10 แนวคิดที่จะทำให้คุณเป็นผู้ยิ่งใหญ่จาก The Last Dance

10 แนวคิดที่จะทำให้คุณเป็นผู้ยิ่งใหญ่จาก The Last Dance
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

The Last Dance กลายเป็นสารคดีกีฬาที่เรียกเรตติ้งจากผู้ชมทั่วโลกได้อย่างสูง หลังนำเรื่องราวของ ไมเคิล จอร์แดน สุดยอดไอคอนนักบาสเกตบอล มาเผยแพร่

สารคดีเรื่องนี้ว่าด้วยชีวิตของ ไมเคิล จอร์แดน จากจุดเริ่มต้นของเด็กผอมเพรียวคนหนึ่ง ที่มีความมุ่งมั่นอยากเป็นผู้ชนะ ไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเอง ถึงวันที่เขาคว้าแชมป์ NBA สมัยที่ 6 ให้กับ ชิคาโก บูลส์ ก่อนรีไทร์ตัวเองออกจากวงการ ในขณะที่ยังคงเป็น สุดยอดนักบาสเกตบอลของลีกอยู่ 

นอกเหนือจากภาพวิดีโอฟุตเทจหายาก ที่ทีมงานไปสรรหามาร้อยเรียง The Last Dance ยังตระเวนสัมภาษณ์นักกีฬา, ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ไมเคิล จอร์แดน ในช่วงเวลานั้น รวมถึงคู่อริ เพื่อเต็มเติมเนื้อหาให้ผู้ชมได้สัมผัสกับเรื่องที่อาจไม่เคยรู้มาก่อนของ “แอร์ จอร์แดน”

สิ่งที่ทุกคนพูดเหมือนกันหมดในสารคดี The Last Dance คือ ไมเคิล จอร์แดน มีมากกว่าแค่ความเก่ง แต่เขายังมีพลังอันเหลือเชื่อ ทัศนคติที่ยอดเยี่ยม และการปฏิบัติตัวในฐานะนักกีฬาอาชีพ ที่ทำให้เขาได้รับการยอมรับว่าเป็น “นักยัดห่วงดีที่สุดตลอดกาล” 

ไม่เพียงเท่านั้น คนดูยังจะได้แง่คิด มุมมองบางอย่างที่น่าสนใจจาก The Last Dance โดยเฉพาะหากคุณอยากประสบความสำเร็จ อยากเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ในอาชีพของคุณ ทำไมสารคดีกีฬาเรื่องนี้ถึงตอบโจทย์คุณอย่างยิ่ง  

และนี่คือ 10 แนวคิดที่ทำให้คุณเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ที่เราถอดออกมาจากสารคดี “The Last Dance” ที่ออกอากาศทาง Netflix

1. ความขยัน และการฝึกฝน

ไมเคิล จอร์แดน จะไม่มีทางมาถึงจุดนี้ หากเขาไม่มีความขยัน และให้ความสำคัญกับการฝึกซ้อมอย่างหนัก ตั้งแต่วัยเยาว์ เขาเป็นนักกีฬาที่มีความกระตือรือร้นที่อยากจะเป็นพัฒนาตัวเองให้เก่งอยู่ตลอดเวลา

1

หลายคนที่เป็นเพื่อนร่วมทีม อาจเก่งกว่า ไมเคิล ในวันแรกของการฝึกซ้อม แต่หลังจากนั้น เขาจะซ้อมให้หนัก ฝึกฝนทุกทักษะ ทุกเทคนิค จนในที่สุด ไมเคิล ก็แซงเพื่อนร่วมทีมทุกคน 

โค้ชของ ไมเคิล จอร์แดน สมัยที่เขาเล่นให้ มหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา เปิดเผยว่า “ไมเคิล บอกกับผมว่าเขาต้องการเป็นนักกีฬาที่เก่งสุด เท่าที่ที่นี่เคยมีมา และเขาจะฝึกให้หนักที่สุด อย่างที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน”

