"พีรพัฒน์ แก้ววิลัย" : จากคนที่เคยถูก Bully สู่การเป็นแข้งไทยหนึ่งเดียวในลีกสเปน

"พีรพัฒน์ แก้ววิลัย" : จากคนที่เคยถูก Bully สู่การเป็นแข้งไทยหนึ่งเดียวในลีกสเปน
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

“ตอนเล่นอยู่ที่เมืองไทย ก็เคยโดนคนตะโกนลงมาจากบนอัฒจันทร์ว่า ‘ไอ้อ้วน! ไอ้หมูตอน!’”

สเปน จัดเป็นชาติชั้นนำของโลกฟุตบอล และฟุตซอล วัดได้จากความสำเร็จที่เหล่าขุนพลโต๊ะเล็ก โต๊ะใหญ่ กวาดถ้วยรางวัลมากมายในเวทีระดับนานาชาติ

ในกีฬาฟุตซอล สเปน มีเกียรติยศเป็นแชมป์โลกฟุตซอล 2 สมัย รองแชมป์โลก 3 สมัย จาก 8 ครั้งที่เข้าร่วม, แชมป์ยุโรปอีก 7 สมัย รองแชมป์ทวีป 2 สมัย จาก 11 ครั้งที่ลงทำการแข่งขัน นั่นคงเป็นสิ่งที่บ่งบอกได้ถึงคุณภาพของนักฟุตซอลจากแดนกระทิงดุ 

ดังนั้นคงไม่ง่ายเลย หากนักเตะโต๊ะเล็กจากภูมิภาคอาเซียน สักคนหนึ่งจะไปโลดแล่นในการเล่นฟุตซอลอาชีพที่สเปน

 

กันยายน ปี 2019 “ด๊ะ” พีรพัฒน์ แก้ววิลัย นักฟุตซอลทีมชาติไทย วัย 23 ปี ได้รับโอกาสครั้งสำคัญในชีวิต จากสโมสร ซานติอาโก ฟุตซอล คลับ ดีกรีอดีตแชมป์สโมสรยุโรป (European Futsal Winners Cup) 1 สมัย ที่ยื่นข้อเสนอยืมตัวเขาไปร่วมทัพ เป็นเวลา 1 ฤดูกาล 

ในช่วงพักเบรกหลังจบเลกแรก Main Stand มีโอกาสได้พูดคุย พีรพัฒน์ แก้ววิลัย เพื่อถามไถ่ถึงชีวิตการเป็นนักฟุตซอลไทยหนึ่งเดียวในลีกอาชีพสเปน รวมถึงสิ่งที่เขาได้รับจากการไปใช้ชีวิตอยู่ในยุโรป นอกเหนือจากสรีระที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

ดาวยิงตุ้ยนุ้ย 

“ผมเป็นคนที่รูปร่างแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก ยิ่งตอนอนุบาล ก่อนเล่นกีฬา นี่เป็นเด็กอ้วนมากๆ พอเริ่มมาเล่นฟุตซอลหุ่นก็ลดลงมาหน่อย แต่ไม่เคยผอมเลย แต่มันก็ยังมีพุง เป็นคนที่หุ่นตันๆแบบนี้มาตลอด”

“เคยพยายามจะลดน้ำหนักแล้ว แต่น้ำหนักลงยากมาก พอกินอะไรนิดหน่อย น้ำหนักขึ้นง่ายมาก ไม่คิดว่าตัวเองจะผอมได้” พีรพัฒน์ เจ้าของส่วนสูง 170 เซนติเมตร ที่ดูเปลี่ยนแปลงไปแบบผิดหูผิดตา กล่าวเริ่ม

 1

สำหรับคนที่ติดตามฟุตซอลไทยอยู่เป็นประจำ แน่นอนว่าย่อมต้องรู้จัก “พีรพัฒน์ แก้ววิลัย” ดาวยิงจากสโมสร พีทีที ชลบุรี บลูเวฟ เป็นอย่างดี 

