สตีฟ เคอร์ : มือปืน 3 คะแนน...อาวุธลับแห่ง ชิคาโก บูลส์ ยุคตำนาน

สตีฟ เคอร์ : มือปืน 3 คะแนน...อาวุธลับแห่ง ชิคาโก บูลส์ ยุคตำนาน
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

"นี่คือเวลาอะไร" ไมเคิล จอร์แดน ตะโกนถามเพื่อนร่วมทีม ชิคาโก บูลส์ ก่อนเกมที่ 6 ของรอบชิงชนะเลิศ NBA ปี 1997 ที่พบกับ ยูท่าห์ แจ๊ซ

"ถึงเวลาลงแข่ง" เสียงของผู้เล่นคนอื่นๆ ตอบกลับด้วยความมุ่งมั่น เป็นสัญญาณว่านับตั้งแต่นาทีที่นกหวีดดัง พวกเขาจะลืมเรื่องทุกข์ร้อน, ความเครียด หรือแม้กระทั่งความยินดีทั้งหมดทิ้งไปเสีย เหลือแต่การรวมพลังเป็นหนึ่งและทุ่มสมาธิไปเพื่อชัยชนะ ของกลุ่มผู้เล่นที่ถูกเรียกว่าทีมที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ 

อย่างไรก็ตาม MJ ไม่ใช่พระเอกในเกมนี้ แต่กลับกลายเป็นมิสเตอร์จืดจางอย่าง สตีฟ เคอร์ ผู้เล่นที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้บทเด่นที่สุดในเกมตัดสินแชมป์เกมนี้

ติดตามเรื่องราวก่อนจะมาถึงวันที่ สตีฟ เคอร์ สร้างประวัติศาสตร์ The Last Shot ได้ที่นี่ 

ฝันร้ายที่ลัดคิว 

สตีฟ เคอร์ นั้นเกิดที่ เบรุต เมืองหลวงของประเทศเลบานอน เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่าครอบครัวของเขาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่นั้นได้ย้ายไปอยู่ที่นั่น ด้วยหน้าที่การงานเพื่อช่วยเหลือเด็กกำพร้า 


Photo : NYtime

ตัวของเคอร์นั้นเติบโตกับการไปๆ มาๆ ในประเทศแถบตะวันออกกลางหลายๆประเทศ เขาเรียนที่เบรุต, อียิปต์ ก่อนที่จะได้ย้ายมาสหรัฐอเมริกา เพื่อเข้ามาเรียนชั้นไฮสคูลใน ลอส แอนเจลิส ก่อนสำเร็จการศึกษาในปี 1983

จบไฮสคูล ต่อด้วยมหาวิทยาลัย ... หลายคนมักจะบอกว่า ระดับอุดมศึกษานั้นคือชีวิตใหม่ แต่ชีวิตของ  สตีฟ เคอร์ ที่มหาวิทยาลัยแอริโซน่า คือความใหม่ที่ไม่ดีกับหัวใจของเขาเป็นแน่ เพราะไม่นานหลังเข้าปี 1 เจ้าตัวก็ต้องพบข่าวร้ายสุดๆ เมื่อ มัลคอม เคอร์ พ่อของเขา ที่ ณ ปี 1984 นั้นมีอาชีพเป็นผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยอเมริกันในกรุงเบรุต ถูกลอบสังหารจากการถูกยิงที่ด้านหลังศีรษะ เสียชีวิตในทันที 

"ผมรับโทรศัพท์ทางไกลตอนตี 3 ไม่ต้องสงสัยเลยว่า สายด่วนกลางดึกนั้นย่อมมากับบางสิ่งที่เกิดขึ้นแน่ และปลายสาย ที่เป็นเพื่อนของครอบครัวผมบอกว่า 'สตีฟ ฉันมีข่าวร้ายจะบอกแกว่ะ' ผมช็อคมากแต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ได้แต่หยิบลูกบาสออกไปซ้อมตั้งแต่ฟ้ายังไม่แจ้งดี" เหตุผลก็เพราะ บาส คือสิ่งเดียวที่ทำให้เขาลืมเรื่องแบบนี้ได้ แม้จะเป็นช่วงเวลาชั่วขณะก็ตาม 


