ห่างชั้นจนบ่อนไม่รับแทง : ไฟต์แรกในอเมริกาของ "แมนนี่ ปาเกียว" ผู้โนเนม

ห่างชั้นจนบ่อนไม่รับแทง : ไฟต์แรกในอเมริกาของ "แมนนี่ ปาเกียว" ผู้โนเนม
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

การออกเดินทางของแต่ละคนมีความหมายแตกต่างกัน บางคนออกเดินทางเพราะไม่มีทางเลือก บ้างก็เดินทางเพื่อชีวิตที่ดีกว่า แต่สำหรับ แมนนี่ ปาเกียว อัจฉริยะนักชกชาวฟิลิปปินส์ เลือกออกจากบ้านเกิดของเขาไปยังสหรัฐอเมริกาทั้งๆ ที่เขาพูดภาษาอังกฤษไม่เป็นก็เพราะว่า "เขาอยากเป็นคนที่ยิ่งใหญ่"

นี่คือเรื่องราวของนักชกที่มองไปข้างหน้าเสมอ ไม่ว่าชีวิตจะลำบากถึงขีดสุดหรือในวันที่ประสบความสำเร็จ ประสบการณ์ในแผ่นดินอเมริกาเพื่อยกระดับตัวเอง และการเดิมพันแชมป์แรกที่ MGM อารีน่า ของเขาเร้าใจแค่ไหน? 

ติดตามได้ที่นี่

ธรรมชาติของผู้ชนะ 

"เพราะมวยคือกีฬาที่โดดเดี่ยว ... คุณเหนื่อยแทบตาย คุณเจ็บแทบตายบนเวที แต่ก็ไม่มีใครสามารถช่วยคุณได้ ... แต่ถ้าเสียงระฆังดังขึ้นและคุณเป็นผู้ชนะ ทุกคนจะจดจำแต่คุณเพียงคนเดียวเท่านั้น" ประโยคสุดคลาสสิกนี้เกิดขึ้นในบทความเกี่ยวกับสไตล์การชกของนักมวยในเว็บไซต์ Bleacher Report ที่บอกว่ามันคลาสสิกก็เพราะ มันคือการเอาความจริงมาเขียนให้เห็นภาพได้ง่ายและชัดเจนที่สุด

นักมวยสู้เพื่อตัวเอง ... ไม่ว่าจะบนสังเวียนหรือนอกสังเวียน หากเลือกได้ไม่มีใครอยากต้องมาซ้อมหนักรากเลือดและเจ็บตัวทุกๆ วัน แต่สำหรับบางคนมันต่างออกไป เพราะมวยไม่ต้องพึ่งใครคนอื่นๆ เมื่ออยู่บนเวที หากเขาคนนั้นทุ่มเทมากพอและเก่งมากพอ สุดท้ายมวยจะช่วยเปลี่ยนชีวิตของเขาได้ ... นั่นคือความคิดของ แมนนี่ ปาเกียว ตำนานนักชกระดับแชมป์โลกชาวฟิลิปปินส์ ผู้เล่าย้อนภายหลังว่า "มวยคือสิ่งเดียวที่เขาเลือกได้" เพราะตั้งแต่เติบโตขึ้นในเมือง ซานโตส ซิตี้ เขาพบแต่ความยากลำบากมากมายจนไม่กลัวอะไรอีกต่อไปในอนาคต 


Photo : unrbanvidz100

"ตอนนี้ใครๆ ก็รู้จักผมในฐานะตำนานนักมวย ซึ่งแน่นอนว่าผมภูมิใจมากที่มันเป็นแบบนั้น แต่อย่าเข้าใจผิดล่ะ กว่าจะมาถึงจุดนี้ผมไม่เคยเจอคำว่าง่ายเลยแม้แต่ครั้งเดียว" ปาเกียว เริ่มเล่าย้อนกลับไป

"เส้นทางการเป็นนักมวยของผม เกิดจากวัยเด็กที่ผมต้องสวมบทนักสู้เพื่อให้ชีวิตต้องอยู่รอด ผมไม่มีอะไรเป็นของตัวเองเลย ไม่มีใครให้พึ่งพา ดังนั้น ผมมีแค่ตัวเองเท่านั้น ซึ่งมันทำให้ผมเลือกมวยเพราะผมเชื่อว่ามันจะไปได้ดี ผมฝึกมาทั้งชีวิต ฝึกหนักมากเพื่อจะทำให้ตัวเองอยู่รอด และทำให้ครอบครัวของผมมีชีวิตอยู่ต่อไป" 

