พรสวรรค์ปะทะอาชญากร : นักวิ่งแห่งหุบเขาที่กลายเป็นนักส่งโคเคนเบอร์ 1 ของมาเฟียเม็กซิกัน

พรสวรรค์ปะทะอาชญากร : นักวิ่งแห่งหุบเขาที่กลายเป็นนักส่งโคเคนเบอร์ 1 ของมาเฟียเม็กซิกัน
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

ปัญหายาเสพติดข้ามชาติระหว่างเม็กซิโกและสหรัฐอเมริกาดำเนินมาหลายสิบปีและไม่มีท่าทีว่าจะจบลงง่ายๆ เพราะตัวเงินมันมากมายจนเกิดการเล่นนอกเกมไปต่างๆ มากมายจนตามกันไม่ทัน ... และเรื่องนี้ทุกคนรู้ดี

อย่างไรก็ตามมีเรื่องเล็กๆ ของชนเผ่ากลุ่มหนึ่ง ที่พวกเขาเป็นเหมือนเหยื่อของสงครามยาเสพติดครั้งนี้ ชนเผ่าที่ไร้เรี่ยวแรงต่อต้าน และอยู่ห่างโลกภายนอก ที่โดนหลอกโดยเล่ห์เหลี่ยมของกลุ่มคนที่พร้อมทำนาบนหลังคนโดยไม่มีความปราณี

นี่คือเรื่องราวของชาวทาราอูมาร่า ชนเผ่านักวิ่งที่กลายเป็นเครื่องมือส่งยาเสพติดของมาเฟียเม็กซิโก ... 

ติดตามได้ที่นี่

พรสวรรค์ที่จับต้องได้ 

"ชาวทาราอูมาร่า" ขึ้นชื่อว่าเป็นกลุ่มชนเผ่าในประเทศเม็กซิโกที่มีพรสวรรค์เรื่องการวิ่งมากที่สุด พวกเขาได้ฉายาว่า 'รารามูรี' ชื่อนี้เป็นภาษาพื้นเมืองโดยมีคำแปลว่า "ผู้มีฝีเท้าเบาดุจขนนก"


Photo : www.blueridgeoutdoors.com

เหตุผลก็คือชนเผ่านี้วิ่งกันมาเป็นร้อยๆ ปี วิ่งกันต่อวันเกือบ 100 กิโลเมตร เหตุผลที่ต้องวิ่งนั้นเกิดขึ้นเพราะพวกเขาไม่เพาะปลูกเท่าไรนัก แต่เน้นไปที่การล่าสัตว์ ซึ่งหนึ่งในวิธีโบราณของ ทาราอูมาร่า คือการวิ่งไล่ต้อนสัตว์จนสัตว์หมดแรงก่อนและค่อยลงมือสังหารในภายหลัง ขณะที่มาถึงยุคที่เริ่มไล่ล่าอาณานิคม 

กาลเวลาผ่านไป การทำซ้ำๆ เช่นนั้นมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ ส่งผลให้ชาว ทาราอูมาร่า มีร่างกายที่แข็งแกร่ง มีปอดที่ใหญ่กว่ามนุษย์ทั่วไป และแม้กระทั่งการวิ่งก็ยังสามารถวิ่งเท้าเปล่าได้เป็น 100 กิโลเมตร และยิ่งไปกว่านั้นเคยมีหนังสือที่เขียนโดย  Christopher McDougall ชื่อว่า Born To Run ซึ่งเนื้อหาบอกว่าชาวทาราอูมาร่า สามารถวิ่งได้ไกลถึง 435 ไมล์ เลยทีเดียว


Photo : mensrunninguk.co.uk

อย่างไรก็ตามเมื่อยุคสมัยของทุนนิยมเข้ามา แม้ว่า ทาราอูมาร่า จะเป็นเผ่าที่ปลีกวิเวกจากโลกภายนอกมานาน สุดท้ายหลายอย่างก็บีบให้พวกเขาต้องเริ่มเข้าสังคมและสร้างอาชีพอื่นที่นอกจากการล่าสัตว์บ้าง หนึ่งสิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุดคือการหันมาปลูกพืชปลูกผักขายเพื่อประทังชีวิต และอีกหนึ่งในจ๊อบที่ชาว ทาราอูมาร่า ถนัดและสามารถทำเงินได้ง่ายที่สุด คือการสมัครแข่งวิ่งระยะไกลรายการต่างๆ ซึ่งหากชาวทาราอูมาร่าสมัครลงแข่งแล้ว มีโอกาสที่พวกเขาจะกลายเป็นผู้ชนะ 

