ความหมายของชีวิต : เส้นทางมหัศจรรย์ในลีกล่างสุดของอังกฤษกับ "ฮูลิโอ อาร์ก้า"

ความหมายของชีวิต : เส้นทางมหัศจรรย์ในลีกล่างสุดของอังกฤษกับ "ฮูลิโอ อาร์ก้า"
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

ฮูลิโอ อาร์ก้า เป็นนักเตะดีกรีทีมชาติอาร์เจนติน่าชุดชิงแชมป์โลก รุ่นยู-21 ในปี 2001.. เขาเป็นกัปตันทีมชุดนั้น และมีนักเตะหนุ่มๆรอบกายมากมายที่หลังจากนั้นได้เล่นกับทีมระดับโลก

ทว่า อาร์ก้าได้มาใช้ชีวิตในอังกฤษและเล่นกับทีมฟุตบอลอย่าง ซันเดอร์แลนด์ และ มิดเดิลสโบรห์ ก่อนจะต้องย้ายลงไปเล่นในลีกล่างสุดของประเทศ นั่นคือลีกสมัครเล่นอย่าง ซันเดย์ ลีก.. มันเป็นเส้นทางที่สวนกับเพื่อนคนอื่นๆ จนสื่อต่างๆลงข่าวในเชิงตลกขบขัน

 

อย่างไรก็ตาม ชีวิตคนเรามีวิธีการวิ่งหาคำตอบแตกต่างกัน การลงมาเล่นในลีกที่มีทีมจากผับเป็นผู้สนับสนุน, มีกรรมการพักสูบบุหรี่ช่วงพักครึ่ง และมีเพื่อนร่วมทีมที่เมาค้างมาลงสนาม อาร์ก้ากลับพบว่านี่คือความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเขา

อะไรทำให้เขาคิดแบบนั้น? ติดตามได้ที่นี่

อเมริกาใต้สายพันธุ์นักสู้ 

หลังจากผ่านยุค 90's ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกจึงได้เห็นความยอดเยี่ยมของนักเตะชาวอเมริกาใต้มากมาย จูนินโญ่ เปาลิสต้า คือผู้เบิกเส้นทางของนักเตะบราซิล ขณะที่ส่วนของนักเตะอาร์เจนไตน์ก็เริ่มตามกันมามากมายไล่ตั้งแต่เบอร์เล็กจนถึงเบอร์ใหญ่อย่าง ฮวน เซบาสเตียน เวรอน 

 1

อย่างไรก็ตาม นักเตะอเมริกาใต้ที่มีชื่อเสียงมาจากลีกอื่นมาก่อนหรือแม้กระทั่งการเล่นให้กับทีมชาติ ไม่ได้การันตีถึงความเก่งกาจแต่อย่างใด ดังนั้น เราจึงเห็นยอดแข้งที่ผิดหวังมากมาย เวรอนคือหนึ่งในนั้น นอกจากนี้ยังมีทั้ง เอร์นัน เครสโป หรือแม้แต่ยุคปัจจุบันอย่าง อังเคล ดิ มาเรีย และ อเล็กซิส ซานเชซ ที่ล้มเหลวกับแมนฯ ยูไนเต็ด 

แต่ในผู้ล้มเหลว มักมีผู้ชนะเสมอ ปกติแล้วลักษณะของนักเตะอเมริกาใต้มักจะมาเร็วไปเร็ว กล่าวคือบางคนพอดังมากๆ ก็ย้ายไปทีมที่ใหญ่กว่า และมีโอกาสคว้าแชมป์กว่า หรือไม่บางรายก็ย้ายออกไปเพราะปรับตัวไม่ได้ จนไม่สามารถมีฟอร์มที่ดีได้เหมือนเดิม

1 ในนักเตะที่แตกต่างจากภาพจำนักเตะอเมริกาใต้คนอื่นๆสุดขั้วคือ ฮูลิโอ อาร์ก้า นักเตะชาวอาร์เจนติน่า ที่เป็นเหมือนตำนานของ 2 ทีมในภาคออีสานของอังกฤษทั้ง ซันเดอร์แลนด์ และ มิดเดิลสโบรห์.. ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนเขาก็คือขวัญใจอันดับหนึ่งของย่านนี้โดยแท้จริง 