ปาเกียว นั้นเริ่มชกมวยตั้งแต่อายุ 14 ปี จนกระทั่งอายุครบ 16 ปี ก็ได้ขึ้นเวทีมาตรฐาน หากเป็นบ้านเราก็คงต้องเรียกว่าได้ชกมวยตู้จนเป็นที่รู้จักมากขึ้นในกรุงมะนิลา และประเทศฟิลิปปินส์ 

ระหว่างทางมีเรื่องราวมากมาย เอาแค่ช่วงที่ยังอยู่ในฟิลิปปินส์ ก็ถือว่า ปาเกียว ต้องพิสูจน์ตัวเองอะไรหลายๆอย่าง ครั้งหนึ่งเขาเคยกอดคอกับเพื่อนซี้ที่ชื่อว่า ยูจีน บารูแต็ก ไปสมัครชกในรายการ Blow by Blow โดยหวังว่าจะชนะกันทั้งคู่และได้ต่อยอดกลายเป็นยอดมวยแดนตากาล็อก ทว่าสุดท้ายเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ยูจีน เสียชีวิตคาเวทีจากการโดนน็อค ขณะที่ ปาเกียว ตอนนั้นไม่มีทางเลือกนอกจากต้องขึ้นเวทีต่อทันทีหลังจากที่เพื่อนรักโดนหามส่งโรงพยาบาล ... สาเหตุที่เขาหยุดไม่ได้ก็เพราะมวยคือชีวิต ทุกหมัด ทุกชัยชนะ คือทางรอดที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น 



Photo : www.mirror.co.uk

ทัศนคติแบบนี้ทำให้ ปาเกียว ไต่ระดับสูงขึ้นมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นยอดมวยรุ่นฟลายเวต น้ำหนัก 112 ปอนด์ ณ เวลานั้นในเอเชียไม่มีใครสู้ได้ ปาเกียว ไวอย่างกับจรวดและมือหมัดซ้ายที่หนักเกินกว่านักชกท้องถิ่นจะรับไหว นอกจากนักชกฟิลิปปินส์ด้วยกันเองแล้ว เขายังไล่เก็บนักชกไทย และนักชกญี่ปุ่นอีกจำนวนไม่น้อย จนคว้าแชมป์โลกเส้นแรกในรุ่นฟลายเวตของสถาบัน WBC ด้วยการชนะน็อกยก 8 เหนือ ฉัตรชัย 3 เคแบตเตอรี่ หรือชื่อจริง ฉัตรชัย สาสะกุล ในปี 1998 มีหนเดียวที่พลาดท่าคือในปี 1999 ที่แพ้น็อกยก 3 ให้กับ เม็ดเงิน กระทิงแดงยิม หรือ บุญใส สังสุราช เท่านั้นอง

หากเปรียบเทียบชื่อเสียงปาเกียวในช่วงวัย 18-19 ปี ในฟิลิปปินส์ ให้เห็นภาพง่ายๆ คือ ถ้าเป็นมวยไทยเขาก็คือยอดมวยเข็มขัดเต็มเอวเต็มคอไปหมด เป็นที่รู้จักและยืนหนึ่งในสายตาของเซียนมวยแบบไม่ต้องสงสัย 

แต่ว่ากันว่าชีวิตคนช่างประหลาด ใครก็ตามที่เคยมาจากจุดที่ต่ำที่สุด หากวันหนึ่งได้ลิ้มชิมรสความสำเร็จเขาคนนั้นจะเสพติดมันและพยายามไขว่คว้าทุกสิ่งที่มือของคนๆ นั้นสามารถคว้ามันได้ และบางครั้งก็ยากจะเอื้อมถึง ... ปาเกียว บอกเสมอว่าเขาภูมิใจที่ได้เป็นยอดมวยรุ่นเล็ก ณ เวลานั้น มันคือฝันที่นักมวยชาวปินอยทุกคน 


Photo : www.espn.com

แต่ ปาเกียว มีสิ่งหนึ่งที่แตกต่าง เขามีธรรมชาติของผู้ชนะอยู่ในตัวสูงมาก และเขารู้ดีว่าตราบใดที่เขาไม่ยอมขยับน้ำหนักไปขึ้นชกในรุ่นที่ใหญ่กว่านี้ ชีวิตนักมวยของเขาจะมาถึงทางตันเร็วกว่าที่คิดแน่นอน 

