รับชมที่นี่! รวมหนังผีสุดสยอง

"ราฟาเอล มอนเตโร" : ผู้ทิ้งชีวิตลูกเศรษฐีมาเป็นโค้ชฟิตเนสให้ทีมฟุตบอลในไทย

"ราฟาเอล มอนเตโร" : ผู้ทิ้งชีวิตลูกเศรษฐีมาเป็นโค้ชฟิตเนสให้ทีมฟุตบอลในไทย
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

มนุษย์ทุกคนล้วนต้องการเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะ มีเงินทองมากมายคอยสนับสนุน เพราะการมีทรัพย์สินมหาศาล ช่วยให้ชีวิตคุณง่ายดายขึ้น นี่คือความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่คนทุกคนบนโลกที่คิดแบบนั้น…

ราฟาเอล มอนเตโร หนุ่มชาวบราซิล ที่เกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวย ทางบ้านพร้อมสนับสนุน ทว่าเขากลับเลือกทิ้งชีวิตที่เพียบพร้อม แล้วหันมาเดินหน้าล่าความฝัน ตามหาชีวิตที่มีความสุข ในฐานะนักฟิตเนสประจำสโมสรฟุตบอล

Main Stand จะพาไปรู้จักชายที่เลือกหันหลังให้กับเส้นทางที่ครอบครัววางไว้ให้ และเลือกทางเดินของตนเอง จนกลายเป็นโค้ชฟิตเนสที่ทำงานในเมืองไทยยาวถึง 11 ปี

1

ผู้ชายที่แตกต่าง

"ผมไม่ได้ชอบฟุตบอลเท่าไหร่ตอนเป็นเด็ก กว่าจะมาสนใจตอนอายุสัก 17-18 ตอนเด็กผมชอบบาสเกตบอลมากกว่า สมัยนั้นผมมีคอมพิวเตอร์ เข้าอินเทอร์เน็ตได้ ผมใช้เพื่อเข้าเว็บไซต์ NBA อย่างเดียว"

"ด้วยความที่ผมเป็นคนบราซิล ฟุตบอลอยู่รอบคุณตลอดเวลา กีฬาอยู่กับชีวิตของคุณ"

"คุณพ่อของผม ท่านเคยเป็นอดีตนักฟุตบอล แม้จะไม่ได้เซ็นสัญญาอาชีพ แต่สุดท้ายผมใกล้ชิดกับกีฬามาก ทำให้ผมสนใจกีฬาทั้ง ฟุตบอล บาสเกตบอล วอลเลย์บอล" ราฟาเอลเล่าเรื่องราวของเขา

ราฟาเอล มอนเตโร เกิดและเติบโตในประเทศบราซิล แต่รกรากครอบครัวของเขา เริ่มต้นอพยพมาจากประเทศโปรตุเกส โดยมีคุณพ่อเป็นนักธุรกิจ มีกิจการปั้มน้ำมันและฟาร์มเป็นของตัวเอง รวมถึงคุณปู่ที่เป็นวิศวกร ทำให้ครอบครัวของเขามีฐานะดี ไม่มีปัญหาขัดสนด้านเงินทอง 

ราฟาเอลได้รับการสนับสนุนอย่างดีในชีวิต เขาถูกปูทางอย่างสวยงามที่จะได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ ได้เรียนในโรงเรียนชั้นเลิศ พูดภาษาอังกฤษได้ตั้งแต่วัยเด็ก 

2

เพราะว่าครอบครัวของเขา ต้องการให้ลูกชายคนนี้เติบโตทำงานที่มีรายได้สูง มีหน้าตาทางสังคม และสามารถสืบทอดธุรกิจของครอบครัวได้

"ตั้งแต่จำความได้ ผมไม่ชอบการเรียนเลย เป็นเด็กที่เรียนได้แย่มาก สิ่งเดียวที่ผมสนใจในตอนนั้น คือวิชาพลศึกษา"