ดังนั้นเองเมื่อมีการติดต่อกับคนภายนอกมากขึ้น แสดงฝีมือให้โลกเห็นมากขึ้น รวมถึงการออกหนังสือ Born To Run ในปี 2009 จึงทำให้ ชาวทาราอูมาร่า "แมส" และเป็นที่รู้จักในฐานะยอดนักวิ่งระยะไกลที่ยากจะหาคนเลียนแบบได้

 

คาร์เทล เม็กซิโก

คาร์เทล คือ "แก๊ง" และ เม็กซิโก คือหนึ่งในประเทศที่มีคาร์เทลทรงพลังที่สุด มีกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดและมีอิทธิพลมากมาย ซึ่งหลายคนน่าจะรู้จักความยิ่งใหญ่และอำนาจของคาร์เทลเม็กซิโกดี ผ่านการถ่ายทอดผ่านภาพยนตร์ หรือซีรี่ส์ โดยเจ้าพ่อที่ดังที่สุดอย่าง "เอล ชาโป" ก็ยืนยันเรื่องนี้ได้ดีที่สุด เพราะอำนาจของเขาในด้านต่างๆ นั้นทรงพลังถึงขั้นสามารถติดสินบนรัฐบาลเม็กซิโกได้เลยทีเดียว 


Photo : www.mysanantonio.com

สิ่งที่ทำให้กลุ่มคาร์เทลมีอำนาจมากขนาดนั้น ก็เพราะว่าพวกเขาสามารถทำเงินได้มากกว่าอุตสาหกรรมใดๆ ในประเทศ ซึ่งทั้งหมดเกิดจากการส่งยาเสพติดข้ามแดนไปขายยังสหรัฐอเมริกา ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง โดยความคุ้มค่าหากอิงกันตามเรื่อง "Narcos Mexico" ใน Netflix นั้น การขายยาเสพติดให้กับคนเม็กซิโกอาจจะได้เงิน 1 ดอลลาร์ แต่เมื่อสามารถเอาข้ามดินแดนและเอาไปขายในอเมริกาได้ พวกเขาจะได้ราคามากกว่าเดิมกว่า 20 เท่าจากจำนวนที่เท่ากัน ... นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมเหล่า คาร์เทล จึงมีอำนาจมากมายนัก

รูปแบบการลำเลียงยาเสพติดเข้าสหรัฐฯ นั้น มีหลายรูปแบบ ทั้งทางบก ทางเรือ ทางอากาศ อุโมงค์ข้ามแดน มีการค้นพบมาเรื่อยๆ การใช้เรือดำน้ำ การขนส่งทางเครื่องบินเล็ก ฯลฯ ซึ่งต้องยอมรับว่าบางวิธีนั้นจะต้องผ่านสายตาของ ปปส. หรือคนของรัฐบาลอย่างตำรวจทหารบ้าง ดังนั้นจึงต้องมีการติดสินบนกันเกิดขึ้น 

อย่างไรก็ตาม บางแก๊งนั้นมีเงินและมีอำนาจไม่มากพอที่จะติดสินบน พวกเขาจึงต้องใช้แรงงานคนเดินเท้าส่งยาแทน ซึ่งเป็นวิธีที่เสียเงินน้อยที่สุด แม้จะขนได้ทีละจำนวนไม่เยอะ แต่ถ้าใช้วิธีแบบกองทัพมด โดยเพิ่มจำนวนคน วิธีการใช้คนขนก็จะเป็นวิธีที่ทำเงินได้ดีจนคาร์เทลเล็กๆ สามารถตั้งตัวได้เลยทีเดียว 

เมื่อคาร์เทลต้องการคนวิ่ง และมีกลุ่มนักวิ่งที่ต้องการเงิน จึงเป็นการมาเจอกันของอุปสงค์และอุปทานในทันที กลุ่มผู้ค้ายาเสพติดเล็งเห็นช่องทางในการหาประโยชน์จากความสามารถในการเอาตัวรอดของชนเผ่า ทาราอูมาร่า ด้วยการว่าจ้างให้เดินเท้าขนยาเสพติดต่างๆ ผ่านพรมแดนอเมริกาที่รัฐเท็กซัส ด้วยการเดินเท้าจากรัฐ ชิวาวา ประเทศเม็กซิโก ข้ามพรมแดนสู่สหรัฐอเมริกา โดยมีระยะทางรวมราว 700 กิโลเมตร ... 