ผลลัพธ์คือ ไมเคิล กลายเป็นดาวเด่นที่ถูกจับตามองตั้งแต่ยังเป็น นักกีฬาสมัครเล่น ก่อนถูกเลือกเข้ามาเป็น ดราฟท์ NBA อันดับ 3 ในปี 1984 (อันดับ 1 ฮาคีม โอลาจูวอน, อันดับ 2 แซม โบวี่) 

หลังจากได้เซ็นสัญญาเป็นนักกีฬาอาชีพ ไมเคิล ยังคงไม่หยุดที่จะเป็น ปีศาจในสนามซ้อม เขาเปลี่ยนรูปร่างตัวเองจากเด็กหุ่นผอมเพรียว คล่องตัวสูง มาเป็นนักบาสเกตบอลที่มีร่างกายกำยำ แข็งแกร่งพร้อมปะทะกับคู่ต่อสู้ในลีก NBA เขายังให้คุณค่ากับฝึกซ้อมอย่างหนักอยู่ตลอด จนถึงวันสุดท้ายของอาชีพ 

หลายคนมักตกหลุมพรางของความสำเร็จ เมื่อทำงานมาถึงจุดหนึ่ง และอาจคิดว่า การฝึกฝนทักษะ ไม่ใช่เรื่องจำเป็นอีกต่อไป แต่ไมเคิล ไม่คิดเช่นนั้น เขาพิสูจน์ให้เห็นว่า ถ้าคุณคิดจะเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ในอาชีพของตัวเอง ต้องอย่าลืมให้ความสำคัญกับฝึกฝน และความคิดที่อยากจะพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา 

“ไมเคิล ไม่เคยเล่นกล้ามเลย แต่หลังจากแพ้ ดีทรอยต์ พิสตันส์ ยับเยิน (ในปี 1990) เขาตัดสินใจว่า ฉันจะเพิ่มกล้ามเนื้อ ตอนนั้นเขามีน้ำหนักตัว 90 กิโลกรัม เขาเพิ่มมาเป็น 97 กิโลกรัม ซึ่งการเพิ่มน้ำหนักตัวมันยากมากสำหรับนักกีฬา ที่ต้องวิ่งเผาผลาญแคลอรี่อยู่ตลอด แต่ไมเคิล เป็นคนที่ถ้าคุณขอให้เขาทำ 6 เขาจะทำ 12 เขาจะทำมากกว่าที่คุณต้องการอยู่เสมอ” ทิม โกรเวอร์ เทรนเนอร์ส่วนตัวของ ไมเคิล จอร์แดน เผย

2. ความสามารถที่ทุกคนยอมรับ

การจะเป็นสุดยอดในสายงานไหนได้ แค่ความขยันอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ คุณจำเป็นที่จะต้องมีความสามารถในการทำงาน และผลงานเป็นประจักษ์ที่ทุกคนในองค์กร ยอมรับในตัวคุณ

2

อย่าง ไมเคิล จอร์แดน เขาเป็นนักบาสเกตบอลที่สุดยอด เพราะความสามารถในการเล่นที่รอบด้าน เขาสามารถทำคะแนนได้จากทุกระยะ เล่นเกมรุกบู๊ดุดัน แต่บทจะถอยมาช่วยเกมรับ เขาก็ทำได้ดีมากๆ รวมถึงเขายังสร้างสรรค์ท่าลอยตัวชู้ตเหนืออากาศ ที่เรียกว่า “แอร์ จอร์แดน” ที่เปรียบเหมือนสัญลักษณ์ประจำตัวของเขา