สาเหตุเป็นเพราะหากต่อยในรุ่นน้ำหนัก 112 ปอนด์ และพิชิตคู่ชกจนหมดรุ่น ปาเกียว ก็ยังไม่ได้รับการโค้งคำนับจากทั้งโลกอยู่ดี เพราะมวยรุ่นเล็กแบบนี้มีแต่สรีระของชาวเอเชียเท่านั้น ไม่มีนักชกอเมริกันหรือชาติอื่นๆ มีส่วนร่วมเท่าไรนัก ซึ่งนั่นคือเรื่องใหญ่ เพราะมีความเชื่อที่ว่ากันว่าคุณจะเป็นยอดมวยไม่ได้หากไม่เคยได้ไปชกที่สหรัฐอเมริกา ... ดินแดนที่เรียกว่า "เวทีเอก" แห่งวงการมวยโลกนั่นเอง

นั่นคือเหตุผลที่ แมนนี่ ปาเกียว ต้องออกเดินทางจาก ฟิลิปปินส์ เพื่อไปทำให้ตัวเองยิ่งใหญ่คับโลกให้ได้ นี่คือการเดินทางที่เป็นที่เขาจำเป็นต้องทำ ... นั่นคือการไปที่อเมริกา เพื่อพบกับทั้งมิตรและศัตรูที่เก่งกว่าที่เขาเคยได้เจอที่นี่ 

 

First Time To America

เป็นอีกครั้งที่ แมนนี่ ปาเกียว ตัดสินใจไปในที่ที่เขาไม่รู้จัก และไม่รู้กระทั่งภาษาของคนท้องถิ่นซึ่งนั่นก็คือภาษาอังกฤษ เขาชกมวยมาตั้งแต่จำความได้ นั่นจึงทำให้เขาไม่ได้เฉียดเรื่องการศึกษาเลย ภาษาอังกฤษของเขาไม่กระดิกสักนิด แต่นี่ไม่ใช่ความท้าทายที่เขาเพิ่งเคยเจอ เพราะก่อนที่เขาจะเก็บข้าวของจาก ซานโตส ซิตี้ บ้านเกิด มายังเมืองหลวงอย่างกรุงมะนิลา ปาเกียว ก็พูดได้แค่ภาษาท้องถิ่น แต่ไม่สามารถพูดภาษาตากาล็อกที่ชาวเมืองหลวงส่วนใหญ่พูดกันได้  


Photo : mzfrantastik.blogspot.com

ปาเกียว เดินทางมาถึงอเมริกาพร้อมกับ ร็อด นาซาริโอ ผู้จัดการส่วนตัว เมื่อมาถึงอเมริกาก็เกิดปัญหาใหญ่ คือไม่มีโปรโมเตอร์ค่ายไหนสนใจตัว ปาเกียว เลย นาซาริโอ จึงพยายามนำชื่อของปาเกียวไปยังยิมต่างๆ หลายที่เพื่อหาที่เก็บตัวและเพิ่มโอกาสโชว์ฝีมือในอเมริกาบ้าง จนกระทั่งได้รับการติดต่อจากยิมที่ชื่อว่า "ไวลด์ การ์ด ยิม" ที่ ซาน ฟรานซิสโก ซึ่งมีเจ้าของที่ชื่อ เฟร็ดดี้ โรช ชายผู้เคยเป็นโค้ชให้กับ ไมค์ ไทสัน เมื่อ 10 ปีก่อน ... 

โรช ไม่ได้สนใจอะไรในตัวปาเกียวก่อน แต่เป็น นาซาริโอ ที่เดินมาหาเขาและบอกว่า "คุณมาลองล่อเป้าให้เขา (ปาเกียว) หน่อยได้ไหม" 

"ทำไมผมต้องทำแบบนั้น?" นี่คือสิ่งที่โรชอาจจะกำลังสงสัย เพราะว่าเขาเองก็งานยุ่งและมีนักมวยให้ดูแลมากมาย แต่สุดท้าย ปาเกียว ก็แทรกกลับมาว่า "คุณคือคนที่ทำให้ผมเก่งขึ้นได้" โรช เริ่มสะดุดและลองมาล่อเป้าแชมป์จาก ฟิลิปปินส์ ดู ผ่านไปไม่กี่นาที โรช ถอดที่ล่อเป้าและหันไปบอกกับเพื่อนๆ ของเขาที่ดูการล่อเป้าครั้งนี้ว่า "เฮ้ย ไอ้หมอนี่ไม่ธรรมดา มันเป็นยอดมวยได้เลยนะ" 

