อีกด้านของเพื่อนซี้ : "เจมี ฟ็อกซ์" กับแรงกระหายที่ต้องการแสดงบทบาทเป็น "ไมค์ ไทสัน"

อีกด้านของเพื่อนซี้ : "เจมี ฟ็อกซ์" กับแรงกระหายที่ต้องการแสดงบทบาทเป็น "ไมค์ ไทสัน"
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

กลายเป็นข่าวฮือฮาทั้งในวงการกีฬาและภาพยนตร์ เมื่อ เจมี ฟ็อกซ์ นักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์ ยืนยันการรับบทเป็น ไมค์ ไทสัน ยอดนักมวยแชมป์โลกรุ่นเฮฟวีเวต ในภาพยนตร์เรื่อง Finding Mike

เจมี ไม่เพียงบอกเล่าความคืบหน้าของหนัง แต่ยังอัพเดทให้เห็นร่างกายของเขาที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ เพื่อรับบทเป็นไทสันให้สมจริงมากที่สุด ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของนักแสดงที่ต้องเลียนแบบรูปลักษณ์ตัวละครให้สมจริง แต่ในกรณีของ เจมี-ไทสัน มันมีอะไรมากกว่านั้น จากความสัมพันธ์ของทั้งคู่

Main Stand บอกเล่าแรงกระหายของ เจมี ฟ็อกซ์ ที่ต้องการแสดงบทบาทเป็นเพื่อนซี้อย่าง ไมค์ ไทสัน ตั้งแต่วันแรกที่ทั้งสองรู้จักกัน จนถึงวันที่ไทสันไม่มีเงินติดตัว เหตุผลอะไรที่ผลักดันให้เจมีอยู่กับภาพยนตร์เรื่องนี้ยาวนานกว่า 6 ปี

เพื่อนซี้ต่างวงการ

เส้นทางของ เจมี ฟ็อกซ์ และ ไมค์ ไทสัน ไม่ได้เพิ่งบรรจบกันในการสร้างภาพยนตร์ Finding Mike ใครจะเชื่อว่าสองซูเปอร์สตาร์จากต่างวงการ จะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันยาวนาน 30 ปี

1

ย้อนกลับไปต้นทศวรรษ 90’s เจมี ฟ็อกซ์ ยังไม่ประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ ด้วยวัย 22 ปี เขา เริ่มต้นเส้นทางในสายงานบันเทิง ด้วยอาชีพนักเดี่ยวไมโครโฟน (standup comedy)

คืนหนึ่ง เจมี ฟ็อกซ์ ขึ้นเวทีเพื่อพูดเรื่องราวตลกตามปกติ ผู้ชมให้การตอบรับที่ดีกับมุกตลกของเขา จนกระทั่ง เจมี ฟ็อกซ์ เริ่มเลียนแบบ ไมค์ ไทสัน นักมวยแชมป์โลกเจ้าปัญหา ที่ในช่วงเวลานั้น โด่งดังเป็นข่าวทั่วโลกจากเรื่องราวทั้งดีและร้าย

แทนที่ผู้ชมจะฮาครืนกับมุกตลก ไม่มีเสียงหัวเราะ ไม่มีเสียงปรบมือ จากผู้ชมเบื้องหน้า ขณะที่ เจมี ฟ็อกซ์ กำลังงุนงงว่าเกิดอะไรขึ้น มีเสียงหนึ่งลอยดังจากกลุ่มผู้ชมขึ้นว่า “ไมค์อยู่ข้างในนี้ด้วย”

เจมี ฟ็อกซ์ เข้าใจทันทีว่า ตัวเองกำลังตกอยู่ในสถานการณ์แบบไหน แต่ทันใดนั้นเอง ผู้ชายคนหนึ่งยืนขึ้นจากที่นั่ง เพื่อปรบมือให้แก่มุกตลกของเขา ใครคนนั้นคือไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก ไมค์ ไทสัน

“ไมค์เดินมาหาเจมีหลังการแสดงจบลง เขารู้สึกว่าเจมีเป็นคนตลก พวกเขากลายเป็นเพื่อนกันนับแต่นั้น” แจ็ค แมนสัน สไตล์ลิสต์ส่วนตัวของ เจมี ฟ็อกซ์ กล่าว