สิ่งเหล่านี้จึงทำให้ ทุกคนต่างให้การยอมรับว่า ไมเคิล จอร์แดน คือผู้เล่นดีที่สุดเท่าที่บาสเกตบอล เคยมีมา ไม่ว่าจะรุ่นพี่ระดับตำนาน ที่ประสบความสำเร็จ อย่าง แมจิค จอห์นสัน, แลร์รี เบิร์ด, เพื่อนร่วมทีมของเขาทุกคน หรือคลื่นลูกใหม่ที่มักมีคนนำมาเปรียบเทียบกับเขาอย่าง “โคบี ไบรอันท์” ก็ให้การยกย่องเขาอย่างสูง

ดังนั้นก่อนที่คุณจะอยากเป็น คนที่เจ๋งในสายงานของตัวเอง ลองสำรวจดูว่า เรามีความสามารถด้านไหน จุดไหนที่ยังบกพร่อง และเราจะพัฒนาแก้ไขส่วนนั้นอย่างไร?

3. ภาวะผู้นำ

“วันแรกที่ผมเข้ามาอยู่ในทีม ชิคาโก บูลส์ ไม่ว่าหัวหน้าทีมจะเป็นใคร ผมจะไล่บี้เขา และผมจะไม่ใช้เสียง เพราะผมไม่ได้อยู่ในสถานะที่สามารถพูดได้ ผมต้องทำด้วยวิธีการเล่นของผม”

3

ไมเคิล เข้ามาเป็นผู้นำในห้องแต่งตัวของ ชิคาโก บูลส์ ตั้งแต่ปีแรกที่อยู่ในทีม เขาพิสูจน์ให้เห็นจากการทำงานหนักช่วงฝึกซ้อม และความจริงจังในการเล่นทุกครั้งที่ลงสนาม เขาพลิกความเชื่อของ เพื่อนร่วมทีม ที่มักถอดใจ เมื่อสถานการณ์เป็นรอง จนเป็นเหตุให้ทีมแพ้อยู่บ่อยครั้ง ให้เชื่อว่า ทีมจะกลับมาชนะได้

ใครจะเกเร แตกแถว นอกลู่นอกทาง ไมเคิลไม่สน! ถ้ามีใครสักคนเล่นไม่เต็มที่ ไม่จริงจังกับการฝึกซ้อม ไมเคิล ก็จะไม่สนเช่นกัน! แต่เขาจะใช้ความพยายามตัวเองในการเล่น จนทำให้เพื่อนร่วมทีม ต้องหันมามอง และเปลี่ยนแปลงความคิด พฤติกรรมเสียใหม่

นี่คือสิ่งที่ผู้นำต้องมี ไมเคิล จอร์แดน ปฏิวัติห้องแต่งตัวของ ชิคาโก บูลส์ และยังคงทำอย่างนั้นเสมอมา จนถึงวันที่เขาเป็น ซีเนียร์ประจำทีม 

“เขาใช้เวลาแค่ 2 สัปดาห์ ก็ทำให้ทุกคนในทีมรู้ว่า เขาคือคนที่เก่งสุด” เควิน เลาห์รี อดีตโค้ชของ ชิคาโก บูลส์ ในปีแรกที่ ไมเคิล จอร์แดน เข้ามาสู่ลีก 

แน่นอนว่า คงไม่มีใครจดจำว่า ใครสักคนหนึ่งในฐานะผู้ยิ่งใหญ่ หากคนนั้นๆ ยังเป็นได้แค่ผู้ตาม ไม่กล้าที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ ซึ่งความเป็นผู้นำ คือสิ่งที่ ไมเคิล จอร์แดน มีอยู่ในตัวสูงมาก เขาเป็นคนที่ทุกคนในองค์กร สามารถฝากความหวังมาให้เขาแบกรับได้เลย

4. มุ่งมั่นที่จะเป็นผู้ชนะ

ไมเคิล เป็นคนที่มีความกระหายชัยชนะอยู่ตลอดกาล เขาเกลียดความพ่ายแพ้เป็นที่สุด เขาพร้อมแลกกับทุกอย่างเพื่อชัยชนะอย่างขาวสะอาด เขาสร้างแรงจูงใจ และความทะเยอทะยานให้ตัวเอง จุดไฟให้ตัวเองอยู่เสมอ

