คืนเชือดหมู : ไฟต์แรกหลังออกจากคุกของ "ไทสัน" ที่เปลี่ยนชีวิตตัวเองและคู่ชก

คืนเชือดหมู : ไฟต์แรกหลังออกจากคุกของ "ไทสัน" ที่เปลี่ยนชีวิตตัวเองและคู่ชก
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

ทุกคนรู้ดีว่า ไมค์ ไทสัน คือนักมวยระดับแชมป์โลกที่เคยผ่านการต้องโทษโดนขังคุกอยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง และมันทำให้โลกหมัดมวยคิดถึงเขาเป็นอย่างมาก จนนับวันรอให้เขาออกมาและชกกับใครสักคนบนเวทีให้หายคับข้องใจ

"ทุกคนอยากเห็นเขาไล่ทุบใครสักคน".. นั่นคือสิ่งที่ ดอน คิง โปรโมเตอร์ของไทสันถอดรหัสได้ และเรียกเอานักมวยโนเนมอย่าง ปีเตอร์ แม็คนีลี่ย์ ขึ้นมารับบทบาทนั้น

ในไฟต์ที่ไทสันและดอน คิง โกยเงินเกือบ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เกิดอะไรขึ้นกับผู้แพ้อย่าง แม็คนีลี่ย์ ที่แพ้แบบสู้ไม่ได้ในวันนั้นบ้าง? ติดตามไฟต์แรกหลังออกจากคุกของไทสันได้ที่นี่

ฝันร้ายที่กลายเป็นจริง

ปี 1991 วงการมวยสากลต้องเจอกับเรื่องไม่คาดฝันเมื่อ ไมค์ ไทสัน แชมป์โลกเฮฟวี่เวตที่ทำสถิติอายุน้อยที่สุดในวันที่คว้าเข็มขัดแชมป์ เจ้าของฉายาและคำชื่นชมต่างๆมากมาย เช่น "มูฮัมหมัด อาลี คนต่อไป" ต้องถูกศาลตัดสินให้จำคุกเป็นระยะเวลาทั้งหมด 6 ปี 

เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นจากข้อหาที่ว่าเขาข่มขืน เดสิรี วอชิงตัน เด็กสาววัย 18 ปี หนึ่งในผู้เข้าประกวดนางงามแบล็ก โรด ไอส์แลนด์ ในโรงแรม ซึ่งแม้ไทสันจะเถียงชนฝาว่า ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายรุกไล่เขาก่อนเหมือนกับผู้หญิงอีกหลายๆคน แต่นั่นไม่ช่วยให้เขารอดพ้นความผิดฐานข่มขืนและพรากผู้เยาว์อยู่ดี 

1

"คือชีวิตวัยเด็กของผมเนี่ยได้เจอกับบางสิ่งที่น่ากลัวและสิ่งที่ผมไม่ชอบใจมามากมาย ดังนั้น ผมคิดว่าการได้อยู่ในคุกมันง่ายกว่าเยอะเลยนะ" ไทสันเล่าถึงความรู้สึกก่อนเดินเข้าคุกและมองว่านั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรกับเขาเลย

ไทสันบอกเสมอว่าช่วงที่อยู่ในคุก เขาสามารถมีได้ทั้งยาเสพติดและเซ็กซ์ แต่นั่นใช่สิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องการจริงๆหรือ? นานวันเข้าสิ่งเหล่านั้นก็กลายเป็นเปลือก แก่นที่แท้จริงและซ่อนอยู่คือเสรีภาพ ที่ยิ่งนานวัน ไทสันก็ยิ่งคิดถึงมัน โหยหาจะออกไปเจอกับชีวิตจริงๆมากขึ้นเรื่อยๆ 