 2

ไม่ใช่เพราะว่าอาร์ก้าเก่งกว่าใคร แต่เป็นเพราะเขามาจากจุดที่แตกต่างกับนักเตะอเมริกาใต้คนอื่นๆ เขาไม่ใช่นักเตะดัง ยังไม่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง แถมยังอายุแค่ 18 ปี ในการย้ายออกจากอาร์เจนติน่า บ้านเกิด พร้อมด้วยประสบการณ์ลงเล่นแบบอาชีพเพียง 38 เกมเท่านั้น 

จุดที่แตกต่างคือ "ความทะเยอทะยาน" นั่นเอง โดยนิสัยของนักเตะอเมริกาใต้แล้วส่วนใหญ่เป็นพวกมีอารมณ์ศิลปินสูง แม้จะอารมณ์ดี อัธยาศัยดี แต่บางครั้งมันก็มากเกินไป จนทำให้พวกเขาไม่ถูกโรคกับวัฒนธรรมฟุตบอลอังกฤษที่ฝึกซ้อมและเล่นกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ซึ่งนั่นคือเหตุผลที่ทำให้หลายคนยกธงขาว ต่างกับอาร์ก้าที่อายุแค่ 18 ปี และเข้าใจว่าเขาย้ายมาอังกฤษครั้งนี้ "เพื่อสร้างชื่อเสียงให้ตัว" เขาจะต้องเริ่มนับ 1 ใหม่หมด ไม่มีใครรู้จักเขาเลย ดังนั้น เมื่อเข้าตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม เขาจึงเริ่มทำอะไรบางอย่างที่เราเรียกกันว่า "การปรับตัวเพื่อเอาชีวิตรอด" นั่นเอง

"ผมอายุแค่ 19 มั้งตอนนั้น พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย เอาแค่ออกจากบ้านไปซื้อของมันก็เป็นเรื่องยากสำหรับผมแล้ว ปกติผมเป็นคนอยู่ไม่ติดบ้าน แต่ช่วงแรกๆที่อังกฤษมันทำให้ผมกลัวการเข้าสังคม" อาร์ก้ากล่าว และถึงแม้จะยาก แต่เขาค่อยๆปรับที่ตัวเองเป็นอย่างแรก เข้าหาคนอื่นให้มากขึ้น พูดคุยสื่อสารกับทุกคนและทุกวัน นั่นคือสิ่งที่เขาตั้งใจ 

"ผมเริ่มเข้าหากลุ่มนักเตะที่พูดภาษาสเปนหรือฝรั่งเศสก่อนเป็นอย่างแรก ปีเตอร์ รีด (โค้ชของซันเดอร์แลนด์) บอกให้ผมสนิทกับ อีเมอร์สัน โธม (นักเตะบราซิล) ซึ่งโธมที่อยู่มานานกว่า เขานี่แหละจะเป็นคนชี้และตะโกนบอกผม ซึ่งส่วนใหญ่มันเป็นเรื่องง่ายๆ เพราะเขามักจะบอกว่า 'เอาบอลขึ้นไปทางซ้าย แล้วโยนให้ไอ้ยักษ์ ไนออล ควินน์ โหม่งก็พอ (ควินน์ สูงเกือบ 2 เมตร)' ซึ่งช่วงแรกไม่ค่อยมีใครด่าผมมากมายหรอก นอกจากผมจะเล่นแย่จริงๆ และบางทีผมก็รู้สึกได้ว่าคนอื่นๆด่า อีเมอร์สัน โธม แทนที่จะด่าผม (เพราะอาร์ก้ายังฟังอังกฤษไม่รู้เรื่อง)" เขาหัวเราะเมื่อเล่าถึงช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้น

