"ก้าวไกล แก่นนรสิงห์" : ตัวละครเกม K-1 กับชีวิตจริงของตำนานจอมล้มยักษ์ในญี่ปุ่น

"ก้าวไกล แก่นนรสิงห์" : ตัวละครเกม K-1 กับชีวิตจริงของตำนานจอมล้มยักษ์ในญี่ปุ่น
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

“ผมปลื้มนะ เวลาไปไหนมาไหน เจอเด็กๆ น้องๆ มาบอกว่า ‘พี่รู้ไหม ผมใช้ตัวละครพี่ตลอดเลยนะ เวลาเล่นเกม K-1’”

“ไม่สู้ก็ไม่มีรูชนะ” ประโยคนี้คงดูเป็นแค่คำพูดสวยๆ ไว้ปลอบประโลมจิตใจ ยามรู้สึกท้อแท้ สิ้นหวัง หรือกำลังยอมแพ้ให้กับบททดสอบและอุปสรรคที่เข้ามา

แต่กับเรื่องราวของ “ก้าวไกล แก่นนรสิงห์” อดีตนักต่อสู้ชาวไทย ชีวิตของเขาเป็นเหมือนดั่งประโยคดังกล่าวไม่มีผิด

จากนักมวยไทยที่ไม่ได้ประสบความสำเร็จ ในการชกบนแผ่นดินเกิด.. เขาคว้าโอกาสครั้งสำคัญของชีวิต สร้างความสำเร็จ ด้วยการคว้าแชมป์รุ่นเฮฟวีเวต K-1 รายการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ของญี่ปุ่น แถมยังถูกนำเอาคาแรกเตอร์ไปสร้างเป็นตัวละครในเกมอีกด้วย 

ทั้งที่เขารู้ดีว่า นั่นคือความเสี่ยงครั้งใหญ่ชีวิต ในการต้องแบกน้ำหนักมโหฬาร ขึ้นไปชกบนเวที ที่หากพลาดขึ้นมา อาจเท่ากับเขาต้องได้รับบาดเจ็บหนักได้เลย

Round 1 : กลัว

ผู้ชมจำนวน 64,819 คน ภายใน “โตเกียว โดม” สังเวียนต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ต่างอยู่อาการตะลึง แทบไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่เห็น ในค่ำคืนวันที่ 2 ธันวาคม ปี 2004 

 1

เมื่อสายตาทุกคู่ ได้เป็นสักขีพยาน จังหวะที่ “ก้าวไกล แก่นนรสิงห์” นักชกไทย ที่มีน้ำหนักไม่ถึง 80 กิโลกรัม กระโดดโยนแข้งเข้าเต็มใบหน้าของ “ไมตี้ โม” หรือชื่อจริง “ซิอาลา-โม ซิลิกา” คู่ต่อสู้ดาวดังรุ่นเฮฟวีเวตชาวอเมริกันซามัว ที่มีน้ำหนักถึง 130 กิโลกรัม ร่วงลงกองกับพื้น จนกรรมการชูมือให้ ก้าวไกล เป็นฝ่ายชนะน็อก

นับตั้งแต่นั้น ก้าวไกล ได้รับฉายาให้เป็น The Giant Killer (จอมล้มยักษ์) จากความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว ที่ขึ้นไปชกรุ่นไม่จำกัดน้ำหนัก (100 กิโลกรัมขึ้นไป) ทั้งที่เขาเป็นเพียงแค่ นักสู้ที่รูปร่างเล็กจากประเทศไทย 

“ผมเป็นเด็กตัวเล็ก ที่มีนิสัยขี้กลัว ไม่มั่นใจในตัวเอง ไม่มีความกล้า มักจะโดนเพื่อนรังแกอยู่ตลอด ร้องไห้กลับบ้านทุกวัน” 

“ผมโมโหตัวเองนะที่ต่อยสู้คนอื่น ต้องถูกรังแกเป็นประจำ ผมจึงขอร้องให้พ่อกับแม่ ช่วยพาผมไปเรียนมวยไทย ผมอยากจะไปแก้แค้นพวกที่ชอบมารังแกผม”

ใครจะไปคิดว่า นักมวยที่บ้าระห่ำ และกล้าหาญมากสุดคนหนึ่ง จะมีปูมหลังชีวิต มาจากเด็กที่มีความขี้กลัว ไม่มั่นใจในตัวเอง และโดนเพื่อนร่วมรุ่นรังแกอยู่เสมอ 

