Oregon Project : แคมป์สร้างยอดนักกีฬา สู่บทอวสานจากความลับข้างใน

Oregon Project : แคมป์สร้างยอดนักกีฬา สู่บทอวสานจากความลับข้างใน
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

"อัจฉริยะ" กับ "บ้า" มีเส้นบาง ๆ กั้นอยู่ หากคุณสามารถคอนโทรลความคิดและการกระทำได้ คุณจะกลายเป็นอัจฉริยะ แต่ถ้าคุณปล่อยมันฟุ้งไม่ทั่วจัดการมันไม่อยู่ คุณก็กลายเป็นบ้าเพราะมัน

นี่คือเรื่องราวโปรเจกต์การสร้างนักวิ่งที่ถูกโฆษณาว่าจะเป็นสุดยอดในที่สุดของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ครบเครื่องตั้งแต่เทคโนโลยีและวิทยาการต่าง ๆ เพื่อการเป็นเจ้าความเร็วที่ก้าวขีดจำกัดของมนุษย์ 

ทว่าสุดท้ายโปรเจกต์นี้กลับพังอย่างไม่เป็นท่า เพราะการพยายามทำให้ก้าวหน้ามากเกินไป นำมาสู่ความรุนแรงและการเดินถอยหลัง ... ติดตามได้ที่นี่

อัจฉริยะสร้างชาติ 

เรื่องราวที่พีกที่สุดในการพัฒนานักวิ่งของโลก เริ่มขึ้นจากชายที่ชื่อว่า อัลแบร์โต้ ซาลาซาร์ (Alberto Salazar) นักวิ่งระดับตำนานของประเทศสหรัฐอเมริกา

ซาลาซาร์ นั้นคือนักวิ่งระยะไกลที่ดีที่สุดในยุค 80s เคยคว้าชัยชนะในรายการมาราธอนระดับโลกมากมาย แต่ไม่มีครั้งไหนยิ่งใหญ่เท่างาน บอสตัน มาราธอน ในปี 1982 ซึ่งในรายการนี้ได้ชื่อว่าเป็นมงกุฎยอดเพชร มีนักวิ่งจากทั่วทุกสารทิศพร้อมเข้ามาท้าชิงความเป็นหนึ่ง 


Photo : citiusmag.com

เหตุผลที่ ซาลาซาร์ ได้รับการยกย่อง เพราะว่าการแข่งขันในครั้งนั้น เขาสามารถเข้าเส้นชัยเป็นที่ 1 แต่นั่นยังไม่เท่ากับสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น เนื่องจากอากาศนั้นร้อนถึงขีดสุด ในช่วงโค้งสุดท้าย เหลือแค่ ซาลาซาร์ ดวลกับ ดิ๊ก เบียร์ดสลี่ย์ (Dick Beardsley) ทั้งสองคนหมดแรงข้าวต้ม ร่างกายไม่ไหวแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาไปต่อคือสภาพจิตใจและจิตวิญญาณของนักวิ่งที่พยายามลากเอาสังขารเข้าเส้นชัยให้ได้ 

เมื่อเข้าสู่ทางตรง ซาลาซาร์ ที่ไม่ได้ดื่มน้ำเลยแม้แต่หยดเดียว ใช้แรงเฮือกสุดท้ายสปรินท์ผ่าน เบียร์ดสลี่ย์ เข้าเส้นชัยไปอย่างเหลือเชื่อด้วยผลต่างเพียง 2 วินาที คว้าแชมป์ที่ทุกคนต้องสรรเสริญและร่วมยินดี ทว่า ซาลาซาร์ ไม่ทันได้รู้สึกเช่นนั้น เพราะทันทีที่เขาเข้าเส้นชัย เขาก็เป็นลมสลบไปทันทีจนทีมแพทย์ต้องเข้ามาดูแลโดยด่วน ว่ากันว่าต้องใช้น้ำเกลือมากกว่า 6 ลิตร เพื่อทำให้เขากลับมาเป็นปกติอีกครั้ง

การดวลครั้งนั้นถูกเรียกว่า Duel In The Sun และถูกถ่ายทอดเรื่องราวจนกลายเป็นหนังสือที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วโลก ... นั่นคือวันที่รุ่งเรืองของ อัลแบร์โต้ ซาลาซาร์ 