ความสัมพันธ์ฉันมิตรของทั้งคู่ ดำเนินด้วยดีจนถึงปัจจุบัน แต่ชีวิตส่วนตัวของสองเพื่อนรักกับต่างกันฟ้ากับเหว เจมี ฟ็อกซ์ ก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากจากการเป็นนักแสดงตัวประกอบ ด้วยผลงานการแสดงระดับมาสเตอร์พีซ 2 เรื่อง ในปี 2004

ได้แก่ Collateral และ Ray โดยเฉพาะเรื่องหลังที่เขารับบทเป็น เรย์ ชาร์ลส์ นักเปียโนชื่อดัง ช่วยให้ เจมี ฟ็อกซ์ คว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์ ได้สำเร็จ

ขณะที่ เจมี ฟ็อกซ์ เริ่มต้นจากศูนย์สู่การเป็นนักแสดงระดับโลก ไมค์ ไทสัน กลับเป็นนักมวยแชมป์โลกที่สูญเสียทุกสิ่ง หลังจากแพ้ให้แก่ อีแวนเดอร์ โฮลีฟิลด์ 2 ไฟต์รวด โดยเฉพาะคดีกัดหูอันอื้อฉาว ในปี 1997 ไมค์ ไทสัน ฟอร์มตกอย่างน่าใจหาย และเผชิญปัญหาชีวิตมากมาย ทั้งการถูกฟ้องล้มละลายในปี 2003 และ การเสียชีวิตของลูกสาววัย 4 ขวบ เอ็กโซดัส ไทสัน ในปี 2009

2

ทุกเรื่องราวในชีวิตของ ไมค์ ไทสัน อยู่ในสายตาของเพื่อนซี้อย่าง เจมี ฟ็อกซ์ เขาใกล้ชิดนักมวยแชมป์โลกรายนี้ อย่างที่ทุกคนไม่มีโอกาส นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไม เจมี ฟ็อกซ์ คือ ตัวเลือกเดียวในการรับบท ไมค์ ไทสัน และเป็นส่วนสำคัญคอยผลักดัน โปรเจคต์ภาพยนตร์ Finding Mike ให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม

“ผมมีโอกาสเห็นไมค์ในสองเส้นทาง สองชีวิตที่แตกต่าง” เจมี ฟ็อกซ์ กล่าวถึงชีวิตของเพื่อนรัก ไมค์ ไทสัน

“ผมเห็นเขาในวันที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของอาชีพ และเมื่อชีวิตของเขาเริ่มเลวร้าย เต็มไปด้วยความยากลำบาก ผมเห็นเรื่องราวเหล่านั้นอย่างชัดเจน เช่นเดียวกัน”

เลียนแบบทางร่างกาย

โปรเจคต์ภาพยนตร์เรื่อง Finding Mike เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2009 และเริ่มเป็นรูปเป็นร่างในปี 2014 เมื่อมีการยืนยันว่า เจมี ฟ็อกซ์ จะเข้ามารับบทบาทตัวละครนำ แต่จนแล้วจนรอด ไม่มีสตูดิโอไหนให้ไฟเขียว กระทั่ง เดือนมิถุนายน ปี 2020 มีการยืนยันว่า

ภาพยนตร์เรื่อง Finding Mike จะเริ่มต้นดำเนินการถ่ายทำในไม่ช้า และคนแรกที่เปิดเผยข่าวนี้ต่อสาธารณชน ไม่ใช่ใครอื่น นอกจาก เจมี ฟ็อกซ์ ผู้คอยผลักดันภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่เบื้องหลังยาวนานถึง 6 ปี

3

“การทำหนังเกี่ยวกับชีวประวัติเป็นเรื่องยาก บางครั้งใช้เวลานาน 20 ปี จนเสร็จ แต่สำหรับหนังเรื่องนี้ ผมบอกได้เลยว่า มันเริ่มต้นขึ้นแล้ว” เจมี ฟ็อกซ์ กล่าว

เจมี ฟ็อกซ์ ไม่เพียงอัพเดทสถานการณ์ของหนังผ่านคำพูด แต่ยังอัพโหลดรูปลงอินสตาแกรมส่วนตัว เป็นภาพตัวเขาถ่ายรูปตัวเองในกระจก แสดงให้เห็นร่างกายเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ ที่ผ่านการเข้ายิมอย่างหนัก เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการรับบท ไมค์ ไทสัน ให้สมจริงมากที่สุด

นักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์รายนี้ ไม่ใช่หน้าใหม่ในการรับบาทคนที่มีชีวิตจริงในภาพยนตร์ นอกจาก เรย์ ชาร์ลส์ นักเปียโนตาบอด เจมี ฟ็อกซ์ เคยรับบท ดรูว์ บันดินี บราวน์ เทรนเนอร์ของมูฮัมหมัด อาลี ในหนังเรื่อง Ali (2001) ที่เคยเปลี่ยน วิล สมิธ กลายเป็นยอดนักชกระดับโลก เขาจึงรู้ดีว่า การสร้างร่ายกายให้สมจริงนั้น สำคัญแค่ไหน

เจมี ฟ็อกซ์ เปิดเผยว่า ตัวเขากำลังโฟกัสการสร้างกล้ามเนื้อร่างกายส่วนลำตัวด้านบน เนื่องจากระหว่างการถ่ายทำ ตัวเขาต้องมีน้ำหนักอยู่ที่ 216 - 230 ปอนด์ ซึ่งเป็นน้ำหนักที่แท้จริงของ ไมค์ ไทสัน ขณะชกมวย

ด้วยเหตุนี้ เจมี ฟ็อกซ์ ในวัย 53 ปี จึงออกกำลังกายด้วยการ Pull-up 60 ครั้ง, Dips 60 ครั้ง และ วิดพื้น 100 ครั้ง ต่อหนึ่งวัน แต่ถึงจะทุ่มเทมากขนาดนั้น เจมี ฟ็อกซ์ ยอมรับตามตรงว่า ตัวเขามีการบ้านต้องทำอีกมาก หากต้องการมีรูปร่างเหมือน ไมค์ ไทสัน ตัวจริง

4

“ผมไม่มีกล้ามเนื้อขา ผมไม่มีกล้ามเนื้อน่อง เพราะฉะนั้น เราได้เตรียมขาเหล็กเทียม เพื่อแก้ปัญหานั้นแล้ว” เจมี ฟ็อกซ์ กล่าวติดตลก

“เราจะใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยตรงนี้ด้วย ผมการันตีคุณได้เลยว่า ผู้คนจะวิ่งมาขอลายเซ็นผมตามท้องถนน เพราะคิดว่าผมคือ ไมค์ ไทสัน”

ลงลึกถึงจิตใจ

ภาพยนตร์เรื่อง Finding Mike ยังไม่มีกำหนดฉายอย่างเป็นทางการ และอาจต้องรอนานถึงปี 2022 เป็นอย่างน้อย แม้มีความเคลื่อนไหวว่า มาร์ติน สกอร์เซซี จะเข้ามากุมบังเหียนเป็นผู้กำกับภายนตร์เรื่องนี้ แต่สุดท้าย ยังไม่มีการยืนยันข้อมูลใดอย่างเป็นทางการ

ความเคลื่อนไหวเดียวที่เห็นได้ชัดของโปรเจคต์ Finding Mike คือการเดินหน้าของ เจมี ฟ็อกซ์ ที่อยู่กับหนังเรื่องนี้มาตลอด เขาไม่เพียงมีหน้าที่รับบทแสดงนำ แต่ยังเป็นผู้กำหนดทิศทางเนื้อหา และเนื้อเรื่องที่ต้องการจะสื่อ ซึ่ง เจมี ฟ็อกซ์ ยืนยันว่า ผู้คนจะได้เห็นชีวิตทุกด้านของ ไมค์ ไทสัน ไม่ใช่แค่เรื่องราวในสังเวียน

5

“เมื่อเราพูดคุยเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ ผมบอกว่า สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับไมค์ ไม่ใช่เรื่องของเขาในเวที แต่เป็นเรื่องของชีวิตเขาที่เป็นอยู่ตอนนี้” เจมี ฟ็อกซ์ กล่าว

“ครั้งหนึ่ง ผมเคยโทรหาไมค์ เพื่อถามว่า เขาเป็นอย่างไรบ้าง เขาตอบว่า เขามีความสุขดี เพราะเขาไม่มีเงินอีกต่อไป ผมถามต่อว่าทำไมเขาถึงคิดแบบนั้น เขาตอบว่า เพราะไม่มีใครจะมาเอาอะไรจากชีวิตเขาไปได้อีกแล้ว”

