"Fred Perry" : จากชื่อนักเทนนิสระดับตำนานสู่แบรนด์เสื้อขวัญใจชาวโจ๋ทั่วโลก

"Fred Perry" : จากชื่อนักเทนนิสระดับตำนานสู่แบรนด์เสื้อขวัญใจชาวโจ๋ทั่วโลก
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

หากพูดถึงแบรนด์เสื้อโปโล อันเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกสักหนึ่งชื่อ "Fred Perry" คือแบรนด์ที่ทุกคนต้องนึกถึง เพราะนี่คือแบรนด์ที่มีชื่อเสียง ด้านเสื้อโปโลมายาวนาน ร่วม 70 ปี

แต่หลายคนอาจไม่เคยรู้ว่า แบรนด์ชื่อดังนี้ มีที่มาที่ไปอย่างไร และเรื่องราวความเป็นของ Fred Perry ที่เกี่ยวข้องกับกีฬาเทนนิส ไปจนถึงฮูลิแกน และกลุ่มขวาจัดในประเทศอังกฤษ

Main Stand จะพาไปรู้จักความเป็นมาของ Fred Perry กับเรื่องราวที่มีอะไร มากกว่าแค่เสื้อโปโล

จากสุดยอดนักเทนนิส

เรื่องราวของ Fred Perry เริ่มต้นจากการถือกำเนิดของชายที่ชื่อ เฟร็ด เพอร์รี (Fred Perry) ในปี 1909 ผู้ถือกำเนิดในเมืองสตอกพอร์ท เมืองทางตะวันออก ใกล้เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ

เฟรด เพอร์รี เป็นลูกชายของนักการเมืองคนดัง ซามูเอล เพอร์รี แต่สิ่งที่เขาได้รับอิทธิพลจากคุณพ่อ ไม่ใช่เรื่องราวทางการเมือง แต่เป็นความสนใจด้านแฟชั่น และเสื้อผ้า เพราะซามูเอล คือเจ้าของธุรกิจ โรงงานปั่นฝ้ายขนาดใหญ่ ที่มีบทบาทในการผลิตเสื้อผ้า ภายในประเทศอังกฤษ

1

ด้วยความเป็นลูกของนักธุรกิจ และนักการเมือง ที่ทรงอิทธิพล ทำให้ เฟร็ด เพอร์รี กลายเป็นเด็กผู้ชายที่เติบโต มาในสังคมชนชั้นสูง ของประเทศอังกฤษ ... เพอร์รีไม่ต่างจากเด็กผู้ชายทั่วไป เขาใช้ชีวิตวัยเด็กไปกับการเล่นกีฬา แต่กีฬาที่เขาเล่น ย่อมต้องเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมใหมู่ชนชั้นนำ ของประเทศอังกฤษ ณ เวลานั้น นั่นคือ "เทนนิส"

ตามประสาลูกหลานคนรวยทั่วไป เพอร์รีได้รับการส่งให้เล่าเรียนในโรงเรียนระดับสูง เพื่อปูทางด้านความสามารถทางวิชาการ ขณะที่การเล่นกีฬา เป็นเพียงแค่กิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจเท่านั้น สำหรับเพอร์รี หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมศึกษา เขาจึงเริ่มต้นลงแข่งขันกีฬา ในฐานะนักกีฬาเทเบิลเทนนิสสมัครเล่น

ถึงแม้จะเป็นแค่นักกีฬาสมัครเล่น แต่พรสวรรค์ในการเล่นกีฬาของ เฟรด เพอร์รี เริ่มเบ่งบานขึ้นเรื่อย ๆ เขาชนะการแข่งขันหลายรายการ จนได้รับโอกาสเขาแข่งขันในรายการชิงแชมป์โลก ก่อนที่ในปี 1929 เพอร์รีสามารถคว้าแชมป์การแข่งขันเทเบิลเทนนิสชิงแชมป์โลก ได้ในที่สุด