การติดอยู่กับสิ่งแวดล้อมที่ย่ำแย่ส่งผลต่อสภาพจิตใจอย่างไม่ต้องสงสัย จากคนที่ปากเก่ง ไม่เคยยอมหงอให้กับใคร และไม่เคยแสดงความอ่อนแอในที่สาธารณะ ไทสันเริ่มเปลี่ยนลักษณะนิสัยไปทีละน้อย ทีละน้อย คนที่จับสังเกตได้คือ คามิลล์ เอ็ดวาลด์ แม่บุญธรรม และ รอรี่ ฮอลโลเวย์ เพื่อนสนิทของไทสันที่เดินทางมาเยี่ยมเขาในคุก.. และเธอคนนี้รู้ทันทีว่าไทสันกำลังแย่จริงๆ

"เรือนจำคือนรกของไมค์ เขาแค่พยายามอำพรางความเจ็บปวด เขาอาจจะซ่อนมันไว้ แต่ฉันเห็นมันได้จากดวงตาของเขา" ฝั่งแม่บุญธรรมเล่าถึงมุมที่อ่อนแอ ก่อนที่ รอรี่ ฮอลโลเวย์ จะเสริมต่อว่า เขาไม่ได้แค่เศร้าเท่านั้น แต่เขาเริ่มมีอาการทางจิตเล็กๆ เก็บเรื่องในคุกไปฝันจนเครียดเลยทีเดียว

"ไมค์เล่าให้ผมฟังว่า.." ฮอลโลเวย์เริ่มเล่าบ้าง "รอรี่ ฉันเหมือนกับสะดุ้งตื่นกลางดึกทุกวัน ฉันคิดว่ามันคือความฝัน แต่เมื่อฉันลืมตาฉันก็ต้องสบถใส่ตัวเองเสมอ 'เวรเอ๊ย กูยังติดอยู่ในคุกห่านี่อยู่อีกเหรอวะเนี่ย'" 

2

แม้จะมีรายละเอียดอื่นๆอีกมากมายในช่วงที่ไทสันอยู่ในคุก แต่นี่คือภาพรวมที่ชัดเจนที่สุดจากสิ่งที่เจ้าตัวพูด เห็นได้ชัดว่าแววตานักฆ่าของเขาเบาบางลง สภาพจิตใจที่แข็งแกร่งเริ่มสั่นไหว ร่างกายที่เต็มไปด้วยกล้ามและความแข็งแรงที่เคยมีหายไปเยอะ เขาเหลือน้ำหนักเพียง 215 ปอนด์จากที่ก่อนเข้าคุกเขาเคยหนักถึง 270 ปอนด์.. ชัดเจนว่า ไมค์ ไทสัน เปลี่ยนไป 

สิ่งใดก็ตามไม่ว่าเลวร้ายแค่ไหน หากมันมาเยือนคุณแล้วสักวันมันก็จะผ่านไป.. ไทสันอดทนอยู่ในสภาพที่ไกลคนละโยชน์จากวันที่เป็นแชมป์โลกจนได้รับทัณฑ์บนในปี 1995 สุดท้ายเขาก็กลับมาเป็นอิสระอีกครั้ง 

"ผมปฏิบัติกับทุกคน (ในคุก) เหมือนกับที่ผมอยากให้ทุกคนปฏิบัติกับผม ไม่มีการคุยข่มหรือทำให้ใครกลัว ช่วงเวลานั้นคือช่วงเวลาที่ยอมลดทิฐิลงมาเพื่ออยู่กับคนอื่นด้วยความเคารพ"

"ผมเคยมีเรื่องชกต่อยในคุกแค่ครั้งเดียว เพราะมีบางคนพูดในบางสิ่งให้เข้าหูผม และนั่นทำให้ผมถูกล็อคตัวและจับขังเดี่ยวเป็นเวลานาน มันคือช่วงเวลาที่น่าหงุดหงิดที่สุด" เขาเล่าเรื่องนี้ลงในพอดแคสต์ของตัวเองที่มีชื่อว่า "Hotboxin' with Mike Tyson"

