"มิตสึรุ มารุโอกะ" : บทเรียนที่ได้จาก "เยอร์เกน คล็อปป์" และวันนี้ในฐานะนักฟุตบอลไทยลีก

"มิตสึรุ มารุโอกะ" : บทเรียนที่ได้จาก "เยอร์เกน คล็อปป์" และวันนี้ในฐานะนักฟุตบอลไทยลีก
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

เยอร์เกน คล็อปป์ คือผู้จัดการทีมฟุตบอลระดับแถวหน้าในยุคปัจจุบัน และได้รับการยอมรับจากคอลูกหนังทั่วโลก หลังพาลิเวอร์พูลปลดล็อค คว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้ในรอบ 30 ปี

แพสชั่นความเอาจริงจังกับเกมการแข่งขัน, รอยยิ้ม และ เสียงหัวเราะยามอยู่นอกสนาม คือ สิ่งที่แฟนบอลสามารถสัมผัสได้ถึงตัวตนของโค้ชชาวเยอรมันรายนี้ 

แต่จะดีแค่ไหน หากคุณได้รู้จักตัวจริงเสียงจริงของเยอร์เกน คล็อปป์ ผ่านอดีตลูกทีมของเขาอย่าง "มิตสึรุ มารุโอกะ" นักฟุตบอลชาวญี่ปุ่นวัย 24 ปี ที่ครั้งหนึ่ง คล็อปป์เคยประทับในฝีเท้าจนถึงขั้นดึงตัวเข้ามาร่วมงานด้วยในถิ่น "ซิกนัล อิดูนา ปาร์ค"

อิทธิพลจากเยอร์เกน คล็อปป์ ยังคงอยู่ในใจของมารุโอกะเสมอ เขาเรียกยอดโค้ชรายนี้ว่าเป็น "คุณพ่อ" 

ทว่าโชคชะตากลับสวนทาง ในขณะที่เยอร์เกน คล็อปป์ กลายเป็นโค้ชที่แฟนบอลลิเวอร์พูลจะไม่มีทางลืมไปจากใจ นักเตะชาวญี่ปุ่นรายนี้กำลังจะเริ่มต้นเส้นทางของเขา ในฐานะนักฟุตบอลไทยลีก กับสโมสรบีจี ปทุม ยูไนเต็ด

แข้งวัย 24 ปี จะมาบอกเล่าเรื่องราวที่หลากหลาย ตั้งแต่วันที่เขากลายเป็นส่วนหนึ่งของโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์, ประสบการณ์การลงเล่นในบุนเดสลีกา จนถึงโชคชะตาที่พาเขามาวาดลวดลายลูกหนังบนเวทีฟุตบอลไทย

คล็อปป์เลือกผม! 

"ผมไม่เคยฝันไกลว่าตัวเองต้องได้ไปเล่นฟุตบอลที่ยุโรป หรือกลายเป็นนักเตะของโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เลยนะ" 

"ความฝันของผมคือขอแค่ได้เป็นนักฟุตบอลอาชีพ ได้เล่นในเจลีก ผมถือว่าชีวิตของผมประสบความสำเร็จแล้ว" มิตสึรุ มารุโอกะ เริ่มบอกเล่าเรื่องราวของตัวเอง

1

เส้นทางฟุตบอลของมารุโอกะ เริ่มต้นขึ้นเมื่อตอนเขาอายุ 15 ปี เขาเซ็นสัญญาเข้าร่วมอะคาเดมีทีม เซเรโซ โอซากา ที่อยู่ห่างไกลจากบ้านเกิดออกไปเกือบ 150 กิโลเมตร หลังสโมสรดังจากแคว้นคันไซเห็นแววนักเตะรายนี้ ในการแข่งขันฟุตบอลแห่งชาติระดับมัธยมต้น มารุโอกะเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป่า พร้อมแบกความฝันเหมือนเด็กผู้ชายญี่ปุ่นจำนวนมากที่อยากเป็น "นักฟุตบอลอาชีพ" 

มารุโอกะที่ตอนนั้นเล่นตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับ ได้รับการจับตามองจากพรสวรรค์ในการจ่ายบอล ควบคุมจังหวะแดนกลางเหนือเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน ทำให้ "เซเรโซ โอซากา" คาดหวังว่าเขาจะก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักของทีมร่วมกับ ทาคุมิ มินามิโนะ ดาวเตะรุ่นพี่ที่เล่นตำแหน่งกองกลางตัวรุก 

