"แมทธิว เลอ ทิสซิเอร์" : พระเจ้าแห่งนักบุญที่เล่นฟุตบอลเพื่อความสุข

"แมทธิว เลอ ทิสซิเอร์" : พระเจ้าแห่งนักบุญที่เล่นฟุตบอลเพื่อความสุข
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

"พรสวรรค์ของเขาเกินกว่าปกติ เขาสามารถเลี้ยงผ่านผู้เล่น 7-8 คนโดยไม่ใช้ความเร็ว เขาแค่เดินผ่านพวกเขา" ชาบี เอร์นันเดซ กล่าวถึง แมทธิว เลอ ทิสซิเอร์

เลอ ทิสซิเอร์ คือยอดแข้งพรสวรค์ ที่สามารถบันดาลทุกสิ่งให้เกิดขึ้นในสนาม เขาคือทุกสิ่งทุกอย่างของทีมนักบุญในยุค 1990’s พิสูจน์ได้จากสถิติ 100 ประตู กับอีก 64 แอสซิสต์ ตลอด 10 ฤดูกาลในพรีเมียร์ลีก (สถิติอ้างอิงจากเว็บไซต์ของพรีเมียร์ลีก)

 

อย่างไรก็ดี เซาธ์แฮมป์ตัน กลับเป็นทีมเดียวที่เขาเล่นให้ในช่วงรุ่งโรจน์ แม้ว่าเคยตกเป็นข่าวกับทีมดังมากมาย แต่เขาก็ไม่ไปไหน 

อะไรคือเหตุผลนั้น ติดตามเรื่องราวของเขาไปกับ Main Stand

ผู้มาโปรดเซาธ์แฮมป์ตัน

ไกลออกไปทางตอนใต้ของอังกฤษ ราว 150 กิโลเมตร มีดินแดนที่ชื่อว่า เกิร์นซีย์ ตั้งอยู่ มันคือเกาะเล็กๆ ที่มีขนาด 65 ตารางกิโลเมตร หรือเล็กกว่าเกาะสมุยเกือบ 4 เท่า ที่อยู่ใกล้กับพรมแดนของฝรั่งเศส และที่สำคัญมันคือบ้านเกิดของชายที่ชื่อว่า แมทธิว เลอ ทิสซิเอร์ 

 1

แน่นอนว่า เลอ ทิสซิเอร์ เริ่มเล่นฟุตบอลครั้งแรกที่เกาะนี้ เขาใช้ชีวิตเกือบ 9 ปีกับ เวลล์ รีเครชัน สโมสรท้องถิ่น ก่อนจะตัดสินใจอำลาบ้านเกิดไปตามหาความฝันที่เกาะใหญ่ จนได้เซ็นสัญญาเป็นนักเตะเยาวชนของ เซาธ์แฮมป์ตัน ตอนอายุ 17 ปี

ด้วยทักษะที่โดดเด่นเกินวัย ทำให้เพียงปีเดียว เลอ ทิสซิเอร์ ก็สามารถเบียดขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่ได้สำเร็จในฤดูกาล 1986-87 ก่อนจะประเดิมเส้นทางลูกหนังได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการซัดไปถึง 6 ประตูจาก 24 นัดในซีซั่นแรก โดยหนึ่งในนั้นคือการทำแฮตทริคในเกมพบกับ เลสเตอร์ ซิตี้ อีกด้วย 

แต่นั่นก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะหลังจากนั้นไม่นาน เลอ ทิสซิเอร์ ก็ค่อยๆทำผลงานจนกลายมาเป็นนักเตะคนสำคัญของทีม และมาระเบิดฟอร์มยิงไปถึง 20 ประตูในฤดูกาล 1989-90 รั้งอันดับ 3 ดาวซัลโวร่วมของลีก ทั้งที่เล่นในตำแหน่งกองกลาง พร้อมช่วยให้เซาธ์แฮมป์ตัน จบในอันดับ 7 ของตาราง ซึ่งเป็นอันดับสูงสุดในรอบ 5 ปี 

ผลงานดังกล่าวไม่เพียงทำให้เขากลายเป็นที่รู้จักทั้งลีก แต่ยังทำให้เขาได้รับเลือกให้เป็นนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของดิวิชั่น 1 (เดิม) ในซีซั่นดังกล่าว พ่วงด้วยนักเตะแห่งปีของสโมสรอีกหนึ่งตำแหน่ง 

