ชีวิตใหม่หลังเสี้ยวเวลาแห่งความเป็นความตายของ "อารอน เลนนอน"

ชีวิตใหม่หลังเสี้ยวเวลาแห่งความเป็นความตายของ "อารอน เลนนอน"
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

"สิ่งที่ยากที่สุดของผมในเวลานั้นคือการยอมรับและบอกตัวเองว่า ... โอเค นายต้องดิ้นรนและบอกเรื่องนี้กับใครสักคนแล้วเพื่อน" 

ปี 2020 ในวัย 33 ปี อารอน เลนนอน เป็นสมาชิกใหม่ของสโมสร เคย์เซริสปอร์ ในลีกตุรกี และนี่คือการย้ายออกไปค้าแข้งในต่างแดนครั้งแรกของเขานับตั้งแต่เดบิวต์กับ ลีดส์ ยูไนเต็ด เมื่อ 17 ปีก่อน ... มันชัดเจนว่าเขาถูกตีค่าในนักเตะที่อยู่ในช่วงบั้นปลายและขาลงแล้ว แต่นั่นไม่ใช่กับเขาที่เคยผ่านประสบการณ์ตรงของการปะทะกับช่วงเวลา "ขาลง" จนเกือบต้องปลิดชีพตัวเองมาแล้ว

ติดตามเรื่องราวของช่วงชีวิตที่ยากลำบากที่สุดของนักฟุตบอลอาชีพ ที่นำไปสู้ชีวิตใหม่ ... ผ่านประสบการณ์ของ อารอน เลนนอน กับ Main Stand ที่นี่

ชีวิตที่ใครก็อิจฉา 

ต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เบอร์น่า เกิซบาชี่ ประธานสโมสร เคย์เซริสปอร์ ในลีกตุรกี เปิดตัวนักเตะใหม่ของทีมดีกรีทีมชาติอังกฤษอย่าง อารอน เลนนอน แบบไม่เป็นทางการ ภายในรูปภาพใบนั้นสีหน้าของ เลนนอน ยิ้มแย้ม ดูมีความสุข และตื่นเต้นกับการผจญภัยครั้งใหม่ ... ราวกับว่าเมื่อ 3 ปีที่แล้วไม่เคยเกิดบางสิ่งที่เลวร้ายเกี่ยวกับสภาพจิตใจของเขาเลย


Photo : www.ntvspor.net

อารอน เลนนอน ถือเป็นนักเตะที่ไปเกือบจะแตะจุดสูงสุดของฟุตบอลอังกฤษ หากถามว่าขาดอะไรก็คงต้องบอกว่าขาดเพียงแชมป์พรีเมียร์ลีกเท่านั้นเอง เส้นทางชีวิตของเขาควรจะเป็นคนที่เต็มไปด้วยเกียรติยศและความภาคภูมิใจ เพราะได้รับการยกย่องตั้งแต่ยังอายุยังน้อย

ตอนอายุ 14 ปี เลนนอน เป็นนักเตะเยาวชนของ ลีดส์ ยูไนเต็ด นาทีนั้นเรื่องฝีเท้าของเขาถูกเอามาคุยกันทั่วเกาะอังกฤษ ว่านี่คือนักเตะที่จะยอดเยี่ยมแบบหาตัวจับยาก ทั้งเร็วและเทคนิคดี ต่างจากปีกทีมชาติอังกฤษเคยมีทุกคน 

ความเก่งกาจนี้ยืนยันด้วยการที่เขากลายเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดในเกาะอังกฤษและในประวัติศาสตร์ ที่สปอนเซอร์รองเท้าเข้าตั้งแต่อายุ 14 ปี เท่านั้น ... อย่าลืมว่าตอนนั้นคือปี 2000 ซึ่งเป็นยุคแรก ๆ ที่การทำการตลาดเชิงรุกที่มาพร้อม ๆ กับโลกอินเตอร์เน็ต ดังนั้นมันพอจะบอกได้ว่าชื่อของเลนนอน เป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่ยังไม่ได้ลงเล่นทีมชุดใหญ่ให้ลีดส์เลยด้วยซ้ำ

เลนนอน ไม่ใช่เด็กนอกลู่นอกทาง เขาดูแลร่างกายของตัวเองอย่างดี นั่นทำให้แม้ว่าเขาจะตัวเล็ก แต่ก็ยากจะมีใครหยุดได้ จากการรักษาบาลานซ์และศูนย์ถ่วงของร่ายกายได้อย่างยอดเยี่ยม 