เซเรโซ โอซากา จึงต้องการเจียระไนเพชรเม็ดงามที่มีอยู่ในมือ เพื่อให้ความสามารถของนักเตะทั้งสองรายส่องแสงออกมาให้ได้มากที่สุด จึงได้พาทีมชุดเยาวชนไปเก็บตัวที่ประเทศเยอรมัน สถานที่ซึ่งเปลี่ยนเส้นทางนักฟุตบอลของมารุโอกะไปตลอดกาล

"ผมได้ไปเล่นกับดอร์ทมุนด์ชุดเยาวชนครั้งแรกประมาณปี 2013 วันนั้นเยอร์เกน คล็อปป์ มานั่งดูด้วย และเขาชอบฝีเท้าของผม"

"ปีถัดมาผมก็ไปเก็บตัว และอุ่นเครื่องกับทีมเยาวชนดอร์ทมุนด์อีก คล็อปป์ก็มาดูอีก และเขายังชอบผมเหมือนเดิม เขาจึงไปติดต่อกับทางเซเรโซว่าอยากได้ผมไปร่วมทีม"

"คล็อปป์ให้โอกาสผมไปทดสอบฝีเท้าร่วมกับทีม 2 สัปดาห์ และผมเอาชนะใจเขาได้ ดอร์ทมุนด์จึงได้ยืมตัวผมไปร่วมทีม"

2

ชีวิตฟุตบอลของมารุโอกะประสบความสำเร็จเกินที่เขาฝันไว้ตั้งแต่อายุ 18 ปี เพราะก่อนที่เขาจะได้เซ็นสัญญากับดอร์ทมุนด์ มารุโอกะยังเป็นเพียงเด็กนักเรียนชั้นม.6 และเล่นในระดับฟุตบอลเยาวชนเท่านั้น ไม่เคยลงสนามให้ทีมชุดใหญ่ของเซเรโซ โอซากา แม้แต่นัดเดียว

แต่เพียงช่วงเวลาอันสั้น โชคชะตาพลิกให้เขากลายเป็นนักเตะสัญญาอาชีพ มีเพื่อนร่วมทีมเป็นนักเตะระดับโลก อย่าง มาร์โก รอยส์, มัตส์ ฮุมเมิลส์, โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี และ ปิแอร์-เอเมริค โอบาเมยอง 

"ผมไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นหรือกังวลกับการต้องไปเล่นที่เยอรมัน ผมมองว่านี่คือโอกาสสำคัญในชีวิตและไม่จำเป็นต้องคิดนานที่จะตอบรับข้อเสนอของดอร์ทมุนด์ เพราะการได้ไปเล่นฟุตบอลที่บุนเดสลีกา ถือว่าการเป็นนักฟุตบอลของผมประสบความสำเร็จแล้ว"

โลกใบใหม่ในลีกระดับโลก  

มารุโอกะอาจได้รับการคาดหมายว่าเป็นอนาคตของวงการฟุตบอลญี่ปุ่นในฐานะดาวรุ่งมากพรสวรรค์ แต่ไม่ใช่กับที่เยอรมัน..

เพราะที่นี่เขาเป็นเพียงแค่เด็กคนหนึ่ง ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่เพื่อพิสูจน์ให้เห็นความสามารถของตัวเองว่าเขาดีพอจะก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักให้กับดอร์ทมุนด์

"ผมคุยกับรุ่นพี่ชาวญี่ปุ่นหลายคนที่อยู่ที่นั่น ไม่ว่าจะเป็น ฮิโรชิ คิโยตาเกะ หรือ อัตสึโตะ อูจิดะ พวกเขาให้คำแนะนำผมเป็นอย่างดีและให้ความรู้ในเรื่องภาษา พวกเขาบอกว่า ภาษาคือสิ่งสำคัญมากกับการเล่นฟุตบอลที่เยอรมัน"

"ผมยอมรับว่าภาษาเป็นปัญหาของผมพอสมควร เพราะว่าพูดไม่ได้ทั้งอังกฤษและเยอรมัน ส่วนเรื่องอื่นในการปรับตัว เช่น อาหาร หรือ สภาพอากาศ ผมไม่มีปัญหาสักเท่าไหร่"

"การฝึกซ้อมที่เยอรมันไม่ต่างกับญี่ปุ่น แต่จะมีการเตะเกมอุ่นเครื่องบ่อยกว่ามาก สภาพร่างกายของนักเตะที่นั่นฟิตกว่า แข็งแรงกว่า และนักฟุตบอลที่เยอรมันมีความกระหายมาก พวกเขาสู้สุดใจ ใส่เต็มที่ แม้กระทั่งในสนามซ้อม"

