The Last Dance : เปิดผนึกสมบัติล้ำค่าแห่ง ชิคาโก บูลส์ ที่ "จอร์แดน" เก็บซ่อนไว้กว่า 2 ทศวรรษ

The Last Dance : เปิดผนึกสมบัติล้ำค่าแห่ง ชิคาโก บูลส์ ที่ "จอร์แดน" เก็บซ่อนไว้กว่า 2 ทศวรรษ
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

สำหรับบริการสตรีมมิ่งยักษ์ใหญ่อย่าง Netflix ถ้า Stranger Things คือผลงานเรือธงประเภทซีรี่ส์ในตลาดอเมริกา, Money Heist เป็นเรือธงสำหรับตลาดยุโรป (ชื่อจริงๆ ของซีรี่ส์เรื่องนี้คือ La Casa de Papel จากประเทศสเปน), Kingdom เป็นเรือธงสำหรับตลาดเอเชีย (จากประเทศเกาหลีใต้) ดังนั้นก็คงไม่ผิดนักถ้าจะพูดว่า The Last Dance คือเรือธงสำหรับคอนเทนต์ประเภทสารคดีกีฬา

เพราะหลังจากปล่อยออกมาให้ได้รับชมเพียงแค่ 2 ตอน The Last Dance สารคดีที่ว่าด้วยชีวิตของ "ไมเคิล จอร์แดน" ราชาตลอดกาลแห่งบาสเกตบอล NBA โดยเน้นไปที่เรื่องราวในฤดูกาล 1997-98 ปีสุดท้ายของเขากับทีม ชิคาโก บูลส์ ก็ถูกจารึกเป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว ด้วยจำนวนผู้ชมทั่วโลกที่มากถึง 6.1 ล้านคนภายในเวลาเพียงสองชั่วโมง ส่งผลให้ The Last Dance กลายเป็นสารคดีที่มียอดผู้ชมมากที่สุดตลอดกาลเป็นที่เรียบร้อย นอกจากนั้นสารคดีเรื่องนี้ยังมาพร้อมกับคะแนนวิจารณ์ที่สูงถึง 9.6/10 (จากจำนวนผู้ลงคะแนน 2,261 คน) บนเว็บ IMDb เป็นหนึ่งในสารคดีที่ได้รับคะแนนวิจารณ์ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เคยมีมา 

มีเรื่องราวอะไรซ่อนอยู่ใน The Last Dance กันแน่? และทำไมมันถึงเป็นสารคดีที่แฟนบาสเกตบอล NBA ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง? หาคำตอบพร้อมกันได้ที่ Main Stand

สมบัติล้ำค่า 500 ชั่วโมง

สารคดี The Last Dance จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่มีผู้ชายที่ชื่อ "แอนดี้ ธอมป์สัน" นอกจากการมีศักดิ์เป็นอาแท้ๆ ของ "เคลย์ ธอมป์สัน" ชูตติ้งการ์ดตัวกลั่นยุคปัจจุบันแห่ง โกลเดน สเตท วอร์ริเออร์ส แล้ว เขายังดำรงหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์แห่ง NBA Entertainment ในช่วงยุค 90's 

 1

ในฐานะที่คลุกคลีอยู่ในวงการบาสเกตบอลมาอย่างยาวนาน ธอมป์สันทราบดีว่าเรื่องราวของทีมบาสเกตบอล ชิคาโก บูลส์ ในช่วงฤดูกาล 1997-98 เมื่อผ่านไปสัก 10 หรือ 20 ปี มันจะต้องกลายเป็นตำนานให้คนรุ่นหลังกล่าวขานอย่างแน่นอน เนื่องจากมันคือช่วงแห่งการ "เปลี่ยนผ่านยุคสมัย" 

ชิคาโก บูลส์ คือทีมที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรมาตลอดตั้งแต่ปลายยุค 80's และกำลังจะสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าแชมป์ NBA 3 ฤดูกาลติดต่อกันเป็นครั้งที่ 2 แต่ในขณะเดียวกันเหล่าขุนพลภายในทีม ไม่ว่าจะเป็น ไมเคิล จอร์แดน, สกอตตี พิพเพน, เดนนิส รอดแมน และอีกหลายคนกำลังเข้าสู่ช่วงโรยราในบั้นปลายอาชีพแล้ว ดังนั้นฤดูกาลนี้จึงอาจเป็นครั้งสุดท้ายที่โลกจะได้เห็นทีมบาสเกตบอลที่สุดยอดขนาดนี้

"ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ถึงไม่มีใครสนใจติดตามทำเรื่องราวของ ชิคาโก บูลส์ ทีมนี้อย่างจริงจัง" ธอมป์สัน เผยกับ ESPN

