เกาหลีใต้กับฟุตบอลโลก 2002 : ชัยชนะที่โลกเกลียดแต่ปลุกชาติสู่มหาอำนาจลูกหนังเอเชีย

เกาหลีใต้กับฟุตบอลโลก 2002 : ชัยชนะที่โลกเกลียดแต่ปลุกชาติสู่มหาอำนาจลูกหนังเอเชีย
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

ฟุตบอลโลก 2002 คือครั้งแรกที่ประเทศจากทวีปเอเชียเป็นเจ้าภาพการแข่งขัน โดยการร่วมมือระหว่าง ญี่ปุ่น กับ เกาหลีใต้ อันเป็นหนแรกที่มีผู้จัดเป็นสองชาติร่วมในประวัติศาสตร์ทัวร์นาเมนต์นี้

ฟุตบอลโลก 2002 จบลง พร้อมกับประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของ เกาหลีใต้ ที่คว้าอันดับที่ 4 นับเป็นผลงานของชาติจากเอเชียที่ดีที่สุดในฟุตบอลโลกจนถึงปัจจุบัน

แต่แทนที่ชาวเอเชียจะชื่นชมผลงานของเกาหลีใต้ อันเป็นหน้าเป็นตาของทวีป พวกเขากลับได้รับคำต่อว่าจากความสำเร็จที่เกิดขึ้น เนื่องด้วยข้อครหากับชัยชนะที่ดูไม่ใสสะอาดที่เกิดขึ้นในเวิลด์คัพฉบับเอเชีย 

รอยด่างนั้นสร้างภาพลักษณ์ให้กับเกาหลีใต้ดูเป็นคนขี้โกงในภาพจำของคนหลายชาติ ไม่ว่าจะเป็น อิตาลี, สเปน หรือแม้กระทั่งในประเทศไทย 

แม้จะเต็มไปด้วยเรื่องฉาว แต่อีกด้าน วงการฟุตบอลเกาหลีใต้ได้รับประโยชน์มหาศาลจากความสำเร็จในฟุตบอลโลกครั้งนั้น และเปลี่ยนให้เกาหลีใต้กลายเป็นสุดยอดทีมฟุตบอลของทวีปเอเชียจนถึงปัจจุบัน

Main Stand จะพาไปย้อนดูถึงเรื่องราวของทีมชาติเกาหลีใต้ในฟุตบอลโลก 2002 และสิ่งที่ตามมา ที่ปลุกให้พวกเขากลายเป็นชาติมหาอำนาจของวงการลูกหนังเอเชีย

เกาหลีใต้กับฟุตบอลสุดฉาวในปี 2002

เกาหลีใต้เริ่มต้นทัวร์นาเมนต์ด้วยการเอาชนะโปแลนด์ 2-0 เกมถัดมาเสมอสหรัฐอเมริกา 1-1 โอกาสผ่านรอบแบ่งกลุ่มเข้าสู่รอบสองมีความเป็นไปได้ หากนัดสุดท้ายทัพเสือร้ายแห่งเอเชียไม่แพ้ต่อทีมชาติโปรตุเกสที่นำทัพโดยนักเตะชื่อดัง อย่าง หลุยส์ ฟิโก, เปาโล ซูซา, นูโน โกเมส

1

ในเกมที่ชี้ชะตาการผ่านเข้ารอบของทั้งสองทีม เพียง 22 นาที เจา ปินโต แข้งทีมชาติโปรตุเกสถูกไล่ออกจากสนาม หลังได้รับใบเหลืองสองใบติดต่อกันจากการทำฟาวล์อย่างหนัก ตามมาด้วยในนาที 66 เบโต คืออีกหนึ่งผู้เล่นโปรตุเกสที่โดนไล่ออก จากการตัดเกมหนักใส่แข้งเกาหลีใต้

