"ไมเคิล ออห์ร" : นักอเมริกันฟุตบอลกับรักสุดซึ้งที่ถูกนำไปสร้างหนังจนคว้ารางวัลออสการ์

"ไมเคิล ออห์ร" : นักอเมริกันฟุตบอลกับรักสุดซึ้งที่ถูกนำไปสร้างหนังจนคว้ารางวัลออสการ์
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

"เมื่อมองย้อนกลับไป มันเป็นเรื่องบ้ามากๆ ที่ผมมาถึงจุดนี้" ไมเคิล ออห์ร กล่าวกับ USA TODAY ในวันก่อนดราฟท์ตัวเมื่อปี 2009

หลายสิบปีก่อน ออห์ร เด็กหนุ่มร่างยักษ์ มีสถานะเป็นเด็กบ้านแตก ไม่มีหัวนอนปลายเท้า และไร้อนาคต ทว่าบางครั้งการที่ชีวิตของคนจนตรอกคนหนึ่ง ได้พบกับมือที่หยิบยื่นเข้ามาด้วยความรัก มันก็สามารถเปลี่ยนแปลงคนๆนั้นไปตลอดกาล 

เหมือนกับที่ครอบครัวอุปถัมภ์ครอบครัวหนึ่งเข้ามา และจับมือของออห์ร ขึ้นมาจากขอบเหวชีวิต

ต้นทุนที่ติดลบ 

ทางตอนเหนือของเมืองเมมฟิส รัฐเทนเนสซี สหรัฐอเมริกา ในเขตที่ยากจนที่สุดของเมือง ไมเคิล ออห์ร ได้เติบโตขึ้นในพื้นที่แห่งนั้น เขามีชีวิตวัยเด็กที่ยากลำบาก แม่ติดสารเสพติดอย่างหนัก ทั้งเหล้าและโคเคน ส่วนพ่อไม่เคยเห็นแม้แต่หน้า หลังต้องโทษในเรือนจำ 

บ้านที่ไม่สมบูรณ์บังคับให้ไมเคิลต้องโตกว่าวัย เขาต้องใช้ชีวิตด้วยตัวเองอย่างกระเสือกกระสน ร่วมกับพี่น้องอีก 12 คนในบ้านหลังเดียวกันด้วยความแออัด

1

"เธอ (แม่) ไม่ได้อยู่ใกล้ๆเลย ผมต้องดูแลตัวเองเป็นส่วนใหญ่" ออห์รกล่าวกับ 20/20 

ด้วยสภาพของแม่ที่ดูแลลูกๆแทบไม่ไหว บวกกับการติดสารเสพติด ทำให้เจ้าหน้าที่เข้ามาจัดการเรื่องนี้ และไมเคิลต้องเข้าไปอยู่ในระบบครอบครัวอุปถัมภ์ตอนเขาอายุ 7 ขวบ

ระบบครอบครัวอุปถัมภ์ของสหรัฐฯ คือการที่ครอบครัวหนึ่งเปิดรับเด็กที่มีปัญหาทางบ้านมาดูแลเป็นการชั่วคราว โดยรัฐจะให้เงินเป็นการตอบแทน บางคนอาจจะอยู่เป็นสัปดาห์ บางคนอาจจะอยู่แค่คืนเดียว 

แต่สำหรับไมเคิล แม้จะมีครอบครัวอุปถัมภ์รับไปอยู่ด้วย แต่หลายครอบครัวก็เพียงให้ที่พักพิงเท่านั้น โดยแทบไม่ได้ดูแลอะไรเขาเลย ทำให้เขาเป็นเด็กที่ไม่ค่อยมีระเบียบวินัย แถมยังมีผลการเรียนที่ย่ำแย่ ต้องเรียนซ้ำชั้นตอน ป.1 และ ป.2 

และมันก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เขาอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์แต่ละครอบครัวไม่นาน เขาต้องย้ายครอบครัวไปเรื่อยๆ และบางครั้งก็ต้องใช้ชีวิตเหมือนคนไร้บ้าน ในตอนที่ไม่มีครอบครัวไหนรับไปดูแล 