เมื่อคิดได้เช่นนั้น ธอมป์สัน ก็ไม่รอช้า เขารีบติดต่อ อดัม ซิลเวอร์ ประธานของ NBA Entertainment ในช่วงเวลานั้น (ก่อนจะเติบใหญ่จนเป็น คอมมิชชันเนอร์ ผู้บริหารสูงสุดในปัจจุบัน) ในการส่งทีมงานไปตามติดชีวิตทีม ชิคาโก บูลส์ ในฤดูกาล 1997-98

"ผมแค่ต้องการจะบันทึกประวัติศาสตร์นี้ไว้ ผมไม่ได้มองไกลถึงขั้นเป็นสารคดีด้วยซ้ำ" ธอมป์สันกล่าวถึงเจตนารมณ์ของตัวเอง

อดัม ซิลเวอร์ เห็นด้วยกับความคิดของ ธอมป์สัน ดังนั้นเขาจึงได้ทำการประสานงานกับ ชิคาโก บูลส์ ถึงความเป็นไปได้ในเรื่องดังกล่าว อย่างไรก็ตามกว่าที่ทุกอย่างจะลุล่วงก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากผู้เล่นของ ชิคาโก บูลส์ ในตอนนั้นทุกคนคือระดับซูเปอร์สตาร์ มีมูลค่าด้านภาพลักษณ์มหาศาล โดยเฉพาะ ไมเคิล จอร์แดน ที่รู้สึกไม่ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ชีวิตเบื้องหลังของเขาซึ่งมีด้านไม่ดีรวมอยู่ด้วยจะถูกเก็บบันทึกไว้ 

 2

"อย่างน้อยที่สุดคุณก็จะมีภาพยนตร์ชั้นเยี่ยมเป็นแรงบันดาลใจให้กับเด็กรุ่นหลังนะ" นี่คือประโยคที่ ซิลเวอร์ ใช้เกลี้ยกล่อม จอร์แดน จนในที่สุดราชาแห่งบูลส์คนนี้ก็ยินยอมให้มีการตามเก็บบันทึกวิดิโอ

ผลลัพธ์ที่ได้คือฟุตเทจความยาวกว่า 500 ชั่วโมง บันทึกด้วยกล้องซูเปอร์ 16 มิลลิเมตร อัดแน่นไปด้วยเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับทีม ชิคาโก บูลส์ ในฤดูกาล 1997-98 แทบทุกเหตุการณ์ ทุกห้วงอารมณ์ ถือว่าเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ที่สมบูรณ์ที่สุดครั้งหนึ่งในวงการกีฬาก็ว่าได้ 

จากวันนั้นเวลาก็ล่วงเลยไปเรื่อยๆ ถึงแม้จะมีสมบัติล้ำค่าอยู่ในมือ แต่กลับไม่สามารถนำมาเผยแพร่สู่สาธารณะชนได้ เนื่องจากต้องได้รับความยินยอมจากบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องเสียก่อน โดยเฉพาะ ไมเคิล จอร์แดน ที่ยืนกรานว่าไม่ต้องการให้ภาพลักษณ์ของตัวเองเสียหาย 

"ผมคิดว่าฟุตเทจนี้จะกลายเป็นสมบัติที่สูญหายไปเสียแล้ว" ธอมป์สัน กล่าว

จนกระทั่งวันหนึ่งในปี 2016 ไมค์ ทอลลิน โปรดิวเซอร์แห่ง ESPN ซึ่งเป็นบริษัทที่ถือสิทธิ์ของฟุตเทจดังกล่าวก็ได้รับการติดต่อโดยตรงจาก ไมเคิล จอร์แดน 

 3

"เขา (ไมเคิล จอร์แดน) บอกว่าต้องการนำฟุตเทจดังกล่าวมาทำเป็นสารคดี" ทอลลิน กล่าวกับ ESPN

ใช่... หลังจากที่เก็บซ่อนมันไว้มานาน ตอนนี้ ไมเคิล จอร์แดน พร้อมแล้วที่เปิดหีบสมบัติแห่งประวัติศาสตร์ให้โลกได้รับรู้

เส้นทางชีวิตและมิตรภาพ

ความน่าสนใจอีกหนึ่งประการของสารคดี The Last Dance นอกจากฟุตเทจแห่งประวัติศาสตร์ความยาว 500 ชั่วโมงแล้ว นั่นคือการบอกเล่าเรื่องราวชีวิตการไต่เต้าขึ้นสู่จุดสูงสุดแห่งวงการบาสเกตบอลของ ไมเคิล จอร์แดน

