"ห้องแต่งตัว" จุดเริ่มต้นการเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกและยุคสมัยของ "ลิเวอร์พูล"

"ห้องแต่งตัว" จุดเริ่มต้นการเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกและยุคสมัยของ "ลิเวอร์พูล"
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

"มันคือความรู้สึกทั้งหมดที่มีภายในสโมสร คุณไม่มีทางชนะอะไรได้เลยถ้าหากปราศจากบรรยากาศในทีมที่ดี และพวกเขามีสิ่งนั้น"

นี่คือสิ่งที่ เซอร์ เคนนี่ ดัลกลิช ตำนานของ ลิเวอร์พูล กล่าวถึงทีมชุดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2019-20 ด้วยความภาคภูมิใจ 

ในวาระการฉลองแชมป์สุดชื่นมื่นที่รอคอยมากว่า 30 ปี Main Stand จะขอพาทุกท่านเข้าประตูหลังบ้านของ ลิเวอร์พูล และอธิบายให้คุณเข้าใจว่า "ห้องแต่งตัว" คือสิ่งที่ทรงพลังที่สร้างประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญครั้งนี้แค่ไหน?

ติดตามได้ที่นี่

การรวมตัวของคนที่ต้องพิสูจน์ตัวเอง

นับตั้งแต่ที่ เยอร์เก้น คล็อปป์ เข้ามาคุมทีม ลิเวอร์พูล เขาซื้อผู้เล่นเข้าสู่ทีมมากมาย แต่สิ่งที่สังเกตได้คือ ไม่มีผู้เล่นคนใดเลยที่ถือว่าเป็นผู้เล่นเกรด A อารมณ์ประมาณว่านักเตะสำเร็จรูปพิสูจน์ตัวเองมาอย่างหมดจด แบบที่แฟนๆ สามารถมั่นใจว่าเมื่อเขาเข้ามาแล้วทีมจะต้องเก่งขึ้นแน่


Photo : www.express.co.uk

เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นเพราะ คล็อปป์ มีปรัชญาการเลือกใช้นักเตะที่ค่อนข้างจะแตกต่างจากกุนซือแถวหน้าของโลกคนอื่นๆ เขาคิดเสมอว่าการสร้างทีมที่ดีไม่ใช่การรื้อระบบแบบถอนรากถอนโคน แต่มันคือการค่อยๆ เปลี่ยนทีละนิด ค่อยๆ สร้างนักเตะให้มีทัศนคติในแบบเดียวกัน นักเตะที่อยู่มาก่อนจะได้พิสูจน์ตัวเองเสมอ นั่นคือการสร้างรากฐานให้แข็งแกร่งในแบบของ คล็อปป์ ซึ่งเขาเป็นเช่นนั้นมาตั้งแต่อยู่กับ ไมนซ์ แล้ว 

"ผมจำคำพูดตัวเองที่พูดกับลูกทีมได้ดี ผมบอกพวกเขาว่านี่คือไมนซ์ ชุดที่ดีที่สุดที่ผมเคยเจอ ผมมั่นใจในศักยภาพของพวกเขา ผมไม่ได้เสแสร้งพูด ผมพูดในสิ่งที่ผมเชื่อ และในท้ายที่สุดพวกเขาก็จะเริ่มเชื่อในตัวผมเองเช่นกัน" คล็อปป์ เคยกล่าวถึงแพชชั่นในการทำงานของเขาไว้เช่นนั้น  

ขณะที่ในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ซึ่งเขาไม่ได้เสริมนักเตะในทีมชุดใหญ่เลยแม้แต่รายเดียว (ซื้อแต่นักเตะดาวรุ่งและผู้รักษาประตูสำรอง ส่วน ทาคุมิ มินามิโนะ ย้ายมาช่วงตลาดฤดูหนาว) ณ เวลานั้นแม้แต่แฟน ลิเวอร์พูล เองก็ยังสงสัยว่า ทีมนั้นดีพอแล้วจริงหรือกับความท้าทายที่ใหญ่กว่าที่รออยู่ ซึ่งก็ยังเป็นคนเดิมเหมือนที่เขาเคยทำกับ ไมนซ์ นั่นคือการเชื่อมั่นในการเป็นทีมมากกว่านักฟุตบอลคนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียว


Photo : www.express.co.uk

"เราต้องการเก็บรักษาทีมชุดนี้เอาไว้ด้วยกัน มันหมายความถึงการก้าวไปพร้อมๆ กัน, เรื่องการเงิน, การเล่นฟุตบอล, ทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วเมื่อจบซีซั่นลง เราจะได้มาดูกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง" คล็อปป์ กล่าว

"หากนักเตะสามารถทำตามขั้นตอน และพัฒนาตัวเองขึ้นไปได้ หลังจากนั้นเราก็สามารถพูดคุยเกี่ยวกับพัฒนาการของเขา แต่เราไม่สามารถซื้อนักเตะในคุณภาพแบบที่ 3 กองหน้า (โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ และ ซาดิโอ มาเน่) ของเราเป็นได้ในทุกซัมเมอร์แล้วบอกว่า 'เอาล่ะ เราจัดตัวท็อปคลาสมาไว้แล้ว' ซึ่งแบบนั้นมันจะไม่เวิร์ค ดังนั้นผมจึงไม่ชอบไอเดียนี้ (ซื้อนักเตะชื่อดัง) เท่าไรนัก"

เมื่อใจแลกใจ ไม่แปลกเลยที่นักเตะภายใต้การดูแลของ คล็อปป์ จึงเป็นพวกน้ำไม่เต็มแก้ว กระหายความสำเร็จ อยากพิสูจน์ตัวเอง และพร้อมจะทำงานหนักเพื่อให้สมกับความเชื่อใจที่เจ้านายของพวกเขามีให้ นั่นเองคือจุดเริ่มต้นในการสร้างบรรยากาศในทีมที่ยอดเยี่ยม นักเตะทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน ใช้อีโก้ให้น้อย สื่อสารกันให้เยอะ และมันนำมาซึ่งการเกื้อหนุนกันและกันไม่ใช่เพื่อใครเป็นส่วนตัว หากมีคำว่า "ทีม" เป็นที่ตั้ง 

นอกจาก โม ซาลาห์, เฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ค และ อลีสซง เบ็คเกอร์ ที่ลิเวอร์พูลซื้อตัวมาในราคาที่สูงเกิน 40 ล้านปอนด์แล้ว ผู้เล่นคนอื่นๆ ในทีมหงส์แดงชุดนี้ก่อนที่จะมาเจอกับ คล็อปป์ แทบจะเป็นนักเตะประเภท No One หรือนักเตะที่ค่อยไม่ใครสนใจมากมายนัก แต่สุดท้ายเมื่อทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันคือการสร้างความสำเร็จในรูปแบบทีม เป้าหมายเหล่านั้นก็สะท้อนกลับไปยังผู้เล่น No One เหล่านั้น พวกเขาอาจจะไม่ได้เก่งที่สุดในโลก แต่ก็กลายเป็นนักเตะที่เล่นในระบบของ ลิเวอร์พูล ได้ที่สุดเท่าที่จะทำได้ และบางคนก็ถูกเรียกว่าเป็น "เวิลด์คลาส" ไปแล้วด้วยซ้ำ 


Photo : www.liverpoolfc.com

เจมี่ คาราเกอร์ ตำนานนักเตะอีกคนหนึ่งของ ลิเวอร์พูล เคยพูดถึงการซื้อตัวและเลือกสร้างทีมของ คล็อปป์ ว่า เขาไม่เคยแปลกใจเลยที่ ลิเวอร์พูล จะไม่ทุ่มเงินซื้อนักเตะระดับเกรด A ประเภทเก่งแน่ เพราะสุดท้ายแล้ว การทำงานของ คล็อปป์ คือการ สร้าง มากกว่า ซื้อ นั่นเอง