"เมื่อมองย้อนกลับไป มันเป็นเรื่องบ้ามากๆที่ผมมาถึงจุดนี้ แต่มันไม่ได้เป็นช่วงเวลาที่ยากอะไรนะ ผมแค่อยู่แบบวันต่อวัน และทำให้ดีที่สุดเท่าที่ผมทำได้" ไมเคิลกล่าวกับ USA Today เมื่อปี 2009 

ในขณะที่ชีวิตของไมเคิลกำลังสุ่มเสี่ยงที่จะเข้าสู่เส้นทางอันตราย เขาก็มาเจอกับ โทนี เฮนเดอร์สัน ช่างซ่อมรถ ที่ทำให้ชีวิตกลับมาเข้ารูปเข้ารอยอีกครั้ง 

แม้ว่าโทนีอาจจะไม่ใช่คนร่ำรวย แต่เขาไม่ได้แค่ให้ที่หลับนอนไมเคิลเท่านั้น ในด้านการศึกษา เขาก็ปฎิบัติเช่นเดียวกับลูกของเขา ด้วยการพาเขาสมัครเข้าเรียนในโรงเรียนไบรอาเครสต์ คริสเตียน ที่เดียวกับลูกชายแท้ๆของเขา  

"เขาเป็นเด็กดี เป็นคนเงียบๆ และชอบอยู่กับตัวเองมาก" โทนี เฮนเดอร์สัน พูดถึงไมเคิล 

และที่โรงเรียนแห่งนั้นก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับชีวิตใหม่ของเขา

โรงเรียนเปลี่ยนชีวิต 

อันที่จริง ไมเคิลมีปัญหากับการเรียนมาตลอด ก่อนที่จะมาอยู่กับไบรอาเครสต์ คริสเตียน เขาต้องย้ายโรงเรียนถึง 11 ครั้งในรอบ 9 ปีของชีวิตนักเรียน และเป็นขาประจำในการโดดเรียน เขาเคยขาดเรียนถึง 51 ครั้งสมัยที่เรียนที่โรงเรียนมัธยมเวสต์วูด แต่ที่โรงเรียนใหม่ เขาไม่อยากเป็นแบบเดิมอีกแล้ว 

2

"มันง่ายสำหรับผมที่จะพูดว่า 'ผมกำลังออกไปข้างนอกกับพวกนี้และไม่ไปโรงเรียนนะ' แต่ผมตัดสินใจว่าผมจะไม่ทำมัน ผมอยากจะมีบางอย่างในชีวิตบ้าง" ออห์รกล่าวกับ 20/20 

อย่างไรก็ดี แม้เขาจะพยายามปรับตัวให้เข้ากับโรงเรียนใหม่ แต่ด้วยร่างกายที่สูงใหญ่และน้ำหนักตัวที่มากกว่าคนอื่นถึง 2 เท่า บวกกับเป็นคนขี้อาย ทำให้เขาเข้ากับใครไม่ค่อยได้และอยู่อย่างเดียวดาย 

แต่ถึงอย่างนั้น ร่างกายที่สูงใหญ่ของเขาก็ไปสะดุดตากับ คอลลินส์ ทูฮี เพื่อนร่วมชั้น เธอเอาเรื่องไมเคิลไปเล่าให้ ฌอน ผู้เป็นพ่อได้ฟัง ทำให้เขาเริ่มสนใจในตัวเด็กคนนี้ 

หลังจากนั้น ฌอนได้มีโอกาสเจอกับไมเคิลด้วยความบังเอิญอยู่ 3-4 ครั้ง เพราะแม้ว่าเขาจะเป็นเจ้าของร้านฟาสต์ฟู้ดชื่อดังกว่า 85 สาขา แต่เขาก็ทำงานเป็นอาสาสมัครเป็นผู้ช่วยทีมบาสเกตบอลของโรงเรียนไบรอาเครสต์ เขามักจะเห็นไมเคิลนั่งอยู่ที่อัฒจันทร์ และสังเกตว่าเพื่อนร่วมชั้นของลูกสาวคนนี้มักจะอยู่ในชุดเดิมนั่นคือเสื้อยืดตัวใหญ่กับกางเกงยีนส์ขาสั้นทุกครั้ง  

มันเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาเข้าไปคุยกับไมเคิลโดยตรง จนได้รู้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก เขาแทบไม่ได้กินมื้อเที่ยงเลยเนื่องจากไม่มีเงิน ซึ่งทำให้ฌอนรู้สึกปล่อยเอาไว้ไม่ได้ 

ในตอนแรก ฌอนเสนอเงินให้ แต่ไมเคิลปฏิเสธ ทำให้วันต่อมาเขาตัดสินใจมาที่โรงเรียน เพื่อเปิดบัญชีอาหารกลางวันให้ไมเคิล อันที่จริง ฌอนเคยทำแบบนี้มาก่อน เขามักจะช่วยเหลือเด็กผิวสียากจนที่ไบรอาเครสต์อยู่เสมอ หรือบางครั้งเขาก็บริจาคเงินเข้ากองทุนช่วยเหลือค่าเล่าเรียนสำหรับผู้ยากไร้ของโรงเรียน

"นั่นคือสิ่งเดียวที่เชื่อมผมกับไมเคิล ก็คืออาหารกลางวัน" ฌอนกล่าวกับ New York Times 

ดูเหมือนจะไม่มีอะไรมากกว่านั้น เพราะการบริจาคเงินช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ คือสิ่งปกติของคนที่มีมากกว่า ทว่าหลังเหตุการณ์นั้นไม่กี่สัปดาห์ วงโคจรของครอบครัวทูฮี และไมเคิล ก็มาบรรจบกันอีกครั้ง 

และครั้งนี้ก็เปลี่ยนชีวิตของไมเคิลไปตลอดกาล

ครอบครัวบุญธรรม

มันเป็นตอนเช้าของวันหยุดขอบคุณพระเจ้าในเดือนพฤศจิกายน ในขณะที่ฌอนกำลังขับรถอยู่บนถนนสายหลักของเมมฟิสตะวันออก เขาเห็นไมเคิลกำลังเดินอยู่ที่ป้ายรถบัส โดยสวมเพียงแค่เสื้อยืด และกางเกงยีนส์ขาสั้น ซึ่งชุดเดิมที่เขาสวมเป็นประจำ 

ฌอนชี้ให้ ลีห์ แอนน์ ทูฮี ภรรยาของเขาที่มีอาชีพเป็นมัณฑนากร และบอกว่านี่คือเด็กที่เขาเคยเล่าให้ฟัง ในตอนนั้น ไมเคิลกำลังเดินไปโรงยิมของโรงเรียน เพื่อหาสถานที่อุ่นๆหลบภัยในวันที่หนาวเหน็บและมีหิมะโปรยลงมา

ลีห์ แอนน์ รู้สึกสะเทือนใจ พวกเขาเป็นครอบครัวที่มีฐานะ จึงอยากจะช่วยเหลือเด็กคนนี้ ทำให้วันต่อมา เธอตัดสินใจไปหาไมเคิลที่โรงเรียน และพากันไปหาซื้อเสื้อผ้าใหม่ที่ศูนย์การค้า  

"ไมเคิลอยู่ตรงนั้น เขามีความขาดแคลน เรามีความสามารถพอที่จะเติมเต็ม เราทุกคนรักเขามาก แค่ 48 ชั่วโมง เขาก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้ทันที" ลีห์ แอนน์ กล่าวกับ ABC News

หลังจากนั้น ครอบครัวทูฮีก็พาไมเคิลไปพักที่บ้านของพวกเขา แต่แค่ชั่วคราวเท่านั้น เนื่องจากในตอนนั้นเขายังอาศัยอยู่กับ โทนี เฮนเดอร์สัน รวมไปถึงออกไปใช้ชีวิตสั้นๆกับครอบครัวอุปถัมภ์อีกหลายครอบครัว 