4

ไมเคิล ชอบที่จะเอาชนะในทุกเรื่อง แม้แต่ตอนที่เล่นไพ่กับเพื่อน หรือออกรอบตีกอล์ฟ เขาบอกว่า ความต้องการเป็นผู้ชนะ คือ นิสัยที่ฝังรากติดตัวของเขา 

เขาจึงเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้กับอะไรทั้งนั้น นักบาสคู่แข่งคนไหนที่ว่าเก่ง เขาจะไปประกบ คอยเล่นงาน และทำให้เห็นว่าเขาเหนือกว่า เมื่อไหร่ที่เขาแพ้ ปีต่อมา ไมเคิล จะมาอย่างแข็งแกร่งและดีกว่าเดิม

บางคนเมื่อเจอกับสถานการณ์เข้าตาจน สภาพแวดล้อม ปัจจัยต่างๆ เสียเปรียบ ไม่เอื้อต่อการทำงานให้สำเร็จ ก็อาจจะถอดใจ ยอมแพ้ ปล่อยมันไป แต่สิ่งที่เราเห็นจาก ไมเคิล จอร์แดน ก็คือ ไม่ว่าจะตกเป็นรองแค่ไหน เขาก็ยิ่งระเบิดตัวเอง ใช้พลังงาน และมันสมองที่มีทั้งหมด เพื่อเอาชนะ 

เขาเคยถึงขั้นที่ว่า ครั้งหนึ่งก่อนการแข่งขัน เขาท้องเสียตลอดทั้งคืน เพราะอาหารเป็นพิษ แต่ก็ฝืนลงสนาม ด้วยสภาพที่อิดโรย และช่วยทีมจนเอาชนะคู่แข่งได้

“พอเป็นเกมที่ 7 (เกมตัดสินชัยชนะ) คุณฉีกแผนการเล่นได้เลย เพราะมันอยู่ที่ว่าใครอยากจะเอาชนะมากกว่ากัน ผมยังยืนยันว่า ในตอนนั้นเรา (อินเดียนา เพเซอร์ส) เป็นทีมที่ดีกว่า บูลส์ แต่พวกเขามีประสบการณ์ของการเป็นแชมป์ และมีดีเอ็นเอของทีมแชมป์” เรจจี้ มิลเลอร์ พูดถึงความพ่ายแพ้ ในรอบตัดเชือก NBA ปี 1998 ต่อ ชิคาโก บูลส์ ที่มี ไมเคิล จอร์แดน นำทัพ

5. จิตใจที่เข้มแข็ง 

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า จิตใจของ ไมเคิล จอร์แดน เข้มแข็งและหนักแน่นอย่างยิ่ง เขาต้องผ่านบททดสอบด้านจิตใจมากมาย รับมือกับความคาดหวังมหาศาล และความกดดันที่ถาโถมใส่เขามาโดยตลอด 

5

เขาเคยเผชิญหน้ากับช่วงเวลาที่ได้รับบาดเจ็บหนักที่ข้อเท้า และหลายคนคิดว่าเขาคงจบเห่แน่ๆ ไปจนถึงวันที่ต้องสูญเสียคุณพ่อ บุคคลที่มีอิทธิพลมากสุดทางด้านจิตใจของ ไมเคิล แต่เขาก็สามารถก้าวผ่านทุกความเจ็บปวด ทุกสิ่งที่เข้ามากระทบจิตใจ แล้วก้าวลงสนามไปแสดงฝีมือ ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์

