[OPINION] การบ้านซัมเมอร์ของ "เยอร์เกน คล็อปป์" กับ ลิเวอร์พูล

[OPINION] การบ้านซัมเมอร์ของ "เยอร์เกน คล็อปป์" กับ ลิเวอร์พูล
90MiN

สนับสนุนเนื้อหา

ก่อนหน้านี้หากมีใครกล้าลุกขึ้นพูดว่า "​ลิเวอร์พูล ต้องรีบปรับปรุงทีมโดยด่วน มิเช่นนั้นพวกเขาอาจจะไม่สามารถประสบความสำเร็จอะไรได้อีกเหมือนที่ผ่านมา"

หลายคนคงหันควับแล้วป้องปากนินทาว่า "พี่เค้าคงไม่บ้าก็เมา"

เพราะเมื่อเราพิจารณาขุมกำลัง ฟอร์มการเล่น และมันสมองของผู้จัดการทีมอย่าง เยอร์เกน คล็อปป์ ที่ปลุกปั้นทีมชุดนี้มาตั้งแต่ตอนที่เข้ามารับงานเมื่อเดือนตุลาคม 2015 หมักบ่มเคี่ยวกรำจนได้ทีมที่โคตรจะเพอร์เฟ็คต์ของ พ.ศ.นี้ พร้อมด้วยความสำเร็จที่ถูกจุดประกายเมื่อซีซั่นที่แล้วด้วยการก้าวขึ้นครองแชมป์​ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก อย่างยิ่งใหญ่ และกำลังเข้าใกล้การเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก สมัยแรก ที่พวกเขารอมานานในฤดูกาลนี้

ถามจริงเถอะว่า จะให้ปรับปรุงตรงไหนกันอีก พ่อคุณ!

i

แต่แล้วเกมที่พลพรรคหงส์แดง บุกไปโดนแตนอาละวาด ไล่ต่อยหูตาบวมเป่ง ซมซานกลับแอนฟิลด์ คงทำให้หลายคนต้องหันกลับมาพิจารณาคำถามข้างต้นกันอีกครั้ง

จริงๆแล้วสัญญาณหายนะมันค่อยๆ ดังเบาๆ มาตั้งแต่เกมนัดแรกหลังกลับจากช่วงเบรกหนีหนาวที่ลิเวอร์พูลบุกไปเอาชนะนอริช ซิตี้ แบบหืดจับ 1-0 ที่ แคร์โรว์ โรด แล้ว ซึ่งในเกมนั้นหลายคนอาจจะคิดว่าพวกเขาเพิ่งจะกลับมาจากช่วงพักเบรคเลยยังไม่ค่อยตื่นตัวซักเท่าไหร่ และในซีซั่นนี้ก็มักจะเอาชนะคู่แข่งแบบหืดจับอยู่บ่อยๆ ซึ่งก็ไม่น่าจะมีอะไรน่าเป็นห่วง

แต่เมื่อมาเจอเกมที่ว่านต๋า เมโทรโปลิตาโน ที่พวกเขาบุกไปโดน แอตเลติโก มาดริด เฉือนชนะ 1-0 ในแชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้ายเลกแรก คำถามหลายๆอย่างก็เริ่มผุดขึ้นมาในหัวของแฟนบอลและกูรูหลายคน

p

ฟอร์มในเกมนั้นโดนวิจารณ์ว่านักเตะลิเวอร์พูลเคลื่อนที่ช้า ขาดความดุดัน เข้มข้น และเล่นไม่ได้ถนัดตามที่ตัวเองต้องการ

ดูเหมือนว่าฟอร์มการเล่นใน 2 เกมแรกหลังกลับมาจากเบรคหนีหนาวจะยังไม่น่าประทับใจ และเรื่องนี้ก็ได้รับการตอกย้ำอีกครั้งในเกมที่เปิดสนามแอนฟิลด์ ต้อนรับการมาเยือนของเวสต์แฮม ซึ่งพวกเขาเสียสองประตูให้กับทีมท้ายตาราง แต่ก็ยังสามารถกัดฟันเอาชนะได้ 3-2

จนกระทั่งเกมเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาในการบุกไปเยือนวิคาเรจ โรด ของวัตฟอร์ด...

ลิเวอร์พูล ก่อนหน้านั้นดูเหมือนนักรบที่ฝ่าสมรภูมิพ้นคมหอกคมดาบมาแบบหวุดหวิด หรือไม่ก็มีบาดเจ็บกันมาบ้างซึ่งก็พอจะประคองตัวเองผ่านมาได้ แต่พอมาเจอกับแตนอาละวาด และแท็คติกของ ไนเจล เพียร์สัน พวกเขาเหมือนโดนสาดกระสุนใส่แบบไม่เลี้ยง เล่นเอาจากที่เคยปางตายมาหลายเกม มาเจอนัดนี้เลยได้ตายสมใจแถมถูกขุดหลุมฝังแบบไม่ให้ฟิ้นขึ้นมาหืออืออะไรได้อีก

h

แม้จะครองบอลได้มากกว่า ได้ยิงมากกว่า แต่เมื่อดูจากผลการแข่งขัน พวกเขาแพ้แบบหมดรูป ซึ่งมันสามารถสะท้อนออกมาได้ว่า ทีมโคตรแกร่ง พ.ศ.นี้อย่าง หงส์แดง ก็มีจุดอ่อนเช่นกัน และจุดอ่อนนั้นก็มาจากปัญหาที่หลายคนเคยกังวลเมื่อตอนซัมเมอร์ นั่นคือ ขุมกำลังสำรอง