 2

จากนั้น เลอ ทิสซิเอร์ ก็สถาปนาตัวเองขึ้นมาเป็นนักเตะที่ขาดไม่ได้ของเซาธ์แฮมป์ตัน เขากลายเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของสโมสร ทั้งตัวสร้างสรรค์เกม และตัวจบสกอร์ เขามักจะยิงได้เกิน 10 ประตูเกือบทุกฤดูกาลในช่วงทศวรรษ 1990’s และเคยยิงไปถึง 25 ประตูจาก 38 นัดในฤดูกาล 1993-94 รวมไปถึงอีก 20 ประตูจาก 41 นัดในฤดูกาลต่อมา 

ตลอด 16 ฤดูกาลกับ เซาธ์แฮมป์ตัน เขายิงไปถึง 209 ประตู จาก 540 นัดในทุกรายการ โดยเป็นการยิงในพรีเมียร์ลีกถึง 100 ประตู และทำไปถึง 64 แอสซิสต์ จนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในตำนานของทีมนักบุญ และได้รับฉายาว่า “เลอ ก็อด” (พระเจ้า) 

ทว่าแค่จำนวนประตู ไม่ใช่สิ่งเดียวที่ทำให้เขากลายเป็นที่จดจำ

ศิลปินลูกหนัง 

“เมื่อก่อนทุกวันจันทร์ ที่คาตาโลเนีย มันเคยมีรายการเวลาครึ่งชั่วโมงที่จะเปิดให้ดูสุดยอดประตูจากพรีเมียร์ลีก” ชาบี เอร์นันเดซ อดีตตำนานของ บาร์เซโลนา กล่าวกับ Independent เมื่อปี 2016

“ทุกสัปดาห์ แมตต์ เลอ ทิสซิเอร์ จะอยู่ในนั้น เราคุยกันว่าเขาเก่งเหลือเกิน ประตูที่เขาทำมันสุดยอด” 

 3

แม้จะไม่ใช่กองหน้าโดยธรรมชาติ แต่ เลอ ทิสซิเอร์ สามารถทำประตูได้เกือบทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นยิงไกล วอลเลย์ หรือ ลากเลื้อยเข้าไปยิง จุดโทษ ฟรีคิก หรือแม้แต่เตะมุม เขาก็ทำมาหมดแล้ว 

แต่สิ่งที่ทำให้เขาได้รับการยกย่อง คือวิธีการทำประตูของเขา เลอ ทิสซิเอร์ คือศิลปินลูกหนังที่เต็มไปด้วยทักษะเหลือร้าย ทำให้ประตูที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ มักมาพร้อมกับจินตนาการ ราวกับพ่อมดกำลังร่ายมนต์ในสนาม 

ไม่ว่าจะเป็นลูกฟรีคิกที่เดาะบอลขึ้นมาก่อนวอลเลย์เข้าไปเกมพบ วิมเบิลดันในฤดูกาล 1992-93 หรือลากเลื้อยหลบคู่แข่ง ก่อนจะชิพระยะไกลกว่า 40 หลา ผ่านมือ ทิม ฟลาวเวอร์ส นายทวารของ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ในฤดูกาล 1994-95 ที่ทำให้ประตูดังกล่าวได้รับเลือกเป็นประตูแห่งปีของฤดูกาลนั้นอีกด้วย  

เช่นเดียวกับลูกที่เขาเลี้ยงหลบกองหลัง ก่อนจะชิพข้ามหัว ปีเตอร์ ชไมเคิล สุดยอดผู้รักษาประตู แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเกมถล่ม 6-3 เมื่อฤดูกาล 1996-97

 

แต่ประตูที่ทำให้เขากลายเป็นที่จดจำมากที่สุด คือลูกยิงที่เกิดขึ้นในเกมพบ นิวคาสเซิล ในฤดูกาล 1993-94 จากจังหวะที่เขาเกี่ยวบอลจากลูกโหม่งตั้งของ เอียน ดาววี ก่อนจะเดาะหลบคู่แข่งถึง 2 ครั้ง และซัดเข้าไปอย่างเหนือชั้น

 