3

"ช่วงเเรกผมต้องเรียนรู้และปรับตัว โดยเฉพาะเรื่องการเข้าปะทะหรือการเพรสซิ่ง จุดนี้ฟุตบอลเยอรมันทำได้ดีกว่าฟุตบอลญี่ปุ่นมาก"

มารุโอกะได้เห็นการเล่นฟุตบอลแบบเพรสซิ่งสุดดุดันของดอร์ทมุนด์จากฝีมือของเยอร์เกน คล็อปป์ โค้ชชาวเยอรมันที่ขึ้นชื่อกับการทำฟุตบอลแบบเกเกนเพรสซิ่งที่ให้นักเตะไล่บดขยี้คู่ต่อสู้ตลอด 90 นาที ด้วยพลังงานมหาศาลไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

ในเวลาเดียวกัน มารุโอกะต้องปรับตัวกับชีวิตใหม่ในสนามที่ดอร์ทมุนด์ เพราะเยอร์เกน คล็อปป์ ตัดสินใจจับเขาไปฝึกเล่นตำแหน่งกองกลางตัวรุก เนื่องจากเห็นดาวรุ่งชาวญี่ปุ่นมีทักษะการจ่ายบอล รวมถึงวิสัยทัศน์การอ่านเกมที่เฉียบขาด ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาเล่นตำแหน่งกลางรับมาตลอด 

คล็อปป์หวังว่าเขาจะทำสำเร็จเหมือนกับตอนที่ปั้น ชินจิ คางาวะ จนโด่งดังในบทบาทนี้ และนั่นยิ่งทำให้เขาหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกนำไปเปรียบเทียบกับ ชินจิ คางาวะ จอมทัพรุ่นพี่ ศิษย์เก่าเซเรโซ โอซากา ที่เคยพาดอร์ทมุนด์คว้าแชมป์ลีก 2 สมัย 

4

"ผมเคารพทุกอย่างที่คางาวะสร้างเอาไว้ที่ดอร์ทมุนด์ เขาคือนักฟุตบอลที่มีชื่อเสียง ผลงานของเขาก็ชัดเจน แต่ว่าผมไม่รู้สึกกดดัน ถึงใครจะพูดว่าผมคือ 'คางาวะ 2' เพราะผมรู้ดีว่า ผมไม่ใช่คางาวะ ผมคือมารุโอกะ ผมมาดอร์ทมุนด์เพื่อท้าทายตัวเอง ไม่ได้จะมาเพื่อเปรียบเทียบกับใคร"

สิ่งที่ได้จากคล็อปป์และดอร์ทมุนด์

ปีแรกกับดอร์ทมุนด์ในฤดูกาล 2013/14 (มารุโอกะ ย้ายมาร่วมทีมในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล) ดาวรุ่งชาวญี่ปุ่นไม่ได้รับโอกาสลงสนามแม้แต่นัดเดียวกับทีมชุดใหญ่ และได้เล่นแค่กับทีมชุดสำรองในลีกา 3 เนื่องด้วยยังต้องปรับตัวกับแนวทางฟุตบอลของเมืองเบียร์

มารุโอกะไม่เคยรู้สึกเสียใจและเสียดายที่ไม่มีโอกาสลงสนาม เพราะสำหรับเขา แค่ได้ร่วมการกับเยอร์เกน คล็อปป์ ทุกวันในการเล่นฟุตบอลของเขาคือความสุขที่สุดแล้ว

"คล็อปป์เหมือนคุณพ่ออีกคนของผมเลย เขาเป็นผู้ชายที่ยอดเยี่ยมมาก" มารุโอกะกล่าว

"เขาเป็นคนที่ชัดเจน ถ้าเป็นเวลางานคล็อปป์จะเข้มงวดมาก จริงจังสุดๆ เขาต้องการให้ผู้เล่นทุกคนทำงานหนัก ต้องเต็มร้อยเท่านั้นในการฝึกซ้อม"

"แต่พอเวลาเล่น เขาเป็นคนเฮฮา สนุกสนาน สำหรับคล็อปป์จะไม่พูดเรื่องงานแม้แต่นิดเดียวในช่วงเวลาพักผ่อน"

