[OPINION] "ซิเย็ค, แวร์เนอร์" กับแรงกดดันที่ถาโถมใส่ "แลมพาร์ด"

[OPINION] "ซิเย็ค, แวร์เนอร์" กับแรงกดดันที่ถาโถมใส่ "แลมพาร์ด"
90MiN

สนับสนุนเนื้อหา

ผลงานของเชลซี หลังจากที่กลับมา "รีสตาร์ท" อีกครั้งนั้นเข้าขั้นต้องยกนิ้วให้พวกเขาเก็บชัยชนะ 3 เกมรวด แบ่งเป็น 6 แต้มในพรีเมียร์ลีก และบุกเฉือนเลสเตอร์ ซิตี้ 1-0 ในฟุตบอลเอฟเอคัพ กรุยทางสู่รอบรองชนะเลิศเป็นที่เรียบร้อย

เครดิตเหล่านี้ต้องยกให้ แฟรงค์ แลมพาร์ด กุนซือหนุ่มวัย 41 ปีที่ยังรักษามาตรฐานและอันดับ 4 เอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น

เข้าใจตรงกันว่าเป้าหมายสำคัญของ "ซูเปอร์แฟรงค์" นั้นคือการพาทีมไปเล่นในฟุตบอลยูฟา แชมเปี้ยนส์ลีก ให้จงได้และแชมป์ฟุตบอลถ้วยคือโบนัสที่ตามมา

tt

ย้อนกลับไปในคราวแรกตอนที่เชลซีตั้งแลมพาร์ดขึ้นมาเป็นผู้จัดการทีม หลายคนมองว่าเขาอาจจะได้เวลาในการสร้างทีมซัก 2 ปี เพราะซัมเมอร์ที่ผ่านมานั้น สิงห์บลูส์โดนโทษแบนเรื่องการซื้อขาย 2 ช่วงตลาด ดังนั้น ระยะเวลาดังกล่าวจึงน่าจะแฟร์สำหรับอดีตฮีโร่ของทีมรายนี้

อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์พลิกผัน โทษแบนในตลาดซื้อขายลดลงเหลือกึ่งหนึ่ง เชลซีได้รับอนุญาตให้ซื้อนักเตะใหม่ได้ในช่วงตลาดเดือนมกราคม แต่ในท้ายที่สุดพวกเขาก็ไม่สามารถคว้าดาวเตะคนใหม่มาเสริมทัพได้เลย

นั่นยิ่งทำให้ดีกรีความน่าสงสารและน่าเห็นใจของแลมพาร์ดเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ll

แต่เห็นแบบนี้ใช่ว่าเจ้าตัวจะทำผลงานได้ไม่ดี ทีมที่ไม่ได้เสริมนักเตะใหม่เลยของเขานั้นก็ยังคงเกาะอันดับ 4 บนตารางพรีเมียร์ลีกอย่างเหนียวแน่น ท่ามกลางการเร่งเครื่องขึ้นมากดดันของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ได้ บรูโน แฟร์นันเดส มาเสริมทัพในเดือนมกราคม

แม้ว่าจะโดนไล่จี้ชนิดหายใจรดต้นคอ แต่อดีตมิดฟิลด์ตีนระเบิดก็ยังฝ่าฟันดงแข้งคู่แข่งและสถานการณ์โรคระบาดยืนหยัดอยู่ในอันดับ 4 ได้ค่อนข้างมั่นคง ทั้งๆที่เพิ่งอกหักจากตลาดหน้าหนาวมาแท้ๆ

โรมัน อบราโมวิช หรือ "เสี่ยหมี" ผู้มองดูอยู่บนบ็อกซ์วีไอพีคงรู้สึกได้ว่า กุนซือหนุ่มผู้นี้น่าจะเป็นความหวังของชนชาวสิงโตน้ำเงินครามได้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ดังนั้น จึงจัดการทุ่มเงินดึงยอดนักเตะอย่าง ฮาคิม ซิเย็ค และ ทิโม แวร์เนอร์ เป็นของขวัญล่วงหน้า

ee

ทำเอาสาวกสิงห์บลูส์พากันคำรามกึกก้องไปทั่วเกาะอังกฤษและมั่นใจขนาดที่คิดว่าฤดูกาลหน้า "ซีซันหน้ามาแน่ๆ"

อย่างไรก็ตาม เหรียญย่อมมีสองด้าน การเสริมทัพอันเอิกเกริกเช่นนี้ ด้านหนึ่งอาจจะนำมาซึ่งความหวังของแฟนบอลที่ตั้งตารอจะได้เห็นยอดนักเตะเหล่านี้ลงสนาม แต่ในอีกมุมหนึ่งมันคือการโถมเข้ามาของสิ่งที่เรียกว่า "ความกดดัน" แก่ผู้จัดการทีม