ภาพที่เขาลงไปนอนกับพื้นในห้องแต่งตัว เอาลูกบาสเกตบอลปิดหน้า แล้วร้องไห้ หลังพาทีมคว้าแชมป์ ปี 1996 คือ ช็อตที่สะเทือนอารมณ์ที่สุด ในแง่ที่ว่า ไมเคิล จอร์แดน ต้องมีจิตใจที่แข็งแกร่งขนาดไหน ถึงเก็บซ่อนความรู้สึกเหล่านี้เอาไว้ได้ ในวันที่ต้องลงแข่งขันในลีกบาสเกตบอลที่ดีสุดในโลก โดยไม่มีคุณพ่ออยู่เคียงข้างอีกต่อไป 

ไม่เพียงเท่านั้น ในช่วงเวลาที่มีชื่อเสียงอย่างมากของ ไมเคิล จอร์แดน เขามักถูกสื่อพยายามขุดคุ้ย หาประเด็นมาโจมตีเขา เพื่อสร้างรอยด่างและมลทินแก่ บุรุษผู้สุดแสนจะเฟอร์เฟค ในสายตาของคนทั่วไป สตีฟ เคอร์ เพื่อนร่วมทีมของ MJ บอกว่า “ไมเคิล ไม่สามารถมีชีวิตที่ง่ายเหมือนกับนักบาสเกตบอลคนอื่นๆ”

ไม่ว่าจะเจอกับเรื่องยากลำบากแค่ไหน ไมเคิล ก็มีหัวใจที่เข้มแข็ง และก้าวข้ามจุดที่เป็นเหวลึกในจิตใจของตัวเองมาได้ 

เช่นเดียวกับ ชีวิตของคนทุกคน ที่กว่าจะประสบความสำเร็จในอาชีพการทำงาน คุณย่อมต้องผ่านปัญหาสารพัด หลายเรื่องที่กระทบใจ ความกลัวทั้งหลาย ที่อาจฉุดรั้งให้คุณไม่สามารถก้าวไปต่อได้ ทว่าหากคุณต้องการเป็นคนที่สำเร็จ และยิ่งใหญ่ มันจำเป็นอย่างยิ่งที่คุณต้องมีหัวใจแข็งแกร่ง หนักแน่น และไม่หวั่นไหว

6. ความเฉลียวฉลาด

ในเกมบาสเกตบอล เพียงเสี้ยววินาที ก็สามารถตัดสินผลแพ้ชนะได้เลย คงไม่ต่างอะไรกับการทำงาน ยิ่งเมื่อคุณเติบโตในหน้าที่การงานมากขึ้นเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งต้องเป็นคนที่ต้องตัดสินใจในเรื่องที่ใหญ่ขึ้นเท่านั้น การตัดสินใจอาจมีอิมแพกต์กับองค์กร และผู้คนจำนวนมาก  

6

ดังนั้นการที่ใครสักคนจะเป็น คนๆ นั้นได้ เขาจำเป็นที่ต้องมีความเฉลียวฉลาดทาง IQ (สติปัญญา) และ EQ (อารมณ์) อย่างที่เราเห็นจากเรื่องราวแชมป์ 6 สมัยของ ชิคาโก บูลส์ ส่วนประกอบหนึ่งสำคัญของพวกเขา คือ ความฉลาดของไมเคิล จอร์แดน

เจ้าของเสื้อหมายเลข 23 เป็นผู้เล่นที่มีความฉลาดในเการเล่น ไหวพริบ และการตัดสินใจที่ดีมากๆ ดูได้จากทุกแอคชั่นในการเล่นของ ไมเคิล 

เขารู้ว่า ในแต่ละสถานการณ์ ควรต้องทำอย่างไร เคลื่อนที่ไปทางไหน จะเกิดประโยชน์มากสุด เขาต้องส่ง, หลอก หรือ ชู้ตทำคะแนน ทุกอย่างถูกประมวลผลในสมองของเขาอย่างรวดเร็ว ออกมาเป็นการกระทำ จนช่วยทีมพลิกสถานการณ์ได้อยู่เสมอ และประสบความสำเร็จในที่สุด