Photo : mahoundsparadise.blogspot.com

หลังจากที่เขาปลดระวางจากการเป็นนักแข่งวิ่งระยะไกล จิตวิญญาณในการอยากเป็นผู้ชนะของเขากลับไม่จบลงแค่นั้น ซาลาซาร์ เห็นโลกการวิ่งที่เปลี่ยนไป นักวิ่งสัญชาติอเมริกันอย่างเขาไม่ใช่เต้ยในการแข่งวิ่งระยะไกลอีกต่อไปแล้ว เมื่อมีเหล่าผู้ท้าชิงจากชาติในทวีปแอฟริกา เริ่มหันมาวิ่งและทำได้ดีรวมถึงเป็นต่อด้านสรีระ เมื่อนั้น ซาลาซาร์ จึงเกิดอาการหงุดหงิดอย่างที่สุด

เขาพยายามจะเป็นครูฝึกและสอนเทคนิคต่าง ๆ เพื่อให้นักวิ่งอเมริกันกลับมาเป็นที่ 1 เหมือนเช่นเคย แต่ตัวคนเดียวนั้นขีดจำกัดก็น้อยเกินกว่าจะเปลี่ยนแปลงอะไร ทว่าสุดท้ายโอกาสมาฟ้าเป็นใจ ... ในปี 2001 ณ การแข่งขัน บอสตัน มาราธอน ซาลาซาร์ ก็ได้พบกับ โธมัส อี คลาร์ก (Thomas E. Clarke) ผู้บริหารของ ไนกี้ (Nike) แบรนด์สปอร์ตแวร์สัญชาติอเมริกันชื่อดัง และเมื่อทั้งคู่ได้แลกเปลี่ยนทัศนคติกัน พวกเขาก็พบว่าต่างฝ่ายต่างมีความคิดเหมือนกัน

พวกเขาต่างโมโห และไม่พอใจกับผลงานนักวิ่งชาวอเมริกันที่นับวันยิ่งถดถอย และเมื่อความโมโหมาเจอกัน บวกกับความอยากเอาชนะในทุกจังหวะชีวิต จุดกำเนิดโครงการพัฒนานักวิ่งอเมริกันที่ว่ากันว่าล้ำยุคทุกด้านก็เตรียมก่อร่างสร้างตัวขึ้น ... พวกเขาเรียกโครงการนี้ว่า โอเรกอน โปรเจกต์ นั่นเอง

 

Make America Great Again 

โอเรกอน โปรเจกต์ (Oregon Project) คือการรวมเอาความล้ำสมัยในทุก ๆ ด้าน ทั้งวิทยาศาสตร์การกีฬา นวัตกรรม หรือแม้กระทั่งการข้ามขีดจำกัดของร่างกายด้วยวิธีที่ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน แน่นอนว่าหนนี้ Nike มีเอี่ยวแบบเต็ม ๆ พวกเขาเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ของ ซาลาซาร์ บวกกับแนวคิดจะสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งในเรื่องของการวิ่งอยู่แล้ว จึงทำให้ ไนกี้ รับบทเป็นแม่งาน โอเรกอน โปรเจกต์ ครั้งนี้ 


Photo : spikes.worldathletics.org

หลากหลายวิทยาการสุดล้ำและนวัตกรรมที่สดใหม่ถูกออกแบบมาอย่างมากมาย หนึ่งในนั้นคือ รองเท้าวิ่งตระกูล Vaporfly ซึ่งมาพร้อมนวัตกรรมอัดแน่น ไม่ว่าจะหน้าผ้า, พื้นโฟม, พื้นคาร์บอน จนทำให้นักวิ่งสับฝีเท้าได้เร็วและนานขึ้น ทำลายสถิติโลกการวิ่งบนถนนมากมาย กระทั่งหลายฝ่ายพยายามที่จะแบนโดยบอกว่า "โกงเกินไป" ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เป็นต้น 

นอกจากนี้ความล้ำของ โอเรกอน โปรเจกต์ ยังรวมไปถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่ยากต่อการหายใจของคนปกติ โดยทำให้อากาศเบาบางลงเหมือนกับอยู่บนที่สูง เพื่อให้กลุ่มคนที่เข้ามารับการฝึกในโปรเจกต์นี้มีปอดที่แข็งแรง วิ่งในระยะใกลได้ดีขึ้นอีกด้วย 