ระยะทางขนาดนี้ไม่มีชนเผ่าไหนในประเทศอีกแล้ว ที่จะมีทักษะตอบโจทย์เท่ากับกลุ่มนักวิ่งฝีเท้าขนนกกลุ่มนี้ 

 

ทางเลือกที่ต้องทำ 

"ไม่มีงานเลยที่ ทาราอูมาร่า พวกเขาถูกผลักดันออกจากพื้นที่ของตัวเองที่โดยดั้งเดิมนั้นมีสภาพแวดล้อมแห้งแล้วอยู่แล้ว นอกจากเรื่องของเศรษฐกิจ ยังมีเรื่องของภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ส่งผลให้มันแห้งแล้งรุนแรงกว่าเดิม สถานการณ์เหล่านี้ทำให้ชาว ทาราอูมาร่า ไร้ทางเลือกและต้องอพยพออกไปหางานทำ" แรนดอล กินกริช ผู้อำนวยการของ Tierra Nativa องค์กรด้านการสนับสนุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อม กล่าว 


Photo : www.pri.org

โดยธรรมชาตินั้นชาว ทาราอูมาร่า นั้นเป็นกลุ่มชนเผ่าที่มีความเรียบง่าย วิถีชีวิตวนเวียนอยู่กับธรรมชาติ ไม่มักใหญ่ใฝ่สูง พวกเขาแค่อยากสงบสุขกับชีวิตการทำไร่ทำสวนมากกว่า แต่เมื่อสถานการณ์ทางด้านสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจจึงส่งผลทำให้ทุกอย่างผิดแผนไปหมด และนั่นทำให้พวกเขาอยู่ในสภาพไร้ทางเลือกและอ่อนแอถึงขีดสุด และเมื่อนั้น คาร์เทล จากชิวาวา ก็ได้โอกาสเข้าแทรกซึม 

"สิ่งที่ผมพบมาเมื่อ 25 ปีก่อน คือชุมชนของ ทาราอูมาร่า เริ่มโดนคุกคามโดยเหล่านักค้ายาเสพติด แรกเริ่มพวกเขาเข้ามาโดยใช้อิทธิพลในการถางที่ทาง ถางป่าเพื่อเอามาปลูกพืช (คาดว่าเป็นกัญชาและฝิ่น) โดยบังคับให้ชาวทาราอูมาร่าหันมาปลูกพืชเหล่านี้แทนด้วย" 

กลุ่ม คาร์เทล อาจจะเข้ามาในมาดจิ๊กโก๋อวดเบ่ง แต่พวกเขากลับมีวิธีเข้าถึงชาวเผ่าได้แนบเนียนจนชาว ทาราอูมาร่า ไม่รู้สึกว่าพวกเขาโดนกดขี่ แต่มันคือความยินดีที่จะยินยอม เพราะการปลูกสารตั้งต้นของยาเสพติดนั้น ทำให้ชาวเผ่ามีเงินเพื่อไปซื้ออาหารให้อิ่มท้องได้มากกว่าการปลูกพืชผักท้องถิ่นแบบเดิม ... จะซัก 10% หรือ 20% สำหรับชาว ทาราอูมาร่า แค่นี้ก็ถือว่ามากโขแล้ว แต่ความจริงมันก็คือการกดขี่โดยไม่ใช้ความรุนแรงมากกว่า เพราะสุดท้าย คาร์เทล เหล่านี้ทำเงินได้มหาศาลจนสามารถเพิ่มเงินให้กับชาวเผ่าได้มากกว่านี้อีกหลายเท่าเลยด้วยซ้ำไป 

การให้ส่วนแบ่ง ส่งผลให้ ทาราอูมาร่า ตกลงกับ คาร์เทล ได้อย่างละมุนละม่อม และพวกเขาเริ่มได้เงินก้อนแรกแล้ว ทุกอย่างก็จบลงอย่างแฮปปี้เฮนดิ้ง ชาวเผ่าพร้อมจะทำตามคำสั่งของกลุ่มผู้ค้ายาเสพติด เพื่อหวังเงินในจำนวนที่มากขึ้นต่อไป ... และนั่นทำให้ คาร์เทล เหล่านี้มีชาวเผ่าเป็นพันธมิตรโดยสมบูรณ์แบบ โดยจะมีบางกลุ่มบางหมู่บ้านเท่านั้นที่ยังไม่ทิ้งวิถีเดิม ทว่าก็น้อยมากอยู่ดี 