ขณะที่ฝั่งของ ปาเกียว เองก็รู้สึกไม่ต่างกัน แม้จะสื่อสารกันไม่ได้ แต่เขาก็รู้ว่านี่แหละคนที่ใช่ เฟร็ดดี้ โรช คือคนที่เขาตามหา เขาถอดหัวโขนแชมป์ออกหมดสิ้นและฝากตัวเป็นศิษย์ทันที ก่อนจะหันไปบอกนาซาริโอว่า "เราได้เทรนเนอร์ใหม่แล้ว" 


Photo : mzfrantastik.blogspot.com

ช่วงเวลาการฝึกหนักตามโปรแกรมนรกที่ เฟร็ดดี้ โรช จัดให้เป็นไปอย่างราบรื่น สาเหตุเพราะปาเกียวทำตัวเหมือนน้ำไม่เต็มแก้ว เขาพร้อมจะรับสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา สิ่งที่โรชได้พยายามบอกกับเขาคือแฮนด์สปีดของ ปาเกียว สุดยอดอยู่แล้ว แต่มันจะสุดยอดกว่านี้หากพัฒนาเรื่องสเต็ปเท้าให้เคลื่อนที่ได้รวดเร็วกว่าที่เป็นอยู่ เพราะมันจะทำให้เขาออกหมัดได้ไม่หยุดและมาจากหลากหลายทิศทาง ซึ่งนั่นคือสิ่งที่อันตรายมาก หากมวยซ้ายหรือ "เซาธ์พอว" (Southpaw) สามารถไปถึงจุดที่ฟุตเวิร์กและแฮนด์สปีดเป็นหนึ่งเดียวกันได้ 

ปาเกียว เชื่อฟังแต่โดยดีไม่มีข้อสงสัย เขาพยายามทำตัวอ่อนน้อมไม่วางมาด โรช บอกให้ทำอะไร เขาก็ทำแบบนั้น ขณะที่ตัวของ เฟร็ดดี้ ไม่เคยกั๊กวิชา ทุกสิ่งที่เขาได้สอนให้ปาเกียว คือทุกอย่างที่เขาได้เรียนรู้มาตลอดชีวิต 

"มิตรแท้สำคัญกว่าสิ่งอื่นใด" นี่คือคำที่เหมาะกับชีวิตของ ปาเกียว ที่อเมริกาเป็นอย่างยิ่ง เพราะทั้งตัวเขาและโรชต่างให้ความเคารพกันสูงมาก ปาเกียว บอกว่า โรช ดูแลเขาเหมือนกับตัวเองเป็นพ่อ ส่วน โรช ก็ตัวติดกับ ปาเกียว จนคิดว่านักชกชาวฟิลิปปินส์คนนี้เป็นลูกชายไปเสียแล้ว

"ไอ้เด็กคนนี้เป็นคนตลกทุกครั้งที่ได้ทำงานด้วย ทุกอย่างที่เขาทำเขาใส่ความทุ่มเทเต็ม 100% และนั่นคือเกณฑ์ที่ผมใช้ตัดสินเขา" เฟร็ดดี้ โรช กล่าว


Photo : usatoday.com

ไม่ใช่แค่ โรช ที่วัดใจฝ่ายเดียว ปาเกียว ใช้เวลา 1 เดือนหลายเดือนในยิมนั้นเพื่อฝึกทักษะอย่างเดียว เขาไม่เคยได้ขึ้นลองนวมกับนักชกคนไหนเลยจนเขาเริ่มท้อ หนักไปกว่านั้น การวิ่งหาคู่ชกที่พร้อมจะเปิดโอกาสให้เขาเป็นผู้ท้าชิงก็ไม่มีใครสนใจแม้ว่า ปาเกียว จะทำน้ำหนักขึ้นมาเป็นรุ่นซุปเปอร์แบนตัมเวต หรือ 122 ปอนด์ แล้วก็ตาม 

นี่คือปัจจัยที่ใหญ่เกินกว่าที่ โรช จะควบคุมได้ และมันทำให้ ปาเกียว ท้อจนแทบอยากกลับไป ฟิลิปปินส์ ให้รู้แล้วรู้รอด จนกระทั่งมีระฆังทองดังมาจากแดนไกล เสียงกังวานมาตั้งแต่แอฟริกา และมันเป็นเสียงของนักชกที่ชื่อว่า เลห์โล เลดวาบา แชมป์ประจำรุ่นของสถาบัน IBF ที่ป้องกันแชมป์มาแล้ว 5 สมัย ... โชคหล่นทับ แมนนี่ ปาเกียว เสียแล้ว 