ฤดูกาล 2014/15 เหมือนจะเป็นฟ้าใหม่ของมารุโอกะกับชีวิตลูกหนังที่เยอรมัน ในเกมที่ 4 ของบุนเดสลีกาที่ดอร์ทมุนด์พบไมนซ์ 05 คือแมตช์ที่มารุโอกะไม่มีวันลืมไปจากความทรงจำ กับการได้ลงสนามในฐานะนักเตะบุนเดสลีกาเป็นครั้งแรก

"ผมทั้งกังวล ตกใจ และ ตื่นเต้น เพราะนี่คือการลงสนามบนลีกสูงสุดครั้งแรก ยอมรับว่าตอนนั้นรู้สึกกดดัน เพราะระดับเจลีกยังไม่เคยได้ลงสนามแม้แต่นัดเดียว แต่ได้ข้ามมาเล่นในบุนเดสลีกา" 

5

"บรรยากาศกองเชียร์ที่เยอรมันก็สุดยอดมาก ผมไม่ได้ยินเสียงโค้ชหรือเพื่อนร่วมทีม ได้ยินแค่เสียงกองเชียร์เท่านั้น"

การแข่งขันนัดแรกบนเวทีบุนเดสลีกาจบลงด้วยความพ่ายแพ้ และกลายเป็นนัดสุดท้ายของเขากับลีกสูงสุดเยอรมัน 

เพราะหลังจากเกมวันนั้น ผลงานของโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ร่วงหล่น เก็บชัยชนะได้เพียง 2 นัด จาก 15 เกมถัดมา จนต้องกลายเป็นทีมหนีตกชั้น และด้วยความกดดันอย่างหนัก ทำให้เยอร์เกน คล็อปป์ ไม่กล้าที่จะเสี่ยงใช้ผู้เล่นดาวรุ่งชาวญี่ปุ่นรายนี้อีกเลย

แม้จะไม่ได้โอกาสลงสนามและเกิดการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งเฮดโค้ช จากเยอร์เกน คล็อปป์ สู่ โธมัส ทูเคิล แต่มิตสึรุ มารุโอกะ ยังคงมีความสุขกับชีวิตในฐานะนักฟุตบอลโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ถึงจะได้ลงสนามแค่กับทีมชุดสำรอง 

เพราะสุดท้าย ประสบการณ์ลูกหนังกับสโมสรฟุตบอลระดับโลก คือสิ่งที่นักเตะชาวญี่ปุ่นรู้ดีว่าไม่ใช่โอกาสที่จะสามารถปล่อยให้หลุดมือไป

"ประสบการณ์ที่เยอรมันสอนผมว่า ในฐานะนักฟุตบอล ผลงานของทีมต้องมาก่อน ต่อให้เราเล่นดีแค่ไหน แต่ถ้าทีมแพ้ ทุกอย่างที่เราทำก็ไร้ประโยชน์"

"มันเปลี่ยนทัศนคติของผม ทำให้ผมมุ่งมั่นตั้งใจกับการซ้อมมากขึ้นเพื่อที่ช่วยให้ทีมชนะ ดอร์ทมุนด์สอนผมเสมอว่า ในฐานะนักฟุตบอล ต้องทำงานให้หนัก วิ่งให้เยอะ เพื่อช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จมากที่สุด ผลงานส่วนตัวต้องมาทีหลัง"

เกิดขึ้นอะไรขึ้นหลังจากนั้น? 

หลังจากหมดสัญญายืมตัว 2 ปีกับดอร์ทมุนด์ มารุโอกะตั้งใจจะผจญภัยกับชีวิตฟุตบอลในยุโรปต่อไป ไม่ว่าจะเป็นต้นสังกัดเดิมอย่างทัพเสือเหลือง หรือสโมสรอื่นที่สนใจในตัวเขา

6

ทว่า การตกชั้นจากเจ 1 ลีก ของเซเรโซ โอซากา จากฤดูกาล 2015 ทำให้มารุโอกะถูกดึงตัวกลับมาช่วยทีมในปี 2016 เพื่อเลื่อนชั้นกลับสู่ลีกสูงสุด 

ด้วยบทบาทดาวรุ่งตัวที่น่าจับตากับการได้สวมใส่เสื้อเบอร์ 13 ที่เซเรโซมอบให้เฉพาะนักเตะอนาคตไกลของทีมเท่านั้น ตามรอยรุ่นพี่อย่าง ฮิโรชิ คิโยตาเกะ และ ทาคุมิ มินามิโนะ ทั้งสองคนสวมเสื้อหมายเลข 13 สร้างชื่อให้กับเซเรโซ โอซากา จนได้ย้ายไปเล่นฟุตบอลที่ยุโรป 