7. มีความรับผิดชอบสูง

ความสามารถในการเล่นบาสเกสบอล เป็นบันไดพา ไมเคิล จอร์แดน ได้มีโอกาสทำงานหลายอย่าง นอกสนาม แต่ถึงกระนั้น ในสารคดี The Last Dance เราจะเห็นได้ว่า ไมเคิล เป็นนักกีฬาที่มีความรับผิดชอบสูงมากต่อโค้ช, เพื่อนร่วมทีม, ทีมงาน และครอบครัว

7

อย่างตอนที่เขาไปแสดงภาพยนตร์เรื่อง Space Jam เขาขอให้ทีมผู้สร้างหนัง จัดสถานที่สำหรับการฝึกซ้อมบาสเกตบอล ในช่วงที่เขามีเวลาว่างจากการถ่ายทำ โดยให้เชิญนักบาสดังๆ ในลีก มาเล่นที่นี่ด้วย 

นั่นแสดงให้เห็นถึง ระดับของความรับผิดชอบ ที่แม้จะทำงานอื่นอยู่ด้วย แต่เขาก็ไม่เคยละเลยในหน้าที่หลักของตนเอง คือ การเล่นกีฬาอาชีพ

จนเป็นเรื่องที่ไม่มีใครกล้าค้านเลยว่า ไมเคิล จอร์แดน เป็นนักกีฬาที่มีความรับผิดชอบสูงมาก และแบ่งเวลาได้อย่างดีเยี่ยม

8. สร้างพลังแก่เพื่อนร่วมงาน 

“ไมเคิลไล่บี้เรา เขาบังคับทุกคน ห้ามผิดพลาด เขาจะตะคอก เหยียดหยามเรา เวลาที่เราเห็นผู้นำทีมเอาจริงเอาจัง ถ้าเราไม่ฝึกหนักอย่างเขา เราก็ไม่สมควรจะมาอยู่ตรงนี้” ฮอเรซ แกรนต์ อดีตผู้เล่น ชิคาโก บูลส์ กล่าวถึง MJ พร้อมกับบอกว่า เขานี่แหละคือวายร้ายตัวจริงในสนามฝึกซ้อม

8

ด้วยความเขาเป็นคนที่เก่งสุดในทีม ไมเคิล จะใช้จุดนี้ กดดัน ท้าทายทุกคนในทีม พูดจาไม่ดี ดูถูกเหยียดหยาม เรียกร้องให้พวกเขาดึงศักยภาพที่ดีสุดอออกมา นั่นทำให้เพื่อนร่วมทีมทุกคนต้องแข่งขันกับเขา และพยายามยกระดับตัวเองเพื่อให้ใกล้เคียงกับเขามากสุด

ผลที่ออกมา ทำให้ บูลส์ มีขุมกำลังที่อยู่ในจุดท็อปฟอร์มพร้อมๆกัน เป็นทีมที่แข็งแกร่ง เพราะมีผู้นำอย่าง ไมเคิล จอร์แดน ที่คอยกระตุ้น ปลุกเร้า และทำให้เห็นว่า ตัวเขาเองเอาจริงแค่ไหน ?

ถึงแม้ตอนซ้อม ไมเคิล จะชอบกดดันเพื่อนร่วมทีมแค่ไหน แต่เมื่อถึงเวลาแข่งขัน เขาสร้างพลังแก่ทีมอย่างน่าเหลือเชื่อ แม้ในสถานการณ์ที่เป็นรอง ทุกคนในทีมก็จะเชื่อมั่นว่า ชิคาโก บูลส์ จะกลับมาชนะได้ เพราะมี ไมเคิล จอร์แดน อยู่ในทีม 

ดังนั้น ถ้าคุณอยากเป็นสุดยอดเจ้านาย, ผูัยิ่งใหญ่ในสายงานตัวเอง เขาต้องสามารถสร้างพลังให้กับเพื่อนร่วมงาน, ลูกน้อง และช่วยแนะนำบางอย่าง เพื่อทำให้พวกเขายกระดับตัวเองขึ้นมา 