"ไม่รู้จะพูดว่าผมเป็นเด็กไฮเปอร์ได้ไหม แต่ผมชอบเจอผู้คน ไม่เคยหยุดที่จะหาอะไรทำ ผมไม่สามารถนั่งเล่นเกม หรือนั่งหน้าคอม เก็บตัวอยู่คนเดียว มันน่าเบื่อ ผมต้องการจะทำกิจกรรมกับคนอื่น"

"ผมคิดว่านี่คงเป็นจุดที่ทำให้ผมสนใจด้านกีฬา เพราะกีฬาคือกิจกรรมที่เราได้ทำร่วมกับคนอื่น ทำให้ผมสนใจเรื่องเกี่ยวกับกีฬา และผมคิดว่าคงจะดี ถ้าผมได้ทำงานด้านนี้ เพราะเป็นเรื่องเดียวที่ผมสนใจ"

ราฟาเอลตั้งเป้าหมายชัดเจนว่า เขาจะเรียนต่อด้านพลศึกษา..

ไม่ต้องบอกคงเดาได้ว่า ครอบครัวนักธุรกิจของเขาไม่มีทางเห็นด้วยที่ลูกชายเลือกเรียนด้านกีฬา แทนที่จะเป็นด้านการเงิน หรือ วิศวกรรม ตามที่ครอบครัวตั้งใจไว้

3

"เป็นช่วงเวลาที่ยากสำหรับผมเหมือนกัน ผมมีพี่ชาย และเขาเรียนจบวิศวะ เวลาผม, พี่ชาย กับคุณพ่อ ไปเจอผู้คน คุณพ่อจะแนะนำตัวพี่ชายผมอย่างดี เรียนจบที่ไหน ทำงานที่ไหน เยอะแยะมากมาย ในขณะที่ผม พ่อจะแนะนำแค่ว่าเป็น โค้ชกีฬา จบ"

"ผมไม่เคยโกรธคุณพ่อ ผมเข้าใจว่าเขาอยากให้ผมทำงานที่ได้เงินเยอะ มีหน้ามีตา แต่ผมจินตนาการตัวเองทำงานในออฟฟิศ ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ไม่ออกจริงๆ ผมไม่อยากทำงานเป็นนักธุรกิจ ทุกวันเจอแต่เรื่องตึงเครียด ต่างคนต่างโมโหใส่กัน นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากจะทำหรืออยากจะเป็น"

"คุณรู้ไหม ผมเข้าเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยด้านพลศึกษา ผมได้เกรดเอแทบทุกวิชา ทั้งที่ก่อนหน้านี้ผมเป็นเด็กเรียนไม่ดี เพราะว่าสุดท้าย ผมได้เรียนในสิ่งที่ชอบ เมื่อผมได้เรียนในสิ่งที่ชอบ ผมก็ทำได้ดี"

"ผมจึงตั้งเป้าหมายว่า หลังจากนี้ผมจะทำงานที่ผมรักเท่านั้น ทำงานที่ผมอยากจะทำ เพราะผมจะมีความสุข และผมจะทำออกมาได้ดี"

เดินหน้าล่าฝัน

หลังจากราฟาเอลเรียนจบในระดับมหาวิทยาลัย เขาเริ่มต้นทำงานในฐานะโค้ชฟิตเนสกับสโมสรโบตาโฟโก (Botafogo) ทีมฟุตบอลชั้นนำของบราซิลในระดับเยาวชน

4

ก่อนจะเริ่มเปลี่ยนสโมสรฟุตบอลไปเรื่อยๆ เพื่อหาทางพัฒนาตนเอง และที่สำคัญที่สุด เขาต้องการพิสูจน์ตัวเองให้ครอบครัวได้เห็น

"ผมบอกชัดเจนกับที่บ้านว่า ผมไม่ต้องการเงินแม้แต่บาทเดียวจากครอบครัวในการสนับสนุนชีวิต การเป็นโค้ชฟุตบอลของผม ผมต้องการเดินด้วยตัวเอง"

