8 Mile ภาค 2? : เบื้องหลังหนัง 'Southpaw' ที่ Eminem คือพระเอกตัวจริง

8 Mile ภาค 2? : เบื้องหลังหนัง 'Southpaw' ที่ Eminem คือพระเอกตัวจริง
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

"Southpaw" หรือ "สู้หลังพิงเชือก" คือภาพยนตร์มวยที่ได้รับเสียงชื่นชมมากมายหลังจากเข้าฉายในช่วงปี 2014 โดยมีนักแสดงนำชายอย่าง เจค จิลเลนฮาล ที่รับบท บิลลี่ โฮป เด็กกำพร้าที่ไต่เต้าตัวเองจนกลายมาเป็นนักมวยชื่อดังระดับโลก

เจค รับบทดังกล่าวได้อย่างเฉียบขาดเหมือนกับว่าเขาเป็นนักมวยจริงๆ ลีลาการออกหมัด การชก และรูปร่างที่ตั้งใจฟิตขึ้นมาเพื่อการณ์นี้ คือผลลัพธ์แห่งความพยายามในงานแต่ละชิ้น ... แม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็นพระเอกมือ 1 ของเรื่องนี้ในทีแรกก็ตาม 

นี่คือเรื่องราวของหนังเรื่อง Southpaw ในวันที่เริ่มเขียนบทขึ้นมาโดยวางตัวพระเอกให้เป็น Eminem แร็ปเปอร์ชื่อก้องโลกที่เคยฝากผลงานเอาไว้ในเรื่อง "8 Mile" โดยทีมเขียนเชื่อว่าบทนี้ต้องเป็นเขา และถ้าเขาเลือกแสดง โลกจะได้เห็น 8 Mile ภาค 2 ที่ซ่อนอยู่ในภาพยนตร์ชีวิตนักมวยเลยทีเดียว 

 แร็ปเปอร์มีแววเล่นหนังมวยได้ยังไง? 

Eminem คือแร็ปเปอร์ชื่อดังที่เขย่าโลกมาตั้งแต่ช่วงปลายยุค 90's เรื่องฝีไม้ลายมือเราคงไม่ต้องพูดกันเยอะ เพราะเขากลายเป็นศิลปินระดับขึ้นหิ้งจนทุกวันนี้ด้วยผลงานระดับท็อปชาร์ตบิลบอร์ดมากมายหลายต่อหลายเพลง โดยเฉพาะ Lose Yourself ที่ใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่อง 8 Mile หนังเกี่ยวกับชีวิตแร็ปเปอร์ใน ดีทรอยต์ อดีตเมืองหลวงแห่งอุตสาหกรรมรถยนต์ ที่กลายเป็นเมืองแห่งความรุนแรงและยากจน 


Photo : @Listenary

หนังเรื่องนี้สร้างขึ้นมาโดยการเล่าเรื่องคล้ายกับชีวิตของเขา และนั่นทำให้การแสดงของ Eminem ในเรื่องดังกล่าวลื่นไหลและเนียนตามากเสียจนหนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังที่ทำให้วัฒนธรรมฮิปฮอปถูกส่งไปยังวงกว้าง ไม่ใช่แค่คนอเมริกาเท่านั้นที่จะอิน แต่เป็นทั่วโลกสามารถเข้าถึงวัฒนธรรมได้โดยง่ายผ่านงานแสดงและเพลงประกอบที่ส่วนใหญ่แล้ว Eminem เป็นผู้รังสรรค์ขึ้นมาทั้งสิ้น โดยเฉพาะ Lose Yourself นั้นคว้ารางวัลออสการ์สาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมปี 2003 เลยทีเดียว 

