[OPINION] ไม่มีอะไรที่ ลิเวอร์พูล ต้องเสียใจ

[OPINION] ไม่มีอะไรที่ ลิเวอร์พูล ต้องเสียใจ
90MiN

สนับสนุนเนื้อหา

หลังจากที่ ลิเวอร์พูล บุกไปแพ้ให้กับ แอตเลติโก้ มาดริด เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนในรอบ 16 ทีมสุดท้ายศึก ​ยูฟา แชมเปี้ยนส์ลีก เลกแรกที่ ว่านต๋า เมโทรโปลิตาโน สนามที่พวกเขาคว้าแชมป์ยุโรปครั้งล่าสุด ด้วยสกอร์ 1-0 เชื่อว่าเด็กหงส์หลายคนยังไม่ค่อยรู้สึกกังวลซักเท่าไหร่ เพราะยังมีอีกหนึ่งเกมที่จะกลับมาเล่นกันในถิ่น แอนฟิลด์

แฟนบอล เร้ดแมชชีน ทั่วโลกต่างมั่นใจลึก ๆ ว่าพวกเขาจะสามารถเก็บคู่แข่งรายนี้ได้ในถิ่นของตัวเอง เพราะขนาด บาร์เซโลนา ที่ว่าเคยไปแพ้มา 3-0 ที่ คัมป์นู มาแล้วยังกลับมาโดนยิงพรุนถึง 4 ลูก ได้เลย

อย่างไรก็ตามสิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้าสาวกหลายคนนั้นไม่ได้เป็นอย่างที่คิดไว้ แม้ว่า ดิเอโก้ ซิมิโอเน กุนซือทีม ตราหมี จะออกมาบอกกับสื่อก่อนลงสนามว่า เขาไม่ได้จะพาทีมมาเล่นเพื่ออุดประตูอย่างที่หลายคนคิดกัน แต่รูปเกมที่ออกมานั้นมันไม่ได้ต่างกับที่คิดเอาไว้ เอาแค่เปอร์เซ็นต์การครองบอลพวกเขายังน้อยกว่าเกือบ 3 เท่าตัวด้วยซ้ำ

ซึ่งเอาเข้าจริงก็ต้องชมลูกทีมของ ซิมิโอเน ด้วยว่า พวกเขาเล่นได้ตามแท็คติกที่วางไว้ทุกอย่าง การตั้งรับอย่างอดทนและใช้ลูกสวนกลับอันเฉียบขาด ไม่ใช้โอกาสเปลือง รวมทั้งต้องซูฮกให้กับ 'เมสซี แห่งปากประตู' อย่าง แยน โอบลัค ที่เกมนี้โชว์เซฟระดับโลกช่วยพาทีมก้าวสู่รอบต่อไปได้สำเร็จ

 

Jan OblakRobbie Jay Barratt - AMA/GettyImages
จริง ๆ แล้วเกมนี้ถือเป็นเกมที่ ลิเวอร์พูล เล่นได้ดีที่สุดเกมหนึ่งในปีนี้หรืออาจจะบอกว่าดีที่สุดในฤดูกาลก็ว่าได้ ทั้งการครองบอล การสร้างสรรค์โอกาส แท็คติก รูปเกม หัวจิตหัวใจ คือทุกอย่างมาพร้อมกันหมดในแม็ตช์นี้

แต่ด้วยปัญหาเดิม ๆ 2-3 ประการของลูกทีม เยอร์เก้น คล็อปป์ ทำให้พวกเขาต้องกลายเป็นผู้พ่ายแพ้และอดเข้ารอบชิงชนะเลิศเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน

ปัญหาที่ว่านั้นไล่ไปตั้งแต่การจบสกอร์ ด้วยการครองบอลที่มากถึง 78% ได้โอกาสยิง 34 ครั้ง เข้ากรอบ 11 ลูกและเตะมุมมากถึง 16 ครั้ง แต่พวกเขาแพ้ไป 2-3 หลังจบ 120 นาทีซะอย่างนั้น

ไหนจะเรื่องของคุณภาพตัวสำรอง โดยเฉพาะในตำแหน่งนายทวารที่เมื่อ อลิสซอน ได้รับบาดเจ็บ อาเดรียน ก็ถูกส่งลงมาเฝ้าเสาแทน แม้ว่าใน 90 นาทีจะไม่ได้มีอะไรให้น่าเป็นห่วง แต่หลังจากนั้นแค่ความผิดพลาดในจังหวะเดียวก็ส่งให้ทีมเยือนพลิกกลับมาเป็นผู้ชนะอย่างเด็ดขาด