2

การเป็นแชมป์โลกของกีฬาเทเบิลเทนนิส ด้วยวัยเพียงแค่ 20 ปี ทำให้คนรอบตัวของเพอร์รี เริ่มแสดงความเห็นให้เขาหันมาเอาดีด้านกีฬา พร้อมกับแนะนำให้เขาหันกลับไปเล่น ในกีฬาที่เขาคุ้นเคย และเป็นที่นิยมมากกว่า อย่าง เทนนิส

เพอร์รี ไม่ค่อยมั่นใจนัก กับแนวคิดที่จะกลับมาเล่นกีฬาเทนนิส เพราะสมัยยังเป็นเยาวชน เขาไม่ประสบความสำเร็จ ในการเล่นกีฬาเทนนิสเท่าใดนัก จนต้องเปลี่ยนมาเล่นกีฬาเทเบิลเทนนิส ... อย่างไรก็ตาม เขาเลือกที่จะยอมรับความเสี่ยง ลองเดินหน้าในฐานะนักกีฬาเทนนิสสักตั้ง เพราะอย่างน้อยถ้าได้ลอง ถึงเขาล้มเหลว เขาจะไม่เสียใจที่ไม่ได้ทำ 

หลังจากเริ่มเดินทางสายเทนนิส ชีวิตของเพอร์รี ไม่มีคำว่าเสียใจ เพราะเขาคือนักเทนนิสที่ประสบความสำเร็จ อย่างมหาศาล กับการเป็นนักเทนนิสคนแรกของโลก ที่คว้าแชมป์แกรนด์สแลมของวงการเทนนิส ในประเภทเดี่ยว ได้ทุกรายการ นั่นคือ ออสเตรเลียน โอเพน, เฟรนช์ โอเพน, วิมเบิลดัน และ ยูเอส โอเพน

เพอร์รี เริ่มต้นด้วยการเป็นแชมป์ ยูเอส โอเพน ในปี 1933 หลังจากนั้นในปี 1934 เขาชนะการแข่งขันทั้ง ออสเตรเลียน โอเพน, วิมเบิลดัน และ ยูเอส โอเพน ขาดแค่  เฟรนช์ โอเพน เท่านั้น ซึ่งเขาสามารถเอาชนะรายการ เฟรนช์ โอเพน ได้สำเร็จ ในปี 1935 พร้อมกับ วิมเบิลดัน เป็นสมัย 2 ก่อนที่ในปี 1936 เขาจะชนะวิมเบิลดัน ได้อีกครั้ง รวมถึงยูเอส โอเพน อีกสมัย

3

สรุปแล้ว เพอร์รี เป็นแชมป์ ออสเตรเลียน โอเพน 1 ครั้ง, เฟรนช์ โอเพน 1 ครั้ง, วิมเบิลดัน 3 ครั้ง และ ยูเอส 3 ครั้ง รวมแล้วเป็น 8 ครั้ง ... นอกจากนี้ เขายังเคยเป็นแชมป์แกรนด์สแลมประเภทคู่ อีก 2 ครั้ง รวมถึงคู่ผสมอีก 4 ครั้ง

ยิ่งไปกว่านั้น เฟรด เพอร์รี ยังเคยพาทีมชาติอังกฤษ (หรือ สหราชอาณาจักร) คว้าแชมป์เดวิส คัพ หรือการแข่งขันเทนนิสชิงแชมป์โลกในประเภททีมชาย ได้อีกถึง 4 สมัย ทำให้เพอร์รี ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในนักกีฬาเทนนิส ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลของโลก จนถึงปัจจุบัน

ก้าวสู่โลกแฟชั่น

นอกจากจะเป็นสุดยอดฝีมือด้านการเล่นเทนนิส เฟร็ด เพอร์รี ยังขึ้นชื่อในเรื่องของหน้าตา และภาพลักษณ์ที่ดูดี เสมือนกับผู้ดีอังกฤษ ในภาพจำของคนทั่วไป และนอกจาก ฌอง เรเน ลาคอสต์ สุดยอดนักเทนนิสตัวพ่อ ที่พัฒนาเสื้อโปโลให้กลายเป็นไอเท็มแฟชั่นสุดหรูหรา ผ่านกีฬาเทนนิส.. เฟรด เพอร์รี คืออีกคนที่มีชื่อเสียง กับสไตล์การแต่งตัวที่ยอดเยี่ยม จนมีแฟนกีฬาผู้หญิง คอยติดตามจำนวนมาก