อย่างไรก็ตามจุดที่เราจะโฟกัสและหยิบเรื่องของเขานั้นเป็นเรื่องเล็กในช่วงที่เขากำลังเป็นวัยรุ่น ช่วงที่เขายังเป็นแค่เด็กชาย มาร์แชล บรูซ แมเทอร์ส ที่ 3 (Marshall Bruce Mathers III - ชื่อจริงๆ ของเขาเอง) นอกจากเขาจะชื่นชอบการร้องและแต่งเพลงแร็ปแล้ว Eminem ยังมีมุมเล็กๆ ที่หลายคนไม่รู้นั่นคือเขาเป็นเด็กที่คลั่งไคล้การชกมวยมาก และแน่นอนว่าเด็กยุคนั้นจะชอบใครไปได้นอกจาก ไมค์ ไทสัน นักชกแชมป์เฮฟวี่เวตที่ดีที่สุดในช่วง 80's

"ตอนที่ผมยังเด็ก ผมจำได้ว่าคุณปรากฎตัวในโลกของมวยสากล และนั่นคือครั้งแรกที่ผมได้ยินชื่อคุณ" Eminem พูดคุยในรายการ Podcast ของ ไมค์ ไทสัน 

"ผมได้แต่ดูและพูดว่าเห็นนักมวยคนนี้หรือเปล่า? ไมค์ ไทสัน น่ะหมอนี่น็อคเอาต์คนอื่นร่วงเป็นใบไม้ภายในเวลาแค่ 10 วินาที โหดโคตรๆเลยให้ตายสิ คุณต่อย เทรเวอร์ เบอร์บิก ด้วยหมัดเดียวแต่เขาร่วงไปถึง 3 ครั้ง นั่นละคือที่สุดของที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็น หลังจากนั้นเป็นต้นมาผมก็ติดตามดูการชกของคุณมาตลอดไม่เคยพลาดสักยกเลยนะ" Eminem กล่าว 


Photo : www.insider.com

ความคลั่งไคล้ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเพียงวูบเดียวแล้วหายไป หลังจากที่ติดตาม ไทสัน ตั้งแต่เด็ก เส้นทางชีวิตของ Eminem ก็หันเหไปเอาดีทางด้านการเป็นแร็ปเปอร์ ทว่ามวยไม่เคยห่างจากความคิดของ Eminem ในช่วงที่เขาเริ่มมีชื่อเสียง Eminem เคยถึงขั้นไปฝึกมวยแบบจริงๆ จังๆ กับ เอ็มมานูเอล สจ็วร์ต อดีตนักมวยอาชีพที่ Kronk Gym ยิมที่แกร่งที่สุดในดีทรอยต์ ซึ่งเคยสร้างยอดนักชกอย่าง โทมัส เฮิร์น เจ้าของฉายา "Hitman" ที่เป็น 1 ใน จุตรเทพของวงการมวยยุค 80's อีกด้วย 

แม้ไม่เคยมีวีดีโอการฝึกซ้อมของ Eminem ในยิมหลุดมาถึงสาธารณะ แต่ 1 คนที่ได้เห็นฝีมือการชกของเขาคือ ออสการ์ เดอ ลา โฮย่า แชมป์โลกชาวอเมริกันเจ้าของฉายา "Golden Boy" โดย ออสการ์ เล่าว่าเขาเคยฝึกกับ เอ็มมานูเอล สจ็วร์ต และตัวของ สจ็วร์ต ก็เคยเอาวีดีโอการซ้อมแบบลงนวมของ Eminem ให้ โฮย่า ดูอีกด้วย

Photo : www.reddit.com

"ผมเคยฝึกกับ สจ็วร์ต อยู่ 4-5 ครั้งเอาเขาวีดีโอของ Eminem ให้ผมดู ผมเห็นท่าทางการลงนวมของเขาแล้วต้องบอกว่าไม่ธรรมดา มือและขาของเขาเคลื่อนไหวได้ดี ดูมีออร่ามากจริงๆ บางทีเราอาจจะได้มาต่อยไฟต์การกุศลกันสักหน่อย ผมว่าผมสามารถทำน้ำหนักลงไปชกกับเขาได้นะ" เดอ ลา โฮย่า กล่าว 

เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นมวยแน่นอน และการแสดงระดับฮอลลีวู้ดนั้นเรื่องความสมบทบาทนั้นสำคัญมาก ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เรื่องผู้เขียนบทเรื่อง Southpaw เชื่อว่า Eminem สามารถรับบท บิลลี่ โฮป ที่เป็นนักมวยได้ ไม่เพียงเท่านั้น ยังจะสมกับชื่อเรื่องมากกว่า เพราะ Eminem เป็นคนถนัดซ้ายตามนิยามของคำว่า Southpaw ทว่า เจค จิลเลนฮาล พระเอกของเรื่องจริงๆ เป็นคนถนัดขวา

แต่ทว่าสิ่งที่ทำให้ทีมโปรดิวเซอร์ล็อคเป้าว่าต้องเป็น Eminem เล่นบทนี้เท่านั้นก็เพราะว่าพวกเขาตั้งใจให้เรื่องนี้เป็น 8 Mile เวอร์ชั่นนักมวยนั่นเอง 

 

นักมวยที่ใช้ไมค์ 

การแสดงของ Eminem ในเรื่อง 8 Mile เป็นการแสดงที่ลอกแบบมาจากเรื่องราวในชีวิตของเขานั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขาทำได้ดี Eminem คนขาวในสังคมคนดำ เป็นแร็ปเปอร์ที่ไม่ได้รับการยอมรับในสังคม โดนดูถูกสารพัด แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้ด้วยการยอมรับตัวตนของตัวเองและพัฒนาฝีมือด้วยการคิดไรม์ที่เฉียบขาดจนกลายเป็นศิลปินดังไปในท้ายที่สุด


Photo : www.eminem.pro

ซึ่งเรื่องราวชีวิตของ Eminem นี่เองที่แทบจะตรงกับคอนเซ็ปต์ที่ทีมโปรดิวเซอร์ของ Southpaw วางไว้เป๊ะ เขาต้องการคาแร็คเตอร์แชมเปียนส์ ที่มีเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจเพียงสิ่งเดียว นั่นคือคนในครอบครัว 

จากที่กล่าว Eminem จึงเป็น แร็ปเปอร์ ที่มีขั้นตอนการเติบโตที่เหมือนกับนักมวยระดับโลกส่วนใหญ่ ที่แต่ละคนเริ่มต้นจากความยากจนและใช้ความลำถีบตัวเองไปให้ไกลที่สุด และมีช่วงที่เกิดความลำบากภายในครอบครัวเป็นดราม่ากับแม่ที่ไม่กินเส้นกัน อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ รักๆ เลิกๆ กับอดีตภรรยาที่ชื่อ คิมเบอร์ลี่ แอนน์ "คิม" สก็อตต์ จนต้องแยกทางกัน แม้จะมีลูกสาวที่ชื่อว่า เฮลี่ เจด เป็นโซ่ทองคล้องใจก็ตาม

อีกทั้ง Eminem ยังเป็นคนที่เติบโตมาจากการเป็นชนชั้นแรงงาน ทำให้บทบาทของเขาเหมือนกับการลอกแบบมาจาก บิลลี่ โฮป ต่างกันเพียงอาวุธที่ใช้สู้กับความยากจนและสร้างชื่อเสียงเท่านั้น นักมวยใช้นวม ส่วน Eminem ใช้ไมโครโฟน แน่นอนวาจะหาใครเหมาะกับบทนี้มากกว่าเขาไม่มีอีกแล้ว

"Eminem ควรได้รับบทเป็นคุณพ่อที่เป็นนักมวย เราได้เห็นการแสดงของเขาในเรื่อง 8 Mile และเราชอบมาก คิดว่าเขาน่าสนใจกับบทนี้และควรปรากฎตัวบนจอเงินอีกครั้ง ผมคิดว่าเขาห่างจากบทบาทนักแสดงมานานแล้ว และนี่คงเป็นบทที่เขาเองก็น่าจะสนใจด้วย" ปีเตอร์ ริช โปรดิวเซอร์ของเรื่อง Southpaw กล่าว