Photo : NYtime

"บาสเกตบอลคือสิ่งเดียวที่ผมสามารถทำได้เพื่อกำจัดความคิดแย่ๆ ที่เกิดขึ้น ดังนั้นผมจึงตื่นเช้ามาและรีบไปฝึกซ้อมกับทีมทันที" สตีฟ เคอร์ กล่าวถึงวันแห่งความทรงจำวันนั้น 

การหนีคือเหตุผลที่ทำให้ เคอร์ ต้องออกไปเล่นบาสทุกๆ วันในช่วงแรกๆ ที่พ่อของเขาจากไป อย่างไรก็ตาม เคอร์ ในวัย 18 ปี ไม่สามารถเล่นบาสไปตลอดชีวิตเพื่อลืมเหตุการณ์สุดสะเทือนใจครั้งนี้ได้ มันจึงเป็นช่วงที่เขาได้เรียนรู้ถึงชีวิตจริงว่ามันโหดร้ายแค่ไหน และความเจ็บปวดที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร แม้ว่าคนรอบข้างจะเคียดแค้น แต่สำหรับ สตีฟ เขาเลิกแค้นไปแล้วและมองถึงความจริงของชีวิต การสูญเสียคือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องเจอ

"ดร. เคอร์ เสียชีวิตอย่างน่าเศร้า มันเป็นโศกนาฎกรรมด้วยน้ำมือของกลุ่มนักฆ่าที่น่ารังเกียจ การจากไปของเขาจะทำให้พวกเรามุ่งมั่นมากขึ้นเพื่อไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อกลุ่มผู้ก่อการร้ายกลุ่มนี้ เราไม่อาจจะปล่อยให้พวกกลุ่มก่อการร้ายคร่าชีวิตใครได้อีกในอนาคต" ประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีศพของ มัลคอม เคอร์ ขณะที่ลูกชายอย่าง สตีฟ เคอร์ พยายามทำใจและคิดว่าไม่ช้าก็เร็วพ่อจะต้องจากเขาไป สิ่งที่ทำได้คืออยู่กับความจริงและก้าวต่อไปเท่านั้น 

"ก่อนพ่อจะถูกสังหาร ผมคิดนะว่าครอบครัวของเราคงไม่เจอกับเรื่องเศร้าๆ เหมือนครอบครัวคนอื่นๆหรอก แต่สุดท้ายมันก็เกิดขึ้น และสิ่งเหล่านี้ทำให้ผมเข้าใจว่าคนอื่นๆ นั้นรู้สึกเช่นไร ในวันที่พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับความตาย ซึ่งมีคนเป็นล้านๆ คนที่ต้องพบเจอกับสิ่งนี้ในทุกๆวัน" เคอร์ กล่าว 

ทั้งหมดคือสิ่งที่ เคอร์ เพิ่งเปิดใจภายหลังจากที่เขาเลิกเล่น แต่ระหว่างนั้นเขาแทบไม่ปริปากเรื่องพวกนี้กับใคร เขาพยายามอย่างเต็มที่ในฐานะนักกีฬาทุนของมหาวิทยาลัยแอริโซน่า นำทีมเข้าถึงรอบ 4 ทีมสุดท้าย หรือ Final Four ของทัวร์นาเมนต์ NCAA (บาสเกตบอลระดับมหาวิทยาลัย) ชิงแชมป์ประเทศในปี 1988 และกลายเป็นดาวเด่นระดับคอลเลจ ด้วยสไตล์การเล่นวงนอกที่หาตัวจับยาก ก่อนที่ในดราฟต์เดย์ของปีนั้น ... สตีฟ เคอร์ ก็ได้เข้าสู่ NBA จนได้ 