 

ไฟต์ที่แม้แต่ ลาส เวกัส ยังปิดราคา

บุญหล่นทับ ... คำนี้มีจริงแน่นอน ในขณะปาเกียวกำลังท้อเตรียมจะเก็บของกลับบ้านไปตั้งหลัก เลดวาบา ก็ขาดคู่ชกพอดิบพอดี เดิมทีนั้นเขาต้องชกกับนักมวยชาวเม็กซิกันคนหนึ่ง ทว่าเกิดปัญหาเรื่องสภาพร่างกายและทำน้ำหนักไม่ผ่านจึงไม่สามารถขึ้นชกได้ เหลือบซ้ายแลขวาตามประสาแชมป์ แน่นอนว่าเขาต้องเลือกนักมวยที่ตนเองมีโอกาสชนะได้ง่ายที่สุด ก่อนที่ เลดวาบา จะเลือก ปาเกียว ให้เป็นผู้ท้าชิง ... และหากจะว่ากันแบบไม่รักษาน้ำใจ ปาเกียว เปรียบเหมือนกับมวยบันไดที่ฝั่งโปรโมเตอร์เรียกให้มาให้แชมป์ถล่ม เพื่อเรียกน้ำย่อยประจำรายการเท่านั้นเอง 


Photo : www.mmaindia.com

กลับมาที่ฝั่งบันไดอย่าง ปาเกียว บ้าง นี่คือไฟต์แรกที่เขาจะได้ชกในอเมริกาแบบที่ตัวเองฝันมาโดยตลอด ขณะที่ เฟร็ดดี้ โรช กำชับ ปาเกียว เต็มที่ว่า โอกาสแบบนี้ไม่ได้มีบ่อยๆ ยังไงเสียก็ต้องคว้าไว้แม้เหล่าเซียนจะบอกว่า "เละแน่เอ็ง" ก็ตาม ... แต่ในใจลึก เฟร็ดดี้ โรช รู้ดีว่าไฟต์นี้จะเปลี่ยนชะตาชีวิต ปาเกียว แน่นอน

"ผมรู้ว่า ปาเกียว จะน็อค เลดวาบา ได้แน่นอน แต่ผมไปพูดแบบนั้นกับใครก็มีแต่คนหัวเราะจนผมต้องท้าเดิมพัน พวกเขายังบอกเลยนะ 'พอเถอะเฟร็ดดี้ ไม่อยากให้คุณเสียเงินเปล่าๆ เลดวาบา ฆ่าเขาแน่นอน'" สิ่งที่ โรช เล่าแสดงให้เห็นถึงภาพของ ปาเกียว ในเวลานั้นกับสายตาเซียนมวย ซึ่งมันก็ไม่แปลกนักที่ทุกคนจะมองข้ามนักชกจากฟิลิปปินส์ ที่ไม่เคยต่อยในเวทีอเมริกันเลยแม้แต่ครั้งเดียว

แม้จะรู้ข่าวก่อนชกเพียงแค่ 2 สัปดาห์ แต่โต๊ะพนันถูกกฎหมายรวมถึงบ่อนใน ลาส เวกัส ก็ไม่รอเช็คสถานการณ์ใดๆ ทั้งสิ้น พวกเขาเก็บราคาตั้งแต่เห็นการประกบคู่ ... ไม่มีราคาคู่นี้ให้แทง เพราะทุกคนรู้ว่า เลดวาบา จะไล่ถล่มปาเกียวฝ่ายเดียวและน็อคเอาต์ได้แน่นอน อย่าว่าแต่โต๊ะเลย ขนาด เลดวาบา ที่จิ้ม ปาเกียว มาชกยังบอกว่า "เขาไม่รู้จักปาเกียวเลยในเวลานั้น" 


Photo : www.sowetanlive.co.za

"ผมเดินทางไปอเมริกาเพื่อจะสู้กับนักชกอีกคน ไม่ใช่ แมนนี่ ปาเกียว แต่สุดท้ายเขาก็เจ็บและ แมนนี่ ได้มาชกแทนที่ ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นมวยซ้าย และมันทำให้ผมต้องรู้สึกว่าควรระวังให้ดี เพราะมวยซ้ายเป็นพวกดักทางยาก" เลดวาบา ในวัยเกษียณเล่าย้อนกลับไป และมันชัดเจนว่าถึงแม้เขาจะไม่รู้จัก แต่เขาก็ไม่เคยประมาทปาเกียวเลย