3

"เขาเคยมาอยู่กับเราพักหนึ่ง และจากนั้นเขาก็ไป" ฌอนกล่าวกับ 20/20 

แต่ถึงอย่างนั้นครอบครัวทูฮีก็ดูแลไมเคิลอย่างเต็มที่ พวกเขาซื้อตู้เสื้อผ้า และสิ่งของจำเป็นอื่นๆอีกมากมายให้เขา หลังจากเข้าๆออกๆบ้านทูฮีอยู่หลายครั้ง ในที่สุด 1 ปีหลังจากนั้น ไมเคิลก็ย้ายมาอยู่กับพวกเขาเป็นการถาวร ตอนเขาอายุ 16 ปี 

ครอบครัวทูฮี ไม่เพียงให้ที่พักพิงเท่านั้น พวกเขายังมอบสิ่งที่ไมเคิลไม่เคยได้รับมาก่อนในชีวิต นั่นคือเตียงของตัวเอง การที่เติบโตขึ้นมาพร้อมกับพี่น้องอีก 12 คน ทำให้ทุกอย่างต้องแบ่งปันกัน รวมไปถึงที่นอน แต่วันนี้เขามีที่นอนเป็นของตัวเองแล้ว  

"ตอนที่ผมย้ายไปอยู่กับ ลีห์ แอนน์ และ ฌอน ผมรู้สึกถึงความรัก เหมือนกับว่าผมเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ในบ้านอื่นๆ ผมไม่ได้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ผมไม่รู้สึกว่าพวกเขาอยากให้ผมอยู่ที่นั่นด้วยซ้ำ" ไมเคิลย้อนความหลังกับ 20/20 

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ครอบครัวทูฮี ทำด้วยความบริสุทธ์ใจ ยังไม่วายที่จะเกิดข้อครหา

สายสัมพันธ์ที่เกินกว่าสายเลือด

อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น ไมเคิลค่อนข้างมีปัญหากับร่างกายที่สูงใหญ่ เขามีน้ำหนักและส่วนสูงเกินมาตรฐานชาวอเมริกันทั่วไป ตอนอายุ 15 เขาสูง 6 ฟุต 2 นิ้ว (187 เซนติเมตร) และหนัก 350 ปอนด์ (158 กิโลกรัม) จนได้รับฉายาว่า "บิ๊กไมค์"

4

แม้ว่าจะดูตัวโตจนน่ากลัว และมีภูมิหลังที่ไม่ดี แต่ที่จริงเขาไม่ได้เป็นคนมีพิษมีภัย และโชคดีที่ครอบครัวทูฮีเข้าใจ พวกเขาพร้อมอ้าแขนต้อนรับอยู่เสมอ เหมือนกับที่ คอลลินส์ น้องสาวบุญธรรม (ทั้งคู่เกิดปี 1986 แต่ไมเคิลแก่กว่าราวครึ่งปี) และเพื่อนของเธอ ปฏิบัติเหมือนเขาคือครอบครัวคนหนึ่ง 

"เพื่อนของฉันเปิดรับไมเคิลมากๆ พวกเขาดีกับเขามาก และเราก็ไปด้วยกันได้ดี" คอลลินส์กล่าว 

ครอบครัวทูฮี ไม่เพียงแค่ช่วยเหลือไมเคิล ยังใส่ใจในความรู้สึกของเขา อย่างในครั้งหนึ่งที่ไมเคิลมาบอกกับ ลีห์ แอนน์ ว่าเขาไม่ชอบให้ใครเรียกเขาว่า "บิ๊กไมค์" ที่ทำให้ลีห์ แอนน์ ยืนยันว่าเธอจะเรียกเขาด้วยชื่อจริงต่อจากนี้ และตลอดไป 