การเหลือผู้เล่น 9 คน ส่งผลให้เกาหลีใต้ได้ประตูชัยในนาทีที่ 70 จากพัค จีซอง ส่งเกาหลีใต้เข้าสู่รอบสองในฐานะแชมป์กลุ่มและเขี่ยโปรตุเกสตกรอบแบบสร้างความตกใจให้แฟนบอลทั่วโลก

2

อันที่จริงในเกมนัดนั้นยังไม่ค่อยมีใครตั้งข้อสงสัยว่ามีการตัดสินที่ลำเอียงเข้าข้างเจ้าภาพหรือเปล่า เพราะรูปเกม 90 นาที เกาหลีใต้เล่นดีกว่าโปรตุเกสจริง ส่วนจังหวะทำฟาวล์ของผู้เล่นโปรตุเกสก็อยู่ในดุลพินิจที่ผู้ตัดสินแจกใบแดงได้จริง เพราะว่าสกัดเข้าไปที่บริเวณหัวเข่า 

อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างมาชัดเจนในรอบสอง ระหว่าง เกาหลีใต้ กับ อิตาลี.. แฟนบอลทั่วโลก ยกเว้นชาวเกาหลีใต้ ล้วนเชื่อว่ายอดทีมจากแดนยุโรปจะเก็บชัยชนะอย่างง่ายดาย และยุติเส้นทางของเจ้าภาพร่วมไว้เพียงเท่านี้ แต่ความจริงที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม

เริ่มเกมได้ไม่นาน แฟนบอลเริ่มเห็นความผิดปกติของการแข่งขัน หลายครั้งที่อิตาลีควรได้ฟาวล์จากการเล่นตุกติกเล็กน้อยของผู้เล่นเกาหลีใต้ แต่กรรมการชาวเอกวาดอร์อย่าง ไบรอน โมเรโน กลับปล่อยผ่านเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น 

3

นาทีที่ 18 ของการแข่งขัน คริสเตียน วิเอรี โหม่งประตูให้อิตาลีออกนำไปก่อน หลังจากนั้นทุกอย่างเริ่มแย่ลง.. นักเตะอิตาลีเสียฟาวล์บ่อยครั้งด้วยจังหวะที่ไม่น่าเป็นการฟาวล์ รวมถึง อเลสซานโดร เดล ปิเอโร ถูกนักเตะเกาหลีใต้ฟาดท่อนแขนใส่ใบหน้าจนมีแผลแตก แต่กลับไม่ได้กระทั่งจังหวะฟาวล์

เมื่อกรรมการไม่ยอมเป่าฟาวล์ให้นักเตะอิตาลี สนามฟุตบอลจึงเริ่มเปลี่ยนเป็นสนามมวย แข้งจากแดนยุโรปถูกนักเตะเกาหลีใต้ไล่เตะไล่ทำฟาวล์เป็นว่าเล่น หลายจังหวะที่ควรเป็นใบแดง นักเตะเกาหลีใต้ได้แค่ใบเหลือง บางจังหวะที่ควรเป็นใบเหลือง แข้งเกาหลีได้รับแค่การเตือน

นักเตะอิตาลีเริ่มหงุดหงิดและเสียสมาธิจากการตัดสินของกรรมการ สุดท้ายพวกเขาจึงพลาดในช่วงท้ายเกม ถูก ซอล กีฮยอน ยิงประตูตีเสมอในนาทีที่ 86 ทำให้เกมการแข่งขันต้องไปต่อเวลาพิเศษ

ฟุตบอลโลก 2002 คือยุคที่เกมฟุตบอลยังใช้กฎโกลเดนโกล หรือทีมไหนทำประตูได้ก่อนในช่วงต่อเวลาเป็นฝ่ายชนะทันที ดังนั้น โอกาสการเข้ารอบของเกาหลีใต้จึงเป็นเรื่องที่ง่ายมาก หากพวกเขาทำประตูได้ก่อน และกรรมการจอมฉาวอย่าง โมเรโนพร้อมที่จะจัดให้