ตัวของเขาได้เดบิวต์กับ ลีดส์ ตั้งแต่อายุ 16 ปี 129 วัน ในเกมกับ สเปอร์ส เมื่อปี 2003 ก่อนที่หลังจากนั้นอีก 2 ปี ก็เป็น สเปอร์ส ที่คว้าตัวเขาไปร่วมทีมด้วยค่าตัว 1 ล้านปอนด์ จากสถานการณ์ที่ลีดส์ ตกชั้นจากพรีเมียร์ลีก และมีหนี้สินล้นพ้นสโมสรจนต้องขายเขาออกมาแบบเลี่ยงไม่ได้

เส้นทางหลังจากนั้นหลายคนคงรู้ดี เลนนอน ก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะริมเส้นตัวหลักของ สเปอร์ส ได้รางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของพรีเมียร์ลีกตอนอายุ 19 ปี มีส่วนร่วมกับการเป็นแชมป์ คาร์ลิง คัพ ในปี 2007 นอกจากนี้ยังก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ ติดธงต่อเนื่อง สวมเสื้อหมายเลข 7 ที่ยิ่งใหญ่นับเป็นเกียรติประวัติที่น้อยคนจะทำได้ 

ชีวิตทั้งหมดดูเหมือนไม่ได้มีความลำบากอะไร เขามีค่าเหนื่อยราวสัปดาห์ละ 55,000 ปอนด์ มีครอบครัวที่อบอุ่นดี แต่ปัญหาที่หลายคนมองไม่เห็นคือ ต่อให้มีเงิน แต่บางครั้งชีวิตนักฟุตบอลอาชีพก็ใช่ว่าจะสุขสบายตลอด 24 ชั่วโมง

ปัญหาดังกล่าวไม่เคยส่งผลอะไรต่อเขาในวันที่ยังสามารถเล่นได้ดีอยู่ในจุดพีก ทว่าหลายสิ่งก็เปลี่ยนไปในช่วงที่เขาเริ่มอายุมากขึ้น หลังจากอยู่กับ สเปอร์ส มาได้ 7-8 ปี เลนนอน ก็ไม่ใช่หนุ่ม ๆ อีกต่อไป และสำหรับนักเตะตำแหน่งริมเส้นที่ต้องใช้ความเร็ว เรื่องของอายุและร่างกายมีผลมาก ยิ่งเทรนด์ของฟุตบอลเปลี่ยนไปในช่วงหลังปี 2010 ยิ่งมีผลไปกันใหญ่ 

ณ เวลานั้นนักเตะประเภท "ปีกธรรมชาติ" อย่าง เลนนอน ถูกมองว่า "ตกยุค" กล่าวคือการวิ่งไปสุดเส้นหลังและเปิดบอลเข้ามาให้กองหน้ายิงประตู มันไม่ตอบโจทย์ฟุตบอลสมัยใหม่อีกต่อไป นักเตะปีกยุคใหม่ต้องแข็งแกร่ง ช่วยเกมรับได้ มีจังหวะตัดเข้าในและมีความหลากหลายในการเล่น ให้คู่แข่งเดาไม่ได้ว่าจะเปิดหรือจะยิง ซึ่งเทรนด์นี้เองทำให้ เลนนอน เริ่มโดนแทนที่โดยนักเตะคนใหม่ที่สโมสรซื้อเข้ามาคนแล้วคนเล่า จากคนที่ลงเล่นต่อเนื่องก็กลายเป็นคนที่ต้องรับบทบาทตัวสำรองถาวร และนั่นคือ "ความยาก" ของการเป็นนักฟุตบอล

ครั้งหนึ่ง เคร็ก จอห์นสตัน นักเตะของ ลิเวอร์พูล และเป็นผู้ออกแบบรองเท้า อาดิดาส พรีเดเตอร์ เคยเล่าว่าการที่อยู่ดี ๆ ตกไปเป็นตัวสำรองนั้นคือสิ่งที่ทำให้นักฟุตบอลสูญเสียความมั่นใจสุด ๆ โดยเฉพาะคนที่เคยได้ออกสตาร์ทตัวจริงทุกสัปดาห์ สิ่งเหล่านี้จะบีบให้นักเตะกดดันมากขึ้นในการซ้อมแต่ละครั้งเพราะหวังจะได้สิ่งที่เคยได้กลับมา 

มองตรงนี้มันก็เหมือนเหรียญที่มีสองด้าน มุมหนึ่งความกดดันก็ทำให้นักเตะบางคนพยายามมากขึ้นที่จะก้าวข้ามอุปสรรคนั้น แต่สำหรับบางคนที่สภาพจิตใจไม่แข็งแกร่งพอมันกลายเป็นความทุกข์ใจ ไม่มีความสุข และนั่นคือจุดเริ่มต้นความขุ่นมัวในจิตใจ นั่นเองเป็นเหตุผลที่ เคร็ก จอห์นสตัน ประกาศแขวนสตั๊ดตั้งแต่อายุ 28 ปี เพราะเขามองว่าเมื่อไม่ได้เป็นตัวจริงเขารู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ...  