เมื่อประตูแห่งเสรีภาพเปิดขึ้น แม้จะผ่านเวลาไป 3 ปี แต่ไม่มีคนวงการมวยคนใดที่ไม่คิดถึงไมค์ ไทสัน แต่คนที่คิดถึงเขามากที่สุดแบบชนะเลิศคือ ดอน คิง โปรโมเตอร์คู่ใจ ช่วงเวลาที่ไทสันอยู่ในคุก ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ดอน คิง ขาดเงินจากไฟต์แม่เหล็กไปมากมายแค่ไหน หากคิดเป็นเงินก็คงเกิน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯแน่ๆ ดังนั้น จะด้วยเหตุใดก็ตาม เมื่อไทสันเป็นอิสระ ดอน คิง จึงมองเห็นช่องทางการสร้างรายได้เพื่อชดเชยในสิ่งที่เขาเสียไป.. จัดมวยดีกว่าอย่าช้าที

เชือดหมูให้คนดูเฮ 

อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น ทุกคนต่างก็เห็นว่าท่าทีและท่าทางของไทสันขาดความเกรี้ยวกราดไปเยอะ หากวัดจากตอนที่เขายังคงเป็นไทสันเวอร์ชั่นก่อนเข้าคุก แฟนมวยหลายคนสงสัยว่าแล้วเขาจะเก่งเหมือนเดิมไหมหากได้ขึ้นเวที?

3

นาทีนั้นไม่มีใครไม่สงสัย เพราะไทสันทำท่าจะหมดตั้งแต่แพ้ให้กับ บัสเตอร์ ดั๊กลาส ในปี 1990 และเสียเข็มขัดแชมป์โลก 3 เส้นไปพร้อมๆกัน หลังจากนั้น ไทสันก็ไม่เคยได้เจอมวยระดับกระดูกอีกเลย ว่ากันว่าหากเขาไม่ติดคุกไปเสียก่อน ดอน คิง กำลังจะจัดแมตช์ล้างคำสบประมาทให้เขาเจอกับ อีแวนเดอร์ โฮลีฟิลด์ อยู่แล้ว แต่ทุกอย่างก็พังไม่เป็นท่า นั่นจึงทำให้ข้อสันนิษฐานว่าไทสันจะหมดสภาพมวยบู๊สายเดินชนิดที่น็อคคู่แข่งตั้งแต่ยกแรกเหมือนที่เคยเป็น 

ดอน คิง หยั่งรู้อยู่แล้ว เขาได้กลิ่นเงินมาแต่ไกล ทุกคนย่อมอยากจะหาความจริงจากไทสัน และการให้ไทสันขึ้นชกทันทีหลังจากพ้นคุกได้ไม่กี่เดือนจะเป็นไฟต์ที่ทำเงิน ไม่ว่าคู่ชกของไทสันจะเป็นใครก็ตาม.. แต่ ดอน คิง มองไปลึกกว่านั้นหากมองในแง่ธุรกิจ เขาอยากจะให้ทุกคนได้เห็นไล่ถล่มนักชกสักคนที่ไม่ได้แข็งอะไรมากมายและพอมีชื่อเสียงในระดับหนึ่ง ดังนั้น หวยจึงไปออกที่ ปีเตอร์ แม็คนีลี่ย์ นักชกผิวขาวรุ่นเฮฟวี่เวต เจ้าของฉายา "เฮอร์ริเคน" ที่ติดอยู่ในอันดับท็อป 20 ของโลก ณ เวลานั้น

4

"ผมเซ็นสัญญาเป็นหนึ่งในสมาชิกของ ดอน คิง โปรดักชั่น ในปี 1994 ได้ขึ้นชกราวๆ 2-3 ครั้ง จากนั้นก็หายไปพักใหญ่ ตอนแรกเขาปลอบใจผมว่าจะให้ผมชกกับ โอลิเวอร์ แม็คคอลล์ ที่เพิ่งคว้าแชมป์โลกมาจากการเอาชนะ เลนน็อกซ์ ลูอิส.. 'พีตตี้ แกเตรียมตัวเลย ฉันให้แกชิงเข็มขัดครั้งแรกกับ แม็คคอลล์' เขาว่าอย่างนั้น" ปีเตอร์ แม็คนีลี่ย์ นักมวยเกรดรองผู้ไม่เคยถูกผลักดันกล่าว