"แน่นอนว่าการมีครอบครัวสนับสนุนเป็นเรื่องที่ดี ชีวิตผมได้รับการสนับสนุนมาเยอะ ทั้งโอกาสในชีวิตและเรื่องการเรียน แต่ผมได้เห็นข้อเสียมากมายเช่นกัน"

"ผมได้เห็นเพื่อนผมหลายคนที่เป็นลูกคนรวยเหมือนกัน พวกเขาไม่มีเป้าหมายในชีวิต เพราะพวกเขามีครอบครัวที่ดีหนุนหลังมากเกินไป"

"สมมติพวกเขาไปเปิดร้านอาหารแล้วเจ๊ง พวกเขาจะกลับไปขอความช่วยเหลือจากครอบครัว ครอบครัวก็จะช่วยเหลือ หลังจากนั้นเขาจะนำเงินมาทำธุรกิจใหม่ แล้วก็พังอีก กลับไปหาครอบครัว ครอบครัวก็ช่วยเหลือ เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ"

5

"ผมอยากจะสร้างชีวิตของตัวเอง ผมมุ่งมั่นมั่นอย่างมากที่จะอยู่ให้ได้ด้วยตัวผมเอง แต่มันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการทำงานในบราซิล คุณต้องมีคอนเนคชั่น ผมรู้จักคนที่ประสบความสำเร็จกับการทำงานในวงการฟุตบอลที่บราซิลจำนวนมาก ต้องมีพ่อเป็นนักฟุตบอล มีพ่อเป็นโค้ช มีพ่อเป็นเพื่อนกับประธานสโมสร"

"ส่วนผมไม่มีอะไรเลย จริงๆผมก็มีคอนเนคชั่นถ้าผมให้พ่อช่วย แต่ผมยืนยันแล้วว่า ผมเลือกทางนี้ และจะเดินด้วยตัวเอง ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากครอบครัว"

ราฟาเอลพยายามพิสูจน์ตัวเองอย่างหนัก ด้วยการใช้ฝีมือเป็นใบเบิกทาง ในอาชีพโค้ชฟิตเนสของเขา หวังว่าสักวันจะได้ไปร่วมงานกับสโมสรแถวหน้าของบราซิล น่าเสียดายที่สุดท้าย เขาไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตัวเองตั้งไว้ และการทำงานกับสโมสรที่ไม่มีชื่อเสียงมากนัก ทำให้เขาต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันอย่างหนักจากครอบครัว

"มีครั้งหนึ่ง ผมตกงาน เพราะสโมสรที่ผมทำงานให้ยุบทีม ผมกำลังนั่งเขียนใบสมัครและแม่ผมมาเห็นเข้า พอท่านรู้ว่าผมตกงาน ท่านบอกว่า 'อยู่บ้านนี้ ถ้าไม่ทำงาน ก็ไม่ต้องกินข้าว' ผมช็อคไปเลย"

6

"รวมถึงการที่คุณแม่ชอบบอกว่า 'ถ้าอายุ 30 เมื่อไหร่จะอาศัยบ้านของพ่อไม่ได้แล้ว' ยิ่งเป็นแรงกดดันให้เราต้องทำอะไรสักอย่าง เพื่อประสบความสำเร็จในชีวิต"

"ผมไม่เคยโกรธครอบครัว ผมมองว่าเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ ทำให้ผมมีแรงกระตุ้นที่อยากจะประสบความสำเร็จในชีวิต ผมรู้สึกว่าเมื่อเราจนตรอก เราจะสู้ให้ถึงที่สุด ผมมองว่าการที่ผมไม่มีครอบครัวคอยหนุนหลัง ทำให้ผมเป็นผู้ชายที่ดีขึ้น"