4

ภาพลักษณ์ที่ดูดีของเขา ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในวงการกีฬา แต่ไปไกลถึงฮอลลีวูด ด้วยชื่อเสียงในฐานะนักเทนนิสของเขา ทำให้เพอร์รีเคยได้รับการทาบทาม ให้เล่นภาพยนตร์ฮอลลีวูด น่าเสียดายที่เจ้าตัวเลือกปฏิเสธ เพราะต้องการมุ่งมั่น กับการเล่นเทนนิส.. อย่างไรก็ตาม ด้วยภาพลักษณ์ที่ยอดเยี่ยมของเขา ส่งผลให้เพอร์รี เคยคบหาดูใจกับนักแสดงสาวชาวสหรัฐอเมริกา หลายต่อหลายคน

หลังจากอิ่มตัวกับความสำเร็จด้านเทนนิส เพอร์รีกลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในแวดวงไฮโซ ของประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากเขาตัดสินใจทิ้งบ้านเกิด ไปใช้ชีวิตในอีกซีกโลก ... เพอร์รีกลายเป็นเจ้าของเทนนิสคลับ ในเมืองลอสแองเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อให้บริการกับคนในวงการภาพยนตร์ฮอลลีวูด และเขากลายเป็นเพื่อนสนิทกับนักแสดง และผู้กำกับ จำนวนมาก 

อย่างไรก็ตาม แม้เพอร์รีจะใกล้ชิดกับเหล่าเจ้าพ่อเจ้าแม่วงการแฟชั่น รวมถึงเขาเอง ยังเป็นผู้มีรสนิยม ในการแต่งตัว แต่เขาไม่เคยคิดจะทำธุรกิจด้านเสื้อผ้าอย่างจริงจัง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไลฟ์สไตล์ที่รักสนุกของเขา ทำให้เพอร์รียังไม่พร้อม ที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจอย่างเต็มตัว

แต่ท้ายที่สุด ความใกล้ชิดกับวงการแฟชั่นของเขา ดึงเพอร์รีให้เข้ามามีส่วนร่วมจนได้.. ในช่วงปลายยุค 40s เพื่อนนักฟุตบอลชาวออสเตรีย นามว่า ทิบบี แวกเนอร์ ได้ชวนเพอร์รีให้มาร่วมออกแบบ สายรัดข้อมือส่วนตัว จนกลายเป็นการให้กำเนิดผ้ารัดข้อมือ แบบที่นักเทนนิสนิยมใส่ในปัจจุบัน 

5

หลังจากเพอร์รี ได้เริ่มชิมลางในวงการแฟชั่น เขาได้เริ่มติดใจขึ้นมาอย่างจริงจัง และวางแผนจะทำแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตัวเอง โดยคอนเซปต์สินค้าของเขา ไม่ได้มองไปที่เรื่องไกลตัว เพราะในเมื่อเขาเป็นนักกีฬา เขาจึงอยากทำเสื้อผ้ากีฬาออกวางจำหน่าย

กระนั้น สินค้าชนิดแรกที่วางจำหน่ายในนามของ Fred Perry แบรนด์ที่เพอร์รีตั้งขึ้นมาตามชื่อของเขา กลับเป็นเสื้อโปโล ที่กำลังโด่งดังและเป็นที่นิยม ในฐานะเสื้อผ้าสำหรับคนชนชั้นสูง 

เนื่องจากเพอร์รีมองว่า ตลาดของเสื้อโปโลในเวลานั้น ถูกถือครองโดยแบรนด์ Lacoste ของ ฌอง ปิแอร์ ลาคอสต์ อดีตนักเทนนิสที่หันมาเอาดีด้านแฟชั่น แต่เพียงผู้เดียว ในฐานะนักกีฬาเทนนิสที่มีชื่อเสียง และมีชื่อเสียงด้านการแต่งตัว ไม่แพ้กับลาคอสต์.. เพอร์รีจึงเชื่อว่าหากเขาทำเสื้อโปโลวางจำหน่าย จะต้องได้รับความนิยมไม่แพ้กับแบรนด์ Lacoste แน่นอน