นอกจากชื่นชอบในการแสดงแล้ว ปีเตอร์ ริช ยังบอกอีกว่าเรื่อง Southpaw เหมือนกับเป็นภาคต่อในจักรวาลเดียวกับ 8 Mile เลยด้วยซ้ำเพราะในเรื่อง 8 Mile จบด้วยการที่ "บี แร็บบิต" พระเอกของเรื่องเอาชนะการแร็ปแบตเทิลและสร้างชื่อเสียงให้เป็นทีรู้จักในวงการฮิปฮอปใต้ดิน   

ส่วนเรื่อง Southpaw นั้นเหมือนกับการสลับบทบาทพระเอกจากนักแร็ปมาเป็นนักมวย เพราะเรื่องเริ่มต้นขึ้นจาก บิลลี่ โฮป กลายเป็นนักมวยที่มีชื่อเสียง ที่ต่อสู้มาหลายไฟต์จนคนรอบตัวอยากให้พัก ทว่าโดนกระแสนทุนนิยมเข้ามาเกี่ยวข้องทั้ง เงินสปอนเซอร์, ชื่อเสียง และ เงินทอง จึงทำให้เขาหยุดไม่ได้ จนสุดท้ายก็ฝืนชกต่อไปพร้อมกับความเครียด และสุดท้ายก็ระเบิดออกมาจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต ... 

ว่ากันง่ายคือ 8 Mile คือจุดเริ่มต้นของลูกกำพร้าพ่อไปสู่จุดที่สร้างชื่อเสียง ส่วน Southpaw คือภาคต่อเมื่อพระเอกโด่งดังและต้องรับมือชื่อเสียงที่มากเกินไป จนสุดท้ายเขาก็แบกรับมันต่อไปไม่ไหว ทั้งเรื่องภรรยา, ลูกสาว และชีวิตนักชกที่เดินมาถึงขาลง  


Photo : Boxing Hall of Fame

"แม้เรื่อง Southpaw จะไม่ได้สร้างมาจากเรื่องจริงแต่เรื่องนี้เหมาะกับเขามาก เรารู้ว่าสายสัมพันธ์ระหว่างเขา (Eminem) และลูกสาวนั้นมีความสำคัญกับเขามากแค่ไหน ดังนั้นผมไม่กลัวที่จะทาบทามเขาและบอกว่านี่จะเป็นบทภาพยนตร์ที่น่าทึ่งที่สุดสำหรับเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเขาเข้าเวิร์กช็อปเปลี่ยนรูปร่างให้สมกับเป็นนักมวยมันก็ยิ่งเหมาะเข้าไปใหญ่" ปีเตอร์ ว่าต่อ 

มีการติดต่อ Eminem จริงๆ ในช่วงปี 2010 และตัวของเขาก็ตอบรับด้วยความยินดีสำหรับบทนี้จนถึงขั้นมีการสมัครเข้าคอร์สฝึกมวยอีกครั้งเพื่อสร้างกล้ามเนื้อและรูปร่างให้เหมาะกับการเป็นนักชกรุ่นจูเนียร์มิดเดิลเวตเลยทีเดียว 

"เราได้คำตอบจากเขาและเขาบอกว่าเขารักบทนี้จริงๆ หลังจากนั้นเขาไปเข้าโรงยิมเพื่อแสดงหนังเรื่องนี้โดยเฉพาะโดยใช้เวลาทั้งหมดถึง 4 สัปดาห์เพื่อเวิร์กช็อปด้วย" อลัน ริชเชสต์ หนึ่งในทีมโปรดิวเซอร์กล่าวด้วยความดีใจ 

ทว่าหลังจากการฝึกเดินหน้าต่อไปจนครบ 4 สัปดาห์ และการเปิดกล้องใกล้จะเริ่มขึ้น ทีมงานของ Eminem ก็ติดต่อมายังทีมโปรดิวเซอร์ของ Southpaw บอกว่า เขาจะไม่รับบทตัวละครหลักของเรื่องนี้อีกแล้ว ... 