และดูเหมือน อารอน เลนนอน เองจะรู้สึกไม่ต่างกันกับ จอห์นสตัน นัก ติดที่ว่าเขาเองไม่ได้ประกาศเลิกเล่น และสู้กับภัยเงียบนั้นเพียงลำพังด้วยการไม่ปริปากกับใครว่า "เกิดอะไรขึ้นภายในจิตใจและความคิดของเขา" 

 

ไม่มีใครเข้มแข็งได้ทุกเรื่อง

การตกรุ่น คือความเจ็บปวดที่ต้องยอมรับและมันทำให้ เลนนอน ย้ายออกจาก สเปอร์ส ในปี 2015 และมาอยู่กับทีมระดับเล็กกว่าอย่าง เอฟเวอร์ตัน ด้วยสัญญายืมตัว ณ ที่แห่งนี้เขาเป็นนักเตะตัวหลักอีกครั้ง ทำผลงานได้ดีจน เอฟเวอร์ตัน ซื้อขาด ทว่าช่วงเวลานั้นไม่ได้ยาวนานนักเมื่อ เอฟเวอร์ตัน เปลี่ยนแปลงทีมด้วยการเอา โรนัลด์ คูมัน เข้ามาคุมทีม 

กุนซือชาวดัตช์ซื้อนักเตะเกมรุกเข้ามาเสริมทัพอีกหลายคนทั้ง เคราร์ด เดโลเฟว, ยานนิค โบลาซี่, เวย์น รูนี่ย์, ธีโอ วัลค็อตต์, กิลฟี่ ซิเกิร์ดสัน และ ซานโดร รามิเรซ ซึ่งเมื่อซื้อมาก็ต้องเอาลง และหวยก็มาออกที่ เลนนอน นักเตะที่ คูมัน ไม่ได้ซื้อซึ่งต้องกลับมาเป็นตัวสำรองอีกครั้ง

เลนนอน ยังคงเป็นมืออาชีพกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เขาไม่ปริปากบ่นเรื่องสถานะในทีมให้สื่อฟัง ไม่เคยบอกให้ใครเข้าใจ และนั่นเองที่ทำให้สภาพจิตใจของเขาถูกบั่นทอนอีกครั้ง

"ผมไม่ใช่คนชอบพูดเรื่องราวของตัวเองกับใคร ผมไม่ใช่คนที่ชอบออกสิทธิ์ออกเสียงมากมายนัก" เลนนอน เริ่มอธิบายจุดเริ่มต้นนี้ 

"ผมไม่เคยรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้นกับผม เพราะมันค่อย ๆ แทรกซึมเข้ามาในตัวผมทีละนิดแต่มันทำอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาที่นานพอ ... ผมไม่เคยคิดว่าเรื่องนี้จะส่งผลให้มันเป็นจุดจบอะไรทั้งนั้น ทุกครั้งที่มีคนเห็นปฏิกิริยาของผมพวกเขาจะถามว่า 'คุณโอเคไหมเนี่ย ?' คำตอบของผมที่ตอบเขาไปทุกครั้งคือ 'แน่นอน ผมโอเค' ซึ่งความจริงแล้วมันไม่ใช่อย่างนั้นเลย"

สถานการณ์ของ เลนนอน ในทีมถือว่าเลวร้ายลงไปอีกซึ่งเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทีม เอฟเวอร์ตัน ในเวลานั้น คูมัน ช็อปนักเตะมากมายแต่ผลงานไม่ดี เขาก็ยังซื้อนักเตะเข้ามาใหม่และส่วนใหญ่ล้มเหลวทั้งนั้น นักเตะของเอฟเวอร์ตันในช่วงปี 2016-2018 ถือว่าล้นเต็มทีม และการจะสอดแทรกขึ้นตัวจริงในจำนวนนักเตะเยอะขนาดนั้นได้ จำเป็นจะต้องใช้ความพยายามมากทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งสภาพของ เลนนอน ณ เวลานั้นต้องบอกว่า "ไม่พร้อมอย่างแรง" เขาเองไม่ได้สนิทสนมกับใครมากมายนัก โดยเฉพาะกับ คูมัน ดังนั้นโอกาสที่ยากอยู่แล้วก็ยากยิ่งคูณ 2 จนเขาได้ลงแค่ 11 เกมในปี 2016-17 จากนั้นก็หายหน้าจากรายชื่อนักเตะของทีมไปหลายเดือน ...