Photo : www.clifbar.com

"ในบางชุมชนของเผ่าทาราอูม่าร่านั้น มีประชากรถึง 90% ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มค้ายา แต่บางชุมชนก็มีเพียงแค่ 2-3% เท่านั้น ในช่วงแรกๆ มันจึงยังเป็นตัวเลขที่แปรปรวนพอสมควร" กินกริช กล่าวต่อ 

ภารกิจ Win-Win นั้นยังคงดำเนินต่อไป เมื่อกลุ่ม คาร์เทล สามารถกลายเป็นผู้ปกครองชาว ทาราอูมาร่า ได้กลายๆ พวกเขาก็เริ่มหย่อนเหยื่อตัวที่ 2 โดยเหยื่อตัวนี้มีมูลค่ามากกว่าตัวแรกเยอะเลยทีเดียว ... 

 

ขานรับข้อเสนอจากปีศาจ 

คาร์เทล มาด้วยเงินที่มากขึ้น คราวนี้พวกเขาไม่ได้มอบให้ทุกครัวเรือนอีกต่อไป แต่พวกเขาต้องการหาตัวแทนของแต่ละครอบครัว ซึ่งจำเป็นจำต้องเป็นเพศชาย มีความแข็งแรง และพร้อมเสี่ยงสำหรับเงินจำนวนนี้ ซึ่งภารกิจก็คือการวิ่งส่งยาข้ามเขตแดน Sierra Madre นั่นเอง


Photo : www.clifbar.com

สำหรับชาว ทาราอูมาร่า หุบเขา Sierra Madre เปรียบเสมือนสนามเด็กเล่นที่พวกเขาไปๆ มาๆ ตั้งแต่เด็ก ดังนั้นการวิ่งยาครั้งนี้ถือเป็นภารกิจที่หมูมากในมุมมองของพวกเขา และเมื่อได้เงินมากกว่าตอนปลูกหลายเท่านั้น จึงทำให้แก๊งค้ายาได้กลุ่มเด็กส่งยาที่ อึด, ถึก และ ทน มากที่สุดในโลกมาเป็นสมาชิกเรียบร้อยแล้ว  

อย่างไรก็ตาม โลกแห่งธุรกิจค้ายานั้นกว้างใหญ่เกินกว่าที่ชาว ทาราอูมาร่า ที่อาศัยอยู่ในหุบเขามาหลายชั่วอายุคนจะคาดเดาได้ เพราะงานนี้มันไม่ใช่แค่การวิ่งเท่านั้น แต่พวกเขาต้องแบกยาเสพติดที่หนักเป็น 100 ปอนด์ (ราว 45-50 กิโลกรัม) วิ่งทางไกล และยังเพิ่มความอันตรายด้วยการโดนไล่ล่าจากเจ้าหน้าที่อีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าใครที่วิ่งแล้วรอดหนีการจับกุมได้ก็ดีไป แต่สำหรับบางคนที่ไม่รอด พวกเขาก็จะต้องถูกจับโดยไร้ความช่วยเหลือใดๆ ทั้งสิ้น ...

หนึ่งในนั้นคือ ซิลวิโน ควิแมร์ ซึ่งโดนจับในปี 2010 ที่ชายแดนเม็กซิโก เขาขนยาน้ำหนัก 194 ปอนด์ (ราว 90 กิโลกรัม) หมดข้อโต้เถียงใดๆ ทั้งสิ้น ... เขาโดนโทษจำคุกไปทั้งหมด 8 เดือน ซึ่งหลังจากออกมา ซิลวิโน ยอมรับเลยว่าเขาจะไม่กลับไปยุ่งกับยาเสพติดอีกเด็ดขาด  