เพราะนอกจากการจบสกอร์ที่เฉียบคมแล้ว รูปลักษณ์ภายนอกของ พีรพัฒน์ ก็ยังดูแตกต่างกับนักฟุตซอลทั่วไปในลีก ที่ส่วนใหญ่มักจะมีรูปร่างผอมเพรียว แลดูคล่องแคล่ว 

แม้เขาจะลงเล่นใน ฟุตซอลไทยลีก ตั้งแต่อายุ 15 ปี และถูกเรียกติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ ตอนอายุ 17 ปี รวมถึงได้ค้าแข้งกับสโมสรยักษ์ใหญ่อย่าง พีทีที ชลบุรี บลูเวฟ แต่ “พีรพัฒน์ แก้ววิลัย” ก็ยังไม่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง และมักเป็นเป้าให้แฟนบอลฝ่ายตรงข้าม ล้อเลียนเรื่องรูปร่างอยู่เสมอ

 2

“พอย้ายจาก สมุทรปราการฯ มาอยู่ชลบุรี และผมก็เริ่มมองถึงโอกาสในการได้รับใช้ชาติ สุดท้ายผมติดทีมชาติจริงๆ ตั้งแต่อายุยังน้อย”   

“แต่มันแลกมาด้วยความกดดัน ความคาดหวัง ยิ่งเล่นให้ทีมใหญ่ ได้มีชื่อในทีมชาติ ก็ยิ่งทำให้คนจับตามองเรามากขึ้น ผมก็รับมือกับสิ่งนี้มาตั้งแต่เด็ก พยายามปล่อยวางครับ ไม่ได้ไปตอบโต้ ยิ้มอย่างเดียว”

“ตอนเล่นอยู่ที่เมืองไทย ก็เคยโดนคนตะโกนลงมาจากบนอัฒจันทร์ว่า ‘ไอ้อ้วน! ไอ้หมูตอน!’ แต่ผมก็ไม่สนใจอะไร พยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุดในสนาม เท่านั้นพอ เพราะฟุตซอลคือสิ่งที่ผมรักและสนุกกับมันมาตั้งแต่เด็ก”

“ผมอาจไม่ใช่คนที่เก่งมาก  แต่ผมเป็นคนเปิดรับทุกอย่าง อยากเก่ง อยากพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิมอยู่ตลอด ผมก็เคยคิดเหมือนกันนะ ถ้าวันหนึ่งมีโอกาสได้ไปเล่นต่างประเทศ ก็อยากลองดูสักครั้ง”

เดียวดายในกาลิเซีย 

ในวันดูแสนธรรมดาวันหนึ่ง “ธัชพัทธ์ เบ็ญจศิริวรรณ” ประธานสโมสร พีทีที ชลบุรี บลูเวฟ เรียก พีรพัฒน์ แก้ววิลัย เข้ามาพูดคุย ก่อนจะแจ้งข่าวดีที่ทำเอาเจ้าตัวหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ

 3

“ก่อนหน้านี้สัก 1 ปี ปูลปิส (เฮดโค้ชฟุตซอลทีมชาติไทย) เคยคุยกับผมว่า อยากให้ผมออกไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในต่างแดน แต่ผมไม่รู้ว่าเขาไปเจรจากันอย่างไร จนกระทั่งพี่แปม (ธัชพัทธ์ เบ็ญจศิริวรรณ) มาบอกว่า ‘เดี๋ยวด๊ะ ได้ไปเล่นที่สเปนนะ’”

“ผมตื่นเต้นมาก ก่อนไปสเปน ผมไม่ได้คิดเลยว่าตัวเองจะต้องเจออะไร ใจผมอยากจะไปอย่างเดียว เพราะมันคือสิ่งที่เราฝันไว้ ผมแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับลีกสเปนเลย รู้แค่ว่าสโมสรนี้ ปูลปิส เคยเป็นโค้ช และปีก่อน รณชัย (จูงวงษ์สุข) ได้ไปซ้อมกับ เหม็ด (มูฮัมหมัด อุสมานมูซา) ได้ลงสนาม 1 นัด”

