ร็อดเจอร์ส (แสร้ง)ไม่เห็น หรือ (แกล้ง)ไม่ทำ!?

ร็อดเจอร์ส (แสร้ง)ไม่เห็น หรือ (แกล้ง)ไม่ทำ!?
S! Sport

สนับสนุนเนื้อหา

เกมนัดที่ 11 ประจำฤดูกาลซึ่งเตะเป็นคู่แรกตอน “เที่ยง 45 นาที” เวลาอังกฤษ หรือทุ่ม 45 บ้านเรา จัดว่า “สำคัญมาก” ถึงมากที่สุดสำหรับ ลิเวอร์พูล

นักเตะทั้ง 7 คนที่ถูก “ดร็อป” เมื่อกลางสัปดาห์จาก ซานติอาโก้ เบอร์นาบิว ถูกหยิบใช้ในเกมนี้ทั้งหมด และยังต่างจากเกมแพ้นิวคาสเซิล 0-1 ตรงที่ปรับ เอมเร่ ชาน นักเตะทีมชาติเยอรมัน ชุดยู-21 ปีลงมาแทน โจ อัลเลน

มองใน “มุมหนึ่ง” แบรนแดน ร็อดเจอร์ส เก็บ “ไข่ทองคำ” ทั้งตระกร้าของตัวเองจากนัดแพ้มาดริด 0-1 มาใช้ในเกมนี้ทั้งหมด

เรียกได้ว่า เทหมดหน้าตัก และ “ตอกย้ำ” ว่า ไม่ใช่เรื่อง “แท็คติก” แน่ ๆ ที่ปรับทัพ 7 คนเจอกับ เรอัล มาดริด

หรือต้องการ “ทดสอบ” ทดลองใด ๆ ทว่าเป็นในเรื่อง “พักตัว” นักเตะหลักล้วนๆ



ข้างฝ่าย เชลซี ของโจเซ่ มูรินโญ่ ยังมี “นัยยะ” เหมือนเดิม และใช้นักเตะชุดใหญ่โดยได้ เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า กลับมาประจำแบ็คซ้ายหลังโดนแบนไป 3 นัด

อีกตำแหน่ง คือ รามิเรส ที่ลงมาเล่นแดนกลางฝั่งขวาแทน วิลเลียม อันเป็นการ “ออกสตาร์ต” เกมแรกหลังจากแมตช์บุกเสมอแมนฯซิตี้ 1-1

เพราะโจเซ่ เชื่อในพลังเกมรับว่า จะช่วยประสานงานกับ บรานิสลาฟ อิวาโนวิช หยุดราฮีม สเตอร์ลิง ได้

เริ่มเกม ลิเวอร์พูล “เปิดหัว” ได้สวย และ “วูบวาบ” ซึ่งต้องให้เครดิต มาริโอ บาโลเตลลี่ ซึ่ง “ขยัน” และทุ่มเทกว่าปกติ

เอมเร่ ชาน ก็จัดว่า “แตกต่าง” และมีโอกาสส่อง 2 หนก่อนจะได้ประตูในนาทีที่ 9 ซึ่งยิงไปแฉลบ ทิม เคฮิลล์



แต่หลังจากนั้น เชลซี ค่อย ๆ เข้าสู่เกมตัวเอง และกดดันลิเวอร์พูลไม่นานก็ได้ประตูคืนในนาทีที่ 14 จากลูกคอร์เนอร์ และเคฮิลล์ ยิงจังหวะสุดท้ายที่ต้องใช้ “โกล์ไลน์ เทคโนโลยี” เข้าช่วย

นี่คือประตูแรกในพรีเมียร์ลีกของ เคฮิลล์นับจาก ธ.ค.2013 ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ ในนัดพบเซาแธมป์ตัน และเป็นประตูที่ 5 ในช่วง 15 นาทีแรกของเชลซีในฤดูกาลนี้

มากกว่าใคร!!! ในเวลาอันตราย 15 นาทีแรก/สุดท้าย...

และนั่นยังหมายความว่า ลิเวอร์พูลเก็บ “คลีนชีต” ไม่ได้อีกหนหลังจาก 17 เกมหลังทำได้เพียง 2 ครั้งเท่านั้น

จากนั้น ลิเวอร์พูลยังพอจะ “ตรึง” สถานการณ์ไว้ได้นิดหน่อยก่อนจะค่อย ๆ ตกเป็นรอง เพราะทุกขุมกำลังด้อยกว่า แถมนักเตะเชลซียัง “ขยัน” และทุ่มเท

รับเป็นทีม และไล่บอลตั้งแต่แดนหน้าจนลิเวอร์พูลซึ่ง “ออกบอล” ช้ายิ่งไปไม่เป็น และน่าจะเสียประตูเพิ่มก่อนที่ ดิเอโก้ คอสต้า จะยิง 2-1 ได้ในนาทีที่ 67

ประตูนี้ คือ เม็ดที่ 10 ในลีกจากการลงสนาม 9 นัด หรือดีที่สุดเป็นอันดับ 2 รองแค่ มิค ควินน์ ที่ใช้เวลา 6 นัดในการยิงถึง 10 ประตู



“ตำนาน” ดิดิเยร์ ดร็อกบา ยังใช้เวลาถึง 23 นัดกว่าจะยิงให้เชลซีได้ถึง 10 ประตู ดังนั้นความสำเร็จที่ชนะ 9 เสมอ 2 จาก 11 นัดแรกจึงมีส่วนมาจาก คอสต้า อย่างมาก

ยิ่งเปรียบเทียบ คอสต้า กับบาโลเตลลี่แล้วจะยิ่งเห็นถึงความ “ต่าง”

คนหนึ่งแทบจะไม่ได้ยืนอยู่ในกรอบเขตโทษ หรือ “ปั่นป่วน” เกมรับฝ่ายตรงข้ามเลย และจับบอลนับครั้งได้ในกรอบ 18 หลา ไม่นับที่ยังยิงประตูไม่ได้เลยในลีก

อีกคนกลับยิงทั้ง 10 ประตูของตัวเองในลีกภายในเขตโทษ และสร้าง “ปัญหา” ให้เกมรับฝ่ายตรงข้ามตลอดทั้งเกม

ส่วนตัว “ผมชื่นชอบ” นะครับที่เห็นกองหน้าดุดัน และเคี่ยวขนาด “ทำฟาล์ว” กองหลัง หรืออัดกองหลังแบบที่เห็นคอสต้า “จัดหนัก” มาร์ติน สเคอร์เทล และ เดยัน ลอฟเรน จนน่วม

เพิ่มเติม คือ นอกจาก บาโลเตลลี่ จะไม่พยายามพาตัวเองเข้ากรอบเขตโทษแล้ว เจ้าตัวก็ไม่ได้ “ส่าย” หาตำแหน่งนอกกรอบให้เพื่อนจ่ายได้ง่าย

ตัวใหญ่ แต่ก็ไม่ได้แกร่งพอเอาชนะกองหลังอีกด้วย

ดังนั้น “จุดเด่น” ของเกรียนโอ้ คือ อะไร? เพื่อให้เพื่อนร่วมทีม “สนับสนุน” ได้!?



ภาพเก่า ๆ ยังเห็น ฟาบิโอ บอรินี่ และ ริคกี้ แลมเบิร์ต เปลี่ยนตัวลงมาทำได้ดี และลิเวอร์พูลดู “น่ากลัว” มี something มากขึ้นทุกครั้ง

จุดนี้ยังไม่นับที่ผมเองก็ไม่เข้าใจนักว่า เปลี่ยน เฟลิเป้ คูตินโญ่ ที่วูบวาบที่สุดออกไปทำไม?

สุดท้าย คือ ผม “วาดฝัน” ว่าเกมนี้กับเชลซี และความกล้าปรับทัพในแมตช์มาดริดจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงซีซั่นนี้ของหงส์แดง

แต่มันยังไม่ใช่ เพราะร็อดเจอร์ส ยังพยายามทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ นั่นคือ ให้บาโลเตลลี่ “ปรับสไตล์” ที่ตัวเองเล่นมาตลอดชีวิต

ขณะที่คนอื่น ๆ ที่เล่น “สไตล์ร็อดเจอร์ส” ได้ดี กลับไม่ได้รับโอกาส (ไม่นับที่ยัง “แก้ไม่ตก” ปัญหาเกมรับตั้งแต่ซีซั่นก่อน)

ปัญหาลิเวอร์พูลแก้ได้ ใคร ๆ ก็เห็น แต่ร็อดเจอร์ส ยังแสร้งไม่เห็น หรือไม่ยอมทำ...เท่านั้นเอง!

 

"มิดไนท์"