“ผมเพิ่งกลับมาสู่ทีม หลังโดนดร็อปไป 5 เกม แค่ผมมีความรู้สึกที่เหลือเชื่อบางอย่างว่า เกมนี้ผมสามารถทำอะไรก็ได้” เลอ ทิสซิเอร์ พูดถึงประตูในวันนั้นกับ FIFA.com 

“บอลมาหาผม และผมมีความรู้สึกนี้กับบอล ผมเริ่มด้วยการเดาะบอล และผมเชื่อว่ามันจะนำไปสู่ประตู และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ” 

สิ่งสำคัญที่ทำให้ เลอ ทิสซิเอร์ ทำประตูได้อย่างหลากหลาย คือความไม่เกรงกลัวที่จะทำมัน ที่ทำให้ประตูที่เกิดขึ้นจากปลายสตั๊ดของเขา กลายเป็นที่จดจำมาจนถึงปัจจุบัน 

“คุณต้องมีความปรารถนาที่จะทำอะไรสักอย่างให้ต่างออกไป และคุณจะต้องไม่กลัวความล้มเหลว” เลอ ทิสซิเอร์ กล่าวกับ Football 365 

“ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะไม่พยายามทำอะไร เพราะว่าพวกเขาคิดว่ามันดูไร้สาระ ถ้ามันไม่สำเร็จ ในทางตรงกันข้ามผมคือคนจำนวนน้อยเหล่านั้นที่จะทำ ผมไม่เคยรู้สึกอายอะไรหากมันไม่สำเร็จ”

สิ่งเหล่านี้คือเครื่องพิสูจน์ถึงพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยม รวมไปถึงความกล้าและบ้าบิ่น ที่ทำให้เขากลายเป็นต้นแบบของนักเตะมากมายในรุ่นหลัง ที่แม้กระทั่ง ชาบี เอร์นันเดซ อดีตกองกลางระดับตำนานของบาร์ซายังยกให้เขาเป็นไอดอล

 6

“แมตต์ เลอ ทิสซิเอร์ คือคนที่ผมชอบดูเขาเล่นมากๆ ตอนยังเด็ก” ชาบีกล่าวกับ The Sun

“พรสวรรค์ของเขาเกินกว่าปกติ เขาสามารถเลี้ยงผ่านผู้เล่น 7-8 คนโดยไม่ใช้ความเร็ว เขาแค่เดินผ่านพวกเขา สำหรับผมเขายิ่งใหญ่มาก เขาคือไอดอลของผมคนหนึ่งเลยทีเดียว” 

อย่างไรก็ดี แม้จะมีฝีเท้าที่เอกอุ แต่ เลอ ทิสซิเอร์ กลับฝังตัวอยู่กับ เซาธ์แฮมป์ตัน เพียงแค่ทีมเดียว ตลอดชีวิตการค้าแข้งในระดับสูง เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? 

ได้เป็นอย่างที่อยากเป็น 

ในช่วงที่ เลอ ทิสซิเอร์ กำลังเฉิดฉายกับเซาธ์แฮมป์ตัน เขาคือหนึ่งในนักเตะเนื้อหอมที่สุดในพรีเมียร์ลีก และมักจะตกเป็นข่าวเชื่อมโยงกับทีมดังอยู่เป็นประจำ แม้กระทั่งสโมสรชั้นนำของยุโรปอย่าง เอซี มิลาน 

 7

ในฤดูกาล 1995 เชลซี และ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส แชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 1994-95 เคยยื่นข้อเสนอมูลค่า 10 ล้านปอนด์เพื่อหวังกระชากตัว เลอ ทิสซิเอร์ ไปร่วมทัพ ซึ่งหากการย้ายทีมเกิดขึ้นจริง จะทำให้กลายเป็นนักเตะชาวอังกฤษที่มีตัวแพงที่สุดในตอนนั้น 

แต่สุดท้ายมันก็ไม่เคยเกิดขึ้น เมื่อพ่อมดลูกหนังแห่งเซาธ์แฮมป์ตัน จัดการปฏิเสธทุกข้อเสนอที่เข้ามา เพียงเพราะเขาคิดว่า นักบุญแดนใต้ คือสโมสรที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตกับเขามากที่สุด 