แต่สำหรับมารุโอกะ เขาคือคนที่ผ่านการเล่นฟุตบอลที่ยุโรปมาแล้ว บวกกับพรสวรรค์ที่มีอยูในตัว เซเรโซรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี ทำให้ความคาดหวังในตัวมารุโอกะจึงมีมากยิ่งกว่าดาวเตะรุ่นพี่ทั้งสองคน

"ผมยอมรับว่า หลังจากกลับจากบุนเดสลีกา มีความกดดันอยู่ในตัวมากมาย ผมเข้าใจดีที่คนรอบข้างจะคาดหวังในตัวผม ว่าการกลับมาจากเยอรมันต้องเล่นให้ดีและโดดเด่นกว่าผู้เล่นคนอื่น สามารถช่วยยกระดับทีมได้ ทำให้เกิดความกดดันภายในตัว"

"ผมพยายามจะไม่คิดมากกับมันและเชื่อว่าถ้าเราทำผลงานได้ดี แรงกดดันตรงนี้คงจะหายไป"

แม้จะเปี่ยมด้วยความตั้งใจที่จะลงสนามช่วยทีม และพร้อมต่อสู้กับความกดดัน แต่ทุกอย่างไม่ได้เป็นไปตามที่มารุโอกะคาดการณ์ เพราะเขาแทบไม่ได้รับโอกาสให้ลงสนามในระดับเจ 2 ลีก และใช้ชีวิตบนสนามฟุตบอลส่วนใหญ่กับทีมชุดอายุไม่เกิน 23 ปี ในระดับเจ 3 ลีก

"ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงไม่ได้เล่น อาจเป็นเพราะผมทำผลงานไม่ดี หรือโค้ชไม่ชอบที่จะใช้งานผม ก็เป็นไปได้หมด" มารุโอกะให้ความเห็นสั้นๆกับช่วงเวลาที่ไม่สู้ดีนักของเขา

ฤดูกาลถัดมา มารุโอกะได้รับโอกาสมากขึ้นกับการเล่นฟุตบอลในระดับเจ 1 ลีก แต่ว่าส่วนใหญ่เขาได้ลงสนามในฐานะตัวสำรอง และบ่อยครั้งยังต้องลงไปเล่นกับทีมชุดสำรองเหมือนเดิม จนทำให้เขาต้องการโอกาสใหม่ให้ชีวิตของตัวเอง

"ผมออกไปยืมตัวหลังจากนั้น 2 สโมสร (วี-วาเลน นากาซากิ และ เรโนฟา ยามากุจิ) ในระดับเจ 2 ลีก ผมไม่รู้หรอกว่าเซเรโซจะอยากเก็บผมไว้ใช้งานหรือไม่ แต่สำหรับผม ถ้าไม่ได้ลงเล่นก็ต้องไปหาโอกาสเล่นที่อื่น ผมไม่สนใจว่าจะได้เล่นที่ไหน ลีกอะไร ขอแค่ให้ได้เล่น ผมพร้อมย้ายทีมเสมอ"

7

โชคร้ายที่การคาดการณ์ของมารุโอกะไม่ถูกต้องอีกครั้ง การย้ายออกไปเล่นฟุตบอลในลีกพระรอง เขายังคงเจอปัญหาเดิม คือไม่สามารถยึดตำแหน่งตัวจริงถาวรได้ จนทำให้เขาเริ่มรู้สึกว่า บางทีฟุตบอลญี่ปุ่น อาจไม่ใช่คำตอบสำหรับอาชีพนักฟุตบอลของเขา

"ช่วงปลายปี 2019 ผมคุยกับเอเยนต์ว่า อยากออกไปเล่นฟุตบอลต่างประเทศ เพราะผมกำลังจะหมดสัญญากับเซเรโซ โอซากา ผมตั้งเป้าหมายว่าจะหาทีมใหม่เล่นในเอเชีย และหนึ่งในประเทศที่ผมอยากมาเล่นคือเมืองไทย"

เริ่มต้นใหม่บนแผ่นดินสยาม

"ผมรู้จักนักฟุตบอลไทยที่ไปเล่นเจลีกเป็นอย่างดี เพราะติดตามผลงานของพวกเขาอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็นชนาธิป (สรงกระสินธิ์), ธีราทร (บุญมาทัน), ธีรศิลป์ (แดงดา) รวมถึง ฐิติพันธ์ (พ่วงจันทร์)"