แน่นอนว่าของพวกนี้มีราคา และไม่ได้มีเพียงพอสำหรับทุกคน กระบี่ที่ดี ก็ต้องอยู่ในมือของจอมยุทธ์ที่คู่ควร ดังนั้น โอเรกอน โปรเจกต์ จึงไม่ได้เปิดต้อนรับนักวิ่งทุกคน แต่พวกเขาจะคัดเอานักวิ่งระดับหัวกะทิเท่านั้น เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด

แต่การคิดแบบนั้นผิดพลาดไปนิด เพราะนักวิ่งเก่ง ๆ ส่วนใหญ่มีอายุมากแล้ว ผ่านการฝึกได้ไม่กี่ปีสมรรถภาพร่างกายก็ถดถอยตามอายุ ซาลาซาร์ จึงเปลี่ยนแปลงใหม่ด้วยการเน้นดึงตัวดาวรุ่งนักวิ่งที่มีพรสวรรค์ เพื่อปั้นให้โตพร้อม ๆ กับโปรเจกต์ของโครงการนี้ 


Photo : www.nytimes.com

หนึ่งในนักวิ่งที่เห็นถึงพัฒนาการเมื่อเข้าสู่โครงการ โอเรกอน โปรเจกต์ มากที่สุดมีชื่อว่า กาเลน รัปป์ (Galen Rupp) อดีตนักฟุตบอลที่วิ่งเร็วมาก จนทำให้เขาถูกชักชวนให้เข้าสู่โปรเจกต์นี้เพราะมีศักยภาพที่สามารถพัฒนาได้อีกมาก 

หลังจากที่ รัปป์ เข้ามา เป็นสมาชิกเขาก็เก่งขึ้นเรื่อย ๆ และไม่มีทีท่าจะหยุด จากการเป็นแชมป์ระดับไฮสคูลและมหาวิทยาลัย ผ่านไปไม่กี่ปีที่ โอเรกอน โปรเจกต์ เขาก็สามารถก้าวขึ้นมาเป็นนักวิ่งระยะไกลแถวหน้าของประเทศได้ ... อย่างไรก็ตาม มันยังไปไม่ถึงระดับโลก 


Photo : weartesters.com

ดังนั้น ซาลาซาร์ จึงใช้วิธีการสร้างคู่แข่งให้กับ รัปป์ ขึ้นมา นั่นคือการดึงตัว โม ฟาราห์ (Mo Farah) นักวิ่งชาวสหราชอาณาจักรที่มีเชื้อสายแอฟริกันเข้ามาในโปรเจกต์นี้ ฟาราห์ นั้นเร็วด้วยพรสวรรค์และพันธุกรรม เขาเข้ามาและแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างเขากับ รัปป์ จนนานวันเข้าก็ทำให้ทีมพัฒนาเห็นจุดอ่อนและจุดที่ควรแก้ไขในตัว รัปป์ ขึ้นมาเรื่อย ๆ รวมถึงการที่ รัปป์ ได้วิ่งกับ ฟาราห์ ทุกวัน เขาก็วิ่งเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว 

และแล้ววันที่ โอเรกอน โปรเจกต์ ประกาศชัยชนะต่อโลกใบนี้ก็มาถึง เรื่องราวเกิดขึ้นในการแข่งขันวิ่ง 10,000 เมตร ชาย โอลิมปิก ที่สหราชอาณาจักรในปี 2012 รัปป์ สามารถเอาชนะนักวิ่งแอฟริกันอย่าง เคเนนิซ่า (Kenenisa Bekele) และ ตาริกู (Tariku Bekele) สองพี่น้อง เบเกเล่ จาก เอธิโอเปีย ที่เป็นเบอร์ต้น ๆ ของโลกได้อย่างเหลือเชื่อ นั่นคือจุดที่ทำให้วงการวิ่งระยะไกลในสหรัฐอเมริกาดีใจสุด ๆ เพราะนานมาแล้วที่นักวิ่งของพวกเขาไม่สามารถเอาชนะนักวิ่งแอฟริกันได้ 