แม้จะมีพรสวรรค์ที่โดดเด่น แต่ เลอ ทิสซิเอร์ ก็ขึ้นชื่อในฐานะนักเตะจอมขี้เกียจ เขาไม่ค่อยชอบวิ่งไล่บอลในสนาม และเกลียดการฝีกฝนสมรรถนะทางร่างกาย ซึ่งเขาเองก็ยอมรับในจุดนี้ 

"โดยทั่วไปแล้ว ผมไม่ค่อยชอบการซ้อมเกี่ยวกับสมรรถภาพทางร่างกาย ผมสามารถซ้อมทั้งวันถ้ามีบอลมาเกี่ยวข้อง แต่ในช่วงก่อนเปิดฤดูกาล คุณต้องวิ่งตลอด 2 สัปดาห์ และมันชวนให้เบื่อเข้าไส้เลย" อดีตเจ้าของหมายเลข 7 เซาธ์แฮมป์ตัน กล่าวกับ FourFourTwo 

แต่ที่เซาธ์แฮมป์ตัน เขาได้รับอภิสิทธิ์เป็นพิเศษ โค้ชหลายคนพยายามมองข้ามจุดนี้ไป ตราบใดที่เขายังคงทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในสนาม โดยเฉพาะ อลัน บอลล์ อดีตกุนซือของทีมผู้ล่วงลับ

"การควบคุมอาหารผมแย่มาก ผมเคยกินฟิชแอนด์ชิป และอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพในคืนก่อนแข่ง ผมไม่ชอบอะไรที่เกี่ยวกับการเสริมสร้างสมรรถนะทางร่างกายเลย" เขากล่าวกับ FIFA.com

"แต่กับบอลลี (อลัน บอลล์) ตราบใดที่คุณทำผลงานได้ในเกมวันเสาร์ เขาไม่สนว่าคุณจะกินอะไร หรือทำอะไรตอนซ้อม ครั้งหนึ่งเขาจับได้ว่าผมเพิ่งมาจากไนท์คลับในตอนเช้า ผมคิดว่าเขาจะดุ แต่เขาพูดว่า 'เล่นตามวิธีของนาย ทำในสิ่งที่ชอบได้เลย'" 

 8

นอกจากนี้ เขายังได้รับอิสระอย่างเต็มที่ในสนาม ในสีเสื้อของเซาธ์แฮมป์ตัน เนื่องจากแผนการเล่นส่วนใหญ่ สร้างโดยมีเขาเป็นจุดศูนย์กลาง และมันก็ทำให้เขาได้ใช้จินตนาการ และเล่นฟุตบอลอย่างที่เขาอยากเล่นอย่างมีความสุข 

"ผมเล่นฟุตบอลในวิธีที่ผมอยากเล่น และถ้าผมไปอยู่กับทีมที่ใหญ่กว่านี้ ผมคงทำแบบนี้ไม่ได้" เลอ ก็อด กล่าวกับ Football 365 

"ผมรู้ว่าผมอาจจะไม่ได้คว้าแชมป์อะไรมากมาย แต่เมื่อคุณอยู่ในสโมสรขนาดนี้ การได้อยู่ในลีกสูงสุดถึง 16 ปี ทำให้ผมมีความสุขมากกว่าการได้เหรียญรางวัล หากผมย้ายไปอยู่ที่อื่นเสียอีก"

"เงิน" อาจจะเป็นปัจจัยสำคัญของการย้ายทีมในยุคปัจจุบัน แต่ไม่ใช่สำหรับ เลอ ทิสซิเอร์ ที่ทำให้เขาเลือกที่จะรับเงินไม่กี่หมื่นปอนด์ต่อสัปดาห์กับนักบุญแดนใต้ แทนที่จะย้ายไปรับค่าเหนื่อยแพงกับสโมสรที่ใหญ่กว่า 

"ผมโตขึ้นมาโดยที่เราไม่ได้มีฐานะอะไรมากมาย เราเป็นครอบครัวที่มีแม่และพ่อ และลูกชายอีก 4 คน ที่อาศัยอยู่ในที่ดินของเทศบาลที่เกิร์นซีย์" เขาอธิบายกับ Football 365 

"พวกเขาต้องแน่ใจว่าเราแต่ละคนมีรองเท้าฟุตบอล และชุดที่สะอาด และผมก็โตขึ้นมาในทัศนคติที่ไม่ค่อยจริงจังกับเงินอะไรแบบนี้ ผมถูกสอนว่าสิ่งสำคัญในชีวิตคือการมีความสุข มากกว่าชีวิตที่ร่ำรวย"

