[OPINION] "เอ็นโกโล ก็องเต" กับบทบาทสุดยอดป้อมปราการที่หายไป!

[OPINION] "เอ็นโกโล ก็องเต" กับบทบาทสุดยอดป้อมปราการที่หายไป!
90MiN

สนับสนุนเนื้อหา

จนถึงตอนนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก เอ็นโกโล ก็องเต ยอดมิดฟิลด์ชาวฝรั่งเศส ของเชลซี ที่มีดีกรีเป็นถึงแชมป์ฟุตบอลโลก รวมไปถึงแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัยกับ 2 สโมสรด้วยกัน

เจ้าตัวสร้างชื่อในฐานะกองกลางตัวรับที่พา เลสเตอร์ ซิตี้ ทีมม้ามืดนอกสายตา สร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษได้ในฤดูกาล 2015/16 ชนิดที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อน จากนั้นปีต่อมา สิงโตน้ำเงินคราม จึงจัดการกระชากตัวมาร่วมทีมด้วยค่าตัวเพียง 32 ล้านปอนด์ และในปีเดียวกันนั้นเอง ก็องเตพาเชลซีเข้าป้ายเป็นแชมป์ลีกได้ทันที จนทำให้เขาได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของพรีเมียร์ลีกไปครองได้อย่างงดงาม

k

แต่แล้วในฤดูกาล 2018/19 การจากไปของ อันโตนิโอ คอนเต ถูกทดแทนโดยนายใหญ่คนใหม่ เมาริซิโอ ซาร์รี ที่ได้ทำการดึงตัวลูกรักอย่าง จอร์จินโญ จากนาโปลี ติดตัวมาด้วยในปีเดียวกัน นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้บทบาทของสุดยอดมิดฟิลด์ตัวรับของก็องเตต้องเปลี่ยนไปจนกระทั่งถึงทุกวันนี้!

c

เพราะแผน 4-3-3 สไตล์ "ซาร์รีบอล" คนที่ยืนจังก้าอยู่หน้าแผงหลังกลับกลายเป็น จอร์จินโญ แทนที่จะเป็นอดีตกองกลางจากทีมจิ้งจอกสยาม เพราะอดีตนายใหญ่จากนาโปลีนั้น ต้องการตัวรับที่สามารถสร้างสรรค์เกมจากแดนตัวเองได้ นั่นจึงทำให้ซาร์รีจำเป็นต้องมอบความท้าทายครั้งใหม่ให้กับก็องเต ด้วยการขยับเขาขึ้นไปยืนเป็น Box to Box มิดฟิลด์ คอยปั้นเกมรุกและวิ่งขึ้นลงตามสถานการณ์

p

ในช่วงแรกก็มีเสียงวิจารณ์จากแฟนบอลอยู่พอสมควร แต่เมื่อจอร์จินโญเริ่มคุ้นชินกับลีกเมืองผู้ดีมากขึ้น เขาก็ค่อยๆลดคำครหาลงและเริ่มได้รับการยอมรับในฝีเท้ามากขึ้น แต่ทว่า.. ภาระกลับมาตกอยู่ที่มิดฟิลด์หมายเลข 7 ที่ต้องพยายามอย่างหนักเพื่อปรับตัวให้เข้ากับตำแหน่งใหม่ แผนการเล่นใหม่ และแม้จะจบซีซั่นด้วยผลงาน 4 ประตู กับ 4 แอสซิสต์ แต่เห็นได้ชัดเลยว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าตัวถนัดเลยแม้แต่น้อย

ds

กระทั่ง สิงห์บลูส์ต้องเริ่มต้นฤดูกาลใหม่กับกุนซือคนใหม่อีกครั้ง ซึ่งก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล แฟรงค์ แลมพาร์ด อดีตตำนานนักเตะชื่อดังของสโมสร ผู้ซึ่งยังคงใช้แผนการเล่นหลักแบบ 4-3-3 และที่สำคัญ ซูเปอร์แฟรงค์ ยังคงยืนยันว่าคนที่เหมาะที่สุดในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับคือ จอร์จินโญ!

a

ซีซั่นนี้ก็องเตถูกอาการบาดเจ็บเล่นงานจนหายหน้าหายต่อไปร่วม 3 เดือน แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น.. เพราะหลังจากเจ้าตัวกลับมาลงสนามได้ ป๋าแลมพ์ ยังคงยืนกรานจะให้เจ้าตัวลงเล่นในบทบาท Box to Box ต่อไป ไม่เพียงแค่นั้น ในยามที่ทีมไม่มีจอร์จินโญ หรือถูกเปลี่ยนตัวออกไป คนที่ถูกจับมาเล่นตัวรับกลับเป็น มาเตโอ โควาซิช แทนอีกต่างหาก ซึ่งก็ไม่ทราบว่าแลมพาร์ดเห็นอะไรในตัวก็องเต จึงไม่ต้องการให้เขาลงมาเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับ

u

แต่สิ่งที่ทุกคนเห็นแน่ๆคือ ผลงานของทีม ที่แม้จะอยู่อันดับที่ 4 แต่จากการที่ก็องเตไม่ได้เล่นเกมรับแบบเต็มตัวนั้น ย่อมมีส่วนทำให้ ณ ปัจจุบัน พวกเขาเสียประตูไปแล้วถึง 34 ประตูในลีก ทั้งที่เพิ่งจะผ่านครึ่งซีซั่นมาได้เพียงไม่กี่เกมเท่านั้น แน่นอนว่าของแบบนี้จะไปโทษว่าจอร์จินโญเล่นรับไม่ดีก็คงไม่ถูก แต่เชื่อได้เลยว่าแฟนๆสิงห์บลูส์คงคิดเหมือนกันว่า มันอาจจะดีกว่านี้ก็ได้ถ้าคนที่ยืนประจำการตรงนั้นคือ เอ็นโกโล ก็องเต!

g

แม้การเล่นในบทบาท Box to Box ของก็องเตนั้น จริงๆแล้วก็ไม่ได้ถึงกับแย่อะไร แต่ในหลายๆเกมเราจะเห็นได้ชัดเลยว่าเจ้าตัวทำได้แค่วิ่งไล่บอลไปมาในแดนกลาง และแทบไม่สามารถสร้างสรรค์จังหวะเข้าทำสวยๆ หรือมีลูกยิงไกลจากแถวสองเพื่อสร้างอิมแพคในเกมรุกให้กับทีมได้เลย แม้จะมีความขยัน มีความเร็ว มีความแข็งแกร่ง เป็นทุนเดิม แต่ดูเหมือนจุดเด่นเหล่านั้นแทบไม่มีประโยชน์ใดใดเลยกับตำแหน่งตัวปั้นเกมที่เป็นอยู่ในเวลานี้

d

เพราะฉะนั้น จะดีกว่าหรือไม่ ถ้าทีมเลิกฝืนดันก็องเตไปยืนสูง ซึ่งเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ตำแหน่งที่เจ้าตัวถนัด แล้วถอยให้เขากลับมายืนตำแหน่งที่ควรจะเป็นเหมือนสมัยที่คอนเตพาทีมคว้าแชมป์ลีก เหมือนสมัยที่ เคลาดิโอ รานิเอรี ค้นพบเพชรเม็ดงาม เหมือนสมัยที่ ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ สร้างประวัติศาสตร์พาฝรั่งเศสเป็นแชมป์โลกในรอบ 20 ปี

m

นั่นก็เพราะในทุกเหตุการณ์ที่กล่าวมานี้ ล้วนแล้วแต่มีชายที่คอยยืนหนึ่งเป็นป้อมปราการก่อนถึงแดนหลังชื่อว่า "เอ็นโกโล ก็องเต" คนนี้นั่นเอง