"ผมพยายามทุกรูปแบบ ผมเป็นมวยสมอง มองหาทางเอาชนะเสมอ ผมทำงานหนักเพื่อไปให้ถึงในระดับที่ผมเคยทำ" เลดวาบา ยืนยันอีกครั้ง  

23 มิถุนายน ปี 2001 ที่สังเวียนมวย เอ็มจีเอ็ม แกรนด์ เดิมพันตำแหน่งแชมป์ จูเนียร์ เฟเธอร์เวต ... ผู้คนมาจากทั่วทุกสารทิศจนเต็มความจุ แต่ไม่ได้ตั้งใจมาดูคู่นี้หรอก เพราะโฟกัสอยู่ที่คู่เอกที่ ออสการ์ เดอ ลา โฮย่า แชมป์โลกขวัญใจชาวอเมริกันจะขึ้นชก ดังนั้นสิ่งที่คนดูอยากจะเห็นในคู่ระหว่าง ปาเกียว กับ เลดวาบา คือ มวยเรียกน้ำย่อย ใครก็ได้ช่วยโดนถลุงให้พอเรียกเสียงเฮสร้างบรรยากาศหน่อยก็เท่านั้นเอง 

 

คดีพลิก! 

การเปิดตัวมาถึง แมนนี่ ปาเกียว มาในภาพที่หากให้แฟนมวยยุคปัจจุบันย้อนกลับไปดูอาจจะจำไม่ได้ เขาทั้งตัวเล็ก ไว้ผมทรงแสกกลางซึ่งน่าจะเป็นทรงยอดฮิตของชาวเอเชียในสมัยนั้น อีกทั้งยังย้อมผมทองอีกด้วย


Photo : www.boxing.com

"แมนนี่ ปาเกียว ... ใช่นะ น่าจะออกเสียงแบบนั้น" แม้แต่ผู้บรรยายไมค์ 1 ยังไม่เรียกชื่อไม่ถูก ก่อนที่ไมค์ 2 จะแทรกว่า "ครับ ... ผมว่า เลดวาบา คงรอไม่ไหวแล้วที่จะเอาแชมป์กลับไปฉลองที่โยฮันเนสเบิร์ก" 

ขณะที่เสียงแซวจากแฟนๆ รอบสนามดังขึ้น ปาเกียว ถอดฮู้ดคลุมหัวของเขาออก เขาเริ่มฉีกยิ้มและยกมือขึ้นแสดงตัว "นี่แหละครับ สถิติชนะ 32 ครั้ง แพ้ 2 ครั้ง KO 23 ครั้ง" ไมค์ 1 บรรยายต่อ

เมื่อ เลดวาบา ปรากฎตัวบนเวทีพร้อมเข็มขัดแชมป์ เสียงของแฟนๆ ดังกว่าอย่างเห็นได้ชัด ทั้งสองคนประจันหน้าและชนนวมกัน ระฆังดังขึ้นและยกที่ 1 ได้เริ่มขึ้น ... และหลังจากนั้นคนดูแทบไม่ต้องนับยกกันอีกต่อไปแล้วเพราะ ปาเกียว ทำให้ทุกคนอึ้งด้วยการไล่ต้อน เลดวาบา ฝ่ายเดียวไม่มีหยุด

"หนักจริงๆ ผมรับประกันได้เลยว่าหมัดของหมอนี่ต้องรุนแรงมากๆ" เสียงคนพากย์ว่าต่อหลัง ปาเกียว ใส่ลำตัวของ เลดวาดา ดัง "ตั๊บ" จนเลดวาบา ถอยแล้วถอยอีก แต่ปาเกียวสร้างช็อตฮือฮาต่อด้วยการต่อยทะลุการ์ดอัดเข้าหน้าของเลดวาบาดังสนั่น จนได้ยินเสียงของแฟนๆ ที่ร้องกันเสียงลั่นหลังปล่อยหมัดนั้นออกไป 