 4

โดยในตอนแรกของ The Last Dance นั้นเป็นการเล่าย้อนไปตั้งแต่ในสมัยที่ จอร์แดน ยังเป็นนักบาสเกตบอลระดับมหาวิทยาลัย ก่อนจะเข้าสู่ NBA โดยการดราฟต์ และความขัดแย้งของ จอร์แดน กับ เจอร์รี่ เคราส์ ผู้จัดการทั่วไปทีม ชิคาโก บูลส์ ในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส 

"สิ่งที่ผมกลัวที่สุดสำหรับสารคดีเรื่องนี้ คือเมื่อผู้คนได้เห็นผมผ่านฟุตเทจต่างๆ เขาจะเข้าใจสิ่งที่ผมทำลงไปหรือเปล่า ทำไมผมต้องจริงจังขนาดนั้น ทำไมผมถึงทำตัวแบบนั้น แสดงออกไปแบบนั้น" ไมเคิล จอร์แดน กล่าวกับ The New York Times

สาเหตุที่ จอร์แดน กล่าวออกมาแบบนั้นก็เพราะตลอดความยาว 10 ตอน 10 ชั่วโมงของสารคดี The Last Dance (แบ่งฉายสัปดาห์ละ 2 ตอน โดยฉายครั้งแรกที่ช่อง ESPN ก่อนปล่อยลง Netflix หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง) ยังมีการกล่าวถึงเรื่องราวของตัวเขาในมุมที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้อีกมากมาย ซึ่งแน่นอนว่าเป็นด้านที่อาจจะดูไม่ดีนัก

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือเหตุการณ์ที่ ไมเคิล จอร์แดน เคยต่อยหน้า สตีฟ เคอร์ (Steve Kerr) อดีตเพื่อนร่วมทีม ชิคาโก บูลส์ ซึ่งปัจจุบันเขาก็คือโค้ชของทีม โกลเดน สเตท วอร์ริเออร์ส ยอดทีมแห่ง NBA ยุค 2010's

 5

"ครั้งหนึ่งเขาเคยต่อยผมเข้าเต็มหน้าเลยล่ะ แต่หลังจากนั้นเราก็มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาโดยตลอดนะ เหมือนกับว่าผมได้พิสูจน์ให้เขาเห็นแล้วว่าผมก็มีดีเหมือนกัน" เคอร์ เล่าย้อนอดีตกับ USA Today

โดยในสารคดี The Last Dance ผู้ชมจะได้ทราบถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของเหตุการณ์ดังกล่าวจากปากของบุคคลต้นเรื่องตัวจริง 

นอกจากนั้นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ The Last Dance เลือกที่จะหยิบยกมาเล่าก็คือ มิตรภาพในรูปแบบที่ไม่เหมือนใครของ "The Magic Trio" แห่ง ชิคาโก บูลส์ ซึ่งหมายถึง ไมเคิล จอร์แดน, สกอตตี พิพเพน, และ เดนนิส รอดแมน ซึ่งถึงแม้ว่าพวกเขาทั้งสามจะเป็นแกนหลักที่นำความยิ่งใหญ่เกรียงไกรมาสู่ ชิคาโก บูลส์ แต่แท้จริงแล้วพวกเขากลับไม่ชื่นชอบซึ่งกันและกันเท่าไร 

 6

"ผมไม่คิดว่าการคุยกันมันจะสำคัญตรงไหน คนอย่างผมสิ่งสำคัญอย่างเดียวคือ ไป! ออกไปคว้าชัยชนะกัน จะไปคุยด้วยทำไม งานของผมคืออะไร คุยเล่นเฮฮากับคนอื่นงั้นเหรอ?"

"งานของผมคือการเชื่อมโยงและเข้าใจวิธีการทำงานเป็นทีม แสดงความสามารถออกมาสิและคนอื่นจะรู้ว่าคุณควรร่วมงานด้วย นี่แหละคือสถานะที่เราอยู่กัน แล้วจะบอกให้ว่าผมชอบมากจริงๆ ที่เป็นแบบนี้ ผม, สก็อตตี้ (พิพเพ่น) และ ไมเคิล (จอร์แดน) ไม่เคยปริปากคุยกันเลยตลอด 3 ปีที่ชิคาโก โอกาสเดียวที่ผมจะคุยกับพวกเขาคือการสื่อสารกันตอนแข่งขันแค่นั้นเอง" นี่คือสิ่งที่ เดนนิส รอดแมน พูดถึงเพื่อนร่วมทีมของเขาอีกสองคน เห็นได้ชัดว่าความสัมพันธ์ของ The Magic Trio ไม่สู้ดีเท่าไรนัก ซึ่ง ไมเคิล จอร์แดน เองก็มองแบบนั้นเช่นกัน โดยครั้งหนึ่งเขาเคยพูดถึง รอดแมน เอาไว้ว่า