พลังที่อยู่ถูกที่ถูกเวลา

ในปี 1988 สตีฟ เคอร์ โดน ฟีนิกซ์ ซันส์ ดราฟต์ไปร่วมทีม ก่อนจะโดนเทรดไปยัง คลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ส และ ออร์แลนโด้ แมจิค ช่วงเวลาตั้งแต่ปี 1988 จนถึงปี 1993 ไม่มีความสำเร็จใดปรากฎเป็นชิ้นเป็นอัน ก่อนที่ทุกอย่างจะเริ่มขึ้นเมื่อเขากลายเป็นฟรีเอเย่นต์ และเซ็นสัญญากับ ชิคาโก้ บูลส์ 


Photo : www.complex.com

ความจริงก็คือความจริง อย่างแรกต้องยอมรับก่อนว่า เคอร์ มีผลงานที่ไม่ดีจริงๆ ประกอบกับเมื่อได้มาเล่นใน NBA ที่เป็นลีกรวมพลเหล่าปีศาจฝีมือระดับหัวแถวของโลกแล้ว ผู้เล่นจะต้องมีความสามารถที่รอบด้านและมีความยืดหยุ่นสูง แต่ เคอร์ นั้นเป็นผู้เล่นสไตล์มือปืน กล่าวคือเป็นสายแม่นอย่างเดียว แต่คุณสมบัติด้านอื่นๆ อย่างการเล่นเกมรับนั้น ไม่ได้รับการยอมรับมากนัก และหนักที่สุดคือเขายังถูกมองว่าเป็นมือ 3 แต้มที่แม่นเฉพาะแค่ตอนโล่งๆ เท่านั้น ไม่เหมือนกับ เรจจี้ มิลเลอร์ ที่ยิงเป็นลงได้แทบทุกจังหวะ 

ดั้งนั้นชีวิตการเป็นนักบาสอาชีพของ เคอร์ จึงไม่ประสบความสำเร็จนักในช่วงแรก แม้กระทั่งการได้มาเล่นกับ ชิคาโก้ บูลส์ ในปี 1993 ก็ยังไม่ค่อยมีบทบาท จนสามารถเรียกว่าเป็นตัวประกอบก็ว่าได้ เพราะ ณ เวลานั้นผลงานของ บูลส์ ก็ไม่ได้ดีเด่นอะไรนักเนื่องจากการลาวงการชั่วคราวของ ไมเคิล จอร์แดน นั่นเอง 

2 ปีแรกกับ บูลส์ ... เคอร์ ไม่ได้ถูกพูดถึงในแง่บวกเท่าไหร่ จนกระทั่งทุกอย่างเปลี่ยนไปจากการเข้ามาของ ไมเคิล จอร์แดน ที่คัมแบ็คจากการปลีกวิเวกทำใจในการจากไปของพ่อผู้เป็นแรงบันดาลใจ นี่คือเป็นการพลิกฟื้นทุกอย่างของ บูลส์ ให้ดีขึ้นภายในเวลาอันรวดเร็ว 

"ผมกลับมาแล้ว" (I'm Back) คือคำที่ จอร์แดน ประกาศในวันนั้น นอกจากจะทำมาซึ่งสภาพความมั่นใจที่จัดเต็มที่แล้ว ชิคาโก้ บูลส์ ยังกลับมาเป็นทีมที่อันตรายในแง่ของการเล่อีกครั้ง 

จอร์แดน เป็นคนพูดจริง ทำจริง และเกลียดจริง โดยเฉพาะกับเพื่อนร่วมทีมที่เป็นพวกเหลาะแหละไม่ทุ่มเท ตัวของ จอร์แดน นั้นมีภาวะผู้นำเต็มเปี่ยม เขาเข้ามากระตุ้นเพื่อนๆ ทุกคน ให้ทุ่มเทตลอดเวลา ไม่ใช่แค่การแข่ง แต่ตอนซ้อมก็ต้องเต็มที่ที่สุดอีกด้วย