 3

อาร์ก้าไม่ได้เป็นพวกสายศิลปินโลกส่วนตัวสูงเหมือนกับนักเตะอเมริกาใต้ทั่วไปอย่างที่ได้กล่าวมา นั่นจึงทำให้การปรับตัวของเขาเป็นไปอย่างเรียบง่าย แต่กลับค่อยๆพัฒนาขึ้นจนกลายเป็นยอดนักเตะของสโมสร และกลายเป็นเพื่อนซี้กับกลุ่มนักเตะท้องถิ่นที่เป็นซีเนียร์อย่าง ไนออล ควินน์ และ เควิน ฟิลลิปส์ จากดาวรุ่งโนเนมอาร์เจนติน่า อาร์ก้ากลายเป็นรุ่นใหญ่ของซันเดอร์แลนด์ได้ภายในเวลาไม่กี่ปีเท่านั้น และอยู่ในช่วงเวลาดีๆกับสโมสรรวมถึงแฟนๆมากมาย

"นอกจากเกมแรกในอังกฤษที่เป็นไฮไลท์ของชีวิตแล้ว ก็มีเกมชนะแมนฯ ยูไนเต็ด ในฟุตบอลถ้วย (ลีก คัพ ปี 2000/2001) ผมรู้สึกว่าเราสามารถเอาชนะทีมไหนก็ได้ นั่นคือความมั่นใจที่ผมได้จากเกมนั้น เรามีทีมที่ดี ก็เพราะมีกลุ่มนักเตะที่ยอดเยี่ยมและทีมสต๊าฟฟ์ที่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันนั่นแหละ" ความทรงจำวัยหวานยังแม่นยำเสมอสำหรับอาร์ก้า 

แม้ซันเดอร์แลนด์ในยุคของอาร์ก้า 2000-2006 จะไม่มีถ้วยแชมป์ใดๆเลยแม้แต่ใบเดียว แถมยังผ่านประสบการร์ตกชั้นในปี 2003 แต่อาร์ก้ายังจดจำทุกอย่างได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะความสุขเล็กๆ อาทิ ชัยชนะในเกมกับยูไนเต็ด หรือแม้แต่การเลื่อนชั้นจากกลับคืนสู่พรีเมียร์ลีกอีกครั้งในปี 2005/06 และเหนือสิ่งอื่นใดคือการได้เป็น "คนในความทรงจำ" ของแฟนบอลที่นี่ คือความสำเร็จที่เขาภูมิใจที่สุดแล้ว

"ผมโชคดีที่ได้รับการโหวตจากแฟนๆให้เป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยมที่สุดแห่งปีของสโมสร ถ้วยรางวัลนี้ต่อให้ใครมาขอซื้อต่อแพงเท่าไหร่ผมก็ไม่มีวันขาย มันคือตัวแทนของความทรงจำ การอยู่ที่นั่นผมอาจจะมีช่วงเวลาที่แย่ๆบ้าง แต่ผมเป็นคนมองโลกในแง่ดี และอยู่กับสิ่งที่ทำให้ผมได้มีความสุข ดังนั้น แค่ได้อยู่กับทีมก็มีความสุขแล้ว การได้ใช้เวลากับซันเดอร์แลนด์ มันยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เคยมี" อาร์ก้ากล่าวทิ้งท้าย

ชีวิตหลังเลิกเล่น.. ยากกว่าที่คิด

หลังจากออกจากซันเดอร์แลนด์ในปี 2006 เพราะการเข้ามาของ รอย คีน ที่มาเป็นกุนซือในเวลานั้นและตั้งใจจะเปลี่ยนโครงสร้างทีมใหม่ อาร์ก้าได้ย้ายไปอยู่กับมิดเดิลสโบรห์ สโมสรบ้านใกล้เรือนเคียงกับซันเดอร์แลนด์ และมีความเป็นคู่กัดกันเล็กๆในย่านนี้ (คู่กัดเบอร์ 1 ของซันเดอร์แลนด์ คือนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด) ดังนั้น ความนิยมของเขาในกลุ่มแฟนซันเดอร์แลนด์ก็ไม่ได้ลดลงไป ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยมาตรฐานที่เขาสร้างให้กับสโมสรใหม่อย่าง เดอะ โบโร่ ก็ทำให้เขากลายเป็นที่รักของแฟนๆที่ริเวอร์ไซด์ไม่ต่างกันนัก