"หลายครั้งที่พ่อโทรมาหาผมบอกว่า 'ราฟาเอล พอเถอะ กลับมาทำธุรกิจกับพ่อ' แต่ผมปฏิเสธตลอด ผมเชื่อว่าคนเรามีทางเลือก ผมจะไม่ยอมแพ้ จะสู้ จะไปต่อ สักวันหนึ่งผมต้องทำความฝันให้สำเร็จ"

ชีวิตใหม่ที่เมืองไทย

การทำงานหนักไม่เคยส่งผลเสียให้กับใคร และอย่างน้อยจะต้องมีใครสักคนที่เห็นคุณค่า..

ความสามารถของ ราฟาเอล มอนเตโร อยู่ในสายตาของ คาร์ลอส อัลแบร์โต อดีตผู้จัดการทีมชาติไทย ที่เคยร่วมงานกับราฟาเอลมาก่อนที่บราซิล

8

ปี 2009 คาร์ลอส อัลแบร์โต กลับมาร่วมงานกับสมาคมฟุตบอลไทยอีกครั้ง ในฐานะโค้ชชุดอายุไม่เกิน 19 ปี เขาจึงมอบโอกาสครั้งสำคัญให้กับราฟาเอล ด้วยการชักชวนเข้ามาทำงานที่ประเทศไทย ในฐานะโค้ชฟิตเนสของทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย และราฟาเอลตอบตกลง

"การออกมาทำงานต่างประเทศ คือโอกาสดีที่ผมจะพัฒนาฝีมือ การทำงานกับทีมฟุตบอลระดับชาติ ไม่ว่าจะเป็นประเทศไหน หรือชุดอะไรก็ตาม คือเรื่องที่ดี และปูทางสู่การทำงานกับองค์กรที่ใหญ่ขึ้นในอนาคต อีกเรื่องคือผมย้ายมาเมืองไทยตอนอายุ 30 พอดี ผมออกจากบ้านของพ่อได้ตามที่แม่บอกเอาไว้ (เป็นการเปรียบเปรยว่า เขาสร้างเส้นทางชีวิตของตนเอง ได้ตามที่ครอบครัวต้องการ)"

ปี 2010 ราฟาเอล ลาออกจากการทำงานในระดับทีมชาติ เพื่อร่วมงานกับ คาร์ลอส อัลแบร์โต อีกครั้ง ที่สโมสรบางกอกกลาส เอฟซี (บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ในปัจจุบัน) เป็นการเปิดประตูกับการทำงานในฐานะโค้ชฟิตเนส ณ ดินแดนสยามเมืองยิ้ม อย่างเต็มตัว

"การทำงานในประเทศไทยไม่ใช่เรื่องง่าย คุณต้องศึกษาวัฒนธรรมของประเทศนี้ ตอนแรกที่ผมมาทำงานที่นี่ มีหลายอย่างที่ผมไม่เข้าใจและผมต้องปรับตัวอย่างมาก ศึกษานิสัยใจคอของผู้คน หาวิธีที่จะทำงานร่วมงานกับนักเตะให้ได้”

9

"ผมกล้าพูดว่า ถ้าผมไม่ปรับตัว ผมคงไปจากที่นี่ตั้งนานแล้วเพราะไม่มีใครจ้าง ผมเจอโค้ชต่างชาติมากมายมาล้มเหลวในไทยเพราะพวกเขาไม่ยอมปรับตัว เอาแต่โทษว่า นักเตะไทยขี้เกียจ ไม่เป็นมืออาชีพ ซึ่งเป็นเรื่องง่ายที่คุณจะโยนความผิดให้คนอื่น"

"ผมเชื่อว่าไม่มีนักเตะไทยคนไหนที่ขี้เกียจฝึกซ้อม แต่เป็นเพราะพวกเขาสูญเสียการมุ่งมั่น ด้วยเหตุผลบางอย่าง"

