"ธีราทรศึกษา" : ถอดวิธีคิดของนักฟุตบอลไทยคนแรกที่คว้าแชมป์เจลีก

"ธีราทรศึกษา" : ถอดวิธีคิดของนักฟุตบอลไทยคนแรกที่คว้าแชมป์เจลีก
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

ธีราทร บุญมาทัน เป็นนักฟุตบอลไทยเพียงหนึ่งเดียวที่มีใช้คำว่า “แชมป์เจลีก” อย่างเต็มภาคภูมิ

2 ฤดูกาลกับ 2 สโมสร คือ ช่วงเวลาแห่งการผจญภัยที่เต็มไปด้วยแรงกดดัน ความท้าทายมากมาย ที่ ธีราทร บุญมาทัน ต้องพบเจอ แต่สุดท้ายเขาก็ผ่านมันไปได้ จนพาตัวเองมาถึงจุดที่สามารถพูดได้เต็มปากว่า เขาประสบความสำเร็จอย่างมากในการค้าแข้งที่ญี่ปุ่น

 

Main Stand ขอพาผู้อ่านไปถอดวิธีคิดของ ธีราทร บุญมาทัน ดาวเตะสายเลือดไทยผู้เฉิดฉายบนเวทีลูกหนังเจแปน รวมถึงหลากหลายเรื่องราวที่คุณอาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับผู้ชายคนนี้

อย่ากลัวใครในสนาม 

บุคลิกที่ดูจริงจังตลอดเวลา แววตาที่ฉาบไปด้วยความมุ่งมั่น และการเล่นที่ Aggressive (เกรี้ยวกราด) แต่มีความเด็ดขาดยามอยู่ในสนามฟุตบอล คือภาพจำของ ธีราทร บุญมาทัน ในหัวของผู้เขียน ซึ่งเกิดการได้เห็น ได้ชม และติดตามดู ดาวเตะวัย 29 ปี มาเป็นระยะเวลาหลายปี

 1

ไม่ว่าเขาจะเจอกับคู่แข่งหน้าไหน? มีดีกรีความเก่งกาจมากเพียงใด? สิ่งที่เราเห็นอยู่เสมอก็คือ ธีราทร มีความกระหาย และความกล้าที่จะเล่น โดยไม่มีอาการหวาดหวั่นหรือเกร็ง นั่นอาจเป็นคาแรกเตอร์ที่ทำให้เขาไม่ค่อยเหมือนกับนักฟุตบอลไทยทั่วไป

“สิ่งที่ทำให้ พี่อุ้ม แตกต่างกับนักฟุตบอลคนอื่นๆ ในบ้านเรา ที่ชัดเจนมากสุด คงเป็นเรื่อง จิตใจ แม้แต่เพื่อนร่วมทีมบางคน ยังออกปากว่า อยากเล่นฟุตบอลด้วยความมั่นใจ ไม่กลัวใครแบบพี่อุ้มบ้าง” สุวิชา โคตะมี ผู้สื่อข่าวฟุตบอลไทย สำนักข่าว Goal Thailand ที่มีโอกาสได้เกาะติด ทีมชาติไทย กล่าวถึงแหล่งข่าวคนสนิท 

“พี่อุ้ม เป็นคนที่มีความมั่นใจสูงมาก เวลาอยู่ในสนาม เขาจะลงไปด้วยความรู้สึกว่า สู้ได้ ไม่กลัวใคร ไม่ว่าจะดีกรีขนาดไหน เหมือนกับว่าเขาไม่มีความกลัวอะไรเลย” 

“อย่างนัดเวียดนามที่เขายิงจุดโทษไม่เข้าในครึ่งแรก ผมก็คิดนะว่า เขาจะกังวลหรือฝ่อไหม แต่ไม่ใช่เลย เขามีสมาธิกับเกมมาก ครึ่งหลังลงไปเล่นด้วยความมั่นใจ  เล่นได้ดีขึ้นกว่าเดิมอีก พอจบเกม พี่อุ้มก็เป็นคนแรกที่เดินนำหน้าเพื่อนร่วมทีม ไปหาแฟนบอล แกเป็นคนจิตใจเข้มแข็งจริงๆ”