ในขณะเดียวกัน ลีห์ แอนน์ ยังช่วยปกป้องไมเคิลจากเสียงวิจารณ์จากภายนอกที่พากันตั้งคำถามว่าทำไมถึงเอาไมเคิลมาอยู่ในบ้าน ทั้งที่เธอมีลูกสาวอยู่ในช่วงวัยรุ่น พวกเขาคิดว่าฮอร์โมนของวัยรุ่นอาจจะทำให้เกิดปัญหาตามมา 

แต่ ลีห์ แอนน์ ก็ไม่สนใจ เธอไว้ใจในตัวไมเคิล แม้ว่าอาจจะไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด แต่เธอมองว่าเขาคือพี่ชายคนหนึ่งของคอลลินส์ และ ฌอน จูเนียร์ ลูกชายคนเล็กของบ้านเท่านั้น 

"คุณควรกังวลกับชีวิตของคุณ ฉันกังวลชีวิตของฉันเอง" ลีห์ แอนน์ ตอกกลับเสียงวิจารณ์ 

นอกจากนี้ เธอยังยืนหยัดเพื่อไมเคิลจากการโดนเหยียดชาติพันธุ์ เนื่องจากรัฐเทนเนสซี เป็นรัฐทางใต้ที่มีชื่อเสียงในการเหยียดผิว ทำให้เธอมักถูกตั้งคำถามอยู่บ่อยครั้งว่าคิดดีแล้วหรือกับการเอาชาวแอฟริกัน-อเมริกันเข้ามาอยู่ในบ้าน 

5

"มันไม่เกี่ยวกับสีผิวของไมเคิล เขาเป็นเด็กคนหนึ่งที่ขาดโอกาส และจำเป็นต้องเติมเต็ม" ลีห์ แอนน์ อธิบาย 

สิ่งนี้ทำให้ไมเคิลรู้สึกซาบซึ้งใจมากที่ครอบครัวทูฮีให้ความสำคัญและดีกับคนอย่างเขาขนาดนี้ ทั้งที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด ชนิดว่าถ้าเป็นเขาเองก็ยังไม่กล้าทำแบบนี้

"พวกเขามีหัวใจที่ยิ่งใหญ่ พวกเขาเอาใครบางคนที่อยู่แถวนั้นมาอยู่ในบ้านของพวกเขา ไม่มีใครทำแบบนั้น แม้กระทั่งผมก็คงไม่ทำ" ออห์รกล่าวกับ USA Today 
 
"ผมอาจจะช่วย แต่ด้วยการที่คุณมีลูกสาวและผมที่มาจากย่านที่มีความรุนแรงและยาเสพติด ผมคงไม่ทำแบบนั้น ผมจึงรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณกับพวกเขามาก"

..หลังจากนั้น ไมเคิลจึงขอเป็นฝ่ายตอบแทนบุญคุณบ้าง

ความภาคภูมิใจของครอบครัว 

แม้ว่ารูปร่างสูงใหญ่ของไมเคิลจะเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนไม่กล้าเข้าใกล้เขา แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันก็กลายเป็นข้อดีที่ทำให้ทักษะด้านกีฬาเขาได้เฉิดฉาย เขาเป็นคนมือเท้าใหญ่และมีความเร็ว จึงสามารถเล่นอเมริกันฟุตบอลและบาสเกตบอลได้ดี 

6

แต่อุปสรรคสำคัญของเขาคือผลการเรียนที่ย่ำแย่ ซึ่งไม่ว่าจะเก่งกาจแค่ไหน แต่หากผลการเรียนไม่ผ่านเกณฑ์ ก็จะไม่สามารถทำกิจกรรมกีฬาในโรงเรียนได้ รวมทั้งอาจจะไม่ได้ลงเล่นในลีกมหาวิทยาลัย (NCAA) หากต้องการมุ่งมั่นในสายนี้หลังเรียนจบ ซึ่งไมเคิลถือว่าค่อนข้างหนัก เมื่อมีผลการเรียนเฉลี่ยตอน ม.4 เพียงแค่ 0.76 เท่านั้น 