"ทันทีที่คุณได้นักเตะมาร่วมทีม คุณต้องพัฒนานักเตะเหล่านั้น คล็อปป์ อาจจะไม่ได้รับเครดิตในด้านการทำงานในฐานะโค้ชของเขามากพอ ลิเวอร์พูลไม่ได้ติดต่อไปหาบรรดาสโมสรชั้นยอดแล้วซื้อนักเตะที่เก่งที่สุดของทีมชั้นนำมาร่วมทีม ลิเวอร์พูล ไม่ได้ซื้อซูเปอร์สตาร์ พวกเขาสร้างซูเปอร์สตาร์ขึ้นมาต่างหาก" คาราเกอร์ อธิบาย

ซึ่งไม่ต้องเสียเวลาหาคำตอบว่าจริงหรือไม่ เพราะเรื่องการดึงศักยภาพนักเตะออกมาใช้ได้ครบถ้วนนั้น คือจุดแข็งของ คล็อปป์ อย่างแท้จริง ผลการและการได้รับความยกย่องของ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, แอนดี้ โรเบิร์ตสัน, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน หรือ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดสำหรับการสร้างทีมก่อนจะสร้างสตาร์อย่างแท้จริง

 

คนเดิม 

ความกระหายคือสิ่งที่นักเตะลิเวอร์พูลทุกคนในชุดนี้มี แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือความสัมพันธ์ในทีมของพวกเขาต่างหาก ที่กลายเป็นจุดแข็งซึ่งใครก็ยากจะเลียนแบบ 


Photo : www.liverpoolfc.com

ในฤดูกาล 2018-19 พวกเขาสามารถคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ถ้วยที่ใหญ่ที่สุดในทวีปยุโรปเป็นสมัยที่ 6 หลังจากนั้นนอกจากคำถามเรื่องการเสริมทัพที่น้อยเกินไปแล้ว ยังมีความสงสัยว่านักเตะลิเวอร์พูลจะเปลี่ยนไปหรือไม่

การเปลี่ยนไปในทีนี้หมายถึงฐานะมนุษย์คนหนึ่ง เมื่อคุณก้าวไปจนถึงตำแหน่งที่ใครก็ยอมรับ เป็นคนที่มีชื่อเสียง มีรายได้ที่มากขึ้น และสามารถคว้าทุกอย่างมาอยู่ในมือได้ คุณจะเป็นคนมนุษย์คนเดิมที่เดินดินกินข้าวแกงได้อยู่หรือเปล่า? และหากจะเปรียบกับนักฟุตบอลของ ลิเวอร์พูล ก็คงจะหมายความว่าเมื่อใครต่อใครมองว่าพวกเขาเป็นทีมระดับโลก นักเตะแต่ละคนจะสามารถทุ่มเทได้เต็ม 100% เหมือนเดิมหรือไม่ พวกเขาจะเป็นทีมเดิมที่ "กองหลังวิ่งขึ้นไปถึงตำแหน่งกองหน้า และกองหน้าวิ่งลงมาช่วยเกมรับจนถึงตำแหน่งกองหลังได้ดีเหมือนเดิมเหรือเปล่า?"   

คำถามดังกล่าวโดนขยี้ในเกมช่วงต้นฤดูกาล 2019-20 กับ เบิร์นลี่ย์ เกมนั้น มาเน่ และ ฟีร์มิโน่ ใส่สกอร์ไปแล้วคนละ 1 เม็ด นั่นทำให้ โม ซาลาห์ ที่ถือว่าเป็นผู้เล่นอันดับ 1 ของทีม (จากการสรุปมูลค่านักเตะปี 2019) พยายามที่จะยิงประตูเองในหลายๆ จังหวะ และมีจังหวะจะๆ จังหวะหนึ่งที่ ซาลาห์ เจอผู้เล่น เบิร์นลี่ย์ ขวางอยู่ 2-3 ด่าน ขณะที่ มาเน่ ยืนว่างอยู่คนเดียวที่เสาสอง ทว่า ซาลาห์ ก็เลือกที่จะยิงเองและทำให้ มาเน่ ชักสีหน้าหงุดหงิดอย่างชัดเจนทันทีที่กล้องโคลสอัพไปที่เขา และเมื่อ คล็อปป์ เปลี่ยนตัว มาเน่ ออก ดาวเตะชาวเซเนกัล ระเบิดลงทันที  