แม้สุดท้าย รัปป์ จะไม่ได้เข้าเส้นชัยเป็นคนแรก แต่อย่างน้อย ๆ เขาจะกลายเป็นต้นแบบของ โอเรกอน โปรเจกต์ ได้ในอนาคต ส่วนคนที่เขาแพ้ในวันนั้นและเข้าเส้นชัยเป็นคนแรกก็คือ โม ฟาราห์ คู่ซ้อมของเขานั่นเอง ...  2 ผลผลิตจาก โอเรกอน โปรเจกต์ แสดงให้เห็นว่า "พวกเขากำลังมาถูกทาง" และบอกโลกให้รู้ว่าเตรียมตัวรับแรงกระแทกจากนักวิ่งระยะไกลชาวอเมริกันยุคใหม่ได้เลย  

 

ยิ่งก้าวหน้า ... ยิ่งถดถอย

การคว้าเหรียญทองและเหรียญเงินโอลิมปิกโดย 2 ผลผลิต ทำให้ โอเรกอน โปรเจกต์ นั้นได้รับคำชื่นชมและความคาดหวังจากผู้รักการวิ่งในอเมริกาอย่างมาก พวกเขาหวังว่าจะกลายเป็นหมายเลข 1 ของโลกได้ในเร็ววันนี้ อย่างไรก็ตาม ทุกสิ่งกำลังจะดีอยู่แท้ ๆ แต่โป๊ะของ โอเรกอน โปรเจกต์ ก็มาแตกจนได้ และคนที่ทำให้โป๊ะแตกครั้งนี้คือคนใน เขาคือผู้ช่วยของ ซาลาซาร์ ที่ชื่อว่า สตีฟ แม็คเนสส์ (Steve Magness) 

ทันทีที่ โม ฟาราห์ และ รัปป์ คว้าเหรียญทองและเหรียญเงินในโอลิมปิก 2012 แม็คเนสส์ ก็เผยความลับของ โอเรกอน โปรเจกต์ โดยเขาให้เหตุผลในการเผยแพร่ความจริงครั้งนี้ว่า "ตนเองไม่อยากมีส่วนร่วมในความผิดต่อจรรยาบรรณอาชีพ" เขาบอกว่า ซาลาซาร์ คือผู้บังคับให้นักกีฬาในโปรเจกต์ใช้ยาโด๊ปที่ผิดกฎหมายนั่นเอง

"มันคือยาฮอร์โมนเพศชาย มันคือสารต้องห้ามที่ใคร ๆ ก็รู้ดี ... ครั้งแรกที่ผมเห็นเขาใช้มัน ผมกระโดดถอยหลัง และเลิกเดินทางร่วมกับโปรเจกต์นี้ทันที" แม็คเนสส์ กล่าว

ตอนแรกทุกคนขำในข้อกล่าวหาของเขา เพราะ แม็คเนสส์ ไม่ได้มีชื่อเสียงอะไร เหมือนเอาไม้ซีกมางัดกับไม้ซุง ยิ่งนี่คือโปรเจกต์ที่อเมริกันชนฝากความหวังไว้ ยิ่งยากในการเอาชนะต่อข้อโต้แย้งและการแฉของเขา เรื่องนี้แม้แต่ รัปป์ เองก็บอกว่า "ผมอยู่ในโปรเจกต์นี้มานาน แต่ไม่เคยได้ยินเรื่องพวกนี้มาก่อน"

"แน่นอนที่สุดว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง ผมต่อต้านเรื่องการโด๊ปที่ผิดกฎหมาย 100% มันเพ้อเจ้อมากเหมือนกับข่าวที่ครั้งหนึ่งมีคนบอกว่า Tupac (นักร้องแร็ประดับตำนาน) ยังไม่ตายและมีคนเห็นเขาตามท้องถนน ... เรื่องจริงคือถ้าอยากจะให้ใครเชื่ออะไรแบบนั้นก็ต้องมีหลักฐาน ถูกต้องไหม" รัปป์ ออกมาโต้แย้งเพื่อรักษาสิทธิ์ของตัวเอง