พีรพัฒน์ แก้ววิลัย เดินทางจากประเทศไทย มุ่งหน้าสู่ประเทศสเปน โดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ แคว้นกาลีเซีย (Galicia) ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของภาคตะวันตกเฉียงเหนือ พร้อมกับ ปาณัสม์ กิตติภานุวงศ์ นักฟุตซอลรุ่นน้อง ที่ได้รับสัญญายืมตัวคนละ 1 ปี เช่นกัน 

การได้มาใช้ชีวิตท่ามกลางเมืองที่สงบ มีบรรยากาศที่ร่มรื่น โอบล้อมด้วยขุนเขา และป่าไม้ โดยมีบัดดี้เป็นเพื่อนคนไทย น่าจะทำให้ พีรพัฒน์ แก้ววิลัย ไม่ต้องรู้สึกโดดเดี่ยว แต่ทว่าเรื่องราวกลับไม่ได้เป็นอย่างที่คิด… 

 4

“ช่วงที่ผมไป มันเป็นช่วงปรีซีซั่นก่อนเปิดฤดูกาลประมาณ 2-3 สัปดาห์ ก็เพิ่งรู้ตอนนั้นแหละว่า เอกสารของน้อง (ปาณัสม์ กิตติภานุวงศ์) มีปัญหา ทำให้สโมสรไม่สามารถส่งชื่อน้องลงเล่นได้ในเลกแรก น้องมันก็เฟลนะ แต่ก็ซ้อมอยู่ด้วยกันที่สเปน ประมาณ 2 เดือน” 

“จนสุดท้ายเขาก็บอกว่า เอกสารของน้องมันไม่ผ่าน ไม่สามารถเล่นได้ทั้งฤดูกาล ทีนี้น้องมันก็เฟลหนักเลย ตอนนั้นผมรู้สึกเห็นใจน้อง และเสียดายแทน จากเดิมที่คิดว่ามาสองคน ถึงเราพูดภาษาสเปนไม่ได้ ก็ยังเพื่อนคนไทยอยู่ด้วยกัน กลายเป็นว่าน้องต้องกลับไทยก่อนผม และผมต้องอยู่คนเดียวที่นี่ ซึ่งนักฟุตซอลและทีมงานสตาฟฟ์โค้ชทุกคนในสโมสร เป็นคนสเปนหมด เขาพูดและเขียนเป็นภาษาสเปนอย่างเดียว เราก็ไม่รู้เรื่องเลย นั่งงงๆอยู่คนเดียว”

อุปสรรคสำคัญในการปรับตัวของ พีรพัฒน์ คือเรื่องการสื่อสาร เขายอมรับว่าตนเองไม่เก่งภาษาอังกฤษ ยิ่งเป็นภาษาสเปน เขายิ่งไม่เข้าใจไปกันใหญ่ และนั่นทำให้เขาต้องตั้งใจ ใส่ใจกับทุกๆ คำพูดที่โค้ช หรือเพื่อนร่วมทีม พยายามสื่อสาร

 5

“ภาษาเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ในการย้ายมาเล่นต่างประเทศ ถ้าเราไม่มีการสื่อสารที่ดี เวลาลงไปเล่นกับเพื่อน มันก็ไม่เข้าใจกัน ผมจำเป็นต้องมีสมาธิกับอยู่สิ่งที่โค้ชและเพื่อนร่วมทีมสื่อสาร ถ้าสมาธิหลุดนิดเดียว เราจะไม่รู้เลยว่า เขาคุยอะไรกัน ถึงเราจะไม่เข้าใจทุกประโยค แต่เราก็ต้องพยายามจับใจความให้ได้ ” 

“พอน้องเตอร์ (ปาณัสม์) กลับไทย ผมก็ต้องพยายามสื่อกับเพื่อนร่วมทีม ใช้ Google Translate บ้าง คุยภาษาอังกฤษบ้าง เพื่อนๆคนสเปน ก็นิสัยดีนะครับ เขาเห็นว่าเราเป็นต่างชาติมาอยู่ที่นี่คนเดียว ก็ช่วยเหลือตลอด คอยชวนพาไปโน่นไปนี่ ไม่ให้เรารู้สึกเหงา”