ทุกสำนักขยี้เรื่องอีโก้ในทีมที่เกิดขึ้นจากการเป็นแชมเปี้ยน บ้างก็บอกเริ่มมีการ "ดังแล้วแอ็ค" ชิงดีชิงเด่นกันเอง เป็นตุเป็นตะไปสารพัด เรื่องราวที่สื่อเขียนดูใหญ่โตจนพาลให้อาจจะทำให้นักเตะไขว้เขวได้ แต่สุดท้ายพวกเขากลับจบเรื่องราวการทะเลาะนี้ลงอย่างง่ายดาย ด้วยความเป็นทีมอีกเช่นเคย และเรื่องนี้เกิดขึ้นในห้องแต่งตัว จุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ของทัพหงส์แดง


Photo : www.thesun.co.uk

"เฮ้ย! โม (ซาลาห์) ทำไม มาเน่ มันอยากจะต่อยนายวะ" จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม แซวคู่กรณีทั้ง 2 คน ในขณะที่เพื่อนร่วมทีมอยู่ในห้องแต่งตัวจนครบทีม 

แค่นั้นเองทุกอย่างก็จบ ทุกคนในทีมพร้อมใจกันหัวเราะออกมาก๊ากใหญ่ ซาลาห์ เดินเข้ามาหา มาเน่ และถามว่า มาเน่ โกรธเขาเรื่องอะไร? ซึ่ง มาเน่ ก็บอกตรงๆ แบบไม่มีกั๊กว่า "ก็ฉันอยากได้บอล" การพูดคุยแบบง่ายๆ แบบลูกผู้ชายไม่มีเล่ห์เหลี่ยมทำให้ ซาลาห์ ขอโทษมาเน่ และ มาเน่ ก็หายโกรธในทันที 

"ผมอยากได้บอล ซึ่ง โม ก็ชี้แจงออกมาว่า ฉันไม่เห็นนาย แต่นายรู้ใช่มั้ยว่าฉันไม่มีอะไรกับนาย เราคุยกันทางโทรศัพท์บ้างบางครั้ง ส่งข้อความหากันสม่ำเสมอ และเราไม่มีปัญหาอะไรแล้ว" มาเน่ ให้สัมภาษณ์จบเรื่องดังกล่าวอย่างง่ายดาย ซึ่งแน่นอนว่าหลักฐานมันมีมากกว่าแค่คำพูดของ มาเน่ อยู่แล้ว 

เพราะหลังจากนั้น ลิเวอร์พูล ไม่เคยแสดงอาการแกว่งในการเล่นเกมลีกอีกเลย พวกเขาไม่แพ้ใครไปอีก 4 เดือน และแน่นอนทุกคนรู้ว่าสุดท้ายการเป็นแชมป์ในฤดูกาลที่ยาวนานยืนยันได้ว่า พวกเขายังเป็นคนเดิม แม้จะมีอีโก้บ้างตามประสามนุษย์ แต่สุดท้ายพวกเขารู้หน้าที่ของตัวเอง และรับผิดชอบมันอย่างเต็มกำลัง 

"ไม่เคยมีอีโก้เกิดขึ้นในทีมชุดนี้ แม้แต่นักเตะระดับซูเปอร์สตาร์มันก็ไม่ปรากฎให้เห็น พวกเราทุกคนยังคงเป็นคนเดิมที่พร้อมทำงานหนัก, ถ่อมตัว และรับผิดชอบไม่เปลี่ยนแปลง" อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ยืนยันคำพูดดังกล่าในช่วงเดือน เมษายน ที่ผ่านมา 

 

ทุกคนสำคัญ

จากนักเตะที่ดีที่สุดระดับเกรด S ของทีมอย่าง ซาลาห์ หรือ ฟาน ไดจ์ค และ มาเน่ ไปจนถึงกลุ่มนักเตะที่ปิดทองหลังพระ และลากยาวไปจนถึงกลุ่มนักเตะที่มีผลงานที่ยังไม่น่าประทับใจ อาทิ เดยัน ลอฟเรน หรือแม้แต่ นาบี เกอิต้า ไม่มีนักเตะคนไหนไม่สำคัญในสายตาของ เยอร์เก้น คล็อปป์ ทุกคนต่างมีข้อดีและข้อเสียต่างกัน ซึ่งสุดท้ายแล้วเมื่อนำมาบวกลบคูณหารแล้ว นักเตะในทีมชุดนี้คือส่วนผสมที่ลงตัว 