คำถามนี้ถูกถามโดยนักข่าวคนหนึ่งที่มีต่อคูมัน เขาสงสัยว่า "อารอน เลนนอน หายไปไหน?" คำตอบจาก คูมัน คือ เขาจะได้พักเพราะมีปัญหาเรื่องสภาพจิตใจ ... มีคนเริ่มไหวตัวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่มีใครเข้าไปอย่างตรงจุดและแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง ซึ่งเรื่องนี้ เลนนอน ยอมรับว่าเขาเองก็มีส่วนรับผิดชอบเช่นกัน

"ผมแยกตัวเองอออกจากทุกคน ผมไม่รู้สึกว่าผมเป็นส่วนเดียวกันกับทีม ไม่ได้สนิทกับใคร ดังนั้นผมเลยไม่เคยขอให้ใครช่วยเหลือเลย สิ่งที่ยากที่สุดของผมในเวลานั้นคือการยอมรับและบอกตัวเองว่า 'โอเค นายต้องดิ้นรนและบอกเรื่องนี้กับใครสักคนแล้วเพื่อน'" เลนนอน กล่าว

 

รู้ ... แต่มันทำไม่ได้ 

สภาพจิตใจว่าพังยับแล้ว สภาพร่างกายก็ไม่ต่างกัน เลนนอน เจ็บแทบจะสัปดาห์เว้นสัปดาห์ ร่างกายของเขาแย่มาก และมันทำให้เขาเครียดหนักไปอีก เพราะถ้าเขาต้องเลิกเล่นหรือแม้กระทั่งโดนยกเลิกสัญญา รายได้มากมายก็จะหายไปในทันตา มันเป็นการเพิ่มความกดดันให้กับตัวเอง ชีวิตแต่ละวันผ่านไปอย่างยากลำบาก เขายอมรับกับ เดอะ การ์เดี้ยน ว่าเขาภาวนาให้กิจกรรมช่วงกลางวันจบลง เขาจะได้กลับเข้าไปในห้องนอนแล้วหลับตาเพื่อหลีกหนีความจริง พอนานวันเข้า จากการนอนหลับเพื่ออยากหนีความจริง กลายเป็นการอยากหนีความจริงไปตลอดกาล


Photo : www.telegraph.co.uk

3 พฤษภาคม ปี 2017 ณ ทางด่วน เอ็คเซลส์ โร้ด ย่านซัลฟอร์ด ชานเมืองแมนเชสเตอร์ เกิดเรื่องที่ชวนประหลาดใจให้กับผู้ขับขี่ เพราะมีชายคนหนึ่งเดินป้วนเปี้ยนด้วยท่าทางที่ดูเหม่อลอย และดูน่ากังวล ... คน ๆ นั้นคือ อารอน เลนนอน นักเตะที่ประสบความสำเร็จมากมาย ตอนนี้ชีวิตของเขาแขวนอยู่บนเส้นด้าย เหมือนการโยนเหรียญ ออกหัวก็รอด ออกก้อยก็ตายตรงนั้นเลย 

เจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองแมนเชสเตอร์ เผยว่ามีคนโทรเข้ามาแจ้งเหตุ เลนนอน เดินบนทางด่วนจนสายแทบไหม้ (เวลา 16:35 น) ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะรุดไปที่เกิดเหตุและช่วยชีวิตชายคนนั้นไว้ก่อนที่เขาจะเดินตัดหน้ารถเพื่อฆ่าตัวตาย และโชคดีที่เจ้าหน้าที่เข้าถึงตัวเขาทันเวลาเพียงเสี้ยววินาที ... เหรียญออกหัว เลนนอน รอดชีวิตและการโดนตำรวจเช้าชาร์จครั้งนั้น ได้เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล 