"นักฟุตบอลคือมนุษย์ไม่ใช่เครื่องจักร พวกเขามีปัญหามากมายในใจที่คุณอาจจะไม่รู้ และส่งผลกระทบต่อการซ้อม ซึ่งการด่าอย่างเดียว โทษว่าพวกเขาขี้เกียจ ไม่ช่วยอะไร"

ราฟาเอล มอนเตโร ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นโค้ชฟิตเนส มีหน้าที่ดูแลเรื่องสภาพร่างกายของนักเตะ แต่สำหรับเขา การดูแลสภาพจิตใจของนักฟุตบอลมีความสำคัญไม่แพ้กัน และอาจจะสำคัญกว่าด้วยซ้ำกับฟุตบอลในยุคปัจจุบัน

"จากมุมมองของผมในฐานะโค้ชฟิตเนส เรามีหน้าที่จะต้องช่วยพัฒนานักฟุตบอลให้พวกเขาเก่งขึ้นในทุกวัน ดังนั้น ผมจึงต้องศึกษาพวกเขา ทำความเข้าใจความคิด ความรู้สึกของนักฟุตบอล ทำไมพวกเขาจึงไม่ตั้งใจ ไม่มุ่งมั่นกับการซ้อม"

10

"นักฟุตบอลบางคนพอไม่ได้เป็นตัวจริง พวกเขาจะเริ่มรู้สึกว่า เราจะซ้อมไปทำไม ผมต้องบอกพวกเขาว่า คุณต้องตั้งใจ ทำให้ตัวเองพร้อมมากที่สุด คุณไม่รู้หรอกว่าโอกาสจะมาตอนไหน แต่ถ้าคุณไม่ทำเต็มที่ คุณมีโอกาสลงสนาม ถึงจะแค่ 10 นาที แต่ถ้าคุณทำได้ไม่ดี คุณจบเลยนะ"

"เรื่องสำคัญคือ หน้าที่ของเรา (โค้ชฟิตเนส) ต้องทำให้นักบอลเก่งขึ้น แล้วเราจะทำอย่างไร? การสั่งให้พวกเขาทำตามคำสั่ง ไม่ช่วยอะไร เพราะนักฟุตบอลไทยจะไม่เข้าใจว่า พวกเขาทำตามที่ผมสั่ง แล้วพวกเขาจะได้อะไรกลับมา"

"ผมต้องการให้พวกเขาซ้อม เพราะความต้องการของพวกเขาเองที่อยากจะพัฒนาขึ้น เราต้องอธิบายกับเขาว่า การฝึกซ้อมจะต้องทำแบบนี้เพราะอะไร เขาจะมีสภาพร่างกายดีขึ้นได้อย่างไร ผลออกมาแบบไหน ถ้าเขาทำตามแล้วผลออกมาดีขึ้น นักฟุตบอลก็จะอยากฝึกซ้อม นี่คือสิ่งที่ผมทำ เป็นเป้าหมายในฐานะโค้ชฟิตเนส"

ความสุขของชีวิต

จากโค้ชฟิตเนสชาวต่างชาติหน้าใหม่ในปี 2009 เวลาผ่านไป 11 ปี ราฟาเอล มอนเตโร ยังคงเป็นโค้ชฟิตเนสที่ทำงานอยู่ในเมืองไทย

11

เขาเป็นที่รู้จักของนักฟุตบอลจำนวนมาก ผ่านการร่วมงานหลากหลายสโมสร ไม่ว่าจะทีมใหญ่หรือเล็ก เคยเป็นทั้งแชมป์ไทยลีก, แชมป์เอฟเอคัพ, เเชมป์ลีกคัพ รวมถึงมีประสบการณ์ตกชั้นกับสโมสรมาแล้ว