Photo : www.skysports.com

ในสายตาคนนอก เดยัน ลอฟเรน คือนักเตะกองหลังจอมโฉ่งฉ่าง ผลงานไม่ค่อยน่าประทับใจ อีกทั้งยังมีการใช้โซเชี่ยลที่มักจะเป็นประเด็นเสมอ แต่ในความไม่สมบูรณ์นี้ ลอฟเรน ก็มีอีกมุมหนึ่งที่ใครไม่เคยรู้ นั่นคือการสร้างความบันเทิงและเสียงหัวเราะให้เกิดขึ้นในทีม ซึ่งเป็นบรรยากาศที่สำคัญ มันทำให้ทุกคนผ่อนคลาย ไม่กดดัน และสามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างเต็มที่ 

ลอฟเรน เคยโดนกล่าวหาว่าเป็นส่วนเกินของทีมชุดนี้ ที่ทำให้ทุกอย่างยุ่งยากในหลายเกม ซึ่งบางครั้งเราปฎิเสธไม่ได้ว่ามาตรฐานของเขาไม่เท่ากับ ฟาน ไดจ์ค, โจเอล มาติป และ โจ โกเมซ ในตำแหน่งเดียวกัน แต่ความสำคัญของ ลอฟเรน ก็มีไม่น้อย แม้จะออกแนวเบื้องหลังมากกว่า 

เขาถือเป็นเพื่อนสนิทของ โม ซาลาห์ คอยช่วยเหลือ ซาลาห์ ตั้งแต่ย้ายเข้ามาอยู่กับทีมในปี 2017 นอกจากนี้เขามักจะปรากฎในรูปถ่ายพร้อมๆ กับเพื่อนๆ อีกหลายคน เขาเป็นเหมือนกับตัวเชื่อมให้นักเตะแต่ละกลุ่มเข้าใกล้กันมากขึ้น จากสถานะเพื่อนร่วมงาน ก็กลายเป็นความสนิทสนมกันส่วนตัว ซึ่งนั่นคือความสำคัญของการเป็นทีมอย่างยิ่ง

"เราพูดคุยหยอกล้อกันเป็นประจำทุกวัน เราเป็นเพื่อนสนิทกัน และชอบที่จะเฮฮาด้วยกัน" ซาลาห์ ว่าไว้เช่นนั้น 

ขณะที่ ลอฟเรน เองก็รู้ดีว่า แม้เขาจะไม่ใช่นักเตะที่ดีพอ จนมีข่าวย้ายทีมอยู่บ่อยครั้ง แต่สุดท้ายเขาก็ไม่เคยคิดย้ายไปไหน เพราะรู้ดีว่าบรรยากาศภายในทีมลิเวอร์พูลที่เขามีส่วนสำคัญนั้น เป็นบรรยากาศที่เขาไม่มีทางหาได้จากที่ไหนอีก


Photo : www.planetfootball.com

"ทีมเรามีแกนสำคัญที่แข็งแกร่ง ไล่มาตั้งแต่ผู้จัดการทีม มันสำคัญที่เราจะต้องมีส่วนผสมของกลุ่มผู้เล่นเด็กหนุ่ม นักเตะวัยกลางๆ และแข้งที่มากประสบการณ์ ซึ่งผมมองว่าเรามีสิ่งนี้ เรามีสมดุลของทีมที่ดีมาก เรายังมีความหิวกระหาย และเราจะมีมันแบบนี้ตลอดไป เวลาที่คุณได้กินอาหารดีๆ สักมื้อหนึ่งแล้ว คุณก็ย่อมอยากที่จะกินมันอีกในอนาคต คุณไม่อยากหยุดอยู่แค่นี้ และนี่คือสิ่งที่ผลักดันเรา" ลอฟเรน กล่าว 