ยิมมวยไทย ภายในค่ายทหาร ที่จังหวัดขอนแก่น คือ สถานที่แรกที่คุณพ่อของ “หม่ำ-อาทิตย์ ดำขำ” นำเขาไปฝากเรียนมวยไทย เมื่อตอนอายุ 8 ปี เนื่องจากเขามีคุณพ่อรับราชการทหาร 

จากนั้น อาทิตย์ เริ่มตระเวนออกไปชกตามมวยภูธร ก่อนฉายแวว ด้านหมัดมวย จนมีโอกาสได้เข้ามาสู่เส้นทาง นักมวยไทยอาชีพ ในเมืองกรุง

 2

“พอได้มาฝึกมวยไทย ผมรู้สึกตัวเองมีความกล้าที่จะลงมือทำอะไร จากเดิมที่เรากลัวไปหมด ตอนเด็กก็เคยคิด จะไปเอาคืนคนที่เคยรังแกตัวเอง แต่เขาไม่ยอมสู้กับผม เพราะรู้ว่าเราเป็นมวยแล้ว (หัวเราะ)”

“ผมตระเวนต่อยมวยภูธรอยู่ประมาณ 4-5 ปี หลังจบชั้นประถมฯ แม่ให้ผมเลือกระหว่าง จะเรียนต่อที่ โรงเรียนกีฬาขอนแก่น ที่ไปสมัครแล้ว หรือเข้าไปอยู่ในค่ายมวยที่กรุงเทพฯ ผมจึงตัดสินใจเข้าเมืองกรุง เพราะอยากประสบความสำเร็จ อยากมีชื่อเสียง เหมือนนักมวยรุ่นพี่ ที่เขาได้ต่อยเวทีมาตรฐาน”

ชีวิตการเป็นนักมวยในเมืองกรุงของ ก้าวไกล แก่นนรสิงห์ ไม่ได้สวยงามอย่างที่เจ้าตัววาดฝันไว้ เขาไม่สามารถขึ้นชั้นไปเป็นนักชกแถวหน้าของวงการได้ เป็นได้เพียงแค่ นักมวยเกรดรอง ที่รอโปรโมเตอร์ เรียกใช้บริการ เมื่อมีนักมวยถอนตัว ค่าตัวของเขาอยู่แค่หลัก 30,000-50,000 บาทเท่านั้น

สิ่งที่ยังพอน่าใจชื้นอยู่บ้าง คือ โอกาสที่ได้บินไปชกที่ประเทศญี่ปุ่นอยู่บ่อยครั้ง ทั้งในกติกามวยไทย และมวยสากล จากการเสนอของ เฮียม้อ - ชูเจริญ รวีอร่ามวงศ์ โปรโมเตอร์ที่พอรู้จักกับคนจัดมวยในญี่ปุ่น แม้จะไม่ใช่รายการใหญ่ระดับ K-1 ก็ตาม

จนกระทั่งวันหนึ่ง ก้าวไกล แก่นนรสิงห์ ได้รับโอกาสจาก องค์กรการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่และโด่งดังที่สุดในญี่ปุ่น ณ เวลานั้นอย่าง “K-1” ด้วยข้อเสนอที่ทำเอาเจ้าตัวแทบไม่อยากเชื่อ!

Round 2 : กล้า

“ทาง K-1 ติดต่อผ่านเฮียม้อให้เสนอ นักมวยไทยตัวใหญ่ ไปชกในรุ่นเฮฟวีเวต ตอนแรกเฮียม้อ ไม่ได้ตั้งใจจะเสนอชื่อผมไป เพราะว่าน้ำหนักผมปล่อยเต็มที่แค่ 77 กิโลฯ แต่รุ่นนี้เขาน้ำหนัก 100 กิโลฯ ขึ้น เฮียม้อ ก็เสนอเทรนเนอร์ในค่ายไป แต่คนจัดเขาไม่เอาเพราะมองว่าแก่เกินไป ก็เลยเสนอผมไปให้พิจารณาแทน”

“ผมมารู้อีกทีคือตอนที่ ป๋ามาด (สมมาตร หงสกุล - อดีตหัวหน้าค่ายจ็อกกี้ยิม) มาบอกว่า เอ็งจะได้ไปต่อย K-1 สมัยนั้น K-1 ยังไม่เป็นที่รู้จักในบ้านเรา ผมก็คิดว่าไปชกมวยสากล พอรู้ว่าเป็น คิกบอกซิง ห้ามใช้ศอก แถมไปต่อยรุ่นไม่จำกัดน้ำหนักอีก ก็ตกใจมาก มานั่งคิดว่า จะไปต่อยได้อย่างไร ต่อยยังไงก็แพ้ เพราะมันคนละน้ำหนักเลย”