“ส่วนโค้ช เวลาเขาสอนหรืออธิบายในห้องแต่งตัว เขาจะพูดภาษาสเปนหมด แต่พอพูดจบแล้ว เขาจะเรียกผมไปคุยเพิ่มเติมส่วนตัว พยายามอธิบายว่า เขาต้องการอะไร ผมต้องเล่นอย่างไร ผ่านไป 1 เลก ก็รู้สึกว่าปรับตัวได้ดีขึ้นมาก แต่ก็ยังไม่เข้าใจภาษาสเปนอยู่ดี (หัวเราะ) มันยากจริงๆ”

นอกจากเรื่องภาษาที่เป็นปัญหาของ พีรพัฒน์ แก้ววิลัย เรื่องปากท้องอาหารการกิน ก็เป็นอุปสรรคอีกอย่างที่เจ้าตัวประสบพบเจอ จนต้องออกไปซื้อของตามซูเปอร์มาร์เก็ต และลงมือเข้าครัวทำอาหารกินเอง รวมถึงเรื่องการเดินทางในชีวิตประจำวันที่เขาต้องใช้ “การเดินเท้า” แทนการขับรถยนต์ หรือขี่รถจักรยานยนต์ ที่เขาคุ้นชินเวลาอยู่เมืองไทย   

 6

“อาหารกินที่นี่ ส่วนใหญ่เมนูจะเป็นเนื้อหมู ซึ่งผมเป็น มุสลิม กินไม่ได้อยู่แล้ว ตอนอยู่ไทยผมแทบไม่ได้ทำอาหารกินเอง อย่างดีที่สุดก็ ทอดไข่กินเอง (หัวเราะ) แต่มาอยู่ที่นี่ ผมต้องไปซื้อวัตถุดิบในซูเปอร์มาร์เก็ต มาทำอาหารกินเอง เพราะวันอาทิตย์ร้านค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต จะปิดหมด”

“อย่างเช่น สปาเก็ตตี้ ผมทำไม่เป็น ก็ต้องเปิดยูทูบ ทำตามที่เขาสอน เปิดอินเตอร์เน็ต หาวิธีหุงข้าวในไมโครเวฟ ส่วนเรื่องการเดินทาง ผมใช้การเดินเท้าอย่างเดียวเลย ไม่มีรถ ไม่มีจักรยานใช้ อย่างเวลาไปซ้อม ก็เดินเท้า 20-30 นาที เดินทุกวันจนชิน แต่บ้านเมืองเขามันน่าเดิน รถวิ่งบนถนนมันน้อย ฟุตปาธก็ดี อากาศก็เย็นสบาย ถ้าเป็นเมืองไทย แค่หน้าปากซอย ผมยังไม่อยากเดินเลย มันร้อน (หัวเราะ)”

“ผมว่าคงเป็นเพราะกฎหมายสเปน ค่อนข้างแรง คนที่นี่เลยไม่กล้าทำผิด อย่างเรื่องการข้ามถนน ก็ต้องข้ามในทางม้าลายเท่านั้น หรืออย่างเวลารถติดไฟแดง ต่อให้ถนนโล่ง เขาก็ไม่กล้าฝ่าไฟแดงกัน ผมเคยเห็นรถยนต์คันหนึ่ง วิ่งมาเร็วมาก พอเห็นคนจะข้ามถนน เขาเบรกหัวทิ่มเลยนะ คนที่นี่เขาค่อนข้างมีระเบียบวินัย”

 7

สิ่งที่ไม่น่าเชื่อก็คือ ภายในระยะแค่ 3-4 เดือน ที่สเปน พีรพัฒน์ แก้ววิลัย สามารถลดน้ำหนักได้ร่วมๆ 12 กิโล ทั้งที่เจ้าตัวก็ไม่ได้คอร์สลดน้ำหนัก หรือทำอะไรเพิ่มเป็นพิเศษ 

“ก่อนสเปนน้ำหนักผมน่าจะประมาณ 87-88 กิโลฯ” พีรพัฒน์ ที่ครั้งหนึ่งเคยมีน้ำหนักสูงสุดแตะหลัก 95 กิโลกรัม กล่าวเริ่ม

