[OPINION] 3 เหตุผลที่ เชลซี ควรขาย "ก็องเต" หลังจบฤดูกาลนี้

[OPINION] 3 เหตุผลที่ เชลซี ควรขาย "ก็องเต" หลังจบฤดูกาลนี้
90MiN

สนับสนุนเนื้อหา

ถ้าถามว่าตลอด 5 ปีหลังสุด ใครคือผู้เล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับที่เก่งสุดของโลก? เชื่อเถอะ คอบอล 99% จะต้องตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า เอ็นโกโล ก็องเต จากทีมเชลซีแน่นอน

นับตั้งแต่ปีแรกที่เขาแจ้งเกิดเต็มตัวจนพาเลสเตอร์ ซิตี้ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้อย่างไม่น่าเชื่อ ดาวเตะเลือดน้ำหอมก็ถูกเชลซีดูดไปเสริมทัพด้วยค่าตัว 32 ล้านปอนด์ จนกระทั่งพัฒนาฝีเท้าขึ้นเป็นผู้เล่นระดับโลกในช่วงเวลาอันสั้น

นอกจากจะเคยได้รางวัลแข้งยอดเยี่ยมแห่งปี PFA ไปครองแล้ว ก็องเตยังเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ทีมชาติฝรั่งเศสคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 อีกต่างหาก

gs

และด้วยวิธีการเล่นแบบวิ่งพล่านไปทั่วสนามเพื่อทำลายล้างเกมบุกฝ่ายตรงข้าม ทำให้ก็องเตถูกยกไปเปรียบเทียบกับตำนานอย่าง โคลด มาเกเลเล บ่อยครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่ก็เห็นด้วย เพราะกลางรับที่ทำผลงานโดดเด่นแบบนี้ไม่ใช่หากันได้ง่ายๆ

แต่โลกแห่งฟุตบอลนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทำให้ล่าสุด กระแสข่าวลือเรื่องการย้ายทีมของเขาหนาหูขึ้น โดยมีทีมใหญ่จากลีกสเปนและอิตาลีรอรับไปดูแลต่อ แม้จะไม่มีใครจากเชลซีอยากเห็นดีลนี้เกิดขึ้นจริงเลยสักคนก็ตาม

อย่างไรก็ตาม สมมติว่าถ้าแฟรงค์ แลมพาร์ด จะต้องยอมปล่อยให้ก็องเตย้ายทีมขึ้นมาล่ะก็ มีเหตุผลอะไรที่จะสนับสนุนการกระทำเหล่านั้นบ้าง? วันนี้เราลองมาวิเคราะห์กัน!

1. เริ่มมีอาการบาดเจ็บรบกวนบ่อยขึ้น

สมัยที่ก็องเตยังพีคๆอยู่นั้น เขาคือนักฟุตบอลที่ถูกยกย่องว่ามีสภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์มากสุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์วงการลูกหนังอังกฤษเลยทีเดียว เพราะสามารถวิ่งได้ไม่มีหมดตลอดทั้งเกม แถมยังเจ็บยากสุดๆอีกด้วย เรียกว่าโดนเตะกลิ้งแค่ไหนก็ฟื้นตัวกลับมาลุยต่อได้อย่างรวดเร็วทุกครั้ง

jh

อย่างไรก็ตาม ช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ดูเหมือนว่ากลางรับทีมชาติฝรั่งเศสจะไม่ได้มีร่างกายแกร่งระดับเหล็กกล้าเหมือนก่อนแล้ว เพราะเริ่มถูกอาการบาดเจ็บรบกวนต่อเนื่องจนไม่อยู่ในสภาพฟิตเต็ม 100% เลยจนกระทั่งเดี๋ยวนี้

และถ้ามองย้อนกลับไปดูสถิติจากปีก่อนๆ จะพบว่าก็องเตมีจำนวนเกมที่ลงเล่นสูงมากระดับ 50-60 นัดต่อฤดูกาลเลยทีเดียว ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในปัจจุบัน เพราะซีซั่นปัจจุบันเพิ่งเตะไปเพียง 22 เกมเท่านั้น

เมื่อกลางรับที่มีส่วนสำคัญต่อเกมสูงแบบก็องเตไม่อยู่ในสภาพที่สามารถวิ่งพล่านได้ทั่วสนามตลอดทั้ง 90 นาที แน่นอนว่าย่อมส่งผลเสียร้ายแรงสำหรับเชลซี เพราะจากที่เพื่อนคนอื่นเคยเล่นง่ายเพราะเขา อาจต้องทำงานหนักขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าเลยทีเดียว

ด้วยความที่อายุอานามก็มากขึ้นเรื่อยๆ แถมไม่รู้ว่าจะต้องต่อสู้กับอาการบาดเจ็บรบกวนต่อเนื่องแบบนี้ไปอีกนานเท่าไหร่ อาจทำให้แลมพาร์ดพิจารณาเรื่องการขายก็องเตอย่างจริงจังได้เช่นกัน

n

2. ตำแหน่งและระบบทีมไม่เหมาะสำหรับก็องเตอีกต่อไป

หากมีใครสักคนตั้งคำถามขึ้นมาว่า ตำแหน่งที่ดีสุดของ เอ็นโกโล ก็องเต คือตรงไหน? ผลย่อมออกมาแบบเอกฉันท์ว่า "มิดฟิลด์ตัวรับยังไงล่ะ!"