ยังไม่นับขุมกำลังในส่วนอื่นอย่าง ทาคุมิ มินามิโนะ และ ดิว็อค โอริกี ที่ถูกส่งลงมาเติมเกมรุกก็ยังไม่สามารถช่วยพลิกเกมกลับมาเป็นผู้ชนะได้ รวมทั้งเรื่องดวงหรือโชคชะตาที่น่าจะใช้หมดไปแล้วเมื่อซีซันที่ผ่านมา

 

AdrianLaurence Griffiths/GettyImages
ทั้งหมดนี้คือความพ่ายแพ้ที่น่าเสียดายของ ลิเวอร์พูล

เยอร์เก้น คล็อปป์ ให้สัมภาษณ์หลังเกมว่า เขาไม่โทษใคร แม้แต่ อาเดรียน เพราะนอกจากความผิดพลาดแล้วเจ้าตัวก็ทำหน้าที่เซฟได้สวย ๆ หลายลูก เพียงแต่วันนี้ไม่ใช่วันของพวกเขา และแท็คติกของ ซิมิโอเน นั้นก็ใช้ได้ผล

เช่นเดียวกับ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีมที่เกมนี้กลับมาลงสนามและกลายเป็นผู้เล่นคนสำคัญที่ทำให้ทีมสามารถครองบอลได้อย่างเด็ดขาด โดย เฮนโด้ บอกว่าทีมของเขาทำทุกอย่างได้ดีหมด ยกเว้นการยิงประตูทืี่ 2

แน่นอนว่าทั้งโค้ชและนักเตะก็ต่างผิดหวัง แต่เชื่อว่าทุกคนก็คงไม่ได้ฟูมฟายถึงขนาดโลกแตก เพราะอย่าลืมว่าพวกเขาลงเล่นในถ้วยนี้ในฐานะแชมป์เก่า

อีกทั้งเมื่อสำรวจปฏิกิริยาของบรรดาแฟนบอลทั้งในและนอกประเทศแล้วกว่า 80-90% ต่างมองว่า นี่คือถ้วยโบนัส ถ้าผ่านตราหมีได้ก็ดี แต่ถ้าผ่านไม่ได้หรือไม่ได้แชมป์อาจจะแค่เสียดายก็ไม่ได้รู้สึกเสียใจ

เพราะเป้าหมายที่สำคัญที่สุดในซีซันนี้ของบรรดาแฟนบอลก็คือ แชมป์ ​พรีเมียร์ลีก

 

FBL-EUR-C1-LIVERPOOL-ATLETICOJAVIER SORIANO/GettyImages

ดังนั้นความพ่ายแพ้ในศึก แชมเปี้ยนส์ลีก ครั้งนี้อาจไม่ได้ส่งผลในแง่ของกำลังใจของทั้งตัวนักเตะและโค้ช รวมทั้งแฟนบอลมากนัก เพราะทุกคนเคยผ่านจุดสูงสุดตรงนั้นมาแล้ว แต่สิ่งที่พวกเขากำลังรอคอยคือการกลับมาแชมป์ลีกสูงสุดอีกครั้งในรอบ 30 ปีต่างหาก

อย่างไรก็ตามความพ่ายแพ้ที่เกิดขึ้นก็ได้ทำให้ เยอร์เก้น คล็อปป์ และทีมงานได้มองเห็นข้อบกพร่องและจุดอ่อนของทีม ซึ่งแน่นอนว่าในช่วงซัมเมอร์นี้อาจจะมีการขยับตัวในตลาดซื้อขายนักเตะซัก 2-3 หนเพื่อให้ได้ทีมที่สมบูรณ์แบบมากขึ้น

อีกอย่างถ้าคิดเข้าข้างตัวเองอีกหน่อยก็มองได้ว่าตอนนี้การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 หรือไวรัสโคโรนา กำลังลุกลามไปทั่วยุโรป และไม่แน่ว่าต่อจากนี้ ยูฟา แชมเปี้ยนส์ลีก อาจจะต้องลงเล่นในสภาพที่ไม่มีคนดูจนถึึงนัดชิงชนะเลิศก็เป็นได้ ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นมันก็ดูงานกร่อยลงไปอีก ไม่ค่อยน่าตื่นเต้นซักเท่าไหร่

โดยสรุปแล้วแม้ว่าอาจไม่มีบรรยากาศค่ำคืนแห่งเกมยุโรปที่ แอนฟิลด์ แต่ความพ่ายแพ้ก็ทำให้เห็นว่าไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบในโลกของฟุตบอล สู้กลับมาลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก และรอให้สถานการณ์ทุกอย่างสงบลง ช่วงซัมเมอร์นี้ก็เสริมทัพให้แกร่งขึ้น

ซีซันหน้าค่อยมาลุ้นดับเบิ้ลแชมป์หรือทริปเปิ้ลแชมป์ก็ยังไม่สาย

FBL-EUR-C1-LIVERPOOL-ATLETICOPAUL ELLIS/GettyImages