ช่วยเขา.. เราตาย : การเอาใจรุ่นใหญ่ที่ทำให้ "ชอว์น ไมเคิลส์" กลายเป็นไอ้ขี้โกง

ช่วยเขา.. เราตาย : การเอาใจรุ่นใหญ่ที่ทำให้ "ชอว์น ไมเคิลส์" กลายเป็นไอ้ขี้โกง
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

หากถามแฟนมวยปล้ำดูว่าชอบ ชอว์น ไมเคิลส์ หรือไม่? หลายเสียงคงไม่ตอบแบบเต็มปากว่าใช่เพราะไม่อาจปฎิเสธความเฉียบขาดในการปล้ำของนักสู้ร่างเล็กคนนี้ได้

เซียนซับมิชชั่น ตีบทแตกกระจุย โดดเด่นเรื่องการบิน และ Sweet Chin Music ในตำนาน.. นี่คือเหตุผลที่ทำให้หลายคนคลั่งไคล้ในตัวของ ชอว์น 

อย่างไรก็ตามก่อนที่เขาจะกลายเป็นนักมวยปล้ำสายธรรมะ ชอว์น เคยเป็นตัวอธรรมแสนเลวที่โดนคนเกลียดมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของวงการมาแล้ว เหตุผลก็เพราะว่าบทของเขาที่ได้รับนั้น "เน้นเรื่องโกง" หนักข้อเข้าก็โกงแบบหน้าด้าน และได้ผลการแข่งขันที่ต้องการชนิดที่ว่าสร้างความเจ็บจี๊ดให้คนที่โดนโก่งแบบสุด

และวันนี้เราจะมาติดตามเรื่องราวความโกงของ ชอว์น ไมเคิลส์ กันอีกสักที เพราะก่อนที่เขาจะกลายเป็นขวัญใจ เขาเลว และโกงแค่ไหนกัน?

ภาพที่ใครหลายคนอาจนึกไม่ออก

สำหรับแฟนมวยล้ำที่เริ่มติดตามมวยปล้ำในช่วงปลายยุค 90's ต่อ 2000's นั้นคงจะคุ้นชินกับ ชอว์น ไมเคิลส์ นักสู้สุดเท่ตัวเล็กปราดเปรียวแต่ลีลาการปล้ำครบเครื่อง อีกทั้งยังได้บทหล่อๆ เป็นประจำอีกด้วย ดังนั้นหลายคนอาจจะสงสัยว่า ชอว์น ไมเคิลส์ ไปเป็นตัวโกงในตอนไหนกัน? 

1

มันเป็นเรื่องทั่วไปของวงการมวยปล้ำที่ทีมงานจะหาคาแร็คเตอร์ที่เหมาะสมให้กับนักปล้ำแต่ละคน สำหรับ ชอว์น คาแร็คเตอร์สำหรับผู้ชายตัวเล็กๆ ผมยาวๆ จะมีอะไรเหมาะกว่าบทอธรรมตัวแสบ ซึ่งธรรมชาติของมวยปล้ำแถวหน้าทั่วไปก็คือ ไม่ว่าพวกเขาจะรับบทบาทไหน ก็มักจะตีบทแตกได้ง่ายๆ ผ่านการแสดงและลีลาการปล้ำที่เข้าล็อกกับ คาแร็คเตอร์เป๊ะ 

ชอว์น ได้บทตัวโกงครั้งแรกในช่วงปลายปี 1991 คาแร็คเตอร์ของเขาคือ "โกงในโกง" กล่าวคือนอกจากจะอยู่ฝ่ายตรงข้ามพระเอกแล้ว เขายังเป็นพวกที่พร้อมโกงทุกวินาทีราวกับมีปุ่มเปิดปิด เขาคือนักปล้ำที่ไม่สนวิธีการ สบโอกาสเล่นนอกเกมหรือต่อยใต้เข็มขัดเมื่อไหร่ ชอว์น ไม่เคยปล่อยให้โอกาสนั้นหลุดลอยไปง่ายๆ เขากลายเป็นตัวโกงที่สมบูรณ์แบบ ขี้ขลาดตาขาว ชอบลอบทำร้ายคู่ต่อสู้ ด่าคนอื่นเป็นชีวิตจิตใจ และเป็นจอมขี้โกงเพื่อเปลี่ยนลการแข่งขันให้เป็นไปในทิศทางที่ตัวเองต้องการ 

