ศึกแห่งศักดิ์ศรี! 10 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ "เรเวียร์ดาร์บี้"

ศึกแห่งศักดิ์ศรี! 10 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ "เรเวียร์ดาร์บี้"
Bundesliga

สนับสนุนเนื้อหา

"เรเวียร์ดาร์บี้" หรือศึกระหว่าง "เสือเหลือง" โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และ "ราชันสีน้ำเงิน" ชาลเก้ 04 คือหนึ่งในเกมดาร์บี้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในบุนเดสลีกาและในยุโรป ก่อนที่สองทีมยักษ์ใหญ่จะหวนสนามกลับมาลงฟาดแข้งกันในวันที่ 16 พฤษภาคมนี้

มาดูกันก่อนเลยว่ามีเรื่องน่ารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับ "เรเวียร์ดาร์บี้" ที่มาร์โค รอยส์ กัปตันทีม "เสือเหลือง" ถึงกับเอ่ยไว้ในการสัมภาษณ์ว่าการพบกับชาลเก้เป็นสองเกมที่สำคัญสุดๆแห่งปีสำหรับพวกเขา

1) ศึกแห่งแคว้นถ่านหิน

1
ย้อนกลับไปในปี 1925 "เรเวียร์ดาร์บี้" คือเกมการแข่งขันที่ถือเป็นประเพณีของสองทีมใหญ่แห่งภูมิภาค ต่างฝ่ายต่างก็มุ่งหวังที่จะได้ชื่อว่าเป็นเบอร์หนึ่งในย่านนี้ ทั้งสองสโมสรตั้งอยู่ในเขตลุ่มแม่น้ำรัวร์ ซึ่งเป็นใจกลางการอุตสาหกรรมของประเทศเยอรมนีโดยที่ห่างกันเพียงแค่ 32 กิโลเมตรเท่านั้น

และความที่อยู่ใกล้กันนี่แหละที่ทำให้ศึกระหว่างสองสโมสรมันเข้มข้นมากขึ้นทุกครั้งที่ต้องเผชิญหน้ากัน มากซะจนเกมดาร์บี้อื่นๆแทบจะกลายเป็นแมตช์ธรรมดาๆไปเลย จนถึงวันนี้เกมเรเวียร์ดาร์บี้กลายเป็นศึกที่แฟนบอลทั่วโลกจับตาดูกันอย่างมากมาย และเป็นเกมการแข่งขันที่สำคัญที่สุดยิ่งกว่าเกมทั้งหมดสำหรับแฟนบอลของทั้งสองสโมสร

2) เป็นคู่แข่งต้องแตกต่าง

2
หลังดอร์ทมุนด์ย้ายสนามเหย้าจาก "โรเทอ แอร์เดอ" มายัง "เวสต์ฟาเลินชตาดิโอน" ในช่วงก่อนการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 1974 พวกเขาก็จัดการย้ายที่นั่งของบรรดาเหล่าแฟนบอลฮาร์ดคอร์ของทีมจากอัฒจันทร์ฝั่งทิศเหนือไปไว้ตรงฝั่งทิศใต้ เพียงเพราะว่าไม่อยากให้แฟนบอลกลุ่มนี้รวมตัวกันเชียร์ในอัฒจันทร์ฝั่งทิศเหนือเช่นเดียวกับแฟนบอลฮาร์ดคอร์ของสโมสรชาลเก้ที่สนามพาร์คชตาดิโอน

3) ยุคแรกแห่งศึกดาร์บี้

จาก 10 เกมแรกที่ทั้งสองสโมสรพบกัน ดอร์ทมุนด์เป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ถึง 8 นัด ก่อนที่ชาลเก้จะสามารถล้ม "เสือเหลือง" ได้เป็นครั้งแรกในเดือนกันยายนปี 1963 และย้ำแค้นได้อีกครั้งในเกมต่อมาที่แข่งขันกันในปี 1972 ความพ่ายแพ้นัดนั้นกลายเป็นยาขมของดอร์ทมุนด์ เพราะมันทำให้พวกเขาต้องตกชั้นและใช้เวลาถึง 3 ปีกว่าจะกลับขึ้นมาเล่นในลีกสูงสุดได้อีกครั้ง และกว่าดอร์ทมุนด์จะกลับมาเอาชนะชาลเก้ได้อีกครั้งก็กินเวลาไปเกือบ 10 ปีทีเดียว