 7

"ผมไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะรู้จักเขาดีจนเป็นเพื่อนกันได้ เขาเป็นเพื่อนร่วมทีมแค่นั้น แต่ผมก็แปลกใจ คนชอบมองว่าเราไม่ถูกกันแต่จริงๆ แล้วเขาเป็นคนที่เฟรนด์ลี่นะ เราต่างคนต่างมีพื้นที่ส่วนตัว แรกๆ เราแค่ไม่ได้คุยกัน แต่หลังจากนั้นมันก็ดีขึ้น ต้องขอบคุณ ฟิล แจ็คสัน (โค้ชชิคาโก บูลส์) เขาควรได้เครดิตที่ช่วยสร้างบรรยากาศสงบเช่นนี้" 

ทำไมความสัมพันธ์รูปแบบนี้ถึงสามารถนำพาทีมสู่การประสบความสำเร็จได้ ทั้งๆ ที่บาสเกตบอลคือกีฬาที่ต้องใช้ความสามัคคีและทีมเวิร์กเป็นอย่างมาก? คำตอบของคำถามนี้ที่หลายคนสงสัยมีอยู่ในสารคดี The Last Dance แล้ว

การเต้นรำครั้งสุดท้าย

เกิดอะไรขึ้นบ้างกับชิคาโก บูลส์ ในฤดูกาล 1997-98?

คำตอบของคำถามดังกล่าว คือไฮไลต์สำคัญของสารคดี The Last Dance ที่จะคัดเพียงหัวกะทิชั้นยอดจากฟุตเทจความยาวกว่า 500 ชั่วโมงมาเรียบเรียงอย่างพิถีพิถัน ก่อนจะจัดจานเสิร์ฟแก่ผู้ชมทุกคน 

 8

เรื่องราวของชิคาโก บูลส์ ในฤดูกาล 1997-98 น่าสนใจก็เพราะมันคือฤดูกาลแห่งประวัติศาสตร์ การคว้าแชมป์ NBA 3 สมัยซ้อนติดต่อกันเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งถ้ามองอย่างผิวเผินก็อาจจะคิดว่า บูลส์ ในตอนนั้นมีทั้ง ไมเคิล จอร์แดน, สกอตตี พิพเพน, เดนนิส ร็อดแมน, โทนี คูโคช, รอน ฮาร์เปอร์, สตีฟ เคอร์ รวมถึงยอดโค้ชอย่าง ฟิล แจ็กสัน พวกเขาคือราชาแห่ง NBA ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การจะคว้าแชมป์ก็ไม่น่าใช่เรื่องยาก 

อย่างไรก็ตามถ้าใครติดตาม NBA ในช่วงนั้นอย่างใกล้ชิดจะทราบดีว่าการจะคว้าแชมป์ในฤดูกาลนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะแกนหลักของทีมอยู่ในช่วงโรยรา เข้าสู่ปลายอาชีพแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ไมเคิล จอร์แดน ที่ประกาศอำลาวงการเป็นคำรบที่ 2 หลังจากจบฤดูกาลดังกล่าว (ก่อนจะหวนคืนวงการเป็นคำรบสามในปี 2001 กับ วอชิงตัน วิซาร์ดส์), สกอตตี พิพเพน ก็ถูกเทรดไป ฮิวสตัน ร็อกเก็ตส์, เดนนิส ร็อดแมน ก็โบกมือลา และมุ่งหน้าสู่ ลอส แอนเจลิส เลเกอร์ส ในปี 1999, ฟิล แจ็กสัน ยุติบทบาทการเป็นโค้ช ก่อนจะไปคุม ลอส แอนเจลิส เลเกอร์ส ในปี 1999 เช่นกัน รวมถึงอีกหลายคนที่ฤดูกาลนี้คือฤดูกาลสุดท้ายในถิ่น ยูไนเต็ด เซ็นเตอร์ 

 9

ดังนั้นสำหรับ ชิคาโก บูลส์ ฤดูกาล 1997-98 มันคือการรวมพลังกันครั้งสุดท้ายเพื่อจารึกประวัติศาสตร์ก่อนจะแยกย้ายกันไป ออกไปวาดลวดลายให้เต็มที่ ประกาศก้องให้โลกรู้ว่า ชิคาโก บูลส์ ทีมนี้ยอดเยี่ยมแค่ไหน ซึ่งเป็นที่มาของชื่อสารคดี The Last Dance หรือก็คือ "การเต้นรำครั้งสุดท้ายของเหล่ากระทิงวัยชรา" 

ความกระหายในชัยชนะ มิตรภาพ ความผูกพัน ประวัติศาสตร์ และอีกหลากหลายเรื่องราวที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อนรอให้ทุกคนพิสูจน์มันด้วยตัวเองแล้วใน Netflix