ตัวของ เคอร์ เหมือนกับได้เจอผู้นำและเพื่อนร่วมทีมที่แท้จริงเสียที เพราะ เคอร์ เองถึงกับเคยโดน จอร์แดน ชกหน้าเรียกสติมาแล้ว

"ผมไม่แน่ใจว่ามีใครเคยทำแบบนี้กับผมมาก่อนหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ ผมเหมือนเด็กในหนังเรื่อง จูราสสิค พาร์ค ที่โดนโจมตีโดย แร็ปเตอร์ หลังจากนั้น ฟิล แจ็คสัน บอกว่าผมกับไมเคิล จะต้องทำสิ่งต่างๆ ร่วมกันอีกมาก เราสองคนต้องคุยกัน จากนั้นเขาและผมต่างก็ขอโทษกันและกัน" 

"การแข่งขันในการซ้อมนั้นเข้มข้นขึ้นมากๆ การซ้อมหลังจากจอร์แดนเข้ามาต้องบอกว่าเป็นอะไรที่แตกต่างออกไปอย่างมากที่สุด ทุกอย่างจริงจังและก้าวหน้าขึ้นมากทั้งในสนามแข่งและสนามซ้อม มันเป็นไปอย่างดุเดือดเลือดพล่าน เราทะเลาะกันเองในทีมบ่อยๆ เราเอาหัวโขกกัน แต่มันจบลงด้วยความเข้าใจที่ตรงกันเสมอ" สตีฟ เคอร์ กล่าวถึงวันที่จอร์แดน กลับมาและแน่นอนว่า "ความเข้าใจที่เขาพูดถึง" คือการมีทัศนคติของผู้ชนะอยู่ตลอดเวลานั่นเอง 


Photo : www.complex.com

เหตุที่ เคอร์ กล้าพูดเช่นนั้น เพราะตัวเขาเองสามารถดันศักยภาพของตัวเองได้ขึ้นมาอีกระดับ ความแม่นของเขามีประโยชน์กับทีมมากขึ้นในวันที่มีผู้เล่นอย่าง ไมเคิล จอร์แดน, สก็อตตี้ พิพเพ่น กับ โทนี่ คูโค้ช หรือแม้กระทั่ง เดนิส ร็อดแมน ทำหน้าที่สายทะลวงฟันกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ 

และเมื่อเพื่อนร่วมทีมทำหน้าที่เป็นแนวหน้าแล้ว เคอร์ ก็จะมีพื้นที่ว่างมากขึ้น และนั่นคือสิ่งที่เขาต้องการที่สุด คุณสมบัติการยิง 3 แต้มของเขากลับมาถูกพูดถึงเป็นหนึ่งอาวุธลับ ที่ทำให้ บูลส์ ชุดนั้นไร้เทียมทานทั้งวงในและวงนอกเลยทีเดียว

เรียกได้ว่าการที่ จอร์แดน กลับมาปลุกทุกคนให้ข้ามขีดจำกัดของตัวเอง และลั่นวาจาว่าจะต้องไปให้ถึงแชมป์ NBA ให้ได้ และเหนือสิ่งอื่นใดการชกกันระหว่าง เอ็มเจ กับ สตีฟ เคอร์ ทำให้เกิดสิ่งดีๆ ขึ้นอีกอย่างหนึ่งกับ จอร์แดน โดยที่เพื่อนร่วมทีมของเขาไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ

"การชกกับเคอร์ ทำให้ผมมองตัวเองและบอกกับตัวเองว่า แกรู้ไหมเนี่ยว่าแกมันเป็นคนที่งี่เง่าที่สุดที่ทำอะไรแบบนี้ลงไป" จอร์แดน เปิดใจภายหลังจากเกิดเรื่องเป็น 10 ปี และบอกว่าหมัดที่เขาโดน เคอร์ ชกช่วยทำให้เขาเป็นคนที่เข้าอกเข้าใจเพื่อนร่วมทีมากขึ้น