4) แฟนบอลโดนกัด

4
ในปี 1969 ทีมตำรวจและสุนัขตำรวจต้องใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อป้องกันไม่ให้แฟนบอลอันล้นหลามของทั้งสองทีมกรูเข้ามาในสนาม แต่ที่บังเอิญคือมีสุนัขพันธุ์เยอรมันเชพเพิร์ดตัวหนึ่งชื่อเจ้า "บลิทซ์" มันตกใจจนเผลอไปงับแฟนบอลชาลเก้คนหนึ่งเข้า แต่เขาก็ได้รับการฉีดวัคซีนทันทีและยังสามารถชมเกมต่อได้จนจบ หลังจากนั้นจึงได้มีการสอบสวนเรื่องราวและพบว่าสุนัขตัวนั้นไม่ใช่สุนัขตำรวจ แต่เป็นสุนัขของแฟนบอลดอร์ทมุนด์คนหนึ่งที่ปลอมตัวเป็นตำรวจเพื่อจะได้เข้ามาดูบอลในสนามฟรีๆ…

5) แบบนี้ต้องแก้แค้น

หลังเกิดเหตุการณ์สุนัขกัดแฟนบอลในเกมแรก จึงมีการออกกฎให้สุนัขตำรวจทุกตัวต้องใส่ตะกร้อครอบปาก และในการพบกันอีกครั้งที่สนามเหย้าของชาลเก้ กุนเทอร์ ซีแบร์ท ประธานสโมสรชาลเก้ถึงกับลงทุนไปเช่าสิงโตมาจากสวนสัตว์เพื่อนำทีมตำรวจเดินลาดตระเวณตรวจสอบความเรียบร้อยบริเวณรอบสนามเองเลย โชคดีที่เจ้าสิงโตไม่ได้กัดใครในเกมนั้น แต่ก็ดูน่ากลัวใช่เล่น เพราะกฎที่ให้สุนัขตำรวจต้องใส่ตะกร้อครอบปากนั้นไม่ได้ครอบคลุมถึงสิงโตด้วย…

6) ความพ่ายแพ้อันแสนเจ็บปวด

หลังจากชาลเก้กระเด็นตกชั้นไปในฤดูกาล 1987/88 อิงโง อันเดอร์บรุกเกอ มิดฟิลด์ชาลเก้ที่เคยค้าแข้งกับทีม "เสือเหลือง" มาก่อนก็ยิงให้ทีมขึ้นนำสำเร็จ ก่อนที่ดอร์ทมุนด์ที่กำลังลุ้นแชมป์อยู่จะมาตีเสมอได้ก่อนจบครึ่งแรก แต่ในช่วงครึ่งหลังปรากฏว่าทีม "ราชันสีน้ำเงิน" เดินหน้าบุกแหลก จบเกมพวกเขาถล่มดอร์ทมุนด์ไปด้วยสกอร์ 5-2 ประตู และที่น่าเจ็บใจที่สุดสำหรับพลพรรค "เสือเหลือง" ก็คือความพ่ายแพ้ครั้งนี้ทำให้ดอร์ทมุนด์ชวดตำแหน่งแชมป์ลีกปีนั้น ปล่อยให้ชตุทท์การ์ท เฉือนคว้าแชมป์ไปด้วยคะแนนเท่ากัน แต่มีประตูได้เสียที่เหนือกว่า!

7) แบบนี้ต้องแก้แค้นภาค 2

7
นั่นก็ไม่ใช่เกมดาร์บี้ครั้งเดียวที่ส่งผลต่อการลุ้นแชมป์ ในปี 2007 ก่อนถึงเรเวียร์ดาร์บี้ซึ่งเป็นนัดรองสุดท้ายของฤดูกาล ขณะนั้นชาลเก้กำลังเข้าใกล้ถาดแชมป์ลีกสุดๆ เมื่อทำแต้มนำชตุทท์การ์ทอยู่ 1 คะแนน ทว่าทีม "เสือเหลือง" ก็สามารถดับฝันทัพ "ราชันสีน้ำเงิน" ด้วยการยัดเยียดความปราชัยที่ส่งผลให้ชาลเก้ไปไม่ถึงตำแหน่งแชมป์ เนื่องจากชตุทท์การ์ทสามารถเอาชนะคู่แข่งได้และทำคะแนนแซงขึ้นไปคว้าแชมป์ได้สำเร็จ เกมนั้นจึงถือเป็นชัยชนะในดาร์บี้แมตช์ที่หอมหวานที่สุดของดอร์ทมุนด์ครั้งหนึ่งเลยทีเดียว