“ผมบอกกับทุกคนเลยว่า ผมอยากแสดงไมค์คนนี้ให้คุณเห็น เขาจะบอกคุณว่าการใช้ชีวิตบนยอดเขาและใต้มหาสมุทร มันเป็นอย่างไร ผมบอกกับไมค์ว่า เมื่อผมรับบทเป็นคุณ ผมจะเหมือนคุณทุกอย่าง ถึงขนาดว่า หากผมไปบ้านคุณ ลูกของคุณจะวิ่งมาหา และตะโกนว่า พ่อกลับมาบ้านแล้ว”

ภาพที่ เจมี ฟ็อกซ์ อัพโหลดลงในอินสตาแกรม แฟนหนังและแฟนกีฬาทั่วโลก คงเชื่อมั่นแล้วว่า เขาพร้อมแปลงกายเป็น ไมค์ ไทสัน ที่รูปร่างกำยำในยุค 90’s แต่การรับบทบาทเป็นใครสักคนในภาพยนตร์ แค่ดูเหมือนจากภายนอก ไม่เพียงพอ นักแสดงต้องเขาถึงความรู้สึกของตัวละคร แม้กระทั่ง ความคิดที่ลึกที่สุดของคนๆนั้น ซึ่งถือเป็นงานยากของ  เจมี ฟ็อกซ์ ว่าเขาจะเข้าใจ ตัวตนที่แท้จริงของ ไมค์ ไทสัน มากแค่ไหน

โชคดีที่ เจมี ฟ็อกซ์ รู้จักกับ ไมค์ ไทสัน เป็นการส่วนตัว ยอดนักมวยแชมป์โลกเฮฟวีเวต จึงให้สัมภาษณ์กับ The Sun ว่า เขาพร้อมเปิดเผยทุกอย่างในชีวิตแบบไม่มีหมกเม็ด เพื่อทำให้หนังสมจริงออกมามากที่สุด บวกกับ ความสามารถในการแสดงของ เจมี ฟ็อกซ์ ที่เคยคว้ารางวัลออสการ์ เราจึงมั่นใจได้ว่า เขาจะทุ่มเทกับบทบาทนี้อย่างเต็มที่

“ผมเชื่อมั่นว่าเขาจะทำได้ดี ผมรู้เรื่องนั้นอยู่แล้ว” ไมค์ ไทสัน ออกความเห็น เมื่อรู้ว่า เจมี ฟ็อกซ์ จะมารับบทเป็นตัวเขา

“ผมรู้สึกซาบซึ้งและตื่นเต้นกับหนังเรื่องนี้ ผมจะหนังลงและบอกความจริงทุกอย่างกับเขา หลังจากนั้น เขาจะเรียนรู้และประมวลเรื่องราวทุกอย่างด้วยตัวเอง”

“ผมบอกได้แค่ว่า มันไม่ใช่เรื่องราวที่สวยงามแน่นอน”

6

ไมค์ ไทสัน คือมนุษย์ที่มีชีวิตมากมายหลายมิติ ทั้งเรื่องดีและร้าย ไม่ใช่งานง่ายที่นักแสดงสักคน จะถ่ายทอดเรื่องราวของเขาให้ออกมาสมบูรณ์แบบ เหตุผลเดียวที่ เจมี ฟ็อกซ์ ไม่เคยท้อ และทุ่มเททุกอย่าง เพื่อบทบาทนี้ ไม่ใช่เพราะว่าเขาเป็นเพื่อนกับ ไมค์ ไทสัน

แต่เป็นเพราะต้องการบอกเล่าชีวิตของผู้ชายคนหนึ่ง ที่ไม่ใช่แค่นักกีฬาระดับตำนาน แต่ในฐานะของมนุษย์ทั่วไป ที่เคยประสบความสำเร็จ เคยล้มเหลวจนสิ้นท่า ก่อนพบความสุขในชีวิตที่แท้จริง สิ่งที่ใครหลายคนค้นหา แต่ไม่มีโอกาสได้สัมผัส

“ผมอยากแสดงให้เห็นว่า ทุกคนมีเรื่องราวที่ดีและแย่ในชีวิต ผมคิดว่าเราบอกเล่าหลายมิติในชีวิตของ ไมค์ ไทสัน ในหนังเรื่องนี้ ไม่ว่าคุณจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ คุณจะเข้าใจการเดินทางในชีวิตของผู้ชายคนนี้” เจมี ฟ็อกซ์ กล่าวทิ้งท้ายถึงหนังเรื่องนี้