4

นาทีที่ 103 ฟรานเชสโก ต็อตติ ถูกแข้งเกาหลีใต้ขัดขาล้มในกรอบเขตโทษ แต่แทนที่ทีมชาติอิตาลีจะได้จุดโทษ ต็อตติกลับถูกไล่ออกด้วข้อหาพุ่งล้ม.. โจวานนี ตราปัตโตนี ผู้จัดการทีมของอิตาลีโมโหจนถึงขั้นเดินไปคุยกับฝ่ายจัดการแข่งขันแต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

สุดท้าย อัน จองฮวาน กลายเป็นฮีโร่ของประเทศเกาหลีใต้ โหม่งประตูชัยในนาทีที่ 117 พาเกาหลีใต้ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย ส่วนอิตาลีตกรอบแบบชอกช้ำพร้อมกับการสาปแช่งเกาหลีใต้ เป็นประเทศที่พวกเขาเกลียดมาจนถึงปัจจุบัน

เกาหลีใต้ผ่านเข้ารอบไปเจอกับสเปนที่กำลังมาแรงอย่างมากในฟุตบอลโลกครั้งนั้น พวกเขามีนักเตะชูโรงอย่าง ราอูล กอนซาเลซ, เฟร์นานโด เอียร์โร, อิเกร์ การ์ซิยาส และ เฟร์นานโด มอริเอนเตส ที่ร่วมกันคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก กับทีม เรอัล มาดริด ในฤดูกาล 2002 

แต่ความยอดเยี่ยมของทัพกระทิงดุเป็นอันต้องจอด เมื่อเจอกับเกาหลีใต้ในเกมนัดนี้ เป็นอีกครั้งที่เกาหลีใต้เสียฟาวล์ให้คู่แข่งยากเหลือเกิน เพราะกรรมการไม่ยอมเป่าฟาวล์ ยามนักเตะสเปนโดนดึงเสื้อหรือเตะสะกิดขาขณะครอบครองบอล

สเปนส่งบอลเข้าประตูไปก่อนจากลูกโหม่งของ รูเบน บาราฆา แต่กรรมการกลับเป่าให้เป็นลูกฟาวล์ ทั้งที่หากไปย้อนดูไฮไลต์ของประตูลูกนี้สักร้อยครั้งยังไม่สามารถบอกได้เลยว่า จุดไหนคือการทำฟาวล์ที่เกิดขึ้น?

แข้งสเปนไม่หวั่นไหวกับการตัดสินของกรรมการ เพราะไม่กี่นาทีถัดมา เฟร์นานโด มอริเอนเตส ส่งบอลเข้าไปตุงตะข่ายอีกครั้ง แต่รอบนี้กรรมการกลับตัดสินว่า ลูกบอลได้ออกเส้นหลังไปแล้ว ก่อนส่งมาให้มอริเอนเตส 

ทั้งที่หากดูภาพช้า ลูกบอลออกจากสนามไปไม่ถึงครึ่งใบด้วยซ้ำ (กฎของกีฬาฟุตบอล ลูกบอลจะถือว่าออกจากสนาม ต่อเมื่อออกทั้งใบเท่านั้น)

5

แข้งสเปนเริ่มเสียสมาธิจากการแข่งขัน สุดท้ายทั้งสองทีมต้องไปตัดสินที่การยิงจุดโทษ ก่อนที่เกาหลีใต้จะชนะในการดวลจุดโทษไป 5 ต่อ 3

นักเตะเกาหลีใต้ดีใจแทบบ้ากับการสร้างประวัติศาสตร์เป็นชาติเอเชียชาติแรกที่เข้าสู่รอบรองชนะเลิศในการแข่งขันฟุตบอลโลก ตรงกันข้ามกับแข้งแดนกระทิงที่ทั้งโมโหเป็นฟืนเป็นไฟและร้องไห้แบบไม่อายใคร เพราะพวกเขาควรผ่านเข้ารอบ 4 ทีมไม่ใช่เกาหลีใต้