 

ผมคือแร็ปเปอร์ 

"เขาโทรมาบอกผมว่าเขารักบทนี้จริงๆ แต่สุดท้ายเขาเห็นตัวเองในบทบาทของแร็ปเปอร์เป็นอันดับแรก และจะให้ความสำคัญกับงานแสดงเป็นอันดับ 2" ปีเตอร์ ริชเชสต์ เล่าถึงเหตุผลผลที่ Eminem ถอนตัว และสุดท้ายทีมงานต้องติดต่อ เจค จิลเลนฮาล ให้มารับบทนี้แทน


Photo : www.capitalxtra.com

Eminem เองยอมรับว่ามันเป็นเรื่องที่มากเกินไปที่เขาจะรับบทบาทของ บิลลี่ โฮป ไประหว่างที่เขากำลังทำอัลบั้มที่ชื่อว่า The Marshall Mathers LP 2 ซึ่งในอัลบั้มนี้ ขนาดเขาไม่ได้รับบทในเรื่อง Southpaw แล้ว ก็ยังใช้เวลาทำอัลบั้มนี้นานถึง 3 ปี จนกระทั่งปล่อยวางแผนในปี 2013 โดยมีเพลงดังอย่าง Rap God และ The Monster ที่น่าจะคุ้นหูกันดี 

"ผมใจสลายเลยบอกตรงๆ หลังเขาตัดสินใจไม่เล่นบทนี้ มันทำให้ผมห่อเหี่ยวไปพักหนึ่ง" ปีเตอร์ เล่าถึงการตัดสินใจครั้งนั้นของ Eminem ที่เกือบทำให้เรื่อง Southpaw เดินต่อไปไม่ได้ 

"ผมแบ่งตารางเวลาไม่ได้จริงๆ" Eminem ยอมรับว่าเขาอยากจะทำเพลงซึ่งเป็นอาชีพหลักเป็นอันดับแรก แต่เขาก็ยืนยันว่าด้วยความที่เขารักบทภาพยนตร์เรื่องนี้จริงๆ อีกทั้งเป็นคนชอบดูมวยเป็นชีวิตจิตใจ เขาจึงอยากจะทำอะไรสักอย่าง แม้ไม่ได้รับบทพระเอกของเรื่องอย่างที่ตั้งใจ แต่สุดท้ายเขาก็อยู่ในโปรเจ็คต์นี้ด้วยบทบาทใหม่ นั่นคือผู้ร้องเพลงประกอบภาพยนตร์นั่นเอง

"การไม่ได้แสดงเรื่องนี้มันเป็นอะไรที่แย่มาก แต่ผมยังคงเหมือนเดิมนั่นคือผมเชื่อมั่นในโปรเจ็คต์หนังเรื่องนี้ ผมอยากจะทำบางสิ่งและมีส่วนร่วมกับ Southpaw ผมจึงเดินกลับไปที่นั้นแล้วบอกว่า เดี๋ยวเราจะทำเพลงให้กับหนังเรืองนี้เอง" Eminem ให้สัมภาษณ์กับ Digitaltrends

"ผมจะทำเพลงที่เมื่อมันดังขึ้นผู้คนจะคิดถึงหนังเรื่องนี้ทันที เหมือนกับเวลาที่คุณได้ยินเพลง Eye of the Tiger คุณก็จะนึกถึงเรื่อง Rocky ขึ้นมาเลย" 

 