 3

ปกติในการชกมวยไทยอาชีพ การต่อน้ำหนักแม้เพียง 1 ปอนด์ (0.45 กิโลกรัม) นับว่ามีผลอย่างมาก ต่อการต่อสู้ แต่ทว่า ก้าวไกล ต้องบินไปชกศึก K-1 ด้วยเงื่อนไขสำคัญที่ต้องแบกน้ำหนักมโหฬารหลายสิบกิโล ไม่ใช่การชกในรุ่นของตัวเอง 

ก้าวไกล ในวัย 21 ปี ไม่ปล่อยให้ความกลัวครอบงำจิตใจ เขาตอบรับความท้าทายและโอกาสครั้งสำคัญชีวิตนี้ โดยมีทัวร์นาเมนต์ K-1 เอเชีย กรังด์ปรีซ์ 2004 ที่จัดขึ้น ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เป็นด่านทดสอบแรกของเขา ในการชกกับนักสู้ร่างยักษ์ 

“มันตื่นเต้นและกดดันกว่าทุกรายการที่ชกมา เพราะ K-1 เป็นรายการที่ดังมากในต่างประเทศ ส่วนเราเป็นนักมวยโนเนม ก็พยายามปรับตัว ปรับสไตล์ให้เข้ากับกติกาคิกบอกซิง พอไปเจอคู่ชกในวันแถลงข่าว มีแต่คนตัวใหญ่ๆ ทั้งนั้น”

“ทัวร์นาเมนต์แรกของผม เหมือนเป็นชิงแชมป์โซนเอเชีย แข่งแบบวันเดียวรู้ผล ชนะ 3 รอบ ได้แชมป์ ถ้าแพ้คัดออก ตอนที่ขึ้นเวทีครั้งแรก ในใจก็รู้สึกกลัวนะ ถ้าเราพลาด โดนจุดสำคัญ อาจจะเจ็บหนักถึงขั้นพิการ หรือเสียชีวิตได้” 

“ผมต้องวางแผนว่าแต่ละยกจะชกอย่างไร จะไปยืนแลกหมัดแบบ ตอนชกมวยไทยคงไม่ได้ ก็ต้องขยับวนซ้ายที ขวาที ใช้การกระโดดเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา ไม่ให้ยืนเป็นเป้านิ่ง แล้วใช้ความเร็ว ออกอาวุธทำคะแนนเก็บไปเรื่อยๆ” 

“แต่มันเหมือนจังหวะฟลุ๊ก ผมไปเหวี่ยงหมัดเข้าปลายคาง (เดนนิส คัง) ชนะน็อก เข้ารอบไปชนะอีก 2 คน ได้แชมป์รายการนั้น พร้อมเงินรางวัลประมาณ 2 ล้านบาท แบ่งกับค่ายและทีมงาน” 

นักมวยที่ได้ชื่อว่า น้ำหนักน้อยสุดในรุ่นเฮฟวีเวต ประจำศึก K-1 สร้างผลงานอย่างเหนือความคาดหมาย เมื่อกระชากเข็มชัดแชมป์ K-1 เอเชีย กรังด์ปรีซ์ 2004 มาครอง 

ทำให้ “ก้าวไกล” ได้สิทธิ์ผ่านเข้าไปลุยรายการใหญ่ส่งท้ายปี อย่างศึก K-1 เวิลด์ กรังด์ปรีซ์ แชมเปียนชิพ ไฟนอล ปี 2004 ที่รวบรวมสุดยอดนักชกในพิกัดเฮฟวีเวต ไว้ในทัวร์นาเมนต์นี้

Round 3 : ก้าว (ไกล)

ผู้ชมจำนวน 64,819 คน ภายใน “โตเกียว โดม” สังเวียนต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ของญี่ปุ่น ต่างอยู่อาการตะลึง แทบไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่เห็น ในค่ำคืนวันที่ 2 ธันวาคม ปี 2004 

เมื่อสายตาทุกคู่ ได้เป็นสักขีพยาน จังหวะที่ “ก้าวไกล แก่นนรสิงห์” นักชกไทย ที่มีน้ำหนักไม่ถึง 80 กิโลกรัม กระโดดโยนแข้งเข้าเต็มใบหน้าของ “ไมตี้ โม” คู่ต่อสู้ดาวดังรุ่นเฮฟวีเวต ที่มีน้ำหนักถึง 130 กิโลกรัม ร่วงลงกองกับพื้น จนกรรมการชูมือให้ ก้าวไกล เป็นฝ่ายชนะน็อก