ตอนนั้นแม็คนีลี่ย์ดีใจมากที๋โอกาสแรกในชีวิตจะมาถึง แต่หลังจากที่เขาคุยกับ ดอน คิง ได้ไม่ถึงสัปดาห์ เขาก็ต้องพบกับข่าวร้าย เพราะ WBC ได้เข้ามาและบอกว่าไฟต์ของเขากับแม็คคอลล์จะไม่เกิดขึ้น เพราะการจะชิงแชมป์โลกนั้นเขาต้องมีอันดับติด 1 ใน 10 เท่านั้น (ซึ่งตอนนั้นเขาอยู่อันดับที่ 12)

"ตอนนั้นผมร้องไห้เลยนะ แต่ในเวลาเดียวกันมันเป็นช่วงเวลาที่พอเหมาะพอดี ดอน คิง มาบอกผมว่าอย่าเสียใจไปเลย เดี๋ยวฉันจะให้แกได้ชกกับ ไมค์ ไทสัน.. เขาออกจากคุกมาแล้ว" แม็คนี่ลี่ย์ให้สัมภาษณ์กับ SI.com 

แม็คนีลีย์ซาบซึ้งในความป๋าของ ดอน คิง ที่จะให้เกียรติเขาเป็นคนแรกที่ได้ชกกับไทสันในรอบหลายปี อย่างไรก็ตาม นี่คือเกมธุรกิจล้วนๆ ดอน คิง วางแผนให้ไทสันอัดแม็คนีลี่ย์ให้ยับ เพราะเขารู้อยู่แล้วว่ามันจะเกิดขึ้นเพราะความห่างชั้น หลังจากนั้นทั่วโลกก็พากันเฮโลว่า "ไทสัน กลับมาแล้ว" และสิ่งที่พวกเขาเฝ้ารอคือของจริงจะเริ่มขึ้นหลังจากนั้น เมื่อเชือดหมูเสร็จ ทุกคนอยากจะเห็นซูเปอร์ไฟต์.. ซึ่งไม่ต้องห่วงเลย ดอน คิง ได้เตรียมการเอาไว้เช่นกัน หากจบไฟต์ระหว่าง ไทสัน กับ แม็คนีลีย์.. คิวต่อไป "ไอออน ไมค์" จะไปชนกับสุดยอดนักชกอย่าง จอร์จ โฟร์แมน นั่นเอง

ขอโทษนะ มันเป็นเรื่องของธุรกิจ 

ไม่ต้องวิเคราะห์เจาะลึกกันมากมายนัก เซียนมวยทุกคน หรือแม้กระทั่งไม่ต้องเป็นเซียนก็ยังรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในไฟต์นี้ ในงานแถลงข่าวมีป้ายผ้าขนาดใหญ่ขึ้นโชว์หราว่า "He's Back" He ในที่นี่หมายถึง ไทสัน แน่นอน 100%.. มันบอกเป็นนัยๆว่าไฟต์นี้คุณจับตาดูไทสันเอาไว้ก็พอ.. เพราะเขากลับมาแล้ว

5

การให้สัมภาษณ์ของไทสัน ณ เวลานั้นไม่ได้มีอะไรฉูดฉาดผิดกับที่เขาเคยทำมาโดยตลอด เขาดูไม่ตื่นเต้นอะไรมากมายนัก ต่างกันกับแม็คนีลี่ย์ที่แววตาเป็นประกายเหมือนได้พบกับวันนี้ที่รอคอย เขากลับไปซ้อมหนักอย่างเอาเป็นเอาตายและเฝ้าแต่หวังว่า "เฮอร์ริเคน" อย่างเขาจะพัดใส่ "ไอออน ไมค์" ในเวอร์ชั่นที่อ่อนแอที่สุดในรอบหลายปี (ได้ซ้อมเพียง 3 เดือนก่อนชก) ให้กระจุย 