Eminem รวมถึง Shady Records ค่ายเพลงที่ก่อตั้งโดยเขาเอง เป็นผู้แต่งซาวด์แทร็กที่ชื่อว่า "Phenomenal" หรือ "ปรากฎการณ์" ออกมาในช่วงโปรโมตภาพยนตร์เรื่องนี้ เนื้อหาเล่าเรื่องความพยายามของคนๆ หนึ่งที่เดินหน้าเต็มที่ไม่ยอมแลกกับสิ่งใดเพื่อการเป็นปรากฎการณ์

"ฉันจะเป็นปรากฎการณ์ ฉันจะแลกด้วยเลือดที่ฉันมีทุกๆอ อนซ์ และด้วยลมหายใจทั้งหมดที่มีในปอด ฉันจะไม่หยุดจะกว่าจะกลายเป็นปรากฎการณ์" นี่คือส่วนหนึ่งของเนื้อเพลง Phenomenal 

ในแง่ของเพลงเว็บไซต์ ppcorn.com ที่เป็นเว็บไซต์สำหรับรีวิวเพลงต่างๆ ให้ความเห็นว่ายังเป็นรองเพลงเก่าๆ ของ Eminem อย่าง Lose Yourself, Not Afraid หรือ Love The Way You Lie อยู่พอสมควร โดยให้ความเห็นว่าท่อนฮุกยังไม่ติดหูมากพอ และการใช้เสียงสังเคราะห์ที่ไม่หลากหลายตามที่นักฟังเพลงคาดหวัง 

อย่างไรก็ตามเว็บไซต์ดังกล่าวปิดท้ายว่าแม้มันจะไม่ใช่เพลงที่จัดว่าขึ้นหิ้ง แต่ Phenomenal ถือว่าเป็นเพลงหนึ่งที่ยังคงมาตรฐานของ Eminem ไว้ได้ดี โดยส่วนที่ช่วยให้เพลงๆ นี้ยอดเยี่ยม คือเมื่อคุณเปิดดูมันไปพร้อมๆ กับหนัง Southpaw คุณจะได้พบว่าเพลงๆ นี้ถูกสร้างมาเพื่อหนังเรื่องนี้จริงๆ ทิศทางของเพลงและหนังไปในทางเดียวกัน และมันสมบูรณ์แบบในแง่ของเพลงประกอบภาพยนตร์ 

"ผมให้ Phenomenal ด้วยคะแนนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของผมนิดหน่อย จนกระทั่งผมได้เห็นมันในหนัง มันเชื่อว่ามันคือเพลงที่เหมาะกับธีมของภาพยนตร์เรื่องนี้แบบสมบูรณ์แบบจริงๆ" ผู้เขียนรีวิวบนเว็บไซต์ดังกล่าว


Photo : www.makeyourownjeans.com

สุดท้ายแล้ว Eminem ก็หาทางให้ตัวเองเข้ามามีส่วนร่วมกับโปรเจ็คต์ Southpaw จนได้ แม้ว่าเขาจะชอบหมัดมวย ชอบบทบาทเรื่องนี้ แต่เขาก็ยังไม่ลืมว่าสิ่งที่ตนเองถนัดที่สุดคือการเป็นนักร้อง และเขาก็ได้ทำมันออกมาอย่างสุดความสามารถและกลายเป็นส่วนเติมเต็มที่สำคัญของหนังเรื่องนี้ 

ขณะที่ตัวนักแสดงที่ถูกวางไว้เป็นเบอร์ 2 อย่าง เจค จิลเลนฮาล ก็รับบทบาท บิลลี่ โฮป ได้แบบตีบทแตก หากใครได้ดูหนังเรื่องนี้ก็จะพบว่าท่าทาง รูปร่าง และการแสดงของ เจค เหมือนนักมวยจริงๆ และเหมือนคนที่ตกอับจนหลังพิงเชือกจริงๆ อีกด้วย  

เพลงที่ดีกับการแสดงที่ดีมารวมกัน แน่นอนว่า Southpaw คือหนังตีแผ่ชีวิตนักมวยที่ยอดเยี่ยมและน่าจดจำเรื่องหนึ่งของคอนหนังอย่างแท้จริง