8) ครั้งแรกอันน่าจดจำ

8
รู้หรือไม่ว่าประตูแรกของโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี ดาวซัลโวต่างชาติสูงสุดในบุนเดสลีกานั้นเกิดขึ้นในเกมเรเวียร์ดาร์บี้ ซึ่งเป็นการลงสนามในบุนเดสลีกานัดที่ 3 ของเขาในสีเสื้อทีม "เสือเหลือง" ประตูนั้นช่วยให้ดอร์ทมุนด์เอาชนะชาลเก้ไปได้ 3-1 ประตู และเป็นประตูแรกจาก 103 ประตูที่เขายิงให้กับดอร์ทมุนด์

ที่ดราม่ากว่านั้นคือเรเวียร์ดาร์บี้ครั้งแรกของเยอร์เกน คล็อปป์ โดยที่ครั้งนั้นเป็นเกมนัดที่ 4 ที่คล็อปป์คุมทีมดอร์ทมุนด์ คราวนี้ชาลเก้ติดเครื่องออกนำไปก่อนถึง 2 ประตูในครึ่งแรก และในช่วงครึ่งหลังพวกเขาก็หนีห่างไปเป็น 3-0 แต่แล้วคล็อปป์ก็เปลี่ยนเกมด้วยการส่งอเล็กซานเดอร์ ไฟร ลงมา ก่อนจะเป็นคนแอสซิสต์ให้เนเวน ซูโบติช ตีไข่แตกและยิงเองอีกลูกไล่มาเป็น 2-3 ประตู จากนั้นดอร์ทมุนด์มาได้จุดโทษในนาทีที่ 89 ทำเอาคล็อปป์ไม่กล้ามองจุดโทษลูกนั้นด้วยซ้ำ สุดท้ายแล้วเขาก็ได้เฮแบบสะใจสุดๆ หลังจากได้ยินเสียงร้องดีใจของแฟนบอลฝั่ง "เสือเหลือง"

9) บรรยากาศในสนามสุดเทพ!

9
บรรยากาศในสนามแข่งขันศึกเรเวียร์ดาร์บี้นั้นสุดยอดเสมอ ทั้งภาพของเหล่าแฟนบอลในสนามที่เดือดดาลกันตั้งแต่ยังไม่เริ่มเตะ ป้ายและธงที่โบกสะบัดไปทั่วสนาม หรือการแปลอักษรอันงดงามตลอดจนเพลงเชียร์ที่ดังกระหึ่ม พลังแห่งบรรยากาศอันยิ่งใหญ่นี้จะสามารถส่งไปถึงบรรดานักเตะทุกคนได้อย่างแน่นอน และสิ่งที่สำคัญที่สุดของเกมก็จะไปถึงจุดไคลแมกซ์เมื่อผู้ตัดสินเป่านกหวีดหมดเวลาการแข่งขัน บอกได้เลยว่าศึกเรเวียร์ดาร์บี้คือหนึ่งในเกมที่แฟนฟุตบอลต้องเข้าไปสมผัสให้ได้สักครั้งในชีวิต

10) เทพแห่งเกมดาร์บี้!

10
หากที่เล่ามายังเทพไม่พอ ไหนลองมาฟังเหตุการณ์ในเกมเรเวียร์ดาร์บี้ฤดูกาล 2017/18 ที่สนามซิกนัล อิดูน่า พาร์ค กันหน่อย นัดนั้นดอร์ทมุนด์เจ้าบ้านขึ้นนำทีมชาลเก้ถึง 4-0 ตั้งแต่ในช่วงครึ่งชั่วโมงแรก งานนี้ใครๆก็คิดทั้งนั้นว่าเกมนี้จบไปแล้ว แต่ในช่วงครึ่งหลังทีม "ราชันสีน้ำเงิน" กลับมายิงรัว 4 ลูกรวดแบ่งแต้มกลับบ้านได้สำเร็จชนิดที่ทีมเจ้าบ้านต้องช็อกตาตั้ง!

ส่วนอีกเกมดาร์บี้สุดเทพเกิดขึ้นในปี 1997 คราวนี้เยนส์ เลห์มันน์ อดีตผู้รักษาประตูทีมชาติเยอรมนีสวมบทเป็นฮีโร่ของชาลเก้ เมื่อสามารถยิงประตูตีเสมอให้ทีมได้ในนาทีที่ 90 ก่อนจบเกมเสมอกันไป 2-2 ประตู ส่งผลให้เลห์มันน์กลายเป็นผู้รักษาประตูคนแรกในประวัติศาสตร์ของบุนเดสลีกาที่ทำประตูได้จากการเล่นโอเพ่นเพลย์!