อย่างไรก็ตาม แม็คเนสส์ ไม่ได้สู้เรื่องนี้เพียงลำพัง ลูกศิษย์เก่าคนหนึ่งของ ซาลาซาร์ ก็ปรากฎตัวเพื่อเปลี่ยนเกม เธอคนนี้ชื่อว่า คาร่า เกาเชอร์ (Kara Goucher) เคยคว้าเหรียญเงินวิ่ง 10,000 เมตรหญิงในกรีฑาชิงแชมป์โลกปี 2007 มาแล้ว เธอออกมายืนยันว่าแม้จะเคารพในการสั่งสอนของ ซาลาซาร์ ทว่าสิ่งที่เธอได้พบเมื่อครั้งอดีตคือ ซาลาซาร์ พยายามให้เธอได้ใช้ยาชนิดต่าง ๆ มากมาย โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์ สนแต่ผลการแข่งขันเท่านั้น 

ยาที่ เกาเชอร์ เปิดเผยมานั้น มีทั้งยาฮอร์โมนเพศชายแบบที่ แม็คเนสส์ บอก และยังมีอีกหลากหลายชนิดที่เธอเคยโดนบังคับให้ลอง ทั้งยาแก้หอบหืดเพื่อช่วยระบบการหายใจ ยาวิตามินดีที่เกินขนาด ยาแก้ปวด และอื่น ๆ อีกนับไม่ถ้วน 

ซาลาซาร์ ตอบกลับด้วยการเปิดประวัติการตรวจโด๊ปของนักกีฬาของเขาแต่ละคนตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ไม่มีใครมีผลเป็นบวก (พบสารกระตุ้น) สักคน ดังนั้นข้อกล่าวหาทั้งหมดยังมีหลักฐานที่อ่อนเกินไปที่จะกล่าวหา โอเรกอน โปรเจกต์ ... การไม่มีหลักฐานรวมถึงมีแบ็คใหญ่อย่าง ไนกี้ ทำเอา แม็คเนสส์ น่าจะไร้ทางชนะ แต่ที่สุดแล้วเขาก็ดิ้นอีกเฮือกเพื่อเปิดเผยความจริงนี้ และหนนี้สื่อใหญ่อย่าง BBC เอาด้วย 

 

ล่าความจริงและปิดตำนาน 

BBC สืบเสาะตามสไตล์สำนักข่าวที่เน้นเรื่องการเจาะหาข้อมูล พวกเขาขุดคุ้ยจริงโดยร่วมมือกับเหล่าอดีตผลผลิตของ ซาลาซาร์ ที่อยากจะบอกสิ่งที่ถูกปิดบังไว้ จนกลายเป็นที่มาของสารคดีแนวสอบสวนที่ชื่อว่า Catch me if you can 


Photo : behejsrdcem.cz

การตามจี้ของ BBC ถือเป็นจุดเปลี่ยนอย่างชัดเจน พวกเขาพบว่ามีกลุ่มพนักงานของและนักกีฬาหลายคน เห็นสารฮอร์โมนเพศชายเข้ามาอยู่ในโปรเจกต์นี้หลายครั้ง และพบว่ามีการแอบสั่งซื้อสารโด๊ปที่ผิดกฎหมายนี้ ยิ่งขอข้อมูลจากคนที่เคยเกี่ยวข้องกับ ซาลาซาร์ มากขึ้นเท่าไหร่ ข้อมูลก็ยิ่งหลุดมาเท่านั้น

บางเรื่องไม่ใช่การโด๊ปเพื่อให้วิ่งเร็ว แต่ยังมีการบังคับกินยาที่ไม่ดีต่อสุขภาพนักกีฬา เรื่องนี้ คาร่า เกาเชอร์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า เธอโดนบังคับให้กินยาแก้โรคไทรอยด์เพื่อลดน้ำหนัก เพราะตอนนั้นเธอเพิ่งคลอดลูกชายและมีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ 

ไม่เพียงเท่านั้น แมรี่ เคน (Mary Cain) อดีตนักวิ่งใน โอเรกอน โปรเจกต์ อีกคน ก็ออกมาเปิดเผยว่า เธอมักจะโดนตำหนิเรื่องน้ำหนักตัว และโดนบังคับให้กินยาอะไรบางอย่างที่เธอไม่รู้ จนส่งผลให้ เคน มีปัญหาประจำเดือนมาไม่ปกติ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับผู้หญิง เพราะประจำเดือนของเธอนั้นขาดไปกว่า 1 ปี 