คนสำคัญในนัดชิงชนะเลิศ 


 

Photo : www.si.com

การมี เคอร์ ในทีมอาจจะไม่สามารถบอกได้ว่าเขานั้นคือสุดยอดผู้เล่นที่ทำให้ทีมเก่งกาจขึ้นได้อย่างเห็นได้ชัด เพราะต้องยอมรับว่า จอร์แดน, พิพเพ่น และ ร็อดแมน คือสตาร์แห่งยุคนั้นอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม การมีเคอร์อยู่ ทำให้ บูลส์ กลายเป็นทีมที่ลงตัวในแง่ถึงความสัมพันธ์นอกสนาม 

เคอร์ ผู้เข้าใจโลกและเข้าใจผู้คนที่แตกต่างมาตั้งแต่เด็ก ยอมรับว่าการเติบโตในเบรุตและเจอเรื่องร้ายๆ ตอนอายุ 18 ปีนั้น ช่วยให้เขาเป็นคนหนึ่งที่เข้ากับ เดนิส ร็อดแมน ได้ดีที่สุดในทีม เพราะ ณ เวลานั้น ร็อดแมน ไม่สามารถเข้าพวกกับซีเนียร์อย่าง พิพเพ่น และ จอร์แดน ได้ แต่การมี เคอร์ ที่เข้ากับทุกคนได้ทำให้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สมาชิกของ บูลส์ สามารถมีทิศทางและความมุ่งมั่นในระดับเดียวกันได้เมื่อพวกเขาลงสนาม 

Photo : www.si.com

บูลส์ กลับมาคว้าแชมป์ NBA ได้ในปี 1996 เป็นอันสิ้นสุดการรอคอยที่ขาดแชมป์ไป 3 ปี แน่นอนว่าทุกคนยกย่อง จอร์แดน ในฐานะผู้กอบกู้ ทว่าอีก 1 ปีต่อมาก็เป็นปีที่ สตีฟ เคอร์ รอคอยบ้าง ... ปีที่เขาจะได้กลายเป็นพระเอก (แบบไม่มีใครคาดคิด) ก็คราวนี้ ...

ชิคาโก้ บูลส์ ลุยฝ่าทุกด่านมาแบบไม่เหนื่อยหนัก จนกระทั่งมาถึงรอบชิงชนะเลิศด้วยการเจอกับ ยูท่าห์ แจ๊ซ ซึ่งในศึกนี้ บูลส์ เจองานง่ายใน 2 เกมแรกด้วยการชนะก่อน 2-0 ก่อนที่ แจ๊ซ จะตีเสมอเป็น 2-2  จึงทำให้ต้องมีซีรี่ส์ยาวสำหรับรอบชิงปีนี้ 

เกมที่ 5 บูลส์ เอาชนะและขึ้นนำ 3-2 จากการบุกเอาไปชนะ แจ๊ซ ถึงบ้าน ก่อนที่จะได้กลับมาเพื่อโอกาสปิดซีรี่ส์ด้วยเกมที่ 6 ในบ้านของตัวเอง ซึ่งเกมนั้นคือเกมแห่งความทรงจำของ สตีฟ เคอร์ อย่างแท้จริง

เกมที่ 6 นั้น ฟิล แจ็คสัน วางแผนมาให้ลูกทีมทำในสิ่งที่คุ้นเคย "เอาบอลให้ ไมเคิล ซะ แล้วเราจะออกไปชนะกัน" เขาตะโกนกลางวงปลุกใจก่อนลงสนาม 


