วิพากษ์สไตล์ ‘รอย คีน’

วิพากษ์สไตล์ ‘รอย คีน’
Hot Score

สนับสนุนเนื้อหา

หน้าข่าวกีฬาของหนังสือพิมพ์อังกฤษในต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา คงไม่มีประเด็นไหนชิงพื้นที่สื่อได้มากเท่ากับเนื้อหาในหนังสืออัตชีวประวัติเล่มที่สองในชีวิตของ รอย คีน อดีตกัปตันทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ถูกนำออกมาเผยแพร่ให้ได้ชิมลางกันเป็นน้ำจิ้ม ก่อนที่หนังสือที่ชื่อว่า The Second Half ของเขาจะวางขายอย่างเป็นทางการในวันพฤหัสบดีนี้

คีนในวัย 43 ปี ซึ่งปัจจุบันมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยโค้ชของทีมชาติไอร์แลนด์และแอสตัน วิลล่า ขึ้นชื่อในเรื่องของความเป็นคนโผงผางและอารมณ์ร้อนมาแต่ไหนแต่ไร จนทำให้เขาต้องแยกทางกับปิศาจแดงแบบจบไม่สวยในปี 2005 หลังย้ายมาร่วมทีมตั้งแต่ปี 1993 และเป็นกำลังสำคัญของทีมมาตลอด รวมถึงได้สวมปลอกแขนกัปตันทีมต่อจาก เอริก คันโตน่า ด้วย

เนื้อหาเด็ดๆ ในหนังสือฉบับนี้ของคีนคงหนีไม่พ้นการแฉและดับเครื่องชนทั้งอดีตกุนซืออย่างเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันและอดีตเพื่อนรวมทีม และนี่คือส่วนหนึ่งของเนื้อหาแสบๆ คันๆ ที่มาจากมุมมองและความเห็นของคีโน่

พูดถึงเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

“ถ้าเขาทำดีด้วย ผมจะคิดทันทีว่า ‘นี่ต้องเป็นเรื่องของผลประโยชน์แน่’ เขากระหายความสำเร็จและไม่ยอมอ่อนข้อให้ใคร การไม่อ่อนโยนกับใครคือจุดเด่นของเขา แมนฯ ยูไนเต็ดเป็นสโมสรที่ใหญ่กว่าน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์มาก แต่ความเย็นชาของเขาก็ทำให้เขาประสบความสำเร็จ ในฐานะผู้จัดการทีมแล้ว ผมอยากเอาความอ่อนโยนของไบรอัน คลัฟกับความเฉียบขาดของเฟอร์กูสันมาผสมกัน แต่แน่นอนว่าต้องใส่ตัวตนของผมลงไปด้วยนะ”

พูดถึงคลาสออฟ 92

ทีมชุดคลาสออฟ 92 เป็นนักเตะที่ดี แต่บทบาทของพวกเขาที่มีต่อสโมสรถูกยกยอจนเกินจริงไปหน่อย คลาสออฟ 92 ดูเหมือนจะมีชื่อเสียงเฉพาะตัว กลายเป็นเหมือนยี่ห้อสินค้า เหมือนกับเป็นอีกทีมหนึ่งในทีมของเรา และพวกเขาก็เหมือนจะชอบซะด้วย แต่เราทั้งหมดต่างก็มีเป้าหมายเดียวกัน เราทั้งหมดต่างก็มีความกระหายเหมือนกัน”

พูดถึงพอล สโคลส์

“สโคลซี่เป็นสุดยอดนักเตะจริงๆ แต่ผมไม่ค่อยปลื้มกับภาพลักษณ์ความเป็นคนที่แสนจะติดดินของเขาเท่าไหร่นัก เขามีด้านอื่นๆ อีกเยอะ แต่ทุกคนดูเหมือนจะคิดว่าเขายังอยู่แฟลตของรัฐบาลอยู่เลยมั้ง”

พูดถึงการวางมวยกับปีเตอร์ ชไมเคิล

“ผมเคยมีเรื่องกับปีเตอร์ตอนออกทัวร์ปรีซีซั่นเมื่อปี 1998 คิดว่าน่าจะเป็นที่ฮ่องกงนะ ความเมาก็มีส่วนแหละ เขาบอกว่า ‘ฉันเบื่อนายเต็มทีแล้ว เราต้องมาเคลียร์กันซักที’ ผมเลยบอกว่า ‘ได้เลย’ แล้วเราก็ซัดกันนัว ผมตื่นมาวันรุ่งขึ้นแล้วจำอะไรไม่ค่อยได้มากนัก รู้แต่ว่ามือผมช้ำแล้วนิ้วก็ซ้น”

“เจ้านายด่าเราเละตอนอยู่บนรถบัส แล้วก็มีคนพูดเรื่องที่ผมกับปีเตอร์ทะเลาะกันที่โรงแรมให้ฟัง ตอนนั้นนิคกี้ บัตต์บอกผมว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ปีเตอร์คว้าคอผมแล้วผมก็เฮดบัตต์เขา หลังจากนั้นเราก็ชุลมุนกันอยู่นาน”