นอกจากนี้ เพอร์รียังไม่ลืมความตั้งใจของเขา ที่ต้องการทำแบรนด์เสื้อผ้ากีฬาของตัวเอง ทำให้เพอร์รีตัดสินใจดำเนินนโยบายใหม่ ด้วยการสร้างภาพลักษณ์ให้เสื้อโปโล กลายเป็นเสื้อผ้าแนวสปอร์ตมากขึ้น สร้างความเชื่อให้กับผู้คนว่า เสื้อโปโลสามารถใส่ทำกิจกรรมทางกลางแจ้งได้ดี มากกว่าแค่เป็นเสื้อผ้าสำหรับกลุ่มคนมีฐานะเพียงอย่างเดียว

6

หลังจากก่อตั้งแบรนด์ Fred Perry ในปี 1952 แบรนด์นี้ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว นอกจากจะเริ่มสร้างภาพลักษณ์ให้เสื้อโปโล กลายเป็นเสื้อผ้าแนวสปอร์ต นโยบายการทำเสื้อโปโลขายเจาะกลุ่มวัยรุ่นของแบรนด์ ก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เด็กวัย 18 ถึง 30 ปีที่อังกฤษ ในช่วงยุค 50s ใส่เสื้อโปโลของ Fred Perry เดินกันเต็มบ้านเต็มเมือง ... ถึงขั้นที่ Lacoste ยังต้องปรับตัว หันมาทำการตลาดเจาะกลุ่มวัยรุ่น แข่งกับ Fred Perry

Mod, ฮูลิแกน และ นีโอ-นาซี

ยุค 50s อาจจะเป็นยุครุ่งเรืองของ Fred Perry แต่แบรนด์นี้สามารถเติบโตได้มากกว่านั้น และเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ในยุค 60s ท่ามกลางกระแสวัฒธรรมแบบ Mod (ม็อด)

7

Mod คือกระแสนิยมที่มาแรงมากในประเทศอังกฤษ โดยเฉพาะในกลุ่มชนชั้นกลาง ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ... แฟชั่น, ดนตรี, ไลฟ์สไตล์, การสังสรรค์ คือสิ่งที่อยู่คู่กับวิธีชีวิตแบบ Mod และหนึ่งในค่านิยมของกลุ่ม Mod คือพวกเขาต้องหรู ดูดี มีระดับให้สมกับเป็นชนชั้นกลาง ของประเทศอังกฤษ

Fred Perry จึงเข้ามาเป็นแบรนด์สำคัญ ที่สะท้อนภาพความหรูหราของชาว Mod เพราะเสื้อโปโลของ Fred Perry สามารถสะท้อนทั้งภาพลักษณ์ที่ดูดี แบบคนมีฐานะ และคนรุ่นใหม่ที่อยากใช้ชีวิตได้อย่างลงตัว

ช่วงพริบตาเดียว Fred Perry ได้กลายเป็นแบรนด์ที่อยู่คู่กับวัฒนธรรม Mod แบบแยกกันไม่ออก ... แม้ว่าหลังจากผ่านช่วงยุค 60s วัฒนธรรม Mod จะเสื่อมความนิยมลงไป แต่ภาพลักษณ์ของการเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ ที่ดูดีมีสไตล์ ยังคงอยู่กับแบรนด์ Fred Perry และกลายเป็นภาพจำของแบรนด์ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

หฃังจากหมดยุคสมัยของ Mod ใช่ว่า Fred Perry จะหมดความนิยม เพราะมีวัฒนธรรมใหม่ ของกลุ่มวัยรุ่นยุค 70’s เข้ามาแทนที่ นั่นคือ ฮูลิแกน และพวกเขานิยม Fred Perry เหมือนกลุ่ม Mod ไม่มีผิดเพี้ยน 