Photo : ftw.usatoday.com

ซึ่งในเกมนั้นทุกอย่างไม่เป็นดั่งใจ จอร์แดน ตะโกนของบอลเพื่อนร่วมทีมตลอดเกม 'ส่งมันมาให้ฉัน เอาบอลมาให้ฉัน' นี่คือสิ่งที่ จอร์แดน ตะโกน และมันทำให้เขาโดดเดี่ยวเป็นอย่างมาก" อาหมัด ราชาด ผู้สื่อข่าวของ CNN บรรยายสิ่งทีเขาเห็นในวันนั้น 

ความจริงคือ จอร์แดน ร่างกายไม่เต็มร้อยเพราะยังฟื้นจากอาการป่วยลึกลับในเกม 5 (หรือที่เรียกกันในชื่อ "The Flu Game") ไม่เต็มที่ และนั่นทำให้ บูลส์ ต้องเจอกับเกมที่ตึงเกิดคาด เพราะปกติแล้วถ้าเล่นในสนามเหย้า พวกเขามักจะเก็บคู่แข่งได้ง่ายๆ นอกจากนี้อีกสาเหตุหนึ่งคือ จอห์น สต็อกตัน สตาร์ของ แจ๊ซ คือหนึ่งในคนที่ไล่ประกบเขาตลอดทั้งเกม 

ดังนั้นในช่วงพักก่อนเข้าควอเตอร์ที่ 4 ฟิล แจ็คสัน เปลี่ยนแผนการทำแต้มใหม่ ก่อนที่ จอร์แดน จะขยายความว่า จากนี้ไปเขาจะเปลี่ยนจากตัวจบเป็นตัวหลอก โดยเขาจะชนกับสต็อคตันต่อไป เพื่อเปิดพื้นที่ให้เพื่อนคนอื่นทำแต้มแทน ... ซึ่งตัวทำแต้มในวันนี้จะไม่ใช่ พิพเพ่น และ ร็อดแมน แต่จะเป็น สตีฟ เคอร์ คนที่ถูกกล่าวว่ามีดีแค่ยิง 3 แต้ม หนำซ้ำยังต้องการที่โล่งๆ อีกด้วย


Photo : ftw.usatoday.com

"ผมมองไปที่สตีฟ และบอกว่านี่คือโอกาสของนายแล้วเพื่อน สต็อคตัน มันจะไล่ล่าฉันแน่นอน" จอร์แดน ว่าเอาไว้ 

เกมเหลืออีก 25 วินาทีสุดท้าย ตอนนั้น บูลส์ กับ แจ๊ซ เสมอกับที่ 86 ต่อ 86 ... ช่วงพักเวลานอก ฟิล แจ็คสัน ยืนยันแผนให้ทุกคนในทีมฟังอีกครั้ง

"เราเหลือเวลาอีก 25 วินาที ฟิล บอก ไมเคิล ว่า 'เดี๋ยวนายต้องเป็นคน Last Shot (ชู้ตลูกสุดท้ายปิดเกมเพื่อชนะ) นะ' ก่อนที่ ไมเคิล จะย้ำอีกครั้งถึงปัญหาที่ตัวเองมีด้วยการบอกว่า 'ผมทำไม่ได้หรอก ฟิล ผมไม่ไหวจริงๆ วันนี้ ทำไมเราไม่หวังทำแต้มด้วยทางอื่นดูล่ะ?'" สตีฟ เคอร์ เล่าย้อนความก่อนเผยต่อว่า


Photo : www.sportsnet.ca

"จากนั้น สก็อต พิพเพ่น ก็เข้ามาแล้วบอกว่า 'ก็อย่างที่ ไมเคิล พูดในโฆษณาแหละ ฟิล เขาเคยถูกขอให้ทำแบบนี้แล้วพลาดมาตั้ง 26 ครั้ง ทำไมเราไม่ให้ สตีฟ เป็นคนยิงล่ะ?'" 