 2

แฟนบอลชาวไทย ต่างให้การยอมรับว่า “เจ-ลีก” ลีกฟุตบอลอาชีพของญี่ปุ่น มีมาตรฐานและคุณภาพของการแข่งขันที่ดีกว่า “ไทยลีก” ลีกลูกหนังบ้านเรา ฉะนั้นการที่นักบอลไทยสักคนหนึง จะย้ายไปเล่นที่นั่นให้ประสบความสำเร็จ จึงไม่ใช่เรื่องง่าย

โดยเฉพาะกับกรณีของ “ธีราทร บุญมาทัน” เขาไม่เคยมีประสบการณ์ในการค้าแข้งต่างแดน, เพิ่งแต่งงานมีครอบครัว มีลูก, แถมยังต้องไปปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรม สังคม เพื่อนร่วมทีม ตลอดจนรูปแบบแท็คติกฟุตบอล คู่ต่อสู้ ที่เปลี่ยนไป ทุกอย่างรอบตัวเป็นเรื่องใหม่หมด 

“ถ้าสังเกตจะเห็นว่า พี่อุ้ม เป็นนักบอลไทยที่เล่นเจ-ลีก ได้เป็นตัวเองมากสุดในเจ-ลีก คือไม่ได้หมายความว่า พี่เจ (ชนาธิป สรงกระสินธ์) กับพี่มุ้ย (ธีรศิลป์ แดงดา) ไม่เป็นตัวเองนะครับ แต่สองคนนั้น มีสไตล์ และวิธีการในการปรับตัวให้เข้ากับระบบทีม ในแบบหนึ่ง” 

“แต่พี่อุ้ม อยู่ไทยเล่นอย่างไร อยู่ที่ญี่ปุ่นก็กล้าเล่นแบบนั้น เวลาทีมเสียเปรียบ ถูกทำฟาวล์ก็จะเห็นว่า แกกล้าที่ไปโวยกรรมการ ไปจนถึงคอยกระตุ้นปลุกเร้าเพื่อนร่วมทีม ผมมองว่าเป็นข้อดีนะ ที่ในทีมมีเพื่อนร่วมคนหนึ่ง ที่มีความมั่นใจในการเล่นแบบนี้ มันก็ส่งผลถึงไปผู้เล่นคนอื่นๆ ให้มีความรู้สึกฮึกเหิมตามไปด้วย”

“พี่อุ้ม เป็นคนที่เล่นฟุตบอลด้วยความมั่นใจ กล้าเล่น จึงทำให้ทำผลงานออกมาได้ดีในต่างประเทศ เพราะพี่อุ้มเล่นได้อย่างกลมกลืนกับทีม มีศักยภาพไม่ได้ด้อยไปกว่านักบอลคนอื่นๆ ในทีมเลย” สุวิชาจาก Goal Thailand เผย

 3

บุคลิกที่ดูจริงจังตลอดเวลา แววตาที่ฉาบไปด้วยความมุ่งมั่น และการเล่นที่ Aggressive (เกรี้ยวกราด) แต่มีความเด็ดขาดยามอยู่ในสนามฟุตบอล กริยาท่าทางและการกระทำเหล่านี้ จึงเป็นสิ่งที่แสดงออกมาจากข้างในของ ธีราทร บุญมาทัน 

ผู้มีจิตใจแน่วแน่ และห้าวหาญ พร้อมเผชิญหน้ากับความท้าทาย ตลอด 90 นาทีในสนาม และมันก็กลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้เขาไปได้สวยกับ ฟุตบอลอาชีพญี่ปุ่น 