แต่ปัญหาคือ ปัจจุบันเขาไม่ได้เล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวรับให้กับเชลซีแล้วนั่นเอง

อดีตศิษย์รักของ เคลาดิโอ รานิเอรี แจ้งเกิดกับเลสเตอร์ ซิตี้ ด้วยผลงานการทำลายล้างเกมบุกคู่แข่งระดับมาสเตอร์พีซ จนทัพจิ้งจอกสยามคว้าแชมป์ลีกได้แบบเซอร์ไพรส์ ก่อนจะนำเอาความเทพนั้นมาใช้ต่อที่เชลซี จนทำให้เขาถูกยกย่องว่าเป็นกลางรับที่ดีสุดในโลก

jgf

อย่างไรก็ตาม ขณะที่ทุกอย่างกำลังดำเนินไปด้วยดี เมาริซิโอ ซาร์รี ก็เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมเชลซี พร้อมพาลูกรักจากนาโปลี อย่าง จอร์จินโญ เข้ามาเป็นมิดฟิลด์ตัวรับที่เน้นการกระจายบอลไปทั่วสนามแทน พร้อมเปลี่ยนตำแหน่งของก็องเตให้เล่นเกมบุกมากขึ้น

และถึงแม้ใครจะบอกว่า นักฟุตบอลระดับโลก ต่อให้ต้องเปลี่ยนตำแหน่งก็ย่อมทำผลงานได้ดีเหมือนเดิมอยู่แล้ว เพราะปัจจุบันดูเหมือนเขาจะสนุกกับการเล่นเกมบุก แถมยังระเบิดฟอร์มเทพออกมาให้เห็นได้บ้างบางนัด

แต่อย่าลืมว่า กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ต้องผ่านความยากลำบากมานานนับปีเช่นกัน แถมคนอย่างก็องเตยังฟอร์มตกเพราะเล่นในบทบาทที่ไม่ถนัด จนถูกวิจารณ์กันหนักหน่วงทั้งตัวนักเตะและกุนซือเลย

หลังจากที่ แฟรงค์ แลมพาร์ด เข้ามารับไม้ต่อจากซาร์รี ทุกคนคาดหวังจะได้เห็นก็องเตกลับไปเล่นเป็นกลางรับเต็มพิกัดเหมือนเดิม แต่ที่ไหนได้ แลมพาร์ดดันเลือกใช้แท็คติกคล้ายกันกับของเดิมโดยมีจอร์จินโญ เป็น Deep Lying Playmaker แล้วให้พระเอกของเรารับบท บ็อกซ์-ทู-บ็อกซ์ ผู้เชื่อมเกมบุกต่อไป

qq

ในเมื่อตำแหน่งกลางรับก็มีคนที่เข้าระบบมากกว่า ตำแหน่งกลางบุกก็ไม่ใช่งานที่ก็องเตถนัดสุด และมีคนอื่นที่ทำได้ดีไม่แพ้กันอยู่ในทีม ฉะนั้นอาจมีการแยกทางเกิดขึ้นจริงหลังจบฤดูกาลนี้ก็ได้

3. เป็นช่วงเวลาที่ดีสุดสำหรับการขายทำเงิน

การได้ตัวผู้เล่นระดับท็อปอย่างก็องเตมาด้วยค่าตัว 32 ล้านปอนด์เมื่อปี 2016 ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานชิ้นโบว์แดงของสโมสรเลยก็ว่าได้ เพราะเขาช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จได้อย่างเป็นชิ้นเป็นอันจริงๆ

และถึงแม้จะขัดใจแฟนบอลส่วนใหญ่ แต่ก็ต้องยอมรับว่า กีฬาฟุตบอลสมัยนี้เป็นเรื่องของธุรกิจไปมากกว่า 50% แล้ว ฉะนั้นเรื่องการหารายได้เข้าสโมสรจึงเป็นส่วนสำคัญที่ฝ่ายบริหารต้องพิจารณาเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทุกฝ่าย

จากการประเมินเว็บไซต์ Transfermarkt.com ทำให้ทราบว่า ปัจจุบันก็องเตมีมูลค่าการตลาดอยู่ที่ประมาณ 100 ล้านยูโร ซึ่งก็ถือว่าสูงพอสมควรแล้วสำหรับยุคที่ค่าตัวนักเตะเฟ้อกระจายแบบนี้

xv

ทีนี้ เมื่อวิเคราะห์ต่อว่า ปัจจุบันก็องเตอายุ 29 ปี ฉะนั้นฤดูกาลถัดๆไปมูลค่าของเขาก็จะต้องตกลงเรื่อยๆแน่ เพราะคงไม่มีใครพร้อมทุ่มเงินสูงขนาดนี้เพื่อนักฟุตบอลที่อายุ 30+ แน่นอน แถมเมื่อดูจากสภาพร่างกายที่ไม่ค่อยฟิตสมบูรณ์ ฟอร์มการเล่นที่ไม่พีคสุดเพราะบทบาทในสนาม ยังไงค่าตัวเขาจะไม่สูงไปกว่านี้อีกแล้ว

ฉะนั้น หากเชลซีต้องการเค้นเอากำไรจากการขายก็องเตให้ได้สูงที่สุด นี่คือปีสุดท้ายที่พวกเขาจะสามารถทำได้ และอย่ากังวลว่าทีมจะพังอะไรแบบนั้น เนื่องจากเขาไม่ใช่กระดูกสันหลังของทีมมาพักใหญ่แล้วและดาวรุ่งอย่าง เมสัน เมาท์ หรือ มาเตโอ โควาซิช ก็สามารถเล่นแทนแบบตรงตามตำแหน่งได้อย่างไม่ด้อยไปกว่ากันนัก