“ตอนเล่นอยู่ที่ ชลบุรี บลูเวฟ ผมเคยเข้าคอร์สลดน้ำหนัก ตอนนั้นลดได้มากสุด เหลือ 81 กิโลกรัม ก็แทบไม่ไหวแล้ว คิดว่านั่นคือลิมิตของเรา แต่พอมาอยู่ที่สเปน ผมว่าอาจเป็นเพราะอาหารที่นี่ ส่วนมากจะแคลอรี่ต่ำ ผมพักผ่อนเยอะด้วย แล้วใช้ชีวิตด้วยการเดินเป็นหลัก”

“ก็ไม่เคยรู้ว่าตัวเองลดน้ำหนักไปมากขนาดไหน เพราะไม่ค่อยได้ชั่งน้ำหนัก จนมาชั่งครั้งล่าสุดเหลือ 76 กิโลกรัม ก็ดีใจที่ลดน้ำหนักลงมาได้ขนาดนี้ พอกลับมาเมืองไทย มีแต่คนทักว่า หุ่นดีขึ้น พอน้ำหนักตัวน้อยลง ผมรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรได้คล่องแคล่วขึ้น เบาตัวดี เคลื่อนไหวได้ดีกว่าเดิม”

ธงชาติไทยในแผ่นดินสเปน

แม้มีปัญหาบ้างในเรื่องการปรับตัวยามอยู่นอกสนาม เนื่องจากกำแพงด้านภาษา และสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นชิน แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ได้ลงไปในสนาม พีรพัฒน์ กลับไม่ได้รู้สึกภาษาเป็นอุปสรรคต่อการปรับตัวเข้ากับสโมสรในต่างแดน 

 8

“ผมไม่มีปัญหาเลยนะ เรื่องการปรับตัวเข้ากับระบบทีม แผนการเล่น หรือรูปแบบการฝึกซ้อม เพราะมันก็คล้ายๆ กับตอนอยู่ไทย เราเคยผ่านมาแล้ว ส่วนสิ่งที่ต่างกัน น่าจะเป็นเรื่องทัศนคติ และวิธีการปฏิบัติตัวของ นักฟุตซอลสเปน เขาจะมีระเบียบวินัยสูงกว่านักบอลบ้านเรา แม้สโมสรที่เล่น จะเป็นทีมลีกรองก็ตาม” 

“รวมถึงเรื่องเกมรับ อันนี้เป็นสิ่งที่เขาปลูกฝังกันมาเลยนะว่า วินัยเกมรับเป็นสิ่งสำคัญ โค้ชจะเน้นย้ำทุกเกมว่า ทุกคนต้องลงมาช่วยเกมรับ ที่นี่ทุกทีมจะมีวิธีคิดว่า ถ้าเกมรับพลาดแค่จังหวะเดียว ทีมอาจเสียประตูได้ ทีมเล็กจึงไม่กลัวทีมใหญ่ เพราะเขาคิดว่าสามารถเอาชนะได้ อยู่ที่ว่าจังหวะเกมวันนั้น ฝ่ายไหนทำผิดพลาดเยอะกว่า”

“เมื่อก่อนผมก็คิดว่า เกมรุกมันต้องสำคัญมากกว่าเกมรับสิ จนผมมาเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ เพราะเพื่อนร่วมทีมคนหนึ่งชื่อ ดานี่ (บลังโก) เขาถามผมว่า ‘คุณชอบเล่นเกมรุกเหรอ?’ ผมก็ตอบว่า ใช่ เขาก็พูดต่อว่า ‘ผมชอบเกมรุกนะ แต่ผมสนุกมากกว่าเวลาเล่นเกมรับ’ มันทำให้คิดได้ว่า เราชอบเกมรุกได้ แต่ก็ต้องเล่นเกมรับให้เป็น” 