พูดเรื่องการไม่ตรวจโด๊ปของริโอ เฟอร์ดินานด์

“เขาได้รับผลเสียจากเรื่องนี้และทีมก็เช่นกัน ถ้าผมเป็นเขา และหมอบอกว่าผมต้องไปตรวจโด๊ป ผมก็คงจะไปตรวจ มันไม่ใช่เรื่องอะไรที่เราจะลืมกันได้ง่ายๆ”

“มันไม่ใช่การไปรับจดหมายที่ไปรษณีย์ หรือลืมเอารองเท้ามา”

“ตอนหมอบอกว่าคุณต้องไปตรวจโด๊ปนะ มันไม่ใช่เรื่องที่ทำกันอยู่ทุกวัน แต่ก็ยังมีบางคนขี้ลืมได้อย่างเหลือเชื่อ”

“ผมไม่ได้มองว่าริโอมีเหตุผลอะไรซ่อนเร้นนะ ผมคิดว่าเขาลืมจริงๆ และเราก็ต้องชดใช้ เขาเป็นนักเตะที่เก่งมากคนหนึ่งและเราก็ขาดเขาไป โดยเฉพาะในครึ่งหลังของฤดูกาลตอนที่การขับเคี่ยวเป็นไปอย่างเข้มข้น”

พูดถึงคริสติอาโน่ โรนัลโด้

“เราไปเตะกับสปอร์ติ้ง ลิสบอนเพื่อฉลองเปิดสนามใหม่ของพวกเขา ผมได้เห็นว่าโรนัลโด้เล่นได้แจ๋วแค่ไหนในวันนั้น เขาต้องดวลกับจอห์น โอเชีย และทำเอาเชียซี่แทบต้องขอยาแก้ปวดหัวกินในช่วงพักครึ่ง เพราะตาลายกับลีลาการสับขาหลอกของเขา”

“สโมสรบรรลุข้อตกลงซื้อขายเขาเลยหลังเกมนั้น เรายังอำกันอยู่เรื่อยๆ ว่าจริงๆ แล้วเชียซี่คือคนที่ทำให้ดีลนี้เกิดขึ้น ด้วยการเล่นได้ห่วยแตกมากในเกมนั้น”

“ผมชอบโรนัลโด้ตั้งแต่แรกเลย เขามีความมุ่งมั่นและทัศนคติที่ดี พอได้เห็นเขาซ้อมแค่ไม่กี่วัน ผมคิดเลยว่าเด็กคนนี้ต้องเป็นหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดของโลกในอนาคตแน่”

“เขาเพิ่งอายุแค่ 17 แต่กลายเป็นนักเตะที่ขยันซ้อมที่สุดคนหนึ่งในทีมทันที เขารูปหล่อและเขาก็รู้ตัวด้วย พอมองดูนักเตะคนอื่นๆ ในกระจก ผมคิดว่าพวกแกนี่หุ่นไม่ได้เรื่องเลย แต่โรนัลโด้ดูใสซื่อและดูดีจริงๆ”

พูดเรื่องการขัดแย้งกับคาร์ลอส คีรอซ

“ผมบอกเขาว่า อย่าสะเออะมาพูดกับผมเรื่องความจงรักภักดีนะคาร์ลอส เมื่อไม่กี่ปีก่อนคุณเพิ่งทิ้งทีมนี้เพื่อไปคุมเรอัล มาดริดหลังจากอยู่ได้แค่ 12 เดือน อย่าบังอาจมาสงสัยเรื่องความจงรักภักดีของผม ผมเคยมีโอกาสจะได้ย้ายไปยูเวนตุสและบาเยิร์น มิวนิคมาแล้ว”

พูดถึงจุดแตกหักกับแมนฯ ยูไนเต็ด

“ผมเพิ่งรู้มาไม่กี่วันก่อนว่าสโมสรพยายามจะเขี่ยผมทิ้ง ผมบอกกับเฟอร์กูสันว่า ‘ผมจะไปเล่นให้ทีมอื่นได้มั้ย?’ เขาบอกว่า ‘ได้เลย เพราะเราจะฉีกสัญญานายทิ้งอยู่แล้ว’ ผมเลยคิดว่าได้เลย ผมจะจัดการเรื่องนี้เอง”

“ผมรู้ว่าหลายทีมจะติดต่อมาแน่ถ้าข่าวนี้ออกไป ผมเลยบอกไปว่า ‘งั้นผมคิดว่าเราคงต้องจบกันแค่นี้แล้วล่ะ’ ตอนนั้นผมแค่คิดว่าไอ้พวกงี่เง่าเอ๊ย แล้วผมก็ยืนขึ้นและพูดว่า ‘โอเค งั้นผมไม่อยู่ต่อ’”

Babybear