ขณะที่ผู้เล่นคนอื่นๆ ต่างก็มีหน้าที่ในห้องแต่งตัวแตกต่างกันไป อาทิ ไวจ์นัลดุม และ ฟีร์มิโน่ คือผู้สร้างบรรยากาศที่ดีไม่แพ้ ลอฟเรน, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน เป็นผู้นำตัวจริง หลังจากเคยโดนค่อนขอดเรื่องปลอกแขนกัปตันทีมที่รับต่อมาจาก สตีเว่น เจอร์ราร์ด  และเหนือสิ่งอื่นใด คือทุกคนยังพยายามที่จะเชื่อมต่อกันในฐานะทีม ไม่ว่าจะในเวลาที่ผิดหวัง หรือสมหวังก็ตาม 

จะเห็นได้ว่าบรรยากาศในห้องแต่งตัวของทีมชุดนี้มีผลมากแค่ไหน การปลูกฝังทัศนคติ การปรับตัวและเรียนรู้ซึ่งกันและกัน พร้อมทำงานหนักอย่างไม่อิดออด ล้วนเริ่มต้นในห้องแห่งนี้ ห้องที่นักเตะทุกคนมารวมตัวกันก่อนจะลงสนาม และหลังเกมการแข่งขันจบลง 

กว่าจะมาถึงจุดนี้ ลิเวอร์พูล ผ่านช่วงเวลาแห่งการพิสูจน์ตัวเองในยุคของ คล็อปป์ มาไม่น้อย พวกเขาเข้าชิงฟุตบอลยุโรป 2 ครั้ง (ยูโรปา ลีก และ แชมเปี้ยนส์ ลีก) แต่ก็แพ้ไป จนโดนมองว่าเป็นทีมสั่นเดิมพัน เจอการแข่งขันที่กดดันก็เป๋ออกทะเลตลอด แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาเรียนรู้จากความผิดหวังทุกๆ ครั้งที่ผ่านเข้ามา หลังจากแพ้ให้กับ เรอัล มาดริด ในฤดูกาล 2017-18 พวกเขาก็กลับมาคว้าแชมป์ที่น่าจดจำในฤดูกาล 2018-19 เป็นการแก้มือและถอนคำปรามาสได้สำเร็จ ขณะที่ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2018-19 ซึ่งเสียแชมป์ให้ แมนฯ ซิตี้ ด้วยความห่างของคะแนนเพียงแต้มเดียว จนเป็นที่มาของคำว่า "ไม่แชมป์ปีนี้ จะได้ปีไหน"


Photo : www.thestar.com.my

สุดท้ายก็อย่างที่เห็นกัน ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกทั้งๆ ที่เหลือโปรแกรมอีก 7 เกม ไวที่สุดในประวัติศาสตร์ (แม้จะช้าที่สุดบนหน้าปฏิทิน จากพิษ COVID-19) และยังมีสถิติต่างๆ ในซีซั่นนี้ให้ทำลายอีกมากมาย มันเป็นอีกครั้งที่พวกเขาตอบกลับด้วยการกระทำที่มีจุดเริ่มต้นมาจากคำว่าทีมสปิริต เพราะเมื่อรวมกันเป็น 1 ด้วยทัศนคติที่แข็งแกร่งแล้ว ยิ่งผิดหวังมากแค่ไหน มันก็ยิ่งเป็นแรงส่งที่อยากจะทำให้ประสบความสำเร็จมากเท่านั้น เยอร์เก้น คล็อปป์ ควรได้รับเครดิตนี้ เขาไม่ได้สร้างแค่นักเตะที่ดี แต่เขายังเปลี่ยนให้ผู้เล่นในทีมชุดนี้มีชีวิตในแบบที่ควรจะเป็น 

"การที่เราสร้างสถานการณ์ให้ทุกคนรู้สึกสำคัญ สนุกกับตัวเอง รู้ว่าหน้าที่ของตัวเองคืออะไร ทำให้รู้สึกว่าพวกเขาได้รับความเคารพและรู้ความสำคัญของตัวเอง นั่นแหละชีวิตที่ควรจะเป็น" นั่นคือวิธีการงานของเขา ที่สุดท้ายผลิดอกออกผลจนเราสามารถพูดได้เต็มปากว่า "นี่คือยุคของ ลิเวอร์พูล" โดยแท้จริง