อาจจะไม่ต้องใช้วิธีกดดันอย่างหนัก ขนาดไมเคิล จอร์แดน เพราะนั่นเป็นสิ่งที่เขาปฏิบัติกับคนที่ทำอาชีพนักกีฬา ซึ่งต้องเจอเรื่องพวกนี้อยู่เป็นธรรมชาติ แต่ถ้าคุณสามารถส่งพลังถึงเพื่อนร่วมงานได้  มีศิลปะในการสื่อสาร โน้มน้ามใจ แน่นอนว่า พวกเขาก็พร้อมที่ลุยงานหนัก เคียงบ่าเคียงไหล่กับคุณ อย่างแน่นอน 

“พลังงานของเขา จะเริ่มพุ่งไปหาเพื่อนร่วมทีม และผลักดันให้ทุกคนเก่งขึ้น” บี.เจ. อาร์มสตรอง พูดถึงอดีตเพื่อนร่วมทีมอย่าง ไมเคิล จอร์แดน

9. เชื่อมั่นในทีมเวิร์ก 

แม้ว่า ไมเคิล จอร์แดน จะเป็นซูเปอร์สตาร์ที่ฉายแสงโดดเด่นที่สุดใน ชิคาโก บูลส์  ไม่มีเพื่อนร่วมทีมคนไหน สามารถทาบรัศมีเขาได้

9

แต่สิ่งที่เราได้เห็นอีกด้านของ ไมเคิล ผ่านสารคดี The Last Dance ก็คือ เขาเป็นคนหนึ่งที่เชื่อมั่นใจพลังของทีมเวิร์กอย่างมาก เขารู้ดีว่าลำพังตัวเขาคนเดียว ต่อให้เก่งกาจที่สุด เท่าที่โลกเคยมีนักบาสเกตบอลมา ก็ไม่สามารถแบกทีมไปถึงตำแหน่งแชมป์ได้ 

แนวคิดนี้ ไมเคิล ได้รับอิทธิพลมาจาก ฟิล แจกสัน โค้ชคู่บุญของเขา หลังจากช่วงแรก ไมเคิล มุทะลุที่จะพึ่งพาตัวเองเป็นหลัก แบกรับเอาทุกอย่างไว้กับตัวเอง จนถูกคู่แข่งรุมทึ้ง ท้ายที่สุดก็ไปไม่ถึงตำแหน่งแชมป์สักที ตลอดระยะเวลาหลายปี

ฟิล พยายามสอนให้ ไมเคิล รู้จักเชื่อมั่นในเพื่อนร่วมทีม พยายามส่งบอลไปรอบๆ ความคิดของ ไมเคิล จึงเริ่มเปลี่ยนจากจุดนั้น 

แชมป์สมัยแรกของ ชิคาโก บูลส์ ในปี 1991 ไฮไลท์อยู่ในเกมที่ 5 (พบกับ แอลเอ เลเกอร์ส) เกมนั้น ไมเคิล จอร์แดน ทำอะไรได้ยากลำบาก ช่วงขอเวลานอกเขาถูกเรียกร้องส่งบอลให้คนที่อยู่ในตำแหน่งว่าง นั่นคือ จอห์น แพ็กซ์สัน 

ไมเคิล กลายเป็นคนดึงตัวประกบ ก่อนจ่ายให้ แพ็กซ์สัน ที่ยืนว่าง ยิงสามคะแนนอยู่หลายครั้ง จนทีมคว้าแชมป์สมัยแรกมาได้  