ทุกอย่างเป็นไปตามที่จอร์แดนคาดไว้ เมื่อบอลอยู่ในมือ เจ้าตัวก็ถูก ไบรอน รัสเซลล์ กับ จอห์น สต็อคตัน เข้ามาดับเบิลทีม (ประกบสอง) ทันที 

ขณะที่คู่แข่งกังวลว่า จอร์แดน จะเล่นวงนอกหรือบุกเข้าวงใน เคอร์ ก็วิ่งขึ้นมารอรับบอลในจังหวะที่ทุกคนมองข้ามเขาไปหมด ... จอร์แดน รอจังหวะที่ดีที่สุดและส่งให้ เคอร์ ก่อนที่ เคอร์ จะชู้ตลงไปเป็นแต้มที่เรียกว่า Winning Shot (แม้หลังจากนั้น พิพเพ่นจะสตีลและส่งให้คูโค้ชดังก์ตอกฝาโลงปิดเกมก็ตาม)  

"จอร์แดน เก่งมากที่ดึงความสนใจทุกคนไปจนหมด ความยอดเยี่ยมของเขาเปิดที่โล่งให้ผมได้ยิงช็อตตัดสินชนะและคว้าแชมป์ NBA นี่มันสุดยอดที่สุด มันเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ... ผมติดหนี้จอร์แดนซะแล้วล่ะ" 


Photo : BR

เมื่อบาสเก็ตบอลคือกีฬาที่เล่นเป็นทีมบางครั้งเราก็ต้องการคนที่สามารถทำอะไรแตกต่างออกไปจากที่เหล่ายอดผู้เล่นทำได้... และความสามารถในการเป็น "คนที่ถูกมองข้าม" ทำให้เขาได้ใช้ลูกชู้ตโล่งๆ ที่ทุกคนชอบปรามาศ ... และนั่นคือลูกชู้ตที่ส่ง ชิคาโก้ บูลส์ เป็นแชมป์อย่างยิ่งใหญ่ 
นั่นคือช็อตที่ทั่วโลกจดจำชื่อ สตีฟ เคอร์ ก่อนที่เขาจะคว้าแชมป์ในฐานะผู้เล่นถึง 5 สมัย (3 สมัยกับ บูลส์ ปี 1996-1998 อีก 2 สมัยกับ ซาน อันโตนิโอ สเปอร์ส ปี 1999 และ 2003) ก่อนที่ปัจจุบัน เขาจะเป็นเฮดโค้ช ผู้นำ โกลเด้น สเตท วอริเอร์ส เป็นแชมป์ NBA ถึง 3 สมัย ... 

แน่นอนในตอนที่เขาเป็นโค้ช ทุกคนสงสัยว่าเขาเป็นโค้ชทีเก่งจริงหรือ? หรือเพราะจริงๆ แล้ว สเตปห์ เคอร์รี่, เคลย์ ธอมป์สัน หรือ เควิน ดูแรนท์ คือคนที่บันดาลแชมป์ให้กับทีม ... เช่นเดียวกับตอนที่เขาเป็นผู้เล่นที่มีคนบอกว่าเขายิงแม่นเฉพาะตอนที่ไม่โดนขวาง


Photo : BR

อย่างไรก็ตามทุกความสำเร็จนั้นไม่มีข้ออ้าง เคอร์ เองก็สู้ในแบบของเขามาตลอด แม้จะไม่โดดเด่นมากเรื่องฝีมือ แต่สภาพจิตใจและทัศนคตินั้นสุดยอด สุดท้ายแล้วใครจะวิจารณ์เขาก็ย่อมได้ตามต้องการ แต่สิ่งที่ไม่ควรลืมคือทุกสิ่งที่เขาทำไว้ไม่ใช่สิ่งที่จะลอกเลียนแบบกันได้ง่ายๆ ...

คนจริงไม่อ้าง คนอ้างไม่จริง นี่คือสิ่งที่ สตีฟ เคอร์ ยังคงเป็นอยู่จนถึงทุกวันนี้