ราฟาเอลอาจจะเป็นคนบราซิลที่เข้าใจคนไทยเป็นอย่างดี เพราะเขาพูดภาษาไทยได้อย่างชัดเจน ผ่านการเรียนภาษาตั้งแต่ช่วงแรกที่มาถึง รวมถึงเรียนภาษาอังกฤษ เพื่อศึกษากับคนไทยให้ดียิ่งขึ้น และคลุกคลีกับวงการฟุตบอลไทย จนมีคอนเนคชั่นมากมาย แต่แค่คอนเนคชั่น หรือ ความสามารถในการปรับตัว ไม่ได้เป็นเพียงเหตุผลที่ทำให้เขาทำงานในเมืองไทยได้ตลอด 11 ปี 

กว่าจะมาถึงจุดที่เขาเป็นโค้ชฟิตเนสแถวหน้าของวงการฟุตบอลไทย ย้อนไปในสมัยที่ราฟาเอลทำงานอยู่ที่บราซิล เขาต้องทำงานหนักมาโดยตลอด เพื่อพิสูจน์ตัวเองให้ผู้คนยอมรับ และสิ่งนั้นยังคงอยู่ในตัวเขาจนถึงทุกวันนี้

"ผมทำงานเต็มที่ 100 เปอร์เซนต์เสมอ มากกว่านี้ไม่ได้ น้อยกว่านี้ไม่ได้ และผมต้องการพานักฟุตบอลไปถึงลิมิตของเขาเต็มที่ 100 เปอร์เซนต์เช่นกัน ผมไม่มีความสุขนะ ถ้าจะทำงานไปวันๆ รับเงินเดือนไปเรื่อยๆ ถ้าเป็นแบบนั้นผมลาออกดีกว่า"

"ผมจะนั่งเล่นมือถือแล้วสั่งนักฟุตบอลซ้อมไป 5 เซ็ตตามที่สั่งก็ได้ แต่ผมไม่ทำ ผมมาทำงานตรงนี้ เพราะงานนี้ทำให้ผมได้ทำงานร่วมกับผู้คน เพราะฉะนั้น ผมจึงทำมันอย่างเต็มที่"

12

"ผมถือคติว่า สำหรับนักฟุตบอล คุณต้องเก่งขึ้นในทุกวันที่มาสนามฟุตบอล ผมไม่บังคับนักฟุตบอลเรื่องการซ้อม เพราะผมต้องการคนที่จะมาซ้อมจริงๆ ถ้าคุณอยากมาซ้อมมาเลย ทำให้เต็มที่ แต่ถ้าคุณจะมาซ้อมเพราะมันเป็นหน้าที่ ทำแบบขอไปที ผมบอกเขาไปตรงๆ ไม่ต้องมา เราทุกคนจะเสียเวลาแบบไม่ได้อะไร"

"แต่ถ้าคุณอยากซ้อมจริง จะซ้อมเพิ่ม ผมต้องเสียเวลาเพิ่ม ไม่มีปัญหาเลยถ้าคุณอยากซ้อม ซึ่งทุกวันนี้เป็นเรื่องดีนะ นักฟุตบอลส่วนใหญ่มาสนามซ้อม เพราะพวกเขาต้องการจะซ้อมจริงๆ"

ฟังดูแล้ว ราฟาเอลเป็นโค้ชที่โหดไม่น้อย ซึ่งในความเป็นจริง เขาเป็นโค้ชที่ขึ้นชื่อเรื่องซ้อมหนัก และนักฟุตบอลในไทยลีกรู้เรื่องชื่อเสียงเรียงนามของเขาดี 

กระนั้น นักเตะจำนวนมากยังคงชื่นชอบในตัวเขา เพราะสุดท้ายสิ่งที่ทำให้เขาเลือกมาทำงานเป็นโค้ชฟิตเนส เพราะนี่คืองานที่เขารัก งานที่ทำให้เขามีความสุข และ ราฟาเอล ต้องการส่งต่อความรู้สึกนี้ให้กับนักฟุตบอลของเขา