 4

การเป็นนักสู้ของอาร์ก้าถูกใจแฟนๆของเดอะ โบโร่ เป็นอย่างมาก เขาใช้เวลาที่นั่น 7 ปี จนได้ก้าวขึ้นมาเป็นกัปตันทีม ลงเล่นกว่า 200 เกม นั่นคือสิ่งที่บอกว่าอาร์ก้าเป็นนักเตะที่รักษามาตรฐานการเล่นของตัวเองได้สูงเสมอมา และความเป็นผู้นำและความมุ่งมั่นทำให้เขาได้รับการยอมรับเสมอไม่ว่าเล่นกับสโมสรใดก็ตาม 

ช่วงเวลากับโบโร่ แม้จะไม่ได้มีอะไรหวือหวาและโรแมนติกไปกว่าช่วงเวลาที่ซันเดอร์แลนด์ แต่ช่วงเวลานี้คือหนังชีวิตของเขา อาร์ก้าเริ่มมีอายุมากขึ้น และมันเป็นธรรมดาที่เขาจะเริ่มโดนคลื่นลูกใหม่ไล่หลังตามมา 

นอกจากช่วงท้ายๆเขาจะได้ลงเล่นน้อยลงแล้ว อาการบาดเจ็บที่เท้าก็ออกอาการและกัดกินเขาจนลงเล่นไม่ได้หลายเดือน สุดท้ายด้วยอายุที่มากขึ้นและร่างกายที่ไม่เหมือนเดิม อาร์ก้าก็หมดสัญญากับโบโร่ และโดนปล่อยตัวออกจากสโมสร

"อาการบาดเจ็บที่เท้าหมายความว่าเวลาของผมกับโบโร่จบลงแล้ว ผมเจ็บปวดและเศร้าเล็กน้อย เพราะว่าอีกไม่กี่ก้าวผมก็จะได้ไปเวมบลีย์พร้อมกับทีม (เพลย์ออฟขึ้นพรีเมียร์ลีก)" การพลาดพาทีมเลื่อนชั้น ถือเป็นความผิดหวังเล็กๆของเขาเท่านั้น แต่ที่เจ็บปวดจริงๆคือการต้องเลิกเล่นฟุตบอลต่างหาก 

 5

"ผมโกรธมากที่ต้องเลิกเล่น อาการบาดเจ็บเล่นงานจนผมเสียเวลาชีวิตกับมันไปเยอะมาก 18 เดือนสำหรับการผ่าตัดและรักษาตัว 18 เดือนสำหรับคนบ้าบอลที่ไม่ได้เตะฟุตบอลเลย คุณรู้ใช่ไหมว่ามันน่าอึดอัดขนาดไหน?" 

"โคตรแย่ ทุกอย่างโคตรแย่แบบติดลบสุดๆ เมื่อผมแขวนสตั๊ด ภาพที่ผมคิดไว้คือผมจะต้องเป็นคนที่มีเวลาให้ครอบครัว มีความสุขกับชีวิต แต่ความจริงคือผมยังเจ็บที่เท้าไม่หาย มันเล่นงานหนักจนแม้แต่เล่นกับลูกๆที่บ้านผมยังทำไม่ได้เลย" อาร์ก้ากล่าว

เวลาแย่ๆแบบนี้ สิ่งที่คนเราคิดถึงที่สุดก็คือบ้าน.. แต่สำหรับอาร์ก้า เขาใช้ชีวิตที่อังกฤษมาแล้วถึง 13 ปี เขาแทบจะเผลอคิดว่าตัวเองเป็นคนอังกฤษไปแล้วด้วยซ้ำ เขาใช้ชีวิตที่นี่นานจนคิดว่าอังกฤษคือบ้าน ดังนั้นเขาจะต้องหาทางออกให้กับเงินที่เริ่มหมดไป และสุขภาพที่เริ่มแย่ลงแบบนี้

"ใจจริงผมอยากจะกลับบ้านที่บัวโนสไอเรส แต่พอคิดดูแล้วผมคงต้องคิดถึงอะไรไปหลายอย่างในภาคอีสานของอังกฤษ ผมอยู่ที่นี่มานานจนคุ้นเคยกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่นี่ไปซะแล้ว" อาร์ก้ากล่าว และนั่นทำให้เขาเลือกที่จะหาทางรอดในอังกฤษต่อ แทนที่จะกลับไปยังอาร์เจนติน่าที่เป็นบ้านเกิด