สิ่งที่ยืนยันถึงการรับบทบาทมหาโกงที่ประสบความสำเร็จของเขาคือ นิตยสาร Pro Wrestling Illustrated หรือ PWI นิตยสารมวยปล้ำชื่อดัง จัดให้ ชอว์น เป็นนักมวยปล้ำที่คนเกลียดเป็นอันดับที่ 3 ของยุคเลยทีเดียว ... ถึงตรงนี้หลายคนคงนึกภาพในหัวได้ลางๆแล้วว่า ชอว์น นั้นแสดงออกบนเวทีแบบไหน 

และการไต่มาถึงอันดับ 3 ได้ไม่ใช่เรื่องฟลุกแน่นอน เพราะวีรกรรมโกงของเขาที่กลายเป็นตำนานของวงการมวยปล้ำยังมีอีกเพียบเลยทีเดียว 

จุดกำเนิดตัวแสบ 

ย้อนกลับไปในปี 1988 ชอว์น ไมเคิลส์ เปิดตัวในวงการครั้งแรกในฐานะคู่แท็กทีมกับ มาร์ตี้ เจนเนตตี้ ในชื่อทีม "The Rockers" ภาพลักษณ์ของทั้งคู่ตอนนั้นถือว่าเปิดตัวได้ดังเปรี้ยงปร้าง โดยเฉพาะในส่วนของ ชอว์น นั้นมาในมาดไอ้หนุ่มผมยาวสลวย หน้าใสปิ๊ง เรียกได้ว่ามีความเท่และหน้าตาเป็นจุดขายตั้งแต่แรก ชื่อเสียงของเขาจึงนำคู่หูอย่าง มาร์ตี้ ในระดับหนึ่ง

2

เดอะ ร็อคเกอร์ส คว้าแชมป์แท็กทีมด้วยกันแต่ความ "ขายได้" ของ ชอว์น ทำให้มีการวางกลยุทธ์เปลี่ยนไปในอีก 3 ปีหลังจากนั้น The Rockers ถูกวางพล็อตให้แตกทีม โดยจะดัน ชอว์น ไมเคิลส์ ให้ดังยิ่งกว่าเดิม จนมีการเปิดรายการที่ชื่อว่า "บุสตัส เดอะ บาร์เบอร์" และในรายการนั้นเอง ชอว์น ได้รับบทให้หักหลัง มาร์ตี้   

ทั้งสองคนถูกวางบทให้ถกเถียงกัน จากนั้น ชอว์น ท้าให้ออกจากทีมไป ทว่าเขาก็หันไปกอดมาร์ตี้ ราวกับว่ามิตรภาพของ The Rockers จะดำเนินต่อไป แต่หลังจากกอดคอกันแบบเพื่อนซี้ได้ไม่ถึง 3 วินาที ชอว์น ผลักมาร์ตี้ ให้ห่างออกไปในระยะประมาณ 2 เมตร จากนั้นทุกอย่างก็เข้าทาง ... "เปรี้ยง" เสียงเท้ากระทบกับคางและเสียงเชียร์ของคนดูดังขึ้นมาพร้อมกัน ชอว์น ใช้ Sweet Chin Music ใส่ มาร์ตี้ ทะลุกระจก จบยุคสมัยของ The Rockers และเปิดตำนานบทใหม่ของชอว์น ในฉายา "Heartbreak Kid" นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แสบสุดๆ ทุกช่องทางคือคำอธิบายของ ชอว์น ไมเคิลส์ ในวันที่รับบทนั้น 

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องชื่นชมคือไม่ว่า ชอว์น จะได้บทไหนเขาก็ไหลลื่นได้ไปกับมันได้เป็นอย่างดี เขาเล่าว่าเขาสามารถจับสังเกตถึงความต้องการของคนดูได้ เล่นยังไงให้คนเกลียด เล่นยังไงให้คนเฮเสียงดัง ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลถ้าเขาสามารถเอ็นเตอร์เทนคนดูได้ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็จะ Win ร่วมกัน ชอว์น เข้าใจบทบาทของตัวเองดีและทำเต็มที่ในบทที่ได้รับ

3

"มีหลายแง่มุมอารมณ์ที่ผมเริ่มจับสังเกตได้ คุณมีหน้าที่ที่ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุดในบทบาทที่ได้รับ ดำเนินการมันให้สมบูรณ์แบบ และอย่าลืมที่จะยืดหยุ่นมันไปตามสถานการณ์ ถ้าคุณสามารถจับความรู้สึกของคนดูอยู่แล้วล่ะก็ คุณจะได้พบโลกอีกใบที่คุณไม่เคยเจอมาก่อน" ชอว์น กล่าวกับ Bleacher Report

"มันก็เหมือนกับการตกปลานั่นแหละ ถ้าคุณปล่อยเหยื่อได้ลึกพอ คุณจะสามารถล่อให้ปลาเข้ามาหาคุณได้โดยที่ไม่ต้องใช้ความพยายามมากมายอะไรเลย" 