ไทสันเฉยๆ แม็คนีลี่ย์ตื่นเต้น แต่ ดอน คิง นี่สิที่ตื่นเต้นยิ่งกว่า เพราะไฟต์ดังกล่าวทำเงินได้ยิ่งกว่าซูเปอร์ไฟต์อีกหลายๆแมตช์ก่อนหน้านี้เสียอีก แมตช์นี้ทำรายได้จากยอดขายตั๋วเข้าชมและยอดซื้อแบบ Pay Per View ไปทั้งหมด 96 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เรียกได้ว่าเป็นการได้กำไรมหาศาลแบบที่ใครนึกไม่ถึงอย่างแท้จริง 

6

ส่วนการชกในไฟต์นั้น หากจะว่ากันตามตรงมันไม่ใช่อะไรที่เซอร์ไพรส์อย่างที่ทุกคนพูด ไทสันที่เหนือกว่าทุกประตูส่งแม็คนีลี่ย์ลงไปกองตั้งแต่ 10 วินาทีแรก ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นมาใหม่และทำในสิ่งที่หลายคนไม่คิดจะทำกับไทสัน นั่นคือการเดินชก ฝากเดิมพันทั้งหมดไว้กับแรงที่ใส่เต็มๆในช่วงต้นเกม ซึ่งไม่ค่อยมีใครทำแบบนี้ เพราะทุกคนรู้ว่ายิ่งเกมอยู่ในช่วงต้นๆ ไทสันยิ่งแข็งแกร่ง การจะเอาชนะเขานั้นจะง่ายกว่าถ้าปล่อยให้เกมไหลไปจนยกท้ายๆ

ความห่างชั้นและพรวรรค์ไม่สามารถทดแทนด้วยความใจสู้ แม้จะพยายามเดินใส่เท่าไหร่ แต่ไทสันก็ไม่ได้เจ็บปวดรวดร้าวกับหมัดของแม็คนีลี่ย์นัก เขาดักชกง่ายๆจนคนดูโห่ร้องกันด้วยความสนุกที่ได้เห็นมวยกระดูกคนละเบอร์แบบนี้ 

7

ไม่ทันจบยกแรก แม็คนี่ลี่ย์ล้มไปกองถึง 3 หน.. จนสุดท้ายพี่เลี้ยงของเขาก็ตัดสินใจเดินขึ้นมาบนเวทีเพื่อยุติการชกนั้น แม้แม็คนีลี่ย์จะไม่เต็มใจนัก แต่ความจริงก็คือความจริง ขืนยืนอยู่ต่อไปก็สู้ไม่ได้ และพาลจะทำให้เขาต้องเจ็บตัวหนักกว่าเดิม 

"ผมดูภาพย้อนหลัง และรู้ตัวว่าผมแพ้เพราะหมัดที่ผมไม่สามารถแม้แต่จะมองทัน" แม็คนีลี่ย์พูดถึงหมัดของไทสันวันนั้นในภายหลังที่มันเร็วจนเขาร่วงแล้วร่วงอีก

8

ทุกคนมองเห็นแต่ว่าแม็คนีลี่ย์เป็นเหมือนกับตัวตลกที่ส่งมาให้คนดูสนุกเท่านั้น นั่นคือความเจ็บปวดที่มาพร้อมกับความจริง หลังจากชกกับไทสันเสร็จ แม็คนีลี่ย์เองก็ได้เงินตอบแทนในแบบที่สมควรจะได้ แม้จะห่างกับที่ไทสันได้รับหลายเท่าก็ตาม แต่ปัญหาคือความภูมิใจและอาชีพนักมวยที่มีหมดลงตรงนั้น ไม่มีใครมองเขาเป็นนักมวยแล้ว เขาถูกเห็นเป็นแค่ "มวยส้วม" เท่านั้น และไม่เคยได้ขึ้นชกชิงแชมป์โลกอีกเลย.. จะเกี่ยวหรือไม่ก็ไม่ทราบ แต่ภาพลักษณ์ของเขาเปลี่ยนไปนับตั้งแต่การโดนไทสันชกจนล้มกลิ้งล้มหงาย หมดสภาพนักมวยเฮฟวี่เวตอันดับ 12 ของโลกโดยสิ้นเชิง