ยากเกิน.. เดี๋ยวค่อยคิด

หลังจากตัดสินใจปักหลักในอังกฤษต่อไป อาร์ก้าเริ่มตั้งสติและนึกถึงสิ่งที่ตัวเองมี นั่นก็คือ "ความรู้" เขาเริ่มเปิดคลินิกสอนฟุตบอลให้กับเด็กรุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี และมันค่อนข้างแปลก เมื่อเขาได้กลับมาเหยียบหญ้าอีกครั้ง ช่วงเวลาในอดีตก็แล่นผ่านเข้ามาในหัวสมอง.. สอนเด็กก็สนุกดี แต่จะดีกว่าถ้าได้เตะเอง นั่นคือสิ่งที่เขาเริ่มคิด 

 6

อย่างไรก็ตาม การจะกลับมาเล่นในระดับอาชีพอีกครั้ง ยากเกินไปสำหรับนักเตะวัย 32 ปี ที่ห่างจากฟุตบอลมาเกือบ 2 ปี แถมยังมีอาการเจ็บที่เท้าที่วางใจไม่ได้ว่าจะกำเริบขึ้นมาเมื่อไหร่ 

ตอนแรกเขาก็หมดหวัง จนกระทั่งคิดได้ว่า "ฟุตบอล" มีอยู่ทุกที่ อยู่ที่ว่าเขาพร้อมจะเปิดรับกับประสบการณ์ใหม่ๆหรือเปล่าเท่านั้นเอง.. สิ่งที่รอเขาอยู่คือ ซันเดย์ ลีก ลีกฟุตบอลสมัครเล่น แม้จะมีเลื่อนชั้น-ตกชั้น แต่ส่วนใหญ่นักเตะซันเดย์ ลีก หรือฟุตบอลนอกลีกนี้ ก็มักจะมีอาชีพประจำอยู่แล้ว ฟุตบอลเป็นแค่งานอดิเรกเท่านั้น

"ผมเริ่มจากการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ และเมื่อถึงวันที่ต้องเลิกเล่น มันหดหู่ ยิ่งเมื่อรู้ว่าคุณจะกลับมาเล่นอาชีพไม่ได้อีก มันก็ค่อนข้างยากที่จะรับ ตอนนั้นผมคิดว่าส่วนที่ใหญ่ที่สุดของชีวิต (ฟุตบอล) ของผมได้จบลงแล้ว" 

การโทษตัวเองและโชคชะตาที่นานพอ ทำให้อาร์ก้าเปลี่ยนใจ เขาคิดอยากจะสนุกๆกับการเตะบอลอีกครั้ง จึงได้พิจารณาข้อเสนอจากสโมสรวิลโลว์ พอนด์ ทีมนอกลีกที่ได้รับการสนับสนุนจากผับท้องถิ่นในเมืองซันเดอร์แลนด์ ซึ่งตอนนั้น อาร์ก้าไม่มีอะไรจะเสีย เขาคิดว่าถึงจะไม่ได้เงินมากมาย แถมคนดูก็เทียบกับอดีตไม่ได้ แต่อย่างน้อยๆ มันคงทำให้เขาแก้เบื่อได้บ้าง

 7

"เพื่อนของผมเล่นให้กับทีมในซันเดย์ ลีก ที่ชื่อว่าวิลโลว พอนด์ เอฟซี ผมก็เลยตามมาเล่นด้วย เราตกลงค่าจ้างกันโดยมีราคาประมาณ 3.5 ปอนด์ต่อเกม และใครที่ได้รางวัลแมน ออฟ เดอะ แมตช์ คนนั้นจะได้กินเบียร์ฟรีอีก 2 แก้ว ตอนนั้นผมแค่อยากจะออกกำลังกายเท่านั้นแหละ แต่พอได้ลองเตะแล้วมันเป็นประสบการณ์ที่โคตรเยี่ยมเลย" อาร์ก้ากล่าวกับสกาย สปอร์ตส์