4

จะโกงอย่างไรก็ตามทั้งหมดที่กล่าวมาคือสไตล์ของที่เขาพร้อมจะทำตาม และนั่นคือการเล่นกับบทให้การแข่งขันเป็นไปได้อย่างไหลลื่นและเอ็นเตอร์เทนที่สุด

แนวคิดดังกล่าวทำให้ ชอว์น ไมเคิลส์ โดดเด่นขึ้นมา เขาพัฒนาทุกอย่างที่มี สร้างเกมที่ยอดเยี่ยมขึ้นมาหลายแมตช์ แสดงได้สมบทบาทจนเสียงโห่เริ่มเป็นเสียงเฮ จากอธรรม เขาเริ่มถูกมองเป็นนักมวยปล้ำสายธรรมะจนคว้ารางวัลป๊อปปูลาร์โหวตของวงการในปี 1995.. ทว่าหลังจากนั้นอีก 2 ปี คนดีที่เคยได้รับการชื่นชมก็ต้องเจอกับสิ่งที่เขาและแฟนไม่คาดฝันว่ามันจะเกิดขึ้น

MONTREAL SCREWJOB

การเล่นบทบาทตัวโกงได้อย่างถึงกึ๋นถึงอารมณ์ทำให้ทุกคนได้เห็นพรวรรค์ทั้งสกิลปล้ำ, สกิลไมโครโฟน และสกิลแอ็คติ้งของ ชอว์น ไมเคิลส์ ดังนั้นมันคงน่าเสียดายที่จะไม่ผลักดันเขาให้ถึงขีดสุด ไม่ว่าจะบทบาทใดก็ตามเขามีศักยภาพมากพอที่จะทำมันได้แน่นอน 

5

วนกลับมาพูดถึงลีลาการปล้ำที่เป็นจุดขายของเขากันอีกสักนิด และจุดนี้มันไม่เกี่ยวกับความโกงแต่มันคือความแปลกใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน อาทิ การปล้ำแบบปีนบันได (Ladder Match) ที่แพร่หลายในยุคนี้ก็มีจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์มาจากการปล้ำของ ชอว์น ไมเคิลส์ ที่พบกับ นักมวยปล้ำเบอร์ใหญ่ของสมาคมอย่าง เรเซอร์ รามอน (หรือที่หลายคนคุ้นในชื่อ สก็อตต์ ฮอลล์) รวมถึงการปล้ำในลูกกรงเหล็ก (Hell In The Cell) ที่ก็มีการปล้ำครั้งแรกในการพบของของ ชอว์น ไมเคิลส์ และ ดิ อันเดอร์เทคเกอร์ ในปี 1997 เป็นต้น 

ชอว์นสร้างชื่อเสียงบนหน้าฉากของตัวเองอย่างต่อเนื่อง เขากลายเป็นนักมวยปล้ำยอดนิยม จนคว้าแชมป์ ในศึก WrestleMania 12 (ปี 1996) ทว่าหลังจากกลายเป็นแชมป์ นิสัยเสียๆ หลังฉากที่เจ้าตัวมีอยู่แล้วเป็นทุนเดิม ก็เริ่มก่อตัวขึ้น

เขาปฏิเสธที่จะเสียแชมป์โลก ให้กับ เบรต ฮาร์ท ในช่วงต้นปี 1997 และสละแชมป์ลงเสียดื้อๆ ด้วยการแกล้งบอกคนอื่นในสมาคมว่าเขาบาดเจ็บ ทั้งที่เจ้าตัวไม่ได้เจ็บแม้แต่นิดเดียว

นอกจากนี้ ทั้งชอว์นและเบรต ยังมีปัญหากันอย่างมากหลังฉาก เรื่องหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ถึงขั้นที่ว่าชอว์น ไปใส่ร้าย จนทำให้เบรตทะเลาะกับภรรยาอย่างหนัก

เรื่องราวความบาดหมางของทั้งคู่ จึงมาจบลงบนสังเวียน ในศึก Survivor Series ปี 1997 และการปล้ำแมตช์ดังกล่าวถูกขนานนามว่า "Montreal Screwjob" 