Photo : www.boxingscene.com

ยก 2, ยก 3 และ ยกที่ 4 ผ่านไป ปาเกียว ได้ใจกองเชียร์ไปแล้ว จากเสียงแซวตอนเดินขึ้นเวที เปลี่ยนเป็นเสียงเชียร์ "คัมม่อนๆ" ทุกครั้งที ปาเกียว ปล่อยหมัด และที่สังเกตได้อีกอย่าง คือแชมป์อย่าง เลดวาบา ออกอาการแหยงจนไม่กล้าเดินเข้าใส่ปาเกียวแล้ว ทุกอย่างได้ข้อสรุปเมื่อยกที่ 6 เริ่มขึ้นแค่ไม่กี่ วินาที ปาเกียวซัดหมัดฮุกเข้าหน้าของ เลดวาบา 2 ครั้ง ได้สองนับ นับแรกได้ 8 และ เลดวาบา ขึ้นมาลุยต่อ ก่อนที่ ปาเกียว ไม่รอช้าเมื่อกรรมการให้สัญญาณ เขารู้ทันทีว่าแชมป์กำลังกลัวเขาสุดๆ แล้ว เขาตามไปกดหมัดซ้ายอีกเปรี้ยง "จบแล้วครับ ซันเดย์มอร์นิ่ง ของ เลดวาบา" ผู้บรรยายสรุปได้อย่างตรงความ

แมนนี่ ปาเกียว กลายเป็นแชมป์โลกอีกครั้งแล้ว และนั่นคือจุดเริ่มต้นของตำนานนักชกผู้ยิ่งใหญ่ของเขา ... ไม่มีคำว่าฟลุ๊กสำหรับเรื่องนี้

 

สะเทือนอเมริกา

"ผมทำหมดทุกทางแล้ว แต่ แมนนี่ เป็นอะไรที่แตกต่างกับคนอื่นๆ ที่ผมเคยชกด้วยอย่างสิ้นเชิง ผมพยายามแล้วที่จะใช้ฟุตเวิร์กตีกรรเชียงเพื่อดึงจังหวะชกเขา แต่เท้าของเขาตามติดหัวแม่โป้งของผมตลอดเวลา จะหลบทางไหนก็ไม่รอด หมัดของเขาปล่อยเข้ามาทุกสารทิศ และนั่นเป็นอะไรที่โคตรยากในการรับมือ"  

"ผมเจอนักมวยไวๆ มาก็เยอะ เออร์เนสโต้ เกรย์ เป็นตัวอย่างของคนที่ปล่อยหมัดได้ไวมาก แต่ ปาเกียว เร็วกว่านั้นอีก มือของเขาขยับตลอดเวลา เขาจะขว้างหมัดจำนวนนับไม่ถ้วนจากทุกมุมใส่คุณ และมันเร็วเกินกว่าที่ผมจะมองเห็นมัน" เลดวาบา ยอมรับแต่โดยดี 


Photo : Boxeadores

ปาเกียว ทั้งหมัดเร็วและเท้าไว ซึ่งการแพ้ให้กับ ปาเกียว ครั้งนี้ทำให้ เลดวาบา หมดแรงจูงใจในการชกอาชีพต่อไปอีกเลยด้วยซ้ำ เรื่อดังกล่าวถูกยืนยันด้วย ร็อด เบอร์แมน โปรโมเตอร์ในวันนั้น

"ปาเกียว คือเด็กที่เราไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน ผมไม่เคยเจอนักสู้ที่มีความสามารถแบบเขามาก่อนเลย เขากลายเป็นที่รู้จักของโลกในเวลานั้น และผมมั่นใจว่า เลดวาบา หมดไฟไปเลยหลังจากแพ้ครั้งนั้น" เบอร์แมน กล่าว โดยหลังจากแพ้ปาเกียว เลดวาบาขึ้นชกอีกเพียงแค่ 7 ไฟต์เท่านั้น ซึ่งเขาแพ้ไปถึง 4 ครั้งเลยทีเดียว


Photo : izquierdazo.com

ปาเกียว ดังเป็นพลุแตก โปรโมเตอร์หลายคนจับตามองเขาทันที ชัยชนะไฟต์นั้นทำให้ประตูแห่งวงการมวยโลกเปิดกว้าง และในขณะที่ทีมสตาฟฟ์ของ ปาเกียว กำลังดีใจแบบสุดเหวี่ยง ปาเกียว กลับยุติฉลองอย่างเร็วไว เมื่อเขารู้ว่า ออสการ์ เดอ ลา โฮย่า กำลังจะขึ้นชก ... นั่นก็เพราะว่าเขามองตัวเองไปถึงตรงนั้นแล้ว นี่แหละธรรมชาติของแชมเปี้ยนอย่างเขา ไม่เคยหยุดจนกว่าจะสุดทาง