วิลโลว พอนด์ นั้นเป็นทีมที่เจ้าของเป็นเจ้าของผับ ที่ไม่ได้จริงจังอะไรกับการเลื่อนชั้น-ตกชั้นอยู่แล้ว อาร์ก้าจึงเล่นแบบสบายๆ ไร้ความกดดัน แถมคลาสที่เคยผ่านเกมระดับสูงมาเป็น 10 ปี ยิ่งทำให้เขายิ่งเล่นยิ่งเหนือ หลังจากนั้น ข่าวของนักเตะพรีเมียร์ลีกที่มาเล่นซันเดย์ ลีก ก็ดังไปถึงทีมอย่าง เซาธ์ ชีลด์ ทีมนอกลีกที่อยากจะเอาจริงกับการไต่ระดับให้สูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ 

"ผมได้รับโทรศัพท์จากทีมเซาธ์ ชีลด์" อาร์ก้าเล่าต่อ และเขาเลือกที่จะเซ็นสัญญากับทีมโดยไม่ต้องคิด ชีวิตหลังเลิกเล่นของนักเตะอาชีพนั้นเป็นเรื่องยากกว่าจะปรับตัวกันได้ แต่นี่คือคำถามที่ยากเกินไป อาร์ก้าจึงบอกว่า "เดี๋ยวค่อยคิด ตอนนี้ทำตามหัวใจตัวเองไปก่อน"

ราชาแห่งเซาธ์ ชีลด์ 

"ยิ่งคุณอายุมากขึ้นเท่าไหร่ คุณจะยิ่งสนุกกับฟุตบอลมากขึ้น เชื่อผมสิ" อาร์ก้าเล่ากับเดอะ การ์เดี้ยน

"ที่เซาธ์ ชีลด์ เรามีหนุ่มๆที่ยอดเยี่ยมมาก มีแฟนบอลที่คอยตามเชียร์ด้วย ผมจึงได้รู้จักกับความตื่นเต้นอีกครั้งเมื่อได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมนี้.. เรื่องค่าแรงไม่ต้องพูดถึง มันห่างกันอยู่แล้ว แต่ความกดดันกับความตื่นเต้นมันไม่ได้หนีกับลีกบนๆเท่าไหร่หรอก" 

 hhhh

การเข้ามาของอาร์ก้า สร้างบรรทัดฐานใหม่ๆให้กับทีม นักเตะในทีมได้เห็นการวางตัวของเขา และเข้าใจว่าทำไมเขาจึงได้ไปเล่นในระดับพรีเมียร์ลีก.. นั่นก็เพราะว่าคำว่า "วินัย" และ "ความทุ่มเท" นั่นเอง

ฮูลิโอเข้ามากลายเป็นผู้นำและผู้สร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกคนในทีมตั้งแต่เมื่อเขามาถึง เขามีบทบาทสำคัญมากในการเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของสโมสรแห่งนี้ และมอบช่วงเวลาที่น่าจดจำมากมาย "ผมไม่รู้จะขอบคุณเขายังไงดีสำหรับความพยายามอันน่าเหลือเชื่อของเขา" เจฟฟ์ ธอมป์สัน ประธานสโมสรของเซาธ์ ชีลด์ กล่าว 

ขณะที่กุนซือของทีมอย่าง เกรแฮม เฟนตัน ก็พูดในสิ่งที่ไม่ต่างกันนัก สำหรับที่อื่น ฮูลิโอ อาร์ก้า อาจจะเป็นนักเตะหมดสภาพ แต่ที่เซาธ์ ชีลด์ เขาคือพระเจ้าของทุกคน

"ฮูลิโอ อาร์ก้า เป็นเหมือนพระเจ้าของเซาธ์ ชิลด์ส การที่เขามาอยู่กับทีมมันทำให้เราคว้านักเตะคนอื่นๆมาร่วมทีมง่ายเลย เราแค่บอก 'รู้ป่ะ ถ้านายย้ายมาอยู่ที่นี่ นายจะเป็นเพื่อนร่วมทีมกับ ฮูลิโอ อาร์ก้า นะ'" เกรแฮม เฟนตัน โค้ชของเซาธ์ ชิลด์ส กล่าว