6

เรื่องของเรื่องมันเป็นเรื่องธุรกิจ เบรต ฮาร์ท กำลังมีการกระทบกระทั่งกับฝ่ายบริหาร WWF อย่าง วินซ์ แม็คแมน ในเรื่องสัญญา โดยฝ่าย วินซ์ มองว่ามันไม่คุ้มที่จะจ้าง ฮาร์ท ซึ่งกำลังจะตกรุ่นให้ครบสัญญาที่เคยเซ็นไว้ จึงเกิดการถกสัญญากันใหม่ และได้ข้อตกลงว่า WWF จะเปิดทางให้ เบรต ฮาร์ท เจรจากับ WCW ค่ายคู่แข่งได้อย่างอิสระ และเมื่อเป็นเช่นนั้น ฮาร์ท ก็รู้แล้วว่าเวลาของเขากับ WWF จบลง สมาคมพร้อมจะหั่นเขาทิ้งในอีกไมานานหลังจากนี้ 

นั่นจึงทำให้ เบรต ฮาร์ท สนองนี้ดของ WWF ด้วยการประกาศขอย้ายสมาคมไป WCW ตามที่ วินซ์ แม็คแมน ต้องการ และข้อตกลงดังกล่าวกำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันก่อนที่ Survivor Series ปี 1997 จะมาถึง และสมาคมต้องการให้ เบรต เสียแชมป์ WWF ที่เขาถืออยู่ ให้กับ ชอว์น ในศึกดังกล่าว

ฮาร์ท ส่ายหัวถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเขามองว่า Survivor Series ไม่ใช่เวลาที่ดีที่เขาจะเสียแชมป์ เพราะการแข่งขันครั้งนั้นถูกจัดขึ้นที่ มอนทรีอัล ประเทศแคนาดา บ้านเกิดของเขา ซึ่งนั่นทำให้ ฮาร์ท ต้องการที่จะเอาชนะ ชอว์น ไมเคิลส์ และป้องกันแชมป์ในบ้านเกิดของตัวเองอย่างเป็นตำนาน และสิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือ เขาไม่อยากจะแพ้ ชอว์น ไมเคิลส์

ความคิดเห็นไม่ตรงกัน การหักหลังจึงเกิดขึ้น ในแมตช์ดังกล่าว ชอว์น เดินเกมเข้ามาถึงช่วงเข้าด้ายเข้าเข็ม ด้วยการจับ ฮาร์ท ใส่ท่าล็อคขาอย่าง Sharpshooter อันเป็นท่าไม้ตายของ เบรต ฮาร์ท เพื่อล้อเลียนคนดูชาวแคนาดา

อย่างไรก็ตามเมื่อ เบร็ต ฮาร์ท โดนล็อก เขาก็เล่นไปตามบทที่ได้รับสักพัก ทว่าหลังจากนั้นไม่กี่วินาทีเสียงระฆังที่หมายความว่าแมตช์จบลงแล้วก็ดังขึ้น เขาหันไปมองกรรมการและพบว่า ชอว์น ไมเคิลส์ ถูกประกาศให้เป็นผู้ชนะไปเรียบร้อยแล้ว นั่นทำให้ เบร็ต ฮาร์ท งงมาก เพราะเขามั่นใจสุดว่าเขายังไม่ได้ตบพื้นยอมแพ้เลยด้วยซ้ำ ดังนั้นเขาจะแพ้ได้อย่างไร? 

7

ชอว์น ไมเคิลส์ กลายเป็นแชมป์โลก WWF ทว่า แฟนคลับรู้ ทุกคนรู้ พวกเขาได้เห็นภาพการโกงและมั่นใจว่า ชอว์น โกงแน่ๆ ไม่ต้องสงสัย นี่ไม่ใช่การโกงแบบก่อนๆ ที่เขาเคยทำมา มันไม่ใช่การใช้ลูกเล่น เล่ห์เหลี่ยม แต่มันคือการโกงกันหน้าด้านๆ ที่ทำให้ภาพลักษณ์ของ ชอว์น ไมเคิลส์ ถูกมองว่าเป็นไอ้ขี้โกงในช่วงหนึ่งเลยทีเดียว

ไอ้ขี้โกงผู้น่าสงสาร 

จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ความผิดของ ชอว์น เลยด้วยซ้ำในการปล้ำที่ มอนทรีอัล เพราะทั้งหมดทั้งมวลมันเกิดขึ้นเพราะการหักหลัง เบร็ต ฮาร์ท ของทีมบริหารอย่าง วินซ์ แม็คแมน นอกจากนี้นักมวยปล้ำหลายๆ คนก็คงลงความเห็นว่า "เอา ฮาร์ท ลงตอนนี้เลย" เพราะป่วยการที่จะให้เขาชนะ อีกไม่กี่วันเขาก็จะย้ายสมาคมอยู่แล้ว แชมป์ควรจะอยู่กับคนที่เป็นอนาคตอย่าง ชอว์น ไมเคิลส์ หนึ่งในผู้สนับสนุนแนวคิดนี้คือ ทริปเปิล เอช เพื่อนซี้ของ ชอว์น ผู้กลายเป็นหนึ่งในผู้บริหารสมาคม WWE ในภายหลังนั่นเอง