"ผมชอบทำงานที่สนุก มีเสียงหัวเราะ เฮฮา สามารถหยอกล้อกันได้ การทำงานในสโมสรฟุตบอลให้ผมในสิ่งนี้ ถ้าผมไปทำงานเป็นนักธุรกิจ ผมคงไปเล่นตลกกับใครไม่ได้"

13

"นักฟุตบอลไทยชอบการฝึกซ้อมที่สนุกสนาน ซึ่งตรงกับแนวทางการทำงานของผม ผมจึงพยายามทำให้การฝึกเต็มไปด้วยความสนุก เพราะผมเชื่อว่าถ้านักฟุตบอลสนุก เขาจะทำงานของเขาอย่างเต็มที่ 100 เปอร์เซนต์ เป็นเป้าหมายของผม"

"ผมยกตัวอย่าง เจ ชนาธิป (สรงกระสินธ์) เขาเป็นคนเต็มที่ตลอดในการฝึกซ้อม แต่คุณต้องทำให้เขาสนุกไปด้วย ถ้าเขาสนุก เขาแฮปปี้ เขาก็ทำงานอย่างเต็มที่ ฟุตบอลคืองานที่ต้องมีความสุข ถ้าผมทำงานอย่างมีความสุข นักฟุตบอลทำงานอย่างมีความสุข ทุกคนจะสนุกไปกับมัน"

ปัจจุบัน ราฟาเอล มอนเตโร ไม่ได้เป็นเพียงแค่โค้ชฟิตเนสให้ทีมฟุตบอลอาชีพ เขายังมีคลีนิคส่วนตัว, เป็นเทรนเนอร์ให้นักแสดงชื่อเสียงระดับประเทศ, เป็นพรีเซนเตอร์สินค้า รวมถึงมีโปรเจ็คต์หลายอย่างที่กำลังจะทำในอนาคต จนเราสามารถบอกได้ว่า ราฟาเอล มอนเตโร ประสบความสำเร็จกับเส้นทางในฐานะนักฟิตเนสที่เขาเลือกเดินด้วยตัวของเขาเอง

15

แต่ไม่ว่าชีวิตของเขาจะเดินก้าวไปไกลแค่ไหน สิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่คู่กับเขาตลอด คืออาชีพการเป็นโค้ชฟิตเนสให้ทีมฟุตบอลที่อยู่คู่กับตัวเขามาเกือบครึ่งชีวิต

"ผมยอมรับว่า บางครั้งผมคิดถึงการเลิกเป็นนักฟิตเนสให้ทีมฟุตบอล เพราะหน้าที่ตรงนี้กินเวลาเยอะมากในชีวิตของผม แต่ถ้าให้พูดตามตรง ตอนนี้ผมยังไม่มีความคิดที่จะเลิกทำ"

"ผมมีความสุขกับการทำงานตรงนี้ การเป็นโค้ชฟิตเนสในทีมฟุตบอลคือเรื่องที่สนุก นักฟุตบอลเหล่านี้เป็นเหมือนนักเรียน และพวกเขาคือนักเรียนที่อยู่ในวัยที่กำลังสนุกที่สุดในชีวิต เราเล่นมุขตลกกับเขาได้ สนุกกับพวกเขา กวนตีนได้ (พูดเป็นภาษาไทย) ในทางที่ดี"

"การทำงานต้องมีความสุข แน่นอนเงินคือสิ่งสำคัญ แต่ผมไม่ได้ทำงานเพื่อเงินเพียงอย่างเดียว เพราะการทำงานคุณต้องมีความสุข เพราะถ้าคุณไม่มีความสุข คุณไม่มีทางทำงานออกมาได้ดี"

"มีคุณครูคนหนึ่งเคยบอกว่า เหตุผลที่เขาเลิกเป็นครูไม่ได้ เพราะเขายังคงสนุกกับการสอนนักเรียน ผมคิดว่าผมเป็นแบบนั้นเหมือนกัน" ราฟาเอลกล่าวทิ้งท้าย