 9

อาร์ก้า พาเซาธ์ ชีลด์ ทำสถิติมากมาย รวมถึงสถิติสุดทึ่งอย่างการเอาชนะ 35 เกมรวด จนกระทั่งกวาดทุกแชมป์ที่ลงแข่งขัน รวมถึงรายการที่ดีที่สุดสำหรับทีมนอกลีกนั่นคือ FA Vase คัพ ซึ่งเป็นรายการที่ได้รับการรองรับจากสมาคมฟุตบอลอังกฤษ โดยให้สิทธิ์เฉพาะทีมที่ต่ำกว่าลีกทู ลงแข่งขันเท่านั้นๆ ว่าง่ายๆก็คือ มันคือเวทีของทีมสมัครเล่นทั่วประเทศ 

รางวัลของการเป็นแชมเปี้ยนอาจจะไม่ได้มากมายนัก แต่ที่สุดยอดที่สุดคือ เอฟเอ จะจัดเกมนัดชิงชนะเลิศในสนามเวมบลีย์ ซึ่งเป็นสังเวียนที่นักเตะทุกคนในประเทศนี้ฝันว่าจะได้เหยียบสักครั้ง.. แม้แต่อาร์ก้าเองตอนที่เล่นในอาชีพกับซันเดอร์แลนด์ กับมิดเดิลสโบรห์ ก็ยังไม่เคยได้เหยีบเวมบลีย์สักครั้งเลย 

แต่ที่เซาธ์ ชีลด์ ทีมเล็กๆที่อาร์ก้าไม่ได้คาดหวังมากกว่าการออกกำลังกาย กลับเป็นทีมที่ให้โอกาสนั้นกับเขา ทุกคนพยายามอย่างหนักจนกระทั่งไปถึงนัดชิงชนะเลิศในฤดูกาล 2016/17 ซึ่งในเกมนั้น อาร์ก้าเดินลงสนามในฐานะกัปตันทีม ก่อนจะพาเซาธ์ ชีลด์ เอาชนะคลีทธอ์ป ทาวน์ ไป 4-0 และชูถ้วยแชมป์ FA Vase ต่อหน้าแฟนๆอีกหลายพันชีวิต 

 10

"เซาธ์ ชีลด์ คือสิ่งมหัศจรรย์ ที่บางครั้งมันจะมาเยือนชีวิตของคุณ ผมไม่เคยคาดหวังอะไรแบบนี้เลยในวันแรก แต่ ณ ตอนนี้ผมได้อยู่ในเวมบลีย์ และการก้าวสู่เวมบลีย์พร้อมกับหนุ่มๆพวกนี้คือความฝันที่เป็นจริงของผม หลังจากที่ผ่านชีวิตนักฟุตบอลมาหลายปี" อาร์ก้ากล่าวถึงประสบการณ์ที่ตัวเองไม่เคยคิดว่าจะได้รับ 

ย้อนกลับไปในวันที่เขาเลือกมาเล่นให้กับทีมซันเดย์ ลีก ทุกสื่อแทบลงเสนอข่าวในเชิงขำขันของอดีตนักเตะอาร์เจนติน่า ยู21 ชุดแชมป์ฟุตบอลโลกปี 2001 ที่มาไกลเหลือเชื่อ ทั้งๆที่เพื่อนร่วมรุ่นอย่าง ฮาเวียร์ ซาบิโอล่า และ มักซี่ โรดริเกซ ได้เล่นฟุตบอลระดับสูง.. อย่างไรก็ตาม ทุกคนมีคำถามในใจที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งอาร์ก้าพบว่าคำถามของเขามันไม่ยิ่งใหญ่และมากมายเหมือนใครๆ มันคือความเรียบง่าย แค่ตื่นมาและได้เล่นฟุตบอลท่ามกลางผู้คนที่รักเขา คือที่สุดของที่สุดในชีวิตแล้ว

"ผมยังจำได้นะ มีคนเปรียบผมกับเพื่อนๆ (อาร์เจนติน่า ชุดแชมป์โลก ยู21) พวกเขามองมาที่ผมแล้วก็ว่า "ว้าว" ผมก็ยอมรับว่านี่เป็นลีกที่ต่ำกว่าจริงๆ แต่การได้ไปเวมบลีย์ และการมีโอกาสได้ชูถ้วยที่นั่น ผมว่า.. มีไม่กี่คนหรอกที่ทำได้" อาร์ก้ากล่าวทิ้งท้าย