“ผมอาจจะเป็นคนจริงจังเวลาอยู่ในสนาม เพราะผมถูกฝึกมาตั้งแต่เด็กว่า ถ้าขนาดซ้อมลูกง่ายๆ มึงยังเสียเลย อย่างนี้แข่งจริงมึงจะไม่เสียหรือไง” ธีราทร ให้สัมภาษณ์กับ The Cloud เมื่อครั้งค้าแข้งให้กับ วิสเซล โกเบ 

“นี่คือสิ่งที่ผมรัก ผมทำเต็มที่ พอผมเต็มที่แล้วเห็นคนอื่นเหยาะแหยะ เล่นเหมือนไม่อยากเล่น ผมจะรู้สึกว่า อ้าว แล้วผมล่ะ ผมอยากมาเล่นนะ ผมก็จะคอยบอก คอยกระตุ้นว่า เอาหน่อยสิ”

ขับเคลื่อนด้วยความทะเยอทะยาน

แม้ ธีราทร จะไม่ใช่นักฟุตบอลประเภทชอบออกสื่อ หรือมานั่งเปิดใจความรู้สึกทุกเรื่องให้สังคมรับรู้ แต่สิ่งหนึ่งเราจับต้องได้จากการติดตามอ่านบทสัมภาษณ์ รวมถึงข่าวสารเกี่ยวกับ ธีราทร บุญมาทัน ก็คือ เขาเป็นนักฟุตบอลไทยที่มีความทะเยอทะยานสูงมาก จนแทบไม่เคยเห็นเขายอมแพ้ให้กับอะไรง่ายๆ 

 4

ด้วยความที่สังคมบ้านเรา ค่อนข้างให้ความสำคัญกับลำดับอาวุโส การให้เกียรติ การเกรงอกเกรงใจ หรือแม้แต่การแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตน การที่ใครสักคนจะแสดงออกถึงความทะเยอทะยานอย่างชัดเจน บางครั้งอาจดูเป็นเรื่องที่ฝันใหญ่เกินตัว 

แต่สำหรับ ธีราทร เขาชัดเจนมาเป็นเวลานานแล้วว่า เขาต้องการพิสูจน์ในลีกที่สูงกว่าประเทศไทย ตั้งแต่สมัยที่เขายังเป็นดาวรุ่ง จนอายุล่วงเลยมาถึงวัย 28 ปี ในที่สุดเขาก็ได้รับโอกาสนั้นจาก วิสเซล โกเบ และ โยโกฮามา เอฟ.มารินอส ยืมไปใช้งานทีมละ 1 ฤดูกาล ในช่วงปี 2018-2019

ทว่าเส้นทางสายนี้ไม่ได้ราบเรียบเลย เขาต้องเริ่มต้นจากการนั่งสำรองในช่วงต้นฤดูกาล เหมือนกันทั้งสองสโมสร โดยเฉพาะกับ โยโกฮามา ที่เขาออกสตาร์ท ด้วยการไม่มีชื่อบนม้านั่งสำรองด้วยซ้ำ

มันเป็นประสบการณ์ที่เขาแทบไม่เคยพบเจอในการเล่นอาชีพบ้านเรา ที่เขาได้เป็นตัวหลัก เป็นคนสำคัญของทีม มีชื่อเสียง เงินทอง ความสำเร็จ ครอบครัวที่ดี โดยที่ไม่ต้องไปดิ้นรนหรือต่อสู้กับความยากลำบากในการเล่นฟุตบอลที่ญี่ปุ่น 

เพียงแต่ว่าชีวิตลูกหนังที่สุขสบายในเมืองไทย ไม่อาจลดความทะเยอทะยานและฝันใหญ่ของเขาลงได้เลย 

