนภาพสะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ที่แท้จริงของศิลปะการต่อสู้โบราณของจีนในปัจจุบัน

"ในปัจจุบัน การจะหาปรมาจารย์กังฟูตัวจริงนั้นยากเสียยิ่งกว่าการหาอัญมณีในกอหญ้า ทุกวันนี้เต็มไปด้วยการนำกังฟูไปประยุกต์กับศิลปะการต่อสู้แขนงอื่น ซึ่งสำหรับเรานั้นไม่ใช่ของแท้"

"ไม่ได้หมายความว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ดี แน่นอนว่าการประยุกต์ในรูปแบบต่างๆนั้นมีข้อดีของตัวเองอยู่แล้ว เพียงแต่สิ่งเดียวที่เราอยากจะบอกคือมันไม่ใช่ของแท้"

"กังฟูของแท้นั้นมีประเพณีที่ซับซ้อน ดังนั้น แม้แต่ในวัดเส้าหลิน ปัจจุบันก็ไม่มีการเปิดสอน แต่รอบๆวัดมีโรงเรียนสอนศิลปะการต่อสู้เต็มไปหมด และแน่นอนว่ามันเป็นแบบประยุกต์" ใจความตอนหนึ่งจากบทความที่กล่าวถึงสถานการณ์ของกังฟูในปัจจุบัน เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ทางการของวัดเส้าหลินเอง 

6

ทั้งๆที่การเรียนศิลปะการต่อสู้กำลังเฟื่องฟูสุดๆในประเทศจีนยุคปัจจุบัน มีรายงานว่าในปี 2018 มีชาวจีนไม่น้อยกว่า 90 ล้านคนเรียนการต่อสู้ MMA กับโรงฝึกมากกว่า 150,000 โรงทั่วประเทศ แต่ในขณะเดียวกัน ศิลปะการต่อสู้แบบดั้งเดิมกลับกำลังค่อยๆสูญหายไปจากประเทศนี้

"ด้วยพิธีรีตองที่ยุ่งยากเกินไป ทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกว่ามันเข้าถึงได้ยาก นอกจากนั้น คนรุ่นใหม่ยังมีความชาตินิยมน้อยลง พวกเขาจึงไม่รู้สึกว่าต้องหวงแหนสิ่งเหล่านี้" ยี่หลิว หนุ่มพนักงานบริษัทวัย 28 ปีที่ใช้เวลาว่างหลังเลิกงานศึกษาวิชากังฟูแบบดั้งเดิมเพื่ออนุรักษ์ไม่ให้มันหายไปกล่าวกับ Asia One

ในตอนนี้ราวกับเป็นการต่อสู้ระหว่างรุ่น ในขณะที่ปรมาจารย์รุ่นเก่านั้นคิดว่ากังฟูที่แท้จริงควรเดินรอยตามประวัติศาสตร์ดั้งเดิมทุกกระเบียดนิ้ว ถ้าไม่เช่นนั้นก็ไม่ถือว่าเป็นกังฟู แต่คนรุ่นใหม่กลับคิดว่าแนวทางนั้นยุ่งยากเกินไป ไม่สามารถเข้าถึงได้ จึงพยายามหาแนวทางใหม่ๆเพื่อที่จะอนุรักษ์ไว้ไม่ให้ศิลปะการต่อสู้แขนงนี้สูญหาย

"กังฟูไม่ใช่แค่การต่อสู้เท่านั้น แต่ในสังคมสมัยใหม่คุณค่าของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมคือสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญไม่แพ้กัน"

7

"เราต้องรักษาต้นกำเนิดของมัน แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องพัฒนาเดินหน้าไปเรื่อยๆ เหมือนกับเซลล์ในร่างกายมนุษย์ที่ก็ต้องมีวิวัฒนาการเช่นกัน" หลิว เชายี่ ผู้เชี่ยวชาญกังฟูชาวจีนที่นำศิลปะการต่อสู้แขนงนี้ไปเผยแพร่ที่ประเทศแคนาดากล่าว 

อีกประเด็นที่น่าสนใจและถูกหยิบมาพูดถึงอยู่บ่อยๆคือ "กังฟู หรือ ศิลปะการต่อสู้โบราณแขนงต่างๆของจีน สามารถนำมาต่อสู้กับศิลปะการต่อสู้สมัยใหม่ได้หรือเปล่า?"

ฝ่ายวัดเส้าหลินยังคงยืนกรานอย่างเสียงแข็งว่ากังฟูสามารถใข้ต่อกรกับมวยตะวันตกได้ ถ้าผู้ใช้นั้นมีความเชี่ยวชาญมากพอ

"สำหรับคนที่ศึกษากังฟูเพียงผิวเผิน อาจจะมองว่าเป็นเรื่องยากที่จะใช้กังฟูต่อกรกับมวยตะวันตก แต่สำหรับปรมาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจริงๆ การใช้กังฟูต่อสู้กับมวยสากล, คาราเต้ หรือ เทควันโด นั้นเป็นเรื่องเรียบง่ายมาก" ส่วนหนึ่งจากคำแถลงที่ปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ทางการวัดเส้าหลิน