ในประเทศอังกฤษ การเจอคนที่ไร้สติแบบนี้ถือเป็นเรื่องที่ต้องสะสางไม่ใช่แค่การจับ ปรับ ปล่อย เท่านั้น แต่พวกเขาจะต้องนำตัวผู้ก่อเหตุไปให้จิตแพทย์วิเคราะห์พูดคุยเพื่อหาสาเหตุที่เขาเป็นเช่นนั้น และนั่นคือสิ่งที่ เลนนอน หนีมาตลอด ความโชคดีในความโชคร้ายของการพยายามฆ่าตัวตายครั้งนี้คือมันทำให้เขาถูกพาตัวเข้าสู่กระบวนการรักษา ... และเมื่อไม่มีทางหนี เลนนอน ก็เลือกจะสู้กับปัญหานั้นด้วยการขอความช่วยเหลือจากคนอื่นเป็นครั้งแรก 

"10 นาทีที่ได้พูดคุยกับนักบำบัดจิตครั้งแรกก็รู้เลยว่าผมรอดแน่ ผมรู้ทันทีว่าเขาช่วยผมได้การคุยครั้งนั้นเปิดโลกของผมอย่างแท้จริง อย่างที่บอกผมมันคนปากหนักไม่เคยคุยเรื่องนี้กับใครมาก่อนเลย" เลนนอน เล่าถึงช่วงเวลาสำคัญที่ทำให้เขาเปลี่ยนแปลงตัวเอง 

บางครั้งคนเราก็ต้องการไม้แข็ง การโดนบังคับให้ทำไม่ได้ส่งผลร้ายเสมอไปอย่างในกรณีของ เลนนอน ถูกส่งตัวเข้าการรับการบำบัดทางจิตและประเมินสุขภาพจิตแบบสัปดาห์ต่อสัปดาห์  

และแน่นอนเมื่อดวงตาเห็นธรรม และสภาพจิตใจถูกเยียวยา เขาพบว่าแท้จริงแล้วชีวิตของเขาไม่ควรต้องมาถึงจุดนี้ได้เลย มันคือชีวิตที่น่าอิจฉา มีเงินมีทองใช้ มีครอบครัวที่ดี มีแฟนบอลที่สนับสนุน ... นั่นเองที่ทำให้เขาเริ่มมองในด้านดีของตัวเอง เลิกโทษสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต และกลับมาอยู่กับปัจจุบันด้วยการยอมรับมันอย่างเข้าใจ

 

เริ่มใหม่ด้วยรอยยิ้ม ...

ปี 2018 อารอน เลนนอน เลือกจะที่ย้ายออกจาก เอฟเวอร์ตัน มาอยู่กับ เบิร์นลี่ย์ ในการย้ายทีมครั้งนี้มีการคุยรายละเอียดกันอย่างชัดเจนว่าเขาจะไม่ได้เป็นตัวหลักของทีม แต่ เลนนอน ก็รู้ดีว่าอะไรคืออะไร เขาเข้าใจความเป็นไปของชีวิต มีขึ้น ... ย่อมมีลง ดังนั้นการอยู่กับมันและมองสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความท้าทายที่ต้องเอาชนะ นั่นเองสำคัญที่สุด

"ผมหายดี 100%" เขายืนยันคำแรกเมื่อมีคนถามถึงสภาพจิตใจที่เคยพังยับของเขา

"มันยอดเยี่ยมมากที่ได้มาที่นี่ ผมมองย้อนกลับไปจากคนที่ไม่เคยสุงสิงกับใคร ไม่สนิทกับใครในห้องแต่งตัว ไม่ขอความช่วยเหลือจากคนใกล้ชิด สุดท้ายแล้วรู้สึกว่า 'ว้าว เราเองก็ทำได้เหมือนกัน ไม่น่าเชื่อว่าเราจะไม่ยอมไปอยู่ที่ตรงนั้น (สถานบำบัดจิต)'" 

"พูดตรง ๆ เมื่อก่อนผมไม่เคยมีความคิดในหัวเลยว่าผมจะต้องเป็นตัวสำรองของใคร และเวลาที่ไม่ได้ลงเล่นมันเหมือนกับมีมนต์ดำเข้ามากัดกินหัวใจให้ความสนุกขาดหายไป ตอนนี้ไม่มีแล้ว การได้มาเล่นให้เบิร์นลี่ย์ ทำให้ผมสนุกกับฟุตบอลอีกครั้งในเวลานี้"