อย่างไรก็ดี ใช่ว่าเขาไม่เคยจะได้ย้ายทีม เพราะย้อนกลับไปสมัยที่เขาเพิ่งแจ้งเกิด เขาเคยเกือบได้ย้ายไปเล่นให้กับ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ทีมรักที่ตามเชียร์มาตั้งแต่เด็กในปี 1990 แต่เขาก็ตัดสินใจล้มดีลในนาทีสุดท้าย 

 9

"ผมเกือบได้เซ็นสัญญากับสเปอร์สในปี 1990 แต่เปลี่ยนในใจนาทีสุดท้ายตอนที่ เทอร์รี เวนาเบิลส์ เป็นผู้จัดการทีม" เลอ ทิสซิเอร์ กล่าวกับ Sky Sports

"นั่นคือการเกือบจะย้ายออกไปจากทีมมากที่สุดของผม เกือบมาก เกือบมากๆ ตอนนั้นเราตกลงค่าเหนื่อยกันได้แล้วด้วยซ้ำ แต่ท้ายที่สุด เซาธ์แฮมป์ตันมอบสัญญาใหม่ให้ผม และยื่นข้อเสนอให้เท่ากับที่ท็อตแน่มเสนอมา"

"มันคือการตัดสินใจที่ยากที่สุด เพราะว่าผมรักสเปอร์สในฐานะแฟนบอล แต่ตอนนั้นผมคุ้นเคยกับที่นี่แล้วและรักสโมสรนี้ รวมไปถึงผู้คนที่นี่ นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้ผมอยู่ที่นี่ต่อไป"

เลอ ก็อด 

เลอ ทิสซิเอร์ ประกาศเลิกเล่นไปตั้งแต่ปี 2002 (แม้ว่ายังโผล่ไปเล่นฟุตบอลกับทีมนอกลีกอย่าง อีสต์ลีห์ อยู่สองฤดูกาล และหวนกลับมาใส่สตั๊ดเพื่อเล่นให้กับ เกิร์นซีย์ เอฟซี สโมสรในบ้านเกิดที่เขาเป็นประธานสโมสร) แต่เขาก็ยังเป็นที่จดจำสำหรับชาวเมืองเซาธ์แฮมป์ตันเสมอ 

 10

ชื่อของเขาได้ถูกนำไปตั้งเป็นชื่อของห้องรับรองในสนามเซนต์ แมรี สนามเหย้าแห่งใหม่ของทีม ในขณะที่อพาร์ทเมนต์ที่สร้างขึ้นตรงที่ที่เคยเป็น เดอะ เดลล์ สนามเหย้าที่ถูกทุบทิ้งไป ก็นำชื่อของเขาไปตั้งในนามว่า Le Tissier Court

มันแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของ เลอ ทิสซิเอร์ ที่แม้จะอำลาวงการลูกหนังไปหลายปี แต่เขาก็ยังได้รับการระลึกถึง ในฐานะนักเตะที่เคยสร้างความสุขให้กับชาวเมืองเซาธ์แฮมป์ตัน 

จริงอยู่ เลอ ทิสซิเอร์ อาจจะดูเหมือนราชันที่ไร้มงกุฎ เมื่อไม่สามารถพาทีมคว้าแชมป์อะไรได้เลย และอาจจะประสบความสำเร็จหากย้ายไปอยู่กับทีมใหญ่ ทว่านี่คือสิ่งที่เขาเลือกแล้ว เลือกที่จะมีความสุขกับทีมเล็กๆแห่งนี้ และเขาก็ไม่เคยเสียใจ 

"ผมไม่เคยเสียใจอะไรเลย ตั้งแต่เจ็ดขวบ ผมมีความปรารถนาที่จะเป็นนักฟุตบอลอาชีพและมีเป้าหมายที่จะเล่นให้ทีมชาติอังกฤษ ผมเติมเต็มมันหมดแล้วที่เซาธ์แฮมป์ตัน" เลอ ทิสซิเอร์ กล่าวกับ FourFourTwo

และมันก็ทำให้เขาคู่ควรกับฉายา "เลอ ก็อด" หรือพระเจ้าแห่งเซาธ์แฮมป์ตันตลอดมา