อย่างไรก็ดี เขาโชคดีที่มีครอบครัวทูฮีคอยสนับสนุน เพราะ ลีห์ แอนน์ ถึงขั้นจ้างติวเตอร์ส่วนตัวมาสอนเขาโดยเฉพาะในระดับ 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จนทำให้ไมเคิลมีผลการเรียนดีขึ้น และสามารถทำกิจกรรมกีฬาในโรงเรียนได้ 

และมันก็ทำให้เขาระเบิดศักยภาพของตัวเองออกมา ไมเคิลทำได้ดีทั้งในอเมริกันฟุตบอลและบาสเกตบอล และกลายเป็นดาวเด่นของโรงเรียน เขาเป็นเจ้าของตำแหน่งออฟเฟนซีฟ ไลน์แมนยอดเยี่ยมแห่งปีของเขต Division II (2A) ในปี 2003 และเคยถึงขั้นถูกยกย่องว่าเป็นออฟเฟนซีฟ ไลน์แมนอนาคตไกลของเว็บไซต์ Scout.com รวมไปถึงพาทีมบาสเกตบอลของโรงเรียนคว้าแชมป์เขตและรองแชมป์ของรัฐ 

การให้ความสำคัญกับการศึกษาของไมเคิลของครอบครัวทูฮี ยังทำให้เขาจบมัธยมปลายด้วยผลการเรียน 2.52 และผ่านเกณฑ์เข้าไปเล่นในลีกมหาวิทยาลัยได้สำเร็จ 

และมันก็ถึงเวลาที่ไมเคิลได้ตอบแทนครอบครัวบุญธรรม เมื่อตอนที่เขามีจดหมายเทียบเชิญนับพันฉบับจากมหาวิทยาลัยชั้นนำจากทั่วประเทศ เขากลับตัดสินใจเลือกเล่นให้กับ "โอลมิส" ของมหาวิทยาลัยมิสซิปซิปปี ที่อยู่ห่างจากเมมฟิสไปไม่ถึง 3 ชั่วโมง.. เพราะนี่คือสถาบันที่ ลีห์ แอนน์ กับ ฌอน พ่อและแม่บุญธรรมของไมเคิลจบการศึกษามา

7

"โอลมิส แค่ออกไปทางขวา ผมก็คิดว่ามันง่ายสำหรับครอบครัวของผมด้วย คุณก็รู้เพื่อนของผมลงใต้จากอ็อกซ์ฟอร์ด (มิสซิปซิปปี) เพื่อมาดูผมเล่นได้" ออห์รกล่าว 

นอกจากนี้ มันยังเป็นมหาวิทยาลัยเดียวกันกับ คอลลินส์ น้องสาวบุญธรรม ที่ทำให้ไมเคิลได้มีโอกาสดูแลเธออย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นตอนป่วยหรือรถยางแบน ที่สามารถโทรหาเขาได้ทุกเมื่อ 

การได้เล่นให้กับ "โอลมิส" ไม่ได้บดบังความสามารถของเขา เมื่อไมเคิลสามารถสถาปนาตัวเองขึ้นมาเป็นออฟเฟนซีฟ ไลน์แมนที่ดีที่สุดของประเทศ และคว้ารางวัลได้มากมาย ทั้งติดทีมยอดเยี่ยมระดับประเทศของเด็กปี 1 เมื่อปี 2005 หรือติดทีมยอดเยี่ยมออล อเมริกันเมื่อปี 2008

8

ทำให้ในการดราฟท์ตัวเมื่อปี 2009 ไมเคิลได้รับเลือกตั้งแต่รอบแรกในอันดับ 23 และได้เซ็นสัญญา 5 ปีกับ บัลติมอร์ เรฟเวนส์ ด้วยค่าเหนื่อยสูงถึง 13 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 392 ล้านบาท) 