"หลายอย่างเปลี่ยนไปในทางที่แย่มาก ผมกลายเป็นคนที่โดนสั่งให้ชก 44 ไฟต์ใน 60 เดือน มันเผาไหม้ผมหมดทั้งสภาพร่างกาย, สภาพจิตใจ และจิตวิญญาณนักสู้ ผมว่าผมหมดทุกอย่างแล้วในตอนนั้น"

ส่วนไทสันนั้นเดินลงเวทีในแบบราชา.. เขากอดกับแม็คนีลี่ย์และกระซิบอะไรบางอย่างที่ไม่มีการเปิดเผย ไม่แน่มันอาจจะเป็นการบอกก็ได้ว่า "ขอโทษด้วย มันเป็นเรื่องของธุรกิจ" ก็เป็นได้

ความภูมิใจของตัวตลก 

แม็คนีลี่ย์เสียคนไปพักใหญ่ สภาพจิตใจและร่างกายนั้นแย่จนต้องเข้ารับการบำบัด แถมยังเคยถูกจับอีกต่างหาก โชคยังดีที่เงินจากไฟต์ที่เขาเจอกับไทสันนั้นไม่ได้อยู่กับตัว แม่ของเขาเป็นคนเก็บมันไว้อย่างดี และเมื่อเขาเข้าบำบัดเสร็จ เขาก็ได้เริ่มชีวิตใหม่กับเงินก้อนนั้น และมองกลับไปยังไฟต์ที่น่าอับอายในสายตาคนอื่นใหม่ว่า อย่างน้อยมันก็ไม่ได้เลวร้ายไปทั้งหมด 100% 

9

การได้อยู่บนเวทีเดียวกับคนที่เก่งที่สุดในโลกไม่ใช๋โอกาสที่ทุกคนจะได้เจอง่ายๆ แม้ตัวเขาจะขึ้นไปและถูกมองในแง่ลบ แต่ที่สุดแล้วเขาก็ยังเห็นถึงความภาคภูมิใจ อย่างน้อยหมัดของเขาก็ได้กระแทกใส่หน้าไทสันไปบ้าง และอีกอย่างเขาเป็นนักมวยไม่กี่คนบนโลกที่เอาไปคุยได้ว่าหมัดไมค์ ไทสัน นั้นหนักขนาดไหน เพราะได้ลองลิ้มชิมรสมาด้วยตนเองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

"มองไปอีกครั้งมันก็น่าภูมิใจ ตอนปี 1984-1985 ที่ไทสันเป็นนักชกอาชีพ ผมยังเป็นเด็กมัธยมที่ดูเขาชกด้วยความชื่นชม มันเป็นจุดเริ่มต้นเลยก็ว่าได้ ตอนนั้นผมยังไม่เคยฝึกมวยจริงๆจังๆด้วยซ้ำไป ผมเห็นเขาและพยายามที่จะทำตาม เขาเป็นฮีโร่ของผมเสมอ ผมไม่เคยพลาดที่จะเปิดทีวีดูแมตช์ของเขาใน HBO หรือ Showtime แม้แต่ครั้งเดียว"

"ผมพอใจนะ แล้วก็เข้าใจเสมอ ทุกวันนี้ชื่อของผมยังเป็นที่รู้จักของหลายคนบนโลกนี้ ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นเพราะผมได้ชกและเกี่ยวข้องกับไมค์ ไทสัน นั่นแหละ" แม็คนีลี่ย์ในมาดใหม่กล่าวอย่างมีความสุข และมันมีความจริงอีกด้านที่เขาต้องภูมิใจในตัวเองยิ่งกว่านี้

10

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ไมค์ ไทสัน คือหนึ่งในคนที่ให้ความเคารพกับแม็คนีลี่ย์ ในขณะที่หลายคนหัวเราะเยาะ.. ครั้งหนึ่งเขาถูกถามผ่านการสัมภาษณ์ทางวิทยุว่า "ตลอดชีวิตคุณเจอนักมวยมามากมายหลายคน ใครคือคนที่แข็งแกร่งและคนที่คุณให้ความเคารพมากที่สุด?" 