 5

“มันเป็นความฝันเดียว ผมอยากจะมาทำให้เต็มที่ จะได้ลงหรือไม่ได้ลง แต่อย่างน้อยผมได้ซ้อมกับนักเตะญี่ปุ่น ได้เรียนรู้มากขึ้นกว่าเดิม อยู่ที่เมืองไทยผมได้แชมป์มาหมดแล้ว เจอคู่ต่อสู้ก็หน้าเดิมๆ เรารู้วิธีที่จะรับมือ รู้ว่าจะเอาชนะเขาอย่างไร จะเล่นอย่างไรกับเขา มันเหมือนชีวิตเราเจอทางตัน”

“ลงเตะมันก็ได้เงินนะ แต่ผมรู้สึกว่าผมไม่ได้พัฒนาขึ้นไป ความรู้สึกผมตอนที่อยู่ที่เมืองไทย ช่วง 2 ปีหลัง ผมเริ่มไม่พัฒนาตนเอง มีแต่คนอื่นมาเจอเราแล้วพยายามจะพัฒนาขึ้นมาให้ทันเรา แต่เราไม่รู้ว่าจะพัฒนาขึ้นไปเพื่อให้ทันใคร ผมเลยคิดว่าเราต้องมาแข่ง เราต้องมาพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นเพื่อสู้กับนักเตะญี่ปุ่นให้ได้”

“อยู่เมืองไทยชื่อเสียงผมก็มีในระดับหนึ่ง เงินก็มีในระดับหนึ่ง ไม่ต้องปรับตัวก็ได้ แต่ชีวิตมันไม่รู้ว่าจะอยู่ไปทำไม มาที่นี่ผมรู้ว่าอยู่เพื่อพัฒนาตัวเอง” ธีราทร เผยผ่าน The Cloud 

เขามีแรงปรารถนา ที่ไม่ใช่แค่ได้มีชื่อว่า ครั้งหนึ่งเคยไปเล่นต่างแดน แต่คนอย่าง ธีราทร พูดอยู่เสมอว่า เขาต้องการไปเพื่อลงสนาม 

จากนักฟุตบอลที่ถูกมองข้าม และโค้ชไม่ได้คิดจะใช้เป็นตัวจริงในตอนต้นฤดูกาล ด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่ลดละที่ต้องการพิสูจน์ตัวเอง ท้ายที่สุดเขาก็ได้รับโอกาสลงเล่นอย่างสม่ำเสมอ จากทั้งสองสโมสร 

 6

“มันยอดเยี่ยมมากสำหรับธีราทร เขาทำงานอย่างหนักเพื่อเราในฤดูกาลนี้ และเรียนรู้ที่จะเล่นในวิธีที่แตกต่างออกไป” 

“ผมพอใจในฝีเท้าของเขา แน่นอนว่าธีราทรเป็นผู้เล่นคนสำคัญของผม เพราะเขารู้ว่าจะต้องหยุดคู่แข่งอย่างไร และเปิดเกมบุกอย่างไร” อันเก ปอสเตโคกลู เฮดโค้ชสโมสร โยโกฮามา เอฟ. มารินอส กล่าวถึง ธีราทร 

ฉากหน้าของ ธีราทร อาจดูสวยงามและน่าอิจฉา เพราะเขาเป็นผู้เล่นไทยที่มีโอกาสได้เคยเล่นเคียงบ่าเคียงไหล่กับ สุดยอดนักเตะระดับโลกอย่าง อันเดรส อิเนียสต้า และ ลูคัส โพดอลสกี ในทีม วิสเซล โกเบ 

รวมถึงมีโอกาสจะได้เป็นผู้เล่นไทยคนแรกที่ได้สัมผัสแชมป์ เจ-ลีก 1 หลังมีส่วนช่วยให้ โยโกฮามา เอฟ. มารินอส ขึ้นนำเป็นจ่าฝูงก่อนเกมนัดสุดท้าย ในฤดูกาล 2019