11 ตัวจริงที่ลงสนามเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมานั้นมีการเปลี่ยนตัวผู้เล่นเพียงแค่ 2 ตำแหน่งนั่นคือในแผงกองกลางที่ใช้ อเล็กซ์ อ็อกซ์เหลด-แชมเบอร์เลน ลงแล่นแทน จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ที่ได้รับบาดเจ็บ และตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟที่ เดยัน ลอฟเรน ได้รับโอกาสเป็นตัวจริงอีกครั้ง

และกองหลังทีมชาติโครเอเชียชุดรองแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 ก็สำแดงความผิดพลาดที่ซ่อนงำไว้อยู่นานออกมาให้เห็น เขาโดน ทรอย ดีนีย์ เล่นงานจนทำทีมและ เวอร์จิล ฟาน ไดค์ ที่ได้ชื่อว่าเป็นกองหลังที่ดีที่สุดในโลกถึงกับเสียศูนย์ไปเลยทีเดียว

คนอะไรจะมีผลกระทบต่อทีมขนาดนั้น

y

ส่วนในแดนกลางพอขาดกัปตันเฮนโด้ไป เครื่องจักรสีแดงที่เคยทำงานอย่างแข็งขันก็เหมือนขาดน้ำมันหล่อลื่น ทั้งการขึ้นเกม การวางบอลยาว หรือแม้กระทั่งการเบรคเกมคู่ต่อสู้ ซึ่งคุณสมบัติทั้งหมดนี้ไม่มีให้เห็นเลยในแดนกลางหงส์แดง

ยังไม่นับว่าเป็นวันที่ 3 กองหน้าชวนกันเล่นไม่ออกพร้อมๆกันโดยมิได้นัดหมาย มาเนไม่ได้ลากเลื้อยอย่างที่ใจต้องการ ซาลาห์ก็โดนจับตาย ส่วนฟีร์มีโนนั้นก็อันตรธานหายไปจากเกมซะอย่างนั้น

แม้ว่าคล็อปป์จะพยายามแก้เกมหลังโดนประตูที่ 2 ด้วยการส่ง อดัม ลัลลานา ลงมาเพิ่มความหวือหวา แต่ขอโทษ เจ้าตัวกำลังอยู่ในช่วงนับถอยหลังกับทีมมิใช่หรือ

ตามมาด้วยการส่ง ดิว็อค "มหาเทพ" โอริกิ และ ทาคุมิ มินามิโนะ 2 ตัวรุกที่หวังจะให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่สุดท้ายก็ยังโดนประตูที่ 3 และทั้งคู่ก็มิได้นำพามาซึ่งจุดเปลี่ยนใดๆให้กับทีม

a

หลายคนอาจจะเถียงในใจว่านักเตะเหล่านี้ก็เคยลงเล่นให้กับทีมและช่วยเก็บคะแนนมาก็เยอะแล้ว แพ้แค่นัดเดียวจะอะไรนักหนา ซึ่งอันนี้ก็จริง แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าทีม 11 ตัวจริงของหงส์แดง กับตัวสำรองที่นั่งข้างสนามนั้นถ้าวัดกันตัวต่อตัวช่องว่างมันห่างกันมากพอสมควร

ที่ผ่านมาอาจไม่มีปัญหาเพราะเกมขาด ตัวสำรองจึงได้ลงสนาม แต่หากวันใดที่เธอเจ็บ เอ้ย! วันใดที่ต้องการจุดเปลี่ยนจากสถานการณ์ที่กำลังตกเป็นรองแบบนี้ การมีขุมกำลังที่หวังพึ่งพาได้มันก็ดีกว่ามิใช่หรือ

ดังนั้น ทุกอย่างในเกมนี้มันคือบทสรุปที่ดีเพราะนั่นหมายความว่า ขุมกำลังตัวสำรองของลิเวอร์พูลนั้นไม่ได้ช่วยสร้างความแตกต่างให้กับทีมได้เลย ในวันที่ตัวจริงต่างง่อยเปลี้ยเสียขากันไปหมด พวกเขายังไม่ดีพอที่จะประคองทีมให้สามารถเก็บผลการแข่งขันที่ต้องการในวันที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ

n

นี่คือแง่งามของความพ่ายแพ้ในเกมล่าสุด มันทำให้คล็อปป์เกิดอาการ "ตาสว่าง" เมื่อได้มองเห็นว่า 27 นัดในพรีเมียร์ลีกที่ผ่านมานั้นมันยังมีอะไรอีกมากมายที่ต้องปรับปรุง โดยเฉพาะเรื่องขุมกำลังเชิงลึกที่เริ่มมีสัญญาณเตือนมาบ้างแล้วแบบนี้

ดังนั้น นี่จึงเป็นการบ้านที่ทีมงานเบื้องหลังจะต้องเก็บไปขบคิดหาทางแก้ไขและเสริมความแข็งแกร่งให้ทั่วแผ่น หากว่าพวกเขาต้องการสานต่อความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง

ยังไม่นับว่าอาจจะมีสตาร์บางคนเกิดอาการอิ่มตัวกับความสำเร็จ ขอย้ายไปแสวงหาความยิ่งใหญ่กว่านี้กับ เรอัล มาดริด หรือ บาร์เซโลนา

ถึงตอนนั้น การบ้านของ เยอร์เกน คล็อปป์ คงล้นมือกันเลยทีเดียว