6

หลังจากนั้นอีก 2 เกมที่พบกับเยอรมันในรอบรองชนะเลิศ และเกมนัดชิงที่ 3 กับตุรกี ไม่เกิดประเด็นปัญหาการตัดสินอย่างไม่เป็นธรรมของกรรมการเกิดขึ้นอีก และทั้งสองนัดเกาหลีใต้ตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้

ด้วยเหตุนี้ แฟนลูกหนังทั่วโลกจึงปักใจว่า ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของทัพพยัคฆ์ร้ายแห่งเอเชียในฟุตบอลโลก 2002 มาจากการช่วยเหลือของกรรมการ มีลับลมคมใน ไม่โปร่งใสอยู่เบื้องหลัง หรือพูดเป็นภาษาชาวบ้านว่า "เกาหลีใต้โกงจนได้ความสำเร็จครั้งนี้"

ชัยชนะที่พัฒนาเกาหลีใต้

แฟนฟุตบอลส่วนใหญ่ไม่พอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในฟุตบอลโลก 2002 อย่างไรก็ตาม ฟีฟ่ากลับปัดเรื่องราวทั้งหมด บอกว่าเป็นความผิดพลาดส่วนบุคคล ไม่มีอะไรเบื้องหลัง จึงทำให้เกาหลีใต้กลายเป็นที่ระบายอารมณ์รองรับความเกลียดชังกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น

7

แต่ไม่ว่าใครจะมองว่าเรื่องราวของเกาหลีใต้ในฟุตบอลโลกมีความดำมืดมากแค่ไหน สำหรับคนเกาหลีใต้ นี่คือความสำเร็จอย่างถึงที่สุดกับการแข่งขันกีฬาฟุตบอล และส่งผลให้เกาหลีใต้กลายเป็นมหาอำนาจของวงการลูกหนังเอเชียจนถึงปัจจุบัน 

ย้อนไปช่วงปลายยุค 90’s เกาหลีใต้มีแผนการใหญ่ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของโลก รัฐบาลพยายามหาวิธีมากมายในการโปรโมตประเทศ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องเทคโนโลยี, การท่องเที่ยว, เพลง, ศิลปะการบันเทิง รวมถึงกีฬา 

เกาหลีใต้เคยประสบความสำเร็จกับการสร้างภาพลักษณ์ที่ยอดเยี่ยมในฐานะชาติพัฒนาให้กับชาวโลกได้เห็นมาแล้วจากโอลิมปิก เกมส์ 1988 

8

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลก หากเกาหลีใต้ต้องการใช้กีฬาแสดงอำนาจบนเวทีโลกอีกครั้ง และไม่มีกีฬาไหนเหมาะสมไปกว่า ฟุตบอล

ก่อนหน้านี้ เกาหลีใต้เข้าร่วมฟุตบอลโลกมาหลายครั้ง แต่พวกเขาไม่เคยไปได้ไกลกว่ารอบแรก รัฐบาลเกาหลีใต้ต้องการให้ทีมฟุตบอลประจำชาติประสบความสำเร็จให้ไวที่สุด เพื่อปลุกกระแสฟุตบอลในประเทศ และรัฐบาลเห็นว่า วิธีที่ง่าย ได้ผลไวที่สุด คือ การเป็นเจ้าภาพ

ฟีฟ่า เลือกให้เกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพร่วมกับญี่ปุ่น เพราะต้องการให้ฟุตบอลโลกขยายตลาด สร้างความเกี่ยวข้องกับทวีปเอเชียมากขึ้น บวกกับเกาหลีใต้มีความพร้อมอย่างมากในการจัดการแข่งขัน ทุ่มงบประมาณแบบไม่จำกัด โดยสนามที่ใช้แข่งขันในเกาหลีใต้ทั้ง 8 สนามถูกสร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมดโดยเสร็จสิ้นพร้อมกันในปี 2001