เรื่องนี้รู้ไปถึงหู ชาร์ลส์ เคน ผู้เป็นพ่อ ซึ่งเล่าว่า ลูกสาวของเขามักจะโทรมาระบายเป็นประจำ เพราะ ซาลาซาร์ กดดันเรื่องน้ำหนักตัวของเธอตลอดเวลา ต่อว่าเธอด้วยถ้อยคำที่รุนแรงอีกด้วย


Photo : www.theguardian.com

"แมรี่ จะโทรมาหาผม และหลายครั้งเธออารมณ์เสียมาก ผมจะบอกกับ อัลแบร์โต้ ตรง ๆ ว่า คุณจะมาพูด มากดดันเด็กแบบเอาเป็นเอาตายแบบนี้ไม่ได้ นี่คือปัญหาใหญ่ ผมพยายามบอกเขาตลอด ให้หยุดวิจารณ์เรื่องรูปร่างและน้ำหนักของเธอที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งเสียที" 

การบังคับต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อ แมรี่ เคน อย่างชัดเจน เพราะจากนักวิ่งดีกรีแชมป์โลกเยาวชนระยะ 3,000 เมตรเมื่อปี 2014 ผลงานของเธอกลับค่อย ๆ ตกลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีปัญหาสุขภาพตามมา นอกจากประจำเดือนมาไม่ปกติแล้ว เคน ยังเจอกับปัญหากระดูกแตกหักถึง 5 จุด จนเจ้าตัวออกมาเผยกับสื่ออย่าง The New York Times ว่า "ฉันเคยเป็นเด็กผู้หญิงที่วิ่งเร็วที่สุดในอเมริกา แต่พอเข้ามาอยู่กับไนกี้เท่านั้น ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป"

ความจริงถูกไขไปทีละเปราะ ผู้ให้เบาะแสก็มากขึ้นเรื่อย ๆ ความไม่เป็นธรรม ความรุนแรง และการบังคับข่มขู่ในอดีตโดนเปิดเผยแบบไม่หยุด สุดท้ายเรื่องนี้ ถูกสอบสวนโดย U.S. Anti-Doping Agency (USADA) หรือ องค์การต่อต้านการใช้สารกระตุ้นของสหรัฐอเมริกา แบบจริงจัง และหลังจากสืบสวนว่าความกันมาพักใหญ่ สุดท้ายหลักฐานทุกชิ้นก็มัดตัว อัลแบร์โต้ ซาลาซาร์ จนดิ้นไม่ออก เขาถูกตัดสินให้มีความผิดในการบังคับใช้สารต้องห้าม และต้องถูกแบนจากวงการ 4 ปี ... 

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การพังทลายของ ซาลาซาร์ เพียงคนเดียวเท่านั้น นั่นเท่ากับว่าผู้ให้การสนับสนุนของโปรเจกต์นี้อย่าง Nike ต้องออกมาจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเองเพื่อรักษาภาพลักษณ์ขององค์กรเอาไว้ สุดท้าย มาร์ค ปาร์คเกอร์ (Mark Parker) ซีอีโอของบริษัท ก็ลงมาสั่งการด้วยตัวเองและสั่งปิดโปรเจกต์ที่ขายฝันนักวิ่งทั้งอเมริกาและทั่วโลกอย่าง โอเรกอน โปรเจกต์ ลงอย่างเป็นทางการในปี 2019 


Photo : www.irishmirror.ie

สุดท้ายแล้วการพัฒนาที่ยั่งยืนที่สุดคือการพัฒนาที่อยู่บนกรอบแห่งความเป็นจริง การพยายามที่มากเกินไปจนไม่สามารถควบคุมมันไหว จะกลายเป็นความคิดที่สุดโต่งจนเป็นปัญหาที่ลุกลามและตามแก้กันไม่จบไม่สิ้น ... อัจฉริยะกับบ้าห่างกันนิดเดียว หาก ซาลาซาร์ ควบคุมสติและความคิดของเขาได้ เรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้น ชื่อเสียงของเขาจะถูกกล่าวขานในตำนานนักวิ่งแห่ง บอสตัน มาราธอน ไม่ใช่คนโกงที่แสนชั่วช้าเช่นนี้