8

แม้จะเป็นการหักหลังกันชัดๆ ของทีมเบื้องหลัง แต่สำหรับคนที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง ชอว์น ไมเคิลส์ กลายเป็นเป้าที่โดนด่าง่ายที่สุด เพราะภาพลักษณ์ตัวโกงที่ตีบทแตกมานานหลายปี บวกกับวีรกรรมเลวร้ายหลังฉาก ที่เจ้าตัวสร้างมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในช่วงก่อนที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้น

ทั้งๆ ที่ความจริง ชอว์น นั้นก็รู้สึกผิดกับการได้แชมป์ครั้งนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว.. เขาโดนเจ้านายสั่งให้โกง และหนนี้เป็นการโกงแบบไม่ต้องแสดง

"มันคือการคุยโทรศัพท์ที่น่าอับอายระหว่างผมกับ วินซ์ แม็คแมน ผมได้รับการคำสั่งนี้ก่อนขึ้นปล้ำไม่ถึง 1 อาทิตย์" ชอว์น เริ่มเล่า

"มันเป็นการปล้ำที่น่าอึดอัดที่สุดของผมแมตช์หนึ่งเลยสำหรับชีวิตนักมวยปล้ำ ก่อนจะแข่งไม่กี่วันมีการตัดสินใจบางอย่างเกิดขึ้น เพียงแต่เราไม่รู้ว่าจะทำมันออกมาในรูปแบบไหน ผมกับเบร็ตนั่งคุยกันถึงเรื่องนี้ เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้น จนกว่ามันจะเกิดขึ้นจริงๆ"

"แม้ว่าชื่อเสียงที่ผมมี (เป็นตัวโกง) มันจะทำให้ผมดูเป็นคนที่ปลิ้นปล้อนอยู่บ้าง แต่ต้องบอกว่า ณ นาทีนั้น มันเป็นความน่าละอายใจที่น่าสังเวชอย่างแท้จริง เป็นการปล้ำที่กระอักกระอ่วนที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัยเลย" ไม่ว่าจะเต็มใจโกงหรือไม่ ชอว์น ไมเคิลส์ กลายเป็นคนน่าละอายไปแล้วหลังจากจบแมตช์นั้น อย่างน้อยๆ ก็ในสายตาแฟนบอลของ เบร็ต ฮาร์ท นั่นแหละ

9

เหตุการณ์ครั้งนั้นส่งผลเสีย อย่างมหาศาลกับ ชอว์น ความสัมพันธ์ของเขากับ เบรต ฮาร์ท ขาดสะบั้นตลอดกาล และเขายังสูญเสียความไว้ใจจาก ดิ อันเดอร์เทคเกอร์ อีกหนึ่งนักมวยปล้ำคนสำคัญของสมาคม ในเวลานั้นยิ่งขึ้นไปอีก หลังจากที่ก่อนหน้านี้ก็มีความบาดหมางหลังฉากระหว่างกลุ่ม The Kliq ที่มี ชอว์น เป็นแกนนำ กับกลุ่ม Bone Street Krew ซึ่งมี ดิ อันเดอร์เทคเกอร์ เป็นผู้นำอยู่แล้ว

แม้มวยปล้ำจะเป็นการแสดง แต่การยัดเยียดบทแพ้ชนะโดยไม่สมเหตุสมผล คือสิ่งที่ทำให้แฟนๆยากจะรับได้ และเหตุการณ์ Montreal Screwjob คือตัวอย่างที่เหมาะสมที่สุดแล้ว เพราะมันเปลี่ยน ชอว์น ไมเคิลส์ ที่กำลังเป็นตัวธรรมะสุดฮิต ให้มีภาพลักษณ์ติดลบในแมตช์เดียว ซึ่งกว่าที่ชอว์นจะใช้เวลาลบล้างความสังเวชใจของตัวเองครั้งนี้ เขาก็ต้องใช้เวลาเกือบทั้งอาชีพของตัวเองเลยทีเดียว

"นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดในธุรกิจมวยปล้ำ เมื่อคุณออกไปสู้กับชายคนหนึ่ง สิ่งที่คุณต้องทำที่สุดคือการเชื่อมั่นในร่างกายของคุณเอง" ชอว์น ไมเคิลส์ สรุปทั้งหมดที่เขาทำไหลไปตามบท ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นโชว์ต้องแสดงต่อไป ... ก็นี่มันวงการบันเทิงอะเนอะ