แม้ว่าสุดท้าย การเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกของเกาหลีใต้จะสร้างภาพลักษณ์ด้านลบมากกว่าด้านบวกในสายตานานาชาติ แต่ไม่ใช่กับภายในประเทศ เกาหลีใต้ประสบความสำเร็จอย่างมากกับการจุดไฟความรักในกีฬาฟุตบอลให้คนในชาติ

9

กระแสฟุตบอลโลกฟีเวอร์เริ่มต้นตั้งแต่การแข่งขันยังไม่เริ่ม เมื่อถึงเวลาแข่งจริง ชาวเกาหลีใต้จำนวนมากตีตั๋วเข้าไปชมในสนามทั้งที่ไม่เคยดูฟุตบอลมาก่อน ยิ่งเกาหลีใต้ทำผลงานได้ดีมากเท่าไหร่กระแสยิ่งแรงมากเท่านั้น 

เมื่อถึงเวลาที่ทัพพยัคฆ์ร้ายแห่งเอเชียลงทำการแข่งขัน ชาวเกาหลีใต้พร้อมใจกันออกจากบ้านไปร่วมเชียร์ฟุตบอลในพื้นที่สาธารณะ หนังสือพิมพ์, โทรทัศน์, ผู้คนทั้งประเทศคุยแต่เรื่องฟุตบอล 

บรรยากาศการเชียร์ฟุตบอลในเกาหลีใต้ ณ เวลานั้น เต็มไปด้วยแพชชั่น ไม่เคยมีการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งไหนที่จะดึงให้ประชาชนในชาติหันมาอินกับฟุตบอลได้มากกว่าที่เกาหลีใต้ในปี 2002 ไม่ว่าจะไปที่ไหนในเกาหลีใต้ ต้องเจอแบนเนอร์เชียร์ทีมชาติเกาหลีใต้, แม้แต่เจ้าภาพร่วมอย่าง ญี่ปุ่น ยังเทียบไม่ติด

ไม่ใช่แค่ในชาติจะหันมาสนใจฟุตบอล.. นักเตะเกาหลีใต้ในชุดบอลโลก 2002 กลายเป็นที่สนใจอย่างมากจากสโมสรฟุตบอลในยุโรป (ถึงจะโดนด่าเป็นพวกขี้โกงก็ตาม) 

แม้ว่า อัน จองฮวาน จะโดน เปรูจา ต้นสังกัดในอิตาลียกเลิกสัญญายืมตัว โทษฐานโหม่งประตูเขี่ยทัพอัซซูรีตกรอบ แต่นักเตะคนอื่นๆได้เปิดประตูไปค้าแข้งที่ยุโรป 

ไม่ว่าจะเป็น คิม นัมอิล และ ซง จงกุก กับเฟเยนูร์ด, อี ยองพโย และ พัค จีซอง กับพีเอสวี ไอนด์โฮเฟน, ฮยอน ยองมิน กับเซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก, อี อึลยง กับแทรปซอนสปอร์, อี จุนซู กับเรอัล โซเซียดัด, ชา ดูรี กับ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน 

10

ทั้งหมดคือนักเตะที่พาเหรดย้ายไปค้าแข้งที่ยุโรปหลังฟุตบอลโลก 2002 ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นใบเบิกทางให้นักเตะเกาหลีใต้มีพื้นที่ค้าแข้งในฟุตบอลยุโรปและพัฒนาฝีเท้าจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของฟุตบอลระดับแถวหน้าอย่างสมบูรณ์แบบในปัจจุบัน

ขณะที่ฟุตบอลในประเทศได้รับอานิสงส์อย่างมากจากฟุตบอลโลก 2002 ยอดคนดูลีกสูงสุดของเกาหลีใต้อย่าง เคลีก เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงเวลานั้น โดยในปี 2002 เคลีกมีผู้ชมค่าเฉลี่ยในสนามสูงถึง 14,651 คน และมีค่าเฉลี่ยผู้ชมถ่ายทอดทางโทรทัศน์ต่อเกมสูงถึง 2 ล้านคน 