ด้วยผลงานของเขาในซีซันนี้แม้ว่าจะไม่สม่ำเสมอ แต่การที่พาทีมที่มีแต่ดาวรุ่งและนักเตะที่เลยจุดสูงสุดไปแล้วเข้ามายึดอันดับ 4 บนตารางได้อย่างเหนียวแน่น นั่นคือสิ่งที่การันตีฝีมือของชายคนนี้ แน่นอนว่ามันทำให้หลายคนย่อมคิดว่า "นี่ขนาดไม่ได้เสริมใครแลมพาร์ดยังทำได้ดีขนาดนี้ แล้วถ้าได้นักเตะระดับซูเปอร์สตาร์มาประดับทีมล่ะจะทำได้ดีขนาดไหน?"

เล่นตั้งความหวังกันแบบนี้ เหมือนจะโยนความกดดันใส่ แฟรงค์ แลมพาร์ด แบบเต็มๆ

ff

อย่างไรก็ตาม นายใหญ่สิงห์บลูส์ก็ได้ออกมาพูดถึงเรื่องนี้แบบค่อนข้างผ่อนคลาย หลังจากที่ถูกสื่อยิงคำถามใส่ว่า การปิดดีลนักเตะระดับสตาร์ได้ถึง 2 รายในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันแบบนี้ มันทำให้เขารู้สึกถึงความกดดันหรือไม่ในฤดูกาลหน้า?

"มันก็อาจจะเป็นอย่างนั้น ผมเข้าใจดี แต่งานแบบนี้มันมีความกดดันอยู่แล้ว รวมทั้งเรื่องของความคาดหวังด้วย เราได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากสโมสร นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเราจึงรักพรีเมียร์ลีก และเราพยายามที่จะทำให้ดีที่สุด"

"ดังนั้น ผมจึงไม่ได้สนใจความคิดนี้เท่าไหร่ ผมเข้าใจ เรากำลังพยายามที่จะพัฒนาและผมไม่ได้คิดเอาเอง ผมอยากจะพัฒนา ผมไม่สนเรื่องความกดดันอะไรนั่น ผมจะกดดันตัวเองให้มากขึ้นเรื่อยๆด้วย"

"ผมคิดว่าเราต้องมองในแง่ดีมากๆ เราต้องการลดช่องว่างกับทีมชั้นนำและการเซ็นสัญญากับ ทิโม แวร์เนอร์ และ ฮาคิม ซิเย็ค นั้นถือเป็นเรื่องที่ดี"

jj

"ยังมีตำแหน่งอื่นๆที่เราอาจจะต้องการเสริมทัพไปด้วยและนักเตะเหล่านั้นต้องพร้อมที่จะย้ายในตลาดซื้อขาย เรารู้สึกดีที่ได้พวกเขาเข้ามาเติมเต็มช่องว่างและช่วยยกระดับทีม และเราก็มีความสุขกับเรื่องนี้"

แน่นอนว่าเป็นใครก็ดีใจที่จะได้นักเตะฝีเท้าดีมาร่วมทีม ซึ่งเจ้าตัวอาจจะตอบแบบนั้นจริง แต่ในใจใครจะไปรู้ได้ว่าภารกิจในเกมที่เหลือนั้นมันหนักหนาขนาดไหนและเขาต้องแบกรับอะไรไว้บ้าง?

ในมุมมองของผู้บริหารสโมสรหรือเจ้าของทีม เมื่อเสี่ยหมียอมทุ่มดึงนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์ชดเชยให้จากช่วงตลาดซื้อขายหน้าหนาวแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้มันต้องออกมาในแง่บวกสิ

aa

แฟนบอลก็เช่นกัน พวกเขาหวังเห็นเชลซีของตัวเองกลับมาแย่งแชมป์กับลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อาจรวมถึง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยในฤดูกาลหน้า เพราะเมื่อมีนักเตะระดับนี้มาร่วมทีมการจะลุ้นแค่ยูฟา แชมเปี้ยนส์ลีก มันดูเป็นคนมักน้อยเกินไป

ดังนั้น หน้าที่ของ แฟรงค์ แลมพาร์ด คือการบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ในซีซันนี้ให้ได้ เพราะถ้าเกิดอดเล่นถ้วยใบใหญ่ของยุโรปขึ้นมามันคงขายขี้หน้าประชาชีอย่างแน่นอน

7 เกมพรีเมียร์ลีกต่อจากนี้ จะพิสูจน์ให้เห็นว่าแลมพาร์ดยังเหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการทีมเชลซีในปีหน้าหรือไม่?