Photo : texasmonthly.com

ซิลวิโน่ ไม่มีเงินติดตัวสักบาท เขาเดินเท้ากลับยังหุบเขาที่คุ้นเคยโดยใช้ระยะเวลาทั้งหมด 2 เดือน เขาได้บอกเล่าให้กับเว็บไซต์ Texas Monthly ว่าเหตุผลที่เขาทำอย่างนั้น เพราะผลผลิตทางการเกษตรไม่เพียงพอ แถมอาหารก็ยังขาดแคลน ดังนั้นการถูกจ้างด้วยเงิน 15,000 เปโซ (ราว 26,000 บาท) คือข้อเสนอที่เขาไม่อาจปฎิเสธได้ ... "ผมเป็นคนชั่ว แต่ผมคิดว่าสิ่งนี้มันคุ้มค่า" นี่คือสิ่งที่ ซิลวิโน่ บอกกับภรรยาและลูกๆ ของเขาก่อนที่จะรับภารกิจส่งยาจากแก๊งคาร์เทล และถูกตัดหางปล่อยวัดเข้าในภายหลัง ... นี่คือตัวอย่างของคนที่วิ่งเร็วไม่พอ และไร้ทางเลือกเกินกว่าจะปฎิเสธ "เงิน" 

"ชาวทาราอูมาร่าไม่ใช่นักวิ่งอัลตร้า มาราธอน อย่างที่ใครคิด พวกเขาแข็งแกร่งเป็นพิเศษก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเกิดมาเพื่อวิ่งแบกเป้หนัก 100 กว่าปอนด์วิ่งข้ามเขาข้ามทะเลทรายได้เสียเมื่อไหร่ พวกเขาตัดสินใจรับงานเพราะพวกเขาไม่เคยรู้จักไม่เคยเห็นสิ่งที่เคยเจอมาก่อน พวกเขายังไร้เดียงสาต่อความอันตรายเหล่านี้ ... จริงอยู่บางคนรอด แต่เมื่อพวกเขากลับมาที่บ้าน ทุกคนล้วนแต่มีแผลบาดลึกจากประสบการณ์ที่เคยได้เจอ" กินกริช เล่าถึงภาพรวมของคนที่กลับมายังหมู่บ้านหลังรับภารกิจส่งยาเสพติดระยะทางกว่า 700 กิโลเมตร 

เป็นอีกครั้งที่คนดีผู้ไม่มีพิษมีภัยกับใครไม่อาจต้านอำนาจของคนเงินคนชั่วได้ ไม่ว่าที่ไหนก็เหมือนกัน ... ชาว ทาราอูมาร่า หัวอ่อนและตามเล่ห์เหลี่ยมของคาร์เทลไม่ทัน พวกเขาขานรับการเรียกร้องจากปีศาจ และสุดท้ายก็เป็นพวกเขาเองที่ต้องเจ็บปวดจากข้อเสนอเหล่านั้นในตอนท้าย ... ทั้งหมดเกิดขึ้นจากความไม่รู้ และถูกแทงซ้ำด้วยกลุ่มคนที่พร้อมจะทำนาบนหลังคนโดยไม่รู้สึกรู้สาใดๆ ทั้งนั้นเพื่อผลประโยชน์


Photo : uk.runningheroes.com

ปัจจุบันนมีรายงานว่าชาว ทาราอูมาร่า นั้นมักจะไม่โดนจำคุกยาวนานนักจากคดีนี้ เพราะการตัดสินของศาลจะมองที่เจตนา และพวกเขาเหล่านี้ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ทว่าทุกฝ่ายก็กำลังจับตาว่า หากที่สุดแล้วชาว ทาราอูมาร่า ยอมศิโรราบให้กับคาร์เทลด้วยการเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบเมื่อไหร่ การพิจารณาโทษก็จะไม่มีการลดหย่อนใดๆ ทั้งสิ้น และชาว ทาราอูมาร่า ที่รู้ทั้งรู้แต่ก็ยังทำ จะต้องโดนโทษจำคุกอยู่ที่ราวๆ 6-8 ปีเลยทีเดียว ...  

เรื่องมาไกลจนขนาดนี้ หากย้อนเวลากลับไปได้ เชื่อว่าชาวทาราอูมาร่า อาจจะขอกลับไปปลูกผัก ปลูกข้าวโพด และล่าสัตว์แบบเดิมเสียดีกว่า ... แต่ใครจะรู้ โลกของเรามันก็แบบนี้ อำนาจของเงินนั้นหอมหวลเสมอ และเงินตัวเดียวที่ทำให้เกิดเรื่องทั้งหมดที่คุณอ่านมาจนถึงตรงนี้ ...