แม้ ฮูลิแกนจะเเปรสภาพ กลายเป็นวัฒนธรรมของกลุ่มชนชั้นแรงงาน ที่อยากจะเท่เหมือนชนชั้นกลาง หรือชนชั้นนำในอังกฤษ แต่ตัวตนความเป็นแบรนด์ที่ดูดี และทันสมัยของ Fred Perry ไม่เคยหนีไปไหน 

8

นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ Fred Perry กลายเป็นเสื้อผ้าที่ต้องการอย่างมากของกลุ่มฮูลิแกน เพราะหากพวกเขาได้ใส่เสื้อของ Fred Perry ต่อให้เป็นชนชั้นแรงงานจากลิเวอร์พูล พวกเขาก็ดูดี ไม่แพ้หนุ่มชนชั้นกลาง จากกรุงลอนดอน

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าจะ Fred Perry จะกลายเป็นแบรนด์ ที่เป็นสัญลักษณ์ ของวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงเพียงอย่างเดียว เพราะแบรนด์นี้ได้เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของกลุ่มคนชื่อเสียในสังคม นั่นคือกลุ่มขวาจัด นีโอ-นาซี ในประเทศอังกฤษ

การขึ้นสู่อำนาจของ มาการ์เรต แธตเชอร์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีของประเทศอังกฤษ เมื่อปี 1979 ส่งผลให้กระแสขวาจัด โด่งดังไปทั่วประเทศอังกฤษ และทุกครั้งที่กลุ่มนีโอ-นาซี บนแดนผู้ดีทำการเคลื่อนไหว พวกเขาจะต้องใส่เสื้อโปโลของ Fred Perry

ไม่มีเหตุผลที่แน่ชัดว่าเหตุใด เสื้อโปโลของ Fred Perry จึงกลายเป็นที่นิยมของกลุ่มนีโอ-นาซี ทว่า ตลอดช่วงปลายยุค 70s, 80s จนถึง 90s ... Fred Perry กลายเป็นแบรนด์ที่อยู่คู่กับกลุ่มนีโอ-นาซี กลุ่มเหยียดผิว หรือกลุ่มแนวคิดขวาจัดทางการเมืองในอังกฤษมาตลอด จนทำให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์เสียไปไม่น้อย

ท้ายที่สุด Fred Perry สามารถหลุดพ้นจากการเป็นภาพลักษณ์ ของวัฒนธรรมที่เลวร้าย ... อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่แบรนด์ ได้ยึดติดเป็นที่เรียบร้อย คือการเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมบางอย่าง 

Fred Perry เดินหน้าเข้าสู่โลกศตวรรษที่ 21 ด้วยการนำเสนอวัฒนธรรมแบบ Fred Perry อันเป็นการสะท้อนภาพของคนรุ่นใหม่ ที่กล้าคิด กล้าทำ กล้าออกจากกรอบ ซึ่งเป็นตัวตนที่อยู่คู่กับแบรนด์ Fred Perry มาโดยตลอด

9

ไม่ว่าคุณจะจดแบรนด์ Fred Perry แบบไหน.. สิ่งหนึ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้คือ Fred Perry เป็นแบรนด์เสื้อผ้าโปโล จากประเทศอังกฤษ ที่ทรงอิทธิพลไปทั่วโลก และอยู่คู่กับวัฒนธรรมต่าง ๆ มายาวนานกว่า 70 ปี และดูเหมือนว่าทาง Fred Perry จะไม่ยอมหยุดเรื่องราวของแบรนด์ ไว้เพียงแค่นี้แน่นอน

และหากใครที่ต้องการสัมผัสกับความเรียบหรู ดูดี แฝงความเท่ ก็สามารถไปช็อปเสื้อโปโล รวมถึงเครื่องแต่งกายอื่น ๆ ของ Fred Perry ได้ที่ช็อปในห้างสรรพสินค้าเครือ เซนทรัล รวมถึงที่ สยาม ดิสคัฟเวอรี, สยาม พารากอน, เอ็มควอเทียร์ และ ไอคอนสยาม ได้เลย