“ผมบินไปเก็บตัวที่ญี่ป่น 1 เดือนก่อนชกรายการนี้ เทรนเนอร์ที่อยู่นั่น เขาก็บอกผมว่า เอ็งรอดยากแน่ มีแต่ตัวคนใหญ่ เก่งๆ ทั้งนั้น ผมก็เอาวะ! พยายามสู้เต็มที่ ชกตามแผนที่วางไว้ แพ้ชนะค่อยว่ากันอีกเรื่อง ไฟต์แรกผมฟลุ๊กเอาชนะ อเล็กซี อิกนาชอฟ ไปได้อีก”

“ผ่านเข้ารอบ 8 คนสุดท้ายเจอกับ ไมตี้ โม คนนี้เขามีชื่อเสียงมาก เป็นนักมวยจอมน็อกเอาต์ที่ดังในอเมริกา เจอใครชนะน็อกหมด ผมก็พยายามใช้สเต็ปกระโดดหลอก วนไปมา หาจังหวะเตะต่อยทำคะแนนไปเรื่อย”

“ช่วงปลายยก 1 จังหวะนั้น ผมเห็นเขาถลำเข้ามาจะต่อย ผมจึงตัดสินใจกระโดดขึ้นไปเตะ บังเอิญว่า แข้งเราถึงก่อน เป็นสองแรงบวก พอเห็นเขาล้มลงไปกอง ผมรีบวิ่งเข้าไปที่มุมให้กรรมการนับถึง 10 ตอนรู้ว่าชนะ ผมกระโดดดีใจไปทั่วเวที ไม่คิดว่าจะเอาชนะน็อกเขาได้ หลังจบไฟต์นั้น กลายเป็นว่า ผมมีชื่อเสียงมากในญี่ปุ่น มีคนมาขอถ่ายรูป ขอลายเซ็น มาดักรอเจอเราที่ด้านโรงแรม ไม่อยากเชื่อเลย”

ชัยชนะในไฟต์นี้ส่งผลให้ชื่อเสียงของ “ก้าวไกล” นั้นก้าวไกลไปสมชื่อ ในฐานะนักสู้ร่างเล็กจากประเทศไทย ที่ล้มคู่ต่อสู้ยักษ์ใหญ่

แม้ในรอบ 4 คนสุดท้าย เขาจะพ่ายต่อ มูซาชิ หรือ “อากิโอะ โมริ” นักชกเจ้าถิ่น ที่มีน้ำหนักถึง 103 กิโลกรัม แต่ช็อตน็อกเอาต์ด้วยท่า “นารายณ์บั่นเศียร” ใส่ ไมตี้ โม ก็ยังถูกจัดเป็น หนึ่งในจังหวะน็อกเอาต์ที่เหลือเชื่อมากสุดในศึก K-1 

ในปีต่อมา ก้าวไกล ลงแข่งรายการ K-1 เวิลด์ กรังด์ปรีซ์ 2005 ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ในฐานะแชมป์เก่าจากการแข่งขัน เอเชีย กรังด์ปรีซ์ เมื่อปีก่อน ซึ่งเขาสามารถผ่านยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย ทะลุเข้าไปชิงชนะเลิศกับ ฮอง แมน ชอย นักสู้เจ้าภาพ เจ้าของส่วนสูง 2.18 เมตร (ก้าวไกล สูง 180 เซนติเมตร) และมีน้ำหนักตัวมากกว่า ก้าวไกล เกือบเท่าตัวหนึ่ง 

6

ผลการชกในไฟต์นั้น ฮอง แมน ซอย ไม่ทำให้แฟนๆ 15,918 คนที่เข้ามาชมในสนามโอลิมปิก ยิมเนเซียม ผิดหวัง เมื่อใช้ความใหญ่ของร่างกาย บดเบียดเอาชนะคะแนน ก้าวไกล แก่นนรสิงห์ ไปได้ แต่อย่างไรก็ตาม ไฟต์นั้นยังเป็นหนึ่งในการต่อสู้ของ ก้าวไกล ที่อยู่ในความทรงจำของใครๆ หลายคนที่ติดตามศึก K-1 