เขากลับมารับหน้าที่นักเตะตัวสแตนด์บายของ เบิร์นลี่ย์ ได้อย่างยอดเยี่ยม ตัวจริงบ้าง สำรองบ้าง ก็ว่ากันไป แต่ที่แน่ ๆ เขามีความสุขขึ้นมาก นอกจากเรื่องจิตใจที่บำบัดมาแล้ว อาจจะเกี่ยวข้องกับแท็คติกของ เบิร์นลี่ย์ ที่เป็นบอลโบราณ ลากสุดเส้นแล้วโยนให้กองหน้าโหม่งซึ่งเป็นสไตล์ถนัดของเขาด้วย ดังนั้นนี่คือการเริ่มใหม่ที่ไร้ที่ติ และมันช่วยเยียวยาจิตใจได้เกิน 100% ที่เขาพูดเสียด้วยซ้ำ

นักข่าวของสำนักข่าว เทเลกราฟ ที่เข้าไปสัมภาษณ์และทำบทความเกี่ยวกับชีวิตเลนนอนที่ชื่อตอนว่า "How Football got me of dark place" ทันทีที่เขานัดคิวกับ เลนนอน ได้ เขาเข้าไปหา เลนนอน ที่สโมสรและพบว่าสิ่งแรกที่เห็นจากปีกร่างเล็กวัย 30 กว่า ๆ คนนี้คือรอยยิ้มที่เขาเองไม่เคยเห็นมานานแล้ว ตลอดการสัมภาษณ์เลนนอน เล่าถึงสิ่งที่เปลี่ยนไปจากการได้รับการช่วยเหลือแบบถูกวิธีและทันเวลาซึ่งทำให้เขากลับมาเป็นคนที่มีความสุขได้แม้ในวันนี้ชื่อเสียงของเขาจะไม่โด่งดังเหมือนกับสมัยวัยรุ่นอีกแล้วก็ตาม

ไม่เพียงเท่านั้นเขายังเอาประสบการณ์ที่ผ่านมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ นอกจากเขาจะเข้าใจว่าการเข้าหาคนอื่นและมีปฎิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมทีมทำให้เขามีความสุขกับการทำงานมากขึ้น เขายังได้นำประสบการณ์เฉียดตายคอยมาเตือนใจนักเตะวัยรุ่นในทีมหลาย ๆ คนว่าจงระวังเรื่องของความคาดหวังและกดดันให้ดี ... รับมือกับมันให้ได้ในสักวัน

"ผมพยายามช่วยเหลือนักเตะด้วยกันอยู่เสมอโดยเฉพาะพวกนักเตะหนุ่มที่กำลังขึ้นรุ่นใหญ่ เพราะสำหรับโลกฟุตบอลทุกวันนี้พวกเขาต้องการคำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องชีวิตนักฟุตบอลและความคาดหวังเป็นอย่างมาก"  เลนนอน กล่าวถึงมุมมองและการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปของเขาเอง

ตลอดช่วงเวลา 3 ปีกับ เบิร์นลี่ย์ ในฐานะแข้งสแตนด์บาย เลนนอน กลายเป็นนักเตะที่เพื่อนร่วมทีมให้ความเคารพและยอมรับในความเป็นมืออาชีพ ตอนนี้เขาอายุ 33 ปี และเพิ่งหมดสัญญากับเบิร์นลี่ย์หลังฤดูกาล 2019-20 ปิดตัวลง 

หากเป็น เลนนอน คนเดิม การหมดสัญญาไม่มีสโมสรอาจจะหมายถึงตวามตกต่ำของชีวิตแล้ว แต่ทุกวันนี้ไม่มีปัญหาใดจะร้ายแรงและทำร้ายจิตใจของเขาได้ เขายอมรับกับการถอยหลังตามวัฏจักรของนักเตะอาชีพ และพร้อมรับความท้าทายใหม่กับ เคย์เซริสปอร์ ทีมจากลีก ตุรกี

จะทีมเล็กหรือใหญ่ จะโด่งดังหรือไร้ชื่อเสียงไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไป ชีวิตของมนุษย์ไม่ได้มีแค่ฟุตบอลและ อารอน เลนนอน เข้าใจเรื่องนี้อย่างถ่องแท้ ... มีความสุขกับปัจจุบัน และเฝ้ารออนาคตด้วยความตื่นเต้น ปรัชญานี้ใช้ได้เสมอไม่ใช่แค่กับ เลนนอน เท่านั้น ... คุณเองก็สามารถพบกับชีวิตที่มีความสุขได้หากรู้จักการเข้าใจและยอมรับเหมือนกับที่ อารอน เลนนอน เป็น