"ผมก็เคยร่วมงานกับฟุตบอลไทย นั่นคือ ธาม (พงศ์รวิช จันทวงษ์) และโจ (ตะวัน โคตรสุโพธิ์) ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมทีมของผมในชุดเซเรโซ โอซากา ยู-23 ในความคิดผม พวกเขาเป็นผู้เล่นที่ฝีเท้าดีมากทีเดียว"

"ผมได้รับข้อเสนอจากทางจีนและอินเดีย สุดท้ายผมตัดสินใจเซ็นสัญญากับทีมในระดับลีกรองที่จีน แต่ว่าพอเกิดการระบาดของโควิด-19 ทุกอย่างจึงถูกยกเลิก"

8

โลกฟุตบอลต้องพบกับปัญหามากมาย ท่ามกลางสังคมที่เต็มไปด้วยโรคระบาด แต่หากเป็นนักเตะที่กำลังไร้สังกัด ชีวิตของพวกเขาถือว่าเต็มไปด้วยความยากลำบาก เพราะไร้งาน ไร้เงิน ไม่มีพื้นที่ให้ได้ทำในสิ่งที่รัก

เป็นเวลาหลายเดือนที่มารุโอกะต้องเคว้งคว้างกับอนาคตที่ไม่แน่นอนของตัวเอง จนกระทั่งบีจี ปทุม ยูไนเต็ด ได้ติดต่อยื่นข้อเสนอให้เขาได้มาเล่นฟุตบอลไทยลีก และเขาตอบรับโดยไม่ลังเลใจแม้แต่นิดเดียว 

"ผมเคยมาเล่นที่ลีโอ สเตเดียม สมัยที่เซเรโซ โอซากา มาอุ่นเครื่องที่นี่ ผมรู้ดีถึงคุณภาพรอบด้านของบีจี ปทุมฯ ดังนั้น ผมจึงตอบรับโอกาสนี้ด้วยความเต็มใจ และผมเชื่อว่าฟุตบอลไทยจะให้ประสบการณ์ที่ดีแก่ผม"

ชีวิตของ มิตสึรุ มารุโอกะ ผ่านประสบการณ์มากมายหลายอย่างเป็นสิ่งที่นักฟุตบอลทั่วโลกใฝ่ฝัน ทั้งการได้เป็นนักฟุตบอลของโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์, มีเพื่อนร่วมทีมเป็นนักเตะระดับโลก, ลงสนามโดยมีผู้จัดการทีมเป็นเยอร์เกน คล็อปป์

หลายเรื่องเป็นสิ่งที่นักบอลส่วนใหญ่ไม่อยากเจอ การต้องเล่นอยู่ในทีมชุดเยาวชน, ระหกระเหินยืมตัวเพื่อหาโอกาสในการลงเล่น รวมถึงการต้องเป็นนักฟุตบอลไม่มีสังกัดยาวนานกว่าครึ่งปี

ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับชีวิต มารุโอกะทิ้งเรื่องราวในอดีตไว้เบื้องหลัง ตอนนี้ไม่มีสิ่งใดที่เขาต้องการมากไปกว่าการเดินหน้าในฐานะนักฟุตบอลคนหนึ่งของเวทีไทยลีก และอยากฝากชื่อเสียงของเขาเอาไว้ให้คอลูกหนังชาวไทยได้จดจำ

9

"ผมหวังจะทำผลงานให้ดีที่สุด ช่วยทีมให้ชนะทุกนัด ถ้าผมทำได้แบบนั้นผมคงจะมีความสุขมาก อย่างเกมแรกที่ได้เล่นในไทยลีก (ชนะการท่าเรือ 1-0) ผมแฮปปี้นะ ไม่ใช่เพราะผมทำแอสซิสต์ได้ แต่เป็นเพราะทีมชนะ เรื่องนี้สำคัญที่สุด"

"ถ้าเราทำผลงานได้ดี ผมหวังจะช่วยทีมไปเล่นเอเอฟซี แชมเปียนส์ ลีก เพราะนี่คือเป้าหมายของผม และท้ายที่สุด ผมหวังว่าเราจะเป็นแชมป์ไทยลีกในปีนี้" มารุโอกะบอกถึงเป้าหมายที่จะมีแต่การเดินหน้าของเขานับจากนี้เป็นต้นไป