“ช่วงนั้นทาง K-1 เรียกผมให้บินไปถ่ายโฆษณา ถ่ายวิดีโอโปรโมต ประมาณ 1 เดือน ผมก็ไม่รู้หรอกว่า เขาจะเอาไปใช้ทำอะไร จนกระทั่งมารู้ทีหลังว่า มีตัวเองอยู่ในเกมแผ่น K-1 ด้วย ไม่รู้ด้วยว่าเขาทำมากี่ภาคแล้ว เพราะเขาไม่เคยบอกผมเลย”

“ผมมาทราบเรื่องนี้ เพราะว่ามีคนญี่ปุ่นที่เป็นผู้ช่วย เฮียม้อ ชูเจริญ มาบอกว่า เขาเอาผมไปทำเป็นตัวละครในเกม เฮียม้อจึงติดต่อไปทางญี่ปุ่น เพื่อขอค่าลิขสิทธิ์ เขาจึงส่งเงินส่วนแบ่งกลับมาให้” 

“ปกติผมมีเครื่องเล่นเกม PlayStation 2 อยู่แล้ว ก็ไปหาซื้อแผ่นเกม K-1 มา วินาทีที่เปิดเกมมาเจอตัวเองอยู่ในนั้น ผมปลื้มมาก ภูมิใจที่ตัวเองมาถึงจุดนี้ และมันยิ่งปลื้มไปอีก เวลาไปไหนมาไหน เจอเด็กๆ น้องๆ มาบอกว่า ‘พี่รู้ไหม ผมใช้ตัวละครพี่ตลอดเลยนะ เวลาเล่นเกม K-1’ มันก็เป็นอะไรน่าภูมิใจไม่น้อย”

7
8
9

ก้าวไกล แก่นนรสิงห์ เป็น นักชกไทย ที่ถูกบรรจุเป็นตัวละครหนึ่งในเกมต่อสู้ K-1 ที่คอเกมยุคนั้น น่าจะรู้จัก ... และนั่นเป็นส่วนหนึ่งในช่วงชีวิตที่น่าจดจำของ ก้าวไกล 

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากความกล้าหาญ ขึ้นไปสร้างชื่อในรุ่นเฮฟวีเวต ศึก K-1 คือ เขาได้รับโอกาสไปชกในหลายๆ ประเทศ ทั่วโลก ทั้งในทวีปเอเชีย, ยุโรป, อเมริกา, แอฟริกา 

กระทั่งในช่วงบั้นปลายของอาชีพ เขาได้รับบาดเจ็บหนัก จมูกหัก จนต้องพักร่วมปี ประกอบกับสภาพร่างกายที่บอบช้ำจากการขึ้นชก ทำให้ ก้าวไกล แก่นนรสิงห์ ในวัย 31 ปี ตัดสินใจยุติเส้นทางนักสู้ 

มาชิมลางทำธุรกิจเปิดค่ายมวยของตัวเองในชื่อ “ก้าวไกลยิม” ก่อนหยุดพักการทำค่าย เพื่อออกไปหาความท้าทายอีกครั้ง ด้วยการบินไปทำงานในต่างแดน เป็นครูสอนมวยไทย ที่ Evolve MMA ประเทศสิงคโปร์

10

“สิ่งที่ผมได้มาจากการชกมวย คือ ประสบการณ์ชีวิตที่คนเรียนไม่สูง ไม่จบปริญญาอย่างผม สามารถไปทำมาหากินในต่างประเทศ ได้ไปเที่ยวรอบโลก เพราะมวยไทย ผมเจอกับผู้คนหลากหลายแบบ จากหลายๆ ชาติ ได้เห็นแนวคิด มุมมอง และความกระตือรือร้นของพวกเขา”

“มันทำให้วิธีคิดของผมเปลี่ยนไป ผมกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีความคิดมากขึ้น เพราะได้เจอกับประสบการณ์เหล่านี้ด้วยตัวเอง ถ้าผมไม่ได้ไปต่อยเมืองนอก ผมก็คงเป็นแค่นักมวยธรรมดา ที่ไม่ได้ประสบความสำเร็จหรือมีชื่อเสียง”

“และผมจะไม่มีทางไปถึงจุดนั้นได้เลย หากใจไม่สู้ ถ้าเรามัวแต่กลัวล้มเหลว กลัวในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น เราจะกลายเป็นคนที่ไม่กล้าทำอะไรสักอย่าง แต่ถ้าใจสู้เรา มีการวางแผนเตรียมตัวที่ดี ผมว่าคนทุกคนประสบความสำเร็จได้หมดแหละครับ”