เมื่อฟุตบอลเกาหลีใต้กลายเป็นที่เปิดรับทั้งในและนอกประเทศ ส่งผลให้ทั้งรัฐบาลและกลุ่มทุนในเกาหลีใต้หันมาสนใจที่จะลงทุนและพัฒนาฟุตบอลอย่างเป็นจริงเป็นจัง มีการพัฒนาความพร้อมด้านต่างๆ ดึงบุคลากรที่มีความสามารถเข้ามาทำงานในประเทศ

ทำให้เกาหลีใต้สามารถผลิตนักเตะคุณภาพดีส่งออกไปเล่นในยุโรปได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ในระดับสโมสร ทีมจากเกาหลีใต้ก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจใหม่ในการแข่งขันฟุตบอลระดับทวีป 

หลังจากฟุตบอลโลก 2002 จบลง สโมสรจากเกาหลีใต้คว้าแชมป์เอเอฟซี แชมเปียนส์ ลีก ได้ถึง 5 สมัย และเป็นรองแชมป์อีก 2 ครั้ง ไม่มีประเทศไหนคว้าแชมป์และเข้าชิงชนะเลิศได้บ่อยเท่าเกาหลีใต้อีกแล้ว

11

ที่สำคัญที่สุด ความสำเร็จของเกาหลีใต้ในปี 2002 ช่วยให้เยาวชนของประเทศจำนวนมากเกิดความฝันอยากเป็นนักฟุตบอล มีเด็กจำนวนมากที่เข้าสู่กระบวนการสร้างนักฟุตบอลอาชีพของประเทศเกาหลีใต้ หลังจากนั้น ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ เกาหลีใต้ได้นักเตะที่มีพรสวรรค์จำนวนมากเป็นทรัพยากรของประเทศ

"พัค จีซง คือไอดอลของผม เขาเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดสำหรับประเทศเกาหลีใต้ ผมมีความทรงจำที่ดีมากมายกับฟุตบอลโลก 2002 ผมดูผ่านทีวี ผมจำตอนที่เราชนะยิงจุดโทษสเปนได้ คนรอบตัวผมคลั่งกันแทบบ้า"

"ผมเลือกความทรงจำที่ดีในฟุตบอลโลกครั้งนั้นไม่ได้หรอก เพราะทุกอย่างมันสุดยอดไปหมด คนทั้งประเทศใส่เสื้อสีแดง ผมก็ใส่ แต่สำหรับผม การชนะอิตาลีและสเปน คือสิ่งที่ผมภูมิใจมาก ไม่ง่ายเลยที่จะชนะทีมเหล่านี้ แน่นอนว่าเราได้เปรียบที่เป็นเจ้าภาพ แต่คุณกล้าบอกเหรอว่า พวกเราไม่ได้เล่นดี?" ซน ฮึงมิน ยอดนักเตะชาวเกาหลีใต้ กล่าวถึงความทรงจำและอิทธิพลของฟุตบอลโลก 2002 ต่อตัวเขา

12

สุดท้าย ไม่ว่าคนทั่วโลกจะมองความสำเร็จของทีมชาติเกาหลีใต้ในฟุตบอลโลก 2002 อย่างไร.. ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือความสำเร็จครั้งนั้นส่งผลให้เกาหลีใต้กลายเป็นชาติแถวหน้าของวงการลูกหนังจนถึงทุกวันนี้ แม้จะดูไม่ใสสะอาดก็ตาม

แต่หากไม่มีชัยชนะเหนืออิตาลีและสเปนในวันนั้น.. วันนี้เกาหลีใต้อาจไม่ได้ผ่านเข้าสู่รอบสองแบบใสสะอาดในฟุตบอลโลก 2010, ไม่มี พัค จีซอง ที่เล่นให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือ ซน ฮึงมิน กับ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์, ไม่มีความยิ่งใหญ่ของสโมสรเกาหลีใต้ในฟุตบอลระดับทวีป, ไม่ได้ก้าวเป็นทีมฟุตบอลแุถวหน้าของเอเชียแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน