"อัล ซารูต" นักฟุตบอลทีมชาติซีเรีย ที่ยอมแลกชีวิตกับบทบาท "นักปฏิวัติ"

"อัล ซารูต" นักฟุตบอลทีมชาติซีเรีย ที่ยอมแลกชีวิตกับบทบาท "นักปฏิวัติ"
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

ซีเรีย คือ ชาติในตะวันออกกลางที่ออกข่าวต่างประเทศแทบจะทุกๆ วัน เนื่องด้วยความวุ่นวายที่ยากจะหาจุดจบ

แม้จะเป็นการขัดแย้งกันของฝ่ายซ้าย และฝ่ายขวา ที่มีเหมือนกันทุกประเทศ แต่ที่นี่กลับรุนแรงยิ่งกว่าที่ใดๆ ทั้งสองฝ่ายไม่มีวันประนีประนอมและอยู่ร่วมกันได้ เพราะพวกเขาเกลียดและแค้นกันในระดับที่เอาชีวิตกันได้ง่ายๆ 

การลุกขึ้นประท้วงรัฐบาล, การใช้อาวุธเคมี, เล่นไม้หนักกับผู้ชุมนุม และความไม่สงบต่างๆ นานา เท่าที่คุณจะนึกออก คุณสามารถพบได้ใน “ซีเรีย” ทั้งสิ้น ...

เรื่องมันเริ่มจากการปกครองประเทศแบบเบ็ดเสร็จ ด้วยระบอบที่หลายคนเรียกว่าเผด็จการของตระกูล อัล-อะซัด ซึ่งกินเวลามาหลายสิบปี และแน่นอนคำว่าเผด็จการนั้นหมายถึงการไม่ยอมให้คนที่เห็นต่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ หากว่าใครขัดขืนรับรองได้เลยว่าพวกเขาจะได้ไป "เฝ้าพระเจ้า" ซึ่งในความหมายของคนทั่วโลกคือ "ตายสถานเดียว"

อย่างไรก็ตามไม่มีสิ่งใดในโลกที่คงอยู่ได้ตลอดไป ตระกูล อัล-อะซัด ก็เช่นกัน เมื่อระยะแห่งการกดขี่ยืดยาวไม่มีหยุดทำให้คนที่อยู่ฝั่งต่อต้านรู้ปลายทางของพวกเขาเป็นอย่างดีว่า สู้ก็ตาย ไม่สู้ก็ตาย ... ดังนั้นการลุกขึ้นสู้ด้วยอุดมการณ์ คือ สิ่งที่ทำให้พวกเขายินดีที่จะทำ แม้ต้องแลกกับชีวิตก็ตาม

อุดมการณ์ดังกล่าวถูกส่งผ่านไปทีละนิด ทีละนิด จนกระทั่งกลายเป็นการลุกฮือของกลุ่มต่อต้านแบบเต็มรูปแบบ ไม่เว้นแม้กระทั่งกับคนวัยรุ่น ที่อยู่ในช่วงวัยแห่งความสนุกและความฝันอย่าง อับเดล-บาสเซ็ต อัล-ซารูต (Abdel-Basset al-Sarout)

รุ่งอรุณแห่งอิสระเสรี 

อัล-ซารูต คือเด็กหนุ่มชาวซีเรียที่เกิดในครอบครัวผู้ชายล้วน เขามีพี่ชาย 4 คน และครอบครัวของเขาอาศัยอยู่ ณ เมือง Homs ซึ่งป็นเมืองที่ขึ้นชื่อว่า "เมืองหลวงแห่งจิตวิญญาณและการปฎิวัติ" แน่นอนว่ามันเป็นฝั่งตรงข้ามของรัฐบาลซีเรีย ที่มี บัชชาร อัล-อะซัด (Bashar al-Assad) เป็นประธานาธิบดี 


Photo : www.washingtonpost.com

"Homs คือเมืองหลวงแห่งการปฎิวัติ เราเป็นตัวแทนของอิสรภาพที่สวยงามที่สุดในประเทศนี้ เราทุกคนมีวัตถุประสงค์เดียวกันนั่น คือ การได้เห็นการล่มสลายของระบอบการปกครองเส็งเคร็งนี่" นี่คือสิ่งที่ อัล-ซารูต อธิบายถึงบ้านเกิดของเขา 

การถูกปลูกฝังมาตั้งแต่กำเนิด ทำให้ อัล-ซารูต อินกับการเมืองมาตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าช่วงเวลาวัยรุ่นเขาจะก้าวขึ้นมาเป็นนักฟุตบอลที่พร้อมจะเติบโตมาเล่นในระบบอาชีพ แต่สิ่งนั้นกลายเป็นเรื่องยากสำหรับเขา เพราะสโมสร Al Karamah เองไม่ต้องการให้นักเตะในทีมแสดงออกทางการเมือง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ดังนั้น อัล-ซารูต ต้องแอบซ่อนอุดมการณ์ของตัวเองตลอดมา

"พ่อของ ซารูต เตือนอยู่ตลอดเวลาที่เขาอยู่บนเส้นทางของนักฟุตบอล" เพื่อนของเขาสมัยค้าแข้งอยู่กับทีม Al Karamah กล่าว เนื่องจากตอนนั้น หากมีการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง อัล-ซารูต มีโอกาสที่จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายได้ทุกเมื่อ 

พ่อของ อัล-ซารูต มองโลกแบบคนที่ผ่านน้ำร้อนมาก่อน ขณะที่ตัวของ อัล-ซารูต ที่อยู่ในช่วงวัยแห่งความฝันนั้นมองอีกแบบ เขาเชื่อว่า การเมือง และ กีฬา มันเป็นคนละเรื่องกัน ทว่าความจริงแล้ว โลกเราไม่ได้มีอิสรภาพไปเสียทุกเรื่อง โดยเฉพาะที่ซีเรีย ดังนั้นเขาจึงปฏิเสธการไปเป็นแรงงานก่อสร้างเหมือนกับพ่อ และเลือกที่จะเล่นฟุตบอลต่อไป

อัล ซารูต ในตำแหน่งผู้รักษาประตู มีฝีมือที่ร้ายไม่ใช่เล่น อย่างน้อยๆ ก็ระดับหัวแถวของประเทศ เพราะเขาสามารถพัฒนาจนไปติดทีมชาติซีเรียชุดเยาวชนยู 17 และ ยู 20 เลยทีเดียว  


Photo : www.trtworld.com

เขาเล่นฟุตบอลควบคู่ไปกับการเข้ากับกลุ่มผู้ประท้วงรัฐบาล ซึ่งเป็นไปตามอุดมการณ์ที่เขาเชื่อว่าทุกคนสามารถมีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงจุดยืนและความคิดเห็นได้ ตัวของ อัล-ซารูต นั้นเข้ากับผู้ชุมนุมด้วยความสงบเสมอมา ด้วยการเป็นนักพูดปลุกระดม หน้าที่ของเขาคือการกล่าวบทสวด จนกระทั่งโลกของเขาต้องพลิกสลับกลับหัวท้ายและกลายเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ 

ระหว่างที่ผู้ชุมนุมในเมือง Homs กำลังทำหน้าที่ขับเคลื่อนอุดมการณ์ จู่ๆ การสลายการชุมนุมของรัฐบาลซีเรียก็เกิดขึ้นในระดับที่สื่อดังของแดนอาหรับ อย่าง "อัล จาซีรา" ใช้คำว่า "การบดขยี้" คำนี้รุนแรงพอที่จะทำให้เห็นภาพที่เกิดขึ้นในวันนั้น แม้ไม่มีการบันทึกวีดีโอไว้ก็ตาม


Photo : www.trtworld.com

"การประท้วงครั้งแรกของผมเกิดขึ้นที่หอนาฬิกาที่เมือง Homs ผมออกไปข้างนอกพร้อมกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์และทำเพื่อเหล่าผู้ที่เคยพลีชีพเพื่ออนาคตของเรา สิ่งแรกที่ผมเห็นในวันนั้นคือสไนเปอร์ของฝั่ง อัล-อะซัด เฝ้าจับตาการชุมนุมครั้งนั้น และผมจึงเริ่มร้องว่า "โอ้ พวกสไนเปอร์หมารับใช้เอ๋ย นี่คือคอ และนี่คือหัวของข้า แน่จริงก็มาเอาไปซะ" เขาให้สัมภาษณ์กับ eaworldview.com 

การชุมนุมครั้งที่โดนรัฐบาล "บดขยี้" ทำให้ อัล-ซารูต ออกตัวเป็นผู้ต่อต้านรัฐบาลแบบเต็มรูปแบบ และเป็นช่วงเวลาที่ความตึงเครียดเข้าครอบงำพื้นที่เมือง Homs เมื่อม็อบโดนทำร้ายครั้งแล้วครั้งเล่าสุดท้ายก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่พวกเขาจะตอบโต้กลับด้วยความรุนแรง ... และสุดท้ายมันก็กลายเป็นสงครามกลางเมือง

ลุยแบบไร้ทางเลือก

การสูญเสีย คือ สิ่งหนึ่งที่ทำให้คนลุกขึ้นสู้โดยไม่สนเหตุผล และไม่แคร์ว่าปลายทางจะจบอย่างไร ในปี 2011 สงครามกลางเมือง Homs รุนแรงจนถึงขั้นไม่ได้ใช้กันแค่ปืนเท่านั้น มีระเบิด รถถัง และการใช้กองกำลังระดับกองทัพเข้าปราบปราม จนสุดท้ายพี่ชายของ อัล-ซารูต เสียชีวิตจากสงครามทั้ง 4 คน รวมถึงพ่อของเขาด้วย


Photo : wikipedia.org/wiki/Abdul_Baset_al-Sarout

ณ นาทีนั้น อัล-ซารูต รู้แล้วว่าในประเทศแห่งนี้ กีฬา และ การเมือง เกี่ยวข้องกัน และไม่มีทางไปด้วยกันได้ เพราะหลังจากเขาเข้าร่วมรบในสงครามกลางเมือง สโมสรก็ไล่เขาออกจากทีมทันที

"ผู้ก่อการร้ายอย่าง ซารูต ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสโมสรแห่งนี้" นี่คือแถลงการณ์จากสโมสร Al Kamarah ที่ตัดสัมพันธ์กับ อัล-ซารูต แต่ ณ เวลานี้เขาไม่แคร์อีกต่อไป การสูญเสียคนในครอบครัว เปลี่ยนให้เขาเดินหน้าเข้าสู่เส้นทางนักปฎิวัติแบบเต็มตัว

"ซารูต กลายเป็นคนแรกที่ก้าวขึ้นมาปกป้องครอบครัวของเขาและผู้คนในหมู่บ้าน หรือที่เราเรียกว่า อัล บายาดาห์" ฮาดิ อัลอับดัลลาห์ หนึ่งในผู้ร่วมกองทัพปฎิวัติแห่ง Homs เล่าถึงเหตุการณ์ในวันนั้น ซึ่งนำมาสู่การปราบกบฎ Homs เต็มรูปแบบ สุดท้ายเขาต้องหนี เพราะรัฐบาลตั้งค่าหัวของเขาไว้สูงลิบเพื่อจับตาย 


Photo : www.trtworld.com

"เราเป็นกลุ่มคนที่รัฐบาลต้องการจะฆ่าทิ้ง นั่นหมายความว่าตัวตนของเราแข็งแกร่งยิ่งกว่าอาวุธ ซึ่งจริงๆ แล้วพวกเราไม่เคยคิดจะจับอาวุธขึ้นสู้หรอก แต่หลังจากที่เราแสดงพลังของการชุมนุมให้โลกได้เห็น จนกระทั่งวันหนึ่งเราไม่มีทางเลือกอีกต่อไป แต่เพื่อปกป้องดินแดนและเกียรติยศ เราต้องป้องกันตัวเอง ไม่มีอะไรที่น่าละอายใจกับการป้องกันตัว นี่คือบัญญัติจากพระเจ้า" 

บัญญัติจากพระเจ้าทำให้เขาโดนลอบฆ่า 3 ครั้งในปี 2014 รัฐบาล ซีเรีย ระบุว่ากลุ่มกบฎของ อัล-ซารูต คือ หนึ่งในการชักใยของกลุ่มผู้ก่อการร้าย IS (กลุ่มกบฏอีกกลุ่มที่ต่อสู้แบบกองโจรกับรัฐบาลซีเรีย ซึ่งกลุ่มนี้ยึดถือแนวคิดของศาสนาอิสลามแบบสุดโต่งและหัวรุนแรง) ซึ่ง อัล-ซารูต ยืนยันว่ามีคำเชิญชวนจาก IS เข้ามาจริงๆ โดยทาง IS พร้อมจะสนับสนุนกลุ่มของเขาหาก อัล-ซารูต ยอมสวามิภักดิ์ แต่เขาก็เลือกจะปฏิเสธความช่วยเหลือนี้มาโดยตลอด

ปลายทางที่รู้ดี 

การต่อสู้เพื่ออุดมการณ์และความถูกต้องที่พร้อมแลกด้วยชีวิตของ อัล-ซารูต เดินทางมาถึงปี 2019 ณ เวลานี้เขากลายเป็นศัตรูที่รัฐบาลซีเรียหวาดกลัวที่สุด เพราะการปลุกระดมมวลชนในฐานะสัญลักษณ์แห่งการลุกฮือ มีการนำประวัติของเขาไปสร้างภาพยนตร์สารคดีที่ชื่อว่า "The Return Of Homs" ซึ่งกลายเป็นสารคดีที่ได้รางวัลระดับโลกอีกด้วย


Photo : www.journeyman.tv

มะห์มูด อัล-มะห์มูด หนึ่งในทหารระดับผู้บัญชาการของกองทัพซีเรียยังยอมรับถึงอิทธิพลของของ อัล-ซารูต ว่า "ชายหนุ่มที่มีมารยาท และ นักต่อสู้ที่ดุเดือดที่สุดที่เขาเคยรู้จัก" 

อัล-ซารูต ทำในสิ่งเดิมๆ ซ้ำๆ ทุกวันตลอด 9 ปี นั่นคือการวางแผนงาน, บริหาร, ปลุกระดม หรือแม้กระทั่งการจับปืนรบเพื่อปกป้องผู้ที่อ่อนแอกว่า และถึงแม้กลุ่มของเขาจะแข็งแกร่งและต่อกรยากในมุมมองของรัฐบาล แต่ที่สุดแล้ว ... ไม้ซีกนั้นยากที่จะเอามางัดกับไม้ซุง 

มิถุนายน ปี 2019 ที่ผ่านมา เป็นอีกครั้งที่ อัล-ซารูต ต้องรับมือกับกับการโจมตีของรัฐบาลซีเรีย ณ เขตชนบท ทางตอนเหนือของเมือง Homs ซึ่งเป็นที่มั่นสุดท้ายของกลุ่มกบฏ

เรียกได้ว่าหนนี้เป็นการปิดประตูตีแมวอย่างแท้จริง กองกำลังฝ่ายรัฐที่มากกว่าเดินเข้าปะทะและบดขยี้จนทำภารกิจได้สำเร็จ ปิดฉากการล่าหัวของศัตรูที่ต่อสู้กันมาอย่างยาวนาน

ในวันแรกของชัยชนะฝั่งรัฐบาล ฝุ่นควันของสงครามยังไม่จางหาย ไม่มีใครรู้ว่าแกนนำกลุ่มกบฎเป็นตายร้ายดีอย่างไร ทว่าหลังจากนั้นในอีก 1 วันให้หลัง ผู้บัญชาการคนหนึ่งของกลุ่มกบฏ จาอิช อัล-อิซวา ได้แถลงข่าวยืนยันว่า อัล-ซารูต เสียชีวิตลงจากการปะทะครั้งนั้น  


Photo : www.spokesman.com

ข่าวดังกล่าวส่งผลไปในทางตรงกันข้ามกับที่รัฐบาล ซีเรีย คิด แม้จะได้รับชัยชนะแต่มันกลับกลายเป็นการจุดไฟให้ฝ่ายตรงข้ามของพวกเขาลุกฮือ แม้พวกเขาจะฆ่า อัล-ซารูต ได้ดั่งใจหมาย แต่สุดท้ายอุดมการณ์ของกลุ่มผู้ต่อต้านที่พวกเขาเรียกว่า "กบฏ" จากอุดมการณ์ของอดีตผู้รักษาประตูสู่วิญญาณที่ยิ่งใหญ่ของนักปฏิวัติ ได้ถูกส่งต่อไปในวงกว้าง และทำให้หลายคนที่ไม่เคยคิดสู้ ทบทวนความคิดตัวเองใหม่อีกครั้ง 

"อัล-ซารูต คือโกลคีปเปอร์ที่คอยปกป้องอิสรภาพของชาว Homs นักกวีแห่งจัตุรัสที่ทุกคนจดจำ เขาคือกระบอกเสียงของกลุ่มปฏิวัติที่เสียชีวิตไปด้วยความทุกข์ทรมาน" ฮอาดิ อัล-บาราห์ หนึ่งในนักเคลื่อนไหวทางการเมืองของ ซีเรีย กล่าวหลังจากสูญเสียผู้นำ "แต่ ซารูต ยังจะมีชีวิตอยู่ในความทรงจำ เขาพลีชีพเพื่ออุดมการณ์และความฝันของชาวซีเรียที่แท้จริง" 

แม้ไม่มีใครอยากให้เกิดความสูญเสีย แต่ที่สุดแล้วการไม่ยอมรับความเห็นที่แตกต่างนำไปสู่สงคราม และปลายทางของสงครามไม่เคยทำให้ใครได้ชัยชนะที่แท้จริง 


Photo : www.dailymail.co.uk

"อัล-ซารูต ล้างแค้นให้กับเหล่าหญิงม่ายที่เสียสามีของพวกเธอ เพื่อเด็กกำพร้า เราคือประชาชนที่แท้จริง ขอให้อัลเลาะห์จงประทานชัยชนะแก่พวกคุณ ด้วยความสามัคคีและความรัก ลูกชายของฉันจะบอกคนรุ่นหลังเกี่ยวกับสิ่งที่ประเทศซีเรียเป็น ... อย่ายอมแพ้ ด้วยแรงสนับสนุนจากอัลเลาะห์ เราอยากจะเห็นการต่อสู้ที่มาจากหัวใจของพวกคุณ" แม่ของ อัล-ซารูต ที่เสียทั้งสามีและลูกชายทั้ง 4 คนกล่าวในงานศพของลูกชายคนโปรดที่มีผู้มาร่วมงานแบบฟ้ามืดมัวดิน

ปัจจุบันสงครามในประเทศซีเรีย เกิดขึ้นไม่เว้นแม้แต่ละวัน มีหลายฝักฝ่าย หลายแนวร่วมทั้งจากในประเทศและจากนอกประเทศทั้ง รัสเซีย, อิหร่าน, กลุ่มอ่าวอาหรับ และ สหรัฐอเมริกา ก็ล้วนมีเอี่ยวกับสงครามกลางเมืองในซีเรียทั้ง จนโลกเรียกว่าเป็น Proxy War หรือสงครามตัวแทนไปแล้ว


Photo : www.euronews.com

ดังนั้นเราไม่อาจจะมองจากข้างนอกและตัดสินว่าเรื่องนี้ใครเป็นถูกหรือเป็นคนผิดได้เลย มันเป็นเรื่องของความเชื่อของสองฝั่งที่ไม่มีวันบรรจบกันได้ ต่างฝ่ายต่างมองเห็นเพียงด้านเดียวนั่นคือ "เราคือคนถูก พวกเขาคือคนผิด" และจงอย่าลืม ความเชื่อคือหนึ่งในสิ่งที่เปลี่ยนแปลงยากที่สุดในตัวของมนุษย์ 

สงครามจะจบลงในรูปแบบไหน และประวัติศาสตร์จะถูกเขียนไว้เช่นไรไม่มีใครรู้ได้ แต่ในอนาคตหากมีผู้ชนะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นฝั่งใดก็ตาม พวกเขาจะเป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์และมีอนาคตอยู่กำมือ

อย่างไรก็ตามชัยชนะไม่ได้การันตีว่าอนาคตข้างหน้าจะสงบสุข และซีเรียจะเป็นดินแดนแห่งความฝัน เพราะหากพวกเขายังไร้สิทธิและเสรีภาพ ไม่มีที่ว่างให้กับผู้เห็นต่าง สงครามก็จะดำเนินไปเรื่อยๆ ... จนไม่เหลือสิ่งใดเลยให้เอาชนะ