หรืออย่างช็อตที่เขาบอกกับ สตีฟ เคอร์ ว่าให้เตรียมพร้อมเอาไว้ ในช่วงขอเวลานอก ขณะที่เหลือเวลาอีก 25 วินาที แต้มเสมอกับ ยูทาห์ แจ๊ซ อยู่ที่ 86-86 ในเกมที่ 6 ของรอบชิงปี 1997 เมื่อกลับเข้าสู่เกม ไมเคิล หลอกล่อทำเหมือนจะเข้าไปชู้ตวงใน แต่อันที่จริง มันคือการดึงตัวประกบ ก่อนส่งบอลให้ สตีฟ เคอร์ สอดเข้ามายิงโล่งๆ จนพาทีมคว้าแชมป์ในปีนั้นได้สำเร็จ 

ความยิ่งใหญ่ของ ไมเคิล จอร์แดน จึงมีส่วนประกอบมาจาก การส่งเสริมของเพื่อนร่วมทีม ที่ทำให้เขาฉายแสงขึ้นมาด้วย หากปราศจากบุคคลเหล่านี้ และเขาไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเพื่อนร่วมทีม ไมเคิล อาจไม่ประสบความสำเร็จคว้าแชมป์ได้ถึง 6 สมัยอย่างทีเขาทำได้

10. เป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจ

ไมเคิล จอร์แดน กลายเป็นนักกีฬาต้นแบบให้กับผู้เล่นในยุคของเขา และยุคต่อมา จากมาตรฐานการเล่นที่เขาสร้างขึ้นมา การปฏิบัติตัวอย่างมืออาชีพ และการพัฒนาที่ไม่เคยหยุด ตลอดเส้นทางนักยัดห่วงของเขา

10

นอกจากนี้ ไมเคิล ยังเป็นต้นแบบให้ผู้คนทั่วไป ในแง่ของคนที่จริงจังกับทำงาน ทุ่มเททุกอย่าง เพื่อไปให้ถึงจุดสูงสุด เรื่องราวของเขาสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนได้อย่างเหลือเชื่อ และนั่นจึงทำให้ชื่อของ ไมเคิล จอร์แดน ยังคงถูกพูดถึง และได้รับยกย่องจวบจนปัจจุบัน

หลายคนอาจมีเงินทอง ทรัพย์สิน และสำเร็จในอาชีพของตัวเอง แต่เขาจะไม่มีทางเป็นผู้ยิ่งใหญ่ได้เลย หากเขาเป็นคนแก่ตัว เบียดเบียนคนอื่น มุ่งแต่กอบโกยผลประโยชน์เข้าตัวเอง หรือทำในสิ่งที่ผิดศีลธรรม เรื่องราวของเขาจะไม่ถูกยกย่อง จะไม่ได้รับการนับหน้าถือตา และถูกยอมรับในวงกว้าง เหมือนอย่างที่ ไมเคิล จอร์แดน เป็น 

ดังนั้นมันอยู่ที่ตัวคุณว่า วันนี้เราอยากเป็นคนที่ร่ำรวยเงินทองโดยไม่สนใจวิธีการ  เอาเปรียบผู้อื่นเพื่อหน้าที่การงานตัวเอง หรือคนที่ยิ่งใหญ่ ที่เป็นมิตรกับผู้คน สร้างแรงบันดาลใจและเป็นต้นแบบให้กับผู้อื่น 

ทุกอย่างอยู่ที่การปฏิบัติตัวของคุณต่อตัวเอง และคนรอบข้างว่าเป็นอย่างไร.. สิ่งที่ผลักดัน ไมเคิล จอร์แดน กลายเป็นบุรุษผู้ยิ่งใหญ่แห่งโลกกีฬา มากกว่าแค่นักบาสฯ ที่ได้แชมป์ NBA 6 สมัย 

เป็นเพราะเรื่องราวการต่อสู้ของเขา สามารถนำมาปรับใช้ และแบบอย่างให้กับนักกีฬาทุกคนที่อยากประสบความสำเร็จ รวมถึงสร้างแรงบันดาลใจไม่รู้จบให้กับผู้คนทั่วโลก ที่อยากจะพัฒนาตัวเองไปให้อยู่ในจุดที่สูงกว่านี้