การได้เป็นผู้เล่น NFL ของไมเคิล ทำให้ครอบครัวทูฮีภาคภูมิใจในตัวเขามาก พวกเขาต่างร้องไห้ด้วยความดีใจ เมื่อในที่สุดลูกบุญธรรมของพวกเขาได้เดินทางมาถึงฝั่งฝันได้สำเร็จ 

9

มันแทบไม่น่าเชื่อ เพราะหากมองย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน เขายังใช้ชีวิตไม่แน่ไม่นอน ระหว่างครอบครัวอุปถัมภ์กับคนไร้บ้านข้างถนน แต่วันนี้เขากลายมาเป็นผู้เล่นระดับอาชีพ ในเวทีที่หลายคนใฝ่ฝันจนได้ 

เรื่องราวสุดมหัศจรรย์ของเขา ถูกนำไปเขียนเป็นหนังสือในชื่อว่า The Blind Side: Evolution of a Game ที่ตีพิมพ์ในปี 2006 ก่อนที่จะถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ในชื่อ The Blind Side ที่กำกับโดย จอห์น ลี แฮนค็อค ในปี 2009 และกวาดรายได้อย่างถล่มทลายถึง 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ 

10

ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังทำให้ แซนดรา บุลล็อค ที่รับบทเป็น ลีห์ แอนน์ ทูฮี แม่บุญธรรมของไมเคิล ก้าวไปคว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในหลายเวที รวมไปถึงเวทีระดับโลกอย่างลูกโลกทองคำและออสการ์ในปี 2010 

ในปี 2013 ไมเคิลยังได้สร้างความภาคภูมิใจให้แก่ครอบครัวบุญธรรมของเขาอีกครั้ง ด้วยการเป็นกำลังสำคัญช่วยให้เรฟเวนส์คว้าแชมป์ซูเปอร์โบวล์ครั้งที่ 47 มาครองได้ยิ่งใหญ่ ด้วยการเอาชนะ ซานฟรานซิสโก โฟร์ตีไนเนอร์ส ไปอย่างสนุก 34-31 และยังเข้าชิงซูเปอร์โบวล์อีกหนในครั้งที่ 50 แต่ แคโรไลนา แพนเธอร์ส ต้นสังกัดของเขาในเวลาต่อมาพ่าย เดนเวอร์ บรองโกส์ 

ปฏิเสธไม่ได้ว่านอกจากความมุ่งมั่นของไมเคิล ครอบครัวทูฮีก็มีส่วนไม่น้อยที่ทำให้เขามาได้ถึงจุดนี้.. การหยิบยื่นมือแห่งความรัก คือ สิ่งที่ครอบครัวทูฮีให้กับออห์รมาตั้งแต่วันแรกที่พบเจอ.. พวกเขาเป็นเหมือนมือที่ยิ่งใหญ่ที่คอยผลักดันเขาอยู่ด้านหลัง ทำให้เด็กไร้โอกาสคนหนึ่งรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยจนกล้าที่จะไล่ล่าความฝันจนประสบความสำเร็จ

11

แม้ไมเคิลจะไม่ชอบภาพยนตร์เรื่อง The Blind Side บ้างในบางมุม เนื่องจากมีบางอย่างที่อาจทำให้คนมองเขาและคนรอบตัวเขาผิดไปความเป็นจริง รวมไปถึงลดทอนตัวเขาในฐานะนักกีฬา เมื่อหลายครั้งนักข่าวก็มักจะถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์แทนที่จะเป็นผลงานในสนาม แต่ในอีกมุมหนึ่งเขาก็รู้สึกดีที่มีภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นมา เพราะมันได้ย้ำเตือนว่าเขาพยายามและได้แรงสนับสนุนมามากแค่ไหน

"บางอย่าง (ในภาพยนตร์) ก็เป็นเรื่องจริง บางอย่างก็ไม่จริง ผู้คนต้องทำแบบนั้นเพื่อขายมัน แม้ว่าจะเป็นอย่างนั้นก็ตาม แต่ทุกอย่างมันก็ดีหมดเลย" ออห์รกล่าวกับ The Baltimore Sun