ก่อนที่ไทสันจะบอกว่า ปีเตอร์ แม็คนีลี่ย์.. ทุกคนตกใจ บางคนลืมไปแล้วว่าแม็คนีลี่ย์คือใคร? จนกระทั่งไทสันเริ่มขยายความ

11

"เหตุผลที่ผมเคารพเขาก็เพราะเขาน่ะรู้ทั้งรู้อยู่แล้วว่าเขาไม่มีโอกาสชนะผมเลยแม้แต่เปอร์เซ็นต์เดียว ยิ่งในวันที่ผมสะสมความเครียดมามากมายพร้อมระบายหลังจากออกจากคุก แต่เขาก็ยังกล้าหาญ เขาไม่เคยกลัวผม จ้องหน้าผมด้วยความมุ่งมั่น ผมยังจำได้ดี ทันทีที่สัญญาณระฆังดังขึ้น หมอนี่ทำให้ผมประหลาดใจ เขาเดินเข้าหาและปล่อยหมัดใส่ผมแบบไม่หยุด ผมถึงกับไปคิดว่าไอ้เด็กเผือกคนนี้มันกำลังทำบ้าอะไรของมันอยู่?" ไทสันเผยเหตุที่ทำให้คำตอบของเขาเป็นชื่อของแม็คนีลี่ย์ 

เมื่อได้รู้ความจริงกันทั้ง 2 ฝ่าย ชีวิตของแม็คนีลี่ย์ก็ง่ายขึ้นเยอะ การแพ้ตั้งแต่นกกระจอกยังไม่กินน้ำทำให้เขาได้เป็นพรีเซนเตอร์โฆษณาร้านพิซซ่า (ส่งเร็ว ส่งไว ยิ่งกว่าผมโดนน็อค) ทำให้เขาได้เงินอีกถึง 300,000 ดอลลาร์สหรัฐฯแบบง่ายๆ นอกจากนี้ เขาเป็นคนที่ถูกพูดถึงบ่อยๆ เชิญไปสัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องต่างๆในวันนั้นที่เขาเจอกับไทสัน.. อย่างน้อยๆทุกคนก็ยังคงไม่ลืมเขา  

12

ขณะที่ไทสันหลังออกจากคุกและไม่ได้อยู่ในช่วงเวลาที่ดีนัก ก่อนจะเผชิญปัญหาชีวิตมากมาย และได้ยิ้มในตอนสุดท้ายด้วยธุรกิจกัญชา รวมถึงการเปลี่ยนแปลงมุมมองชีวิตแบบใหม่ ซึ่งมันก็คล้ายๆกับสิ่งที่แม็คนีลี่ย์ทำ

มองโลกในแง่ดีเข้าไว้ มองเรื่องร้ายๆแล้วเอามาใช้เป็นประสบการณ์เพื่ออนาคตที่รออยู่.. ไทสันออกจากคุก ตกต่ำก่อนผงาดเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตได้ แม็คนีลี่ย์ก็กลายเป็นคนที่นั่งมองไฟต์อันน่าอับอายของตัวเองแบบมีรอยยิ้มได้เช่นกัน..

ชีวิตมันก็เท่านี้เอง อย่าเครียดมากจนเกินไป จงอยู่กับมันอย่างเข้มแข็ง และสิ่งร้ายๆเมื่อถึงเวลาพวกมันก็จะจากไป เหลือแต่คุณกับความภูมิใจเท่านั้น ที่ผ่านสิ่งต่างๆมาได้ด้วยความแข็งแกร่งและน่าชื่นชม