พีรพัฒน์ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ๆ ในทุกๆ การฝึกซ้อม และนำเอาข้อผิดพลาดต่างๆ มาปรับปรุงตัวเอง เพื่อแย่งชิงโอกาสในการลงสนามกับเพื่อนร่วมทีมชาวสเปน โดยให้ความสำคัญกับเกมรับมากขึ้นกว่าเดิม 

ในที่สุดผลแห่งความพยายามตลอดช่วงปรีซีซั่น ก็เห็นผล เมื่อโค้ชตัดสินใจใช้งาน นักเตะหมายเลข 20 ชาวไทย ลงสนามตั้งแต่เกมแรกของฤดูกาล ซึ่ง พีรพัฒน์ ก็ตอบแทนความไว้วางใจของสโมสร ด้วยการยิงคนเดียว 2 ประตู ในเกมที่พบกับ อัลซีร่า เอฟเอส

ก่อนจะสร้างชื่อให้ตัวเอง ด้วยการเป็น ผู้เล่นไทยคนแรกที่ยิงแฮตทริก ในลีกอาชีพสเปน ในเกมที่ ซานติอาโก ฟุตซอล คลับ ชนะ มอนคาโญ โคโล โคโล 4-2 โดยหลังจากลงสนามไป 21 นัด พีรพัฒน์ ทำประตูไปแล้ว 10 ลูก 

 9

“ผมรู้สึกว่าที่นี่ (ลีกสเปน) นักฟุตบอลเขาเคี่ยวกันมากเลย การจะยิงประตูได้นั้นยากมาก ทุกคนจะบีบหาเราเร็ว ใช้ความแข็งแรงเข้าปะทะ ทำให้ไม่มีเวลาแต่งบอล หรือคิดนาน ต้องตัดสินใจให้ดี” 

“ส่วนเรื่องการทำประตู ผมไม่ได้คิดหรือตั้งเป้ากับตัวเองนะ ว่าวันนี้ต้องยิงให้ได้ ผมคิดอย่างเดียวว่า วันนี้ผมอยากช่วยให้ทีมชนะ ถ้าผมยิงได้ แต่ทีมไม่ชนะ ผมจะผิดหวังมาก ต่อให้วันนั้นใครจะบอกว่าผมเล่นดีก็ตาม”

“เรื่องการบริหารจัดการต่างๆ ภายในสโมสร ผมว่าทีมในฟุตซอลลีกของไทย อาจจะดูดีกว่า เพราะว่าที่นี่ลีกรอง ทีมส่วนใหญ่ยังเป็นแบบกึ่งอาชีพ แต่คนก็ให้ความสนใจเยอะนะครับ อย่างที่ทีมผมเล่น แฟนคลับก็เข้ามาดูกันเยอะ บรรยากาศการเชียร์ก็สนุกครับ กองเชียร์ส่งเชียร์ตลอดเลย เวลาลงไปเล่นแล้วมีกำลังใจ คนสเปน ดูเป็นคนที่เขาชอบกีฬากันจริงๆ”

ไม่ว่าคุณจะมอง พีรพัฒน์ แก้ววิลัย จากภายนอกที่รูปร่าง หรือมองเขาลึงเข้าไปถึงข้างใน ในฐานะนักฟุตซอลคนหนึ่งที่ไม่เคยหยุดพัฒนา และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกๆ ความท้าทายในชีวิต 

แต่อย่างน้อยที่สุด ธงชาติไทย ที่ถูกโบกสะบัดโดยกองเชียร์ชาวสเปน ยามที่สโมสร ซานติอาโก ฟุตซอล คลับ ลงทำการแข่งขัน ก็คงเป็นเครื่องพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่า “พีรพัฒน์ แก้ววิลัย” มาไกลเพียงไหน จากความพยายามที่เขาทุ่มเทมาตลอดชีวิต 23 ฝน 

 10

“ผมไม่รู้ว่าธงชาติไทยผืนนั้นเป็นของใคร แต่ผมมีความสุขมากเลยนะ ทุกครั้งที่หันไปเห็น ธงชาติไทย เพราะเท่ากับว่ากองเชียร์ที่นั่น เขายอมรับในตัวเรา มันเป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่าจริงๆ ที่ผมได้มาเล่นที่สเปน”