ทว่าเมื่อปี 2017 ได้มีคลิปวิดิโอหนึ่งถูกปล่อยออกมา และมันก็ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับวงการศิลปะการต่อสู้จีนเป็นอย่างมาก คลิปวิดิโอดังกล่าวคือคลิปที่ สู เสี่ยวดง นัก MMA ชาวจีนไล่อัด เว่ย เล่ย ปรมาจารย์กังฟูจีนจนสิ้นสภาพ ได้รับบาดเจ็บสาหัส มีแผลแตกต้องเย็บกว่า 20 เข็ม

หลังจากที่คลิปดังกล่าวถูกปล่อยออกมา เสียงในสังคมก็แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย โดยฝ่ายหนึ่งรู้สึกสะใจที่คนที่แอบอ้างว่าเป็นปรมาจารย์จอมปลอมโดดอัดเสียที ในขณะที่อีกฝ่ายมองว่าเป็นการดูหมิ่นศิลปะการต่อสู้จีนโบราณ

"การกระทำดังกล่าวต้องสงสัยว่าผิดกฎหมายละเมิดศีลธรรมของศิลปะการต่อสู้" แถลงการณ์จากสมาคมกังฟูจีน

นอกจากนั้น ยังมีนักธุรกิจรายหนึ่งที่รับไม่ได้กับเรื่องดังกล่าว ถึงขั้นประกาศว่าจะให้รางวัล 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯแก่นักสู้ที่สามารถใช้วิชากังฟูเอาชนะสูได้

8

ในขณะที่สู หลังจากที่เขาโดนถล่มจนต้องปิดโซเชียลมีเดียไป เขาก็ได้ให้สัมภาษณ์ว่า

"ผมไม่ต้องการลบหลู่ศิลปะการต่อสู้จีน ผมเพียงต้องการแสดงให้เห็นว่ามันใช้ไม่ได้ผลในการต่อสู้จริงเท่านั้น ผู้คนถูกล้างสมองในเรื่องนี้มามากเหลือเกิน"

สิ่งเหล่านี้คือประเด็นสำคัญที่กำลังเกิดขึ้นกับสถานการณ์ของศิลปะการต่อสู้โบราณจีนในปัจจุบัน แน่นอนว่าคงไม่สามารถตัดสินได้ว่าฝ่ายหนึ่งผิด ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณเฉพาะบุคคล.. แต่ก็ไม่แน่ว่าวันหนึ่งกาลเวลาอาจจะช่วยพิสูจน์ให้รู้ก็เป็นได้

เรซึกลับมาอีกครั้ง

กลับมาที่เรื่องราวของ เรซึ ไคโอ ถึงแม้ว่าในเนื้อเรื่องเขาจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่อย่าลืมว่านี่คือการ์ตูน เป็นโลกที่มีพระเจ้าชื่อว่า เคสุเกะ อิตางากิ ที่จะบันดาลอะไรก็ได้ และล่าสุดเขาก็ได้บันดาลให้เรซึกลับมามีชีวิตอีกครั้ง พร้อมกับมีภาค Spin-Off เป็นของตัวเอง

ภาค Spin-Off ของ เรซึ ไคโอ นั้นไม่ธรรมดา เพราะเป็นการนำไอเดียที่นักเขียนการ์ตูนยุคใหม่ใช้กันเกลื่อนกลาดอย่าง "การไปต่างโลก" มาประยุกต์เข้ากับตัวละคร เรซึ ไคโอ นักสู้ผู้สุขุมในชื่อภาค Baki Gaiden: Retsu Kaioh wa Isekai Tensei shitemo ikkou ni kamawannn หรือแปลเป็นไทยว่า เรซึ ไคโอ จะไปเกิดใหม่ต่างโลกกับเค้าก็ไปซะเถอะ

มังงะภาคนี้เป็นหนึ่งในเรื่องฉลองครบรอบ 50 ปีของนิตยสาร Shonen Champion และถึงแม้ว่าอาจารย์อิตางากิ ผู้เขียนบากิ จะนั่งแท่นเป็นผู้ควบคุมงาน โดยไม่ได้ลงมาแต่งเรื่องหรือวาดภาพประกอบเอง แต่ก็ยังได้มือดีอย่างอาจารย์ อิฮาระ ซาอิ เจ้าของผลงานเรื่อง Akuto -ACT- มาเป็นผู้แต่งเรื่อง และอาจารย์ มุตสึอิ อิจิ จากเรื่อง Ikiki Combo Z จะมารับหน้าที่ด้านงานภาพ

9

Baki Gaiden: Retsu Kaioh wa Isekai Tensei shitemo ikkou ni kamawannn จะเริ่มตีพิมพ์ลงนิตยสาร Shonen Champion ตั้งแต่กลางเดือนตุลาคม 2020 เป็นต้นไป สำหรับใครที่เป็นแฟนซีรีส์มังงะบากิ โดยเฉพาะตัวละคร เรซึ ไคโอ ต้องห้ามพลาด เพราะน่าสนใจจริงๆว่าการคืนชีพกลับมาในครั้งนี้ของเรซึจะนำพาเขาไปสู่การต่อสู้และการผจญภัยแบบไหนกัน?

เป็นหน้าที่นักอ่านที่ต้องหาคำตอบนั้นด้วยตัวเอง (อย่าลืมอุดหนุนสินค้าลิขสิทธิ์ด้วยล่ะ)