"พระเจ้า ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน ยอมรับโดยตรงไม่โกหกใคร ผมไม่เคยได้ยินชื่อของ แมนนี่ ปาเกียว มาก่อน แต่นี้มันเปลี่ยนไปแล้ว ผมเห็นเต็มสองตา ได้ยินทั้งสองหูของตัวเอง ผมหวังว่าจะได้เห็นเขาชกอีกครั้งหนึ่ง" แลร์รี่ เมอร์ชานท์ นักวิเคราะห์มวยในรายการนั้นกล่าวออกอากาศ ในขณะที่ฝ่ายจัดเวทีกำลังเคลียร์เวทีเพื่อให้คู่เอกขึ้นชก  


Photo : izquierdazo.com

และอย่างที่พวกเราทุกคนรู้ ปาเกียว ไปถึงจุดนั้นได้จริงๆ เขาคว้าแชมป์โลกถึง 8 รุ่น ด้วยทัศนคติที่ไม่เคยเปลี่ยนไป ปาเกียว ทำน้ำหนักเพิ่มทุกครั้งที่สามารถจัดการคว้าแชมป์ในรุ่นที่ตัวเองเป็นเบอร์ 1 ได้ เขาไม่สนว่าจะต้องชกที่ ญี่ปุ่น, อเมริกา หรือ มาเก๊า การเดินทางสำหรับเขามีความหมายเดียว นั่นคือการเปลี่ยนคือสถานที่และประสบการณ์เท่านั้น แต่ทัศนคติยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง 

จากมวยคู่รองที่ได้แต่มอง ออสการ์ เดอ ลา โฮย่า ขึ้นป้องกันแชมป์ ปาเกียว ใช้เวลาไม่กี่ปีไล่หลังและเอาชนะ "โกลเด้น บอย" ได้สำเร็จ ซึ่งเขากลายเป็นนักมวยเอเชียคนแรกที่ตีตลาดมวยโลกแตกด้วยฝีมือที่ไม่ธรรมดา เก็บนักชกแถวหน้าหลากหลายรุ่นทั้ง อีริค โมราเลส, มาร์โก อันโตนิโอ บาร์เรร่า, ฮวน มานูเอล มาร์เกซ จนกระทั่งมาถึงรุ่นเวลเตอร์เวต 147 ปอนด์ กับ เดอ ลา โฮย่า ซึ่งเขาก็เอาชนะได้ด้วยความเร็วอันเป็นขุมพลังที่เขาไม่เคยทำให้มันขาดตกบกพร่องลงไป


Photo : www.boxingscene.com

"แกมันเร็วโคตรๆ เร็วเกินกว่าที่เขาจะรับมือแกได้ไอ้ลูกชายเอ๊ย ออกไปจัดการเขาซะ" นั่นคือสิ่งที่ เฟร็ดดี้ โรช กระซิบข้างหู ปาเกียว ก่อนที่เขาจะออกไปเอาชนะ เดอ ลา โฮย่า ได้อย่างยิ่งใหญ่...และทำให้ชื่อของ แมนนี่ ปาเกียว ไม่สามารถมีใครสงสัยได้อีกต่อไป 

หากไม่ก้าวออกจากเซฟโซน ไม่มีทางที่ ปาเกียว จะมาได้ไกลจนกลายเป็นตำนานเหมือนที่เขาเป็นอยู่ จากมวยข้างถนนในซานโตส ซิตี้ กลายเป็นราชามวยตู้แห่ง มะนิลา มาไกลจนถึงแชมป์มวยรุ่นเล็กเจ้าเอเชีย จนกระทั่งการพิชิตโลกกว้างด้วยการตัดสินใจเดินทางมาที่สหรัฐอเมริกา 

บางครั้งฝีมืออย่างเดียวอาจจะทำให้คุณกลายเป็นแชมป์ แต่ถ้าคุณมีสภาพจิตใจที่แข็งแกร่ง ความทะเยอทะยานที่มองไปข้างหน้าเสมอ คุณจะเป็นยิ่งกว่าแชมป์ แต่เป็นตำนานที่ถูกเล่าขานต่อไปไม่รู้จบ เหมือนกับ แมนนี่ ปาเกียว ... ชายผู้ไม่กลัวการเผชิญหน้ากับสิ่งใหม่ๆ ให้ชีวิตคนนี้