น้อยคนนักจะรู้ว่า ฉากหลัง ในการย้ายทีมครั้งที่ 2 บนแผ่นดินญี่ปุ่นนั้น ไม่ใช่การตัดสินใจที่ง่ายเลยสำหรับ ธีราทร แต่สุดท้าย เสียงข้างในจิตใจได้สั่งให้เขาก้าวออกจากบ้านเกิดมาสู้ต่ออีกปี 

 7

“การย้ายทีมครั้งแรกมันชัดเจนว่า พี่อุ้มอยากไป โกเบ เพื่อพิสูจน์ตัวเอง แต่เท่าที่ทราบมา ปีที่สองกับ โยโกฮามา เป็นการตัดสินใจที่ไม่ง่าย เพราะแกค่อนข้างกังวลเรื่องสภาพแวดล้อมของลูกชาย ที่ต้องไปอยู่ต่างประเทศ ในสังคมใหม่ๆ กับครอบครัว ไม่ได้มีเพื่อนหรือเติบโตเหมือนกับเด็กคนอื่นๆ แกไม่อยากให้ลูกอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม แกก็อยากให้ลูกมีเพื่อน ได้เติบโตอย่างที่ควรจะเป็น”

“คือสถานการณ์แบบนี้ ผมว่าถ้าเราไม่เจอกับตัวเอง เราคงไม่มีทางเข้าใจความรู้สึกได้เลย ผมคิดว่าตอนนั้น ถ้าแกไม่มีความทะเยอทะยานมากพอ แกก็คงไม่อยู่ที่ญี่ปุ่นต่ออีกปีแน่ๆ เพราะคนที่ติดตามพี่อุ้ม ก็จะรู้ว่า แกเป็นคนที่รักลูกชายมาก มันมีปัจจัยหลายอย่างเลยที่ แกจะปฏิเสธข้อเสนอจากโยโกฮามา” ผู้สื่อข่าวจาก Goal Thailand กล่าว

ศึกษาศาสตร์ 

อย่างที่เขียนไปข้างต้น ธีราทร มีบุคลิกของความเป็นคนที่จริงจัง เคร่งเครียด แต่จากการสอบถาม และพูดคุยกับคนใกล้ตัวของ แบ็กซ้ายหมายเลข 5 แห่งทีมโยโกฮามา เอฟ. มารินอส 

 8

เราได้รับข้อมูลอีกด้านน่าสนใจ ในแง่ที่ว่าเขาเป็นคนที่ค่อนข้างปรับตัว และเรียนรู้ที่เข้าสังคมใหม่ วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อมใหม่ได้ดี 

หากไม่ใช่ช่วงเวลาการแข่งขัน ธีราทร ค่อนข้างที่จะเป็นคนเข้ากับคนอื่นได้ง่าย มีความขี้เล่น และชอบอำ แกล้งคนอื่น รวมถึงมีความตั้งใจ และพยายามปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ณ เวลานั้น อย่างเช่น ตอนเล่นที่ญี่ปุ่น เขาได้ไปเรียนภาษาญี่ปุ่น ควบคู่กับการฝึกหัดพูดและฟังภาษาญี่ปุ่นด้วยตัวเอง โดยใช้วิธีการสอบถามเพื่อนร่วมทีมชาวว่า แต่ละคำมีความหมายอย่างไร ให้สอนบ้างเป็นบางครั้ง 

ยามว่างก็เปิดเพลงญี่ปุ่นฟัง เพื่อเป็นการเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นไปในตัว นั่นแสดงให้เห็นว่าที่ ธีราธร ไปได้ดีในญี่ปุ่น ไม่ใช่เพราะเขาเป็นคนที่เล่นฟุตบอลได้ดีเพียงอย่างเดียว แต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ ทำให้เขาสามารถปรับตัวเข้ากับเพื่อนร่วมทีมใหม่ได้ดี 

“หลายคนอาจคิดว่าแกมีเทคนิคดี เพราะเป็นคนที่มีพรสวรรค์ แต่สำหรับผม จากที่ได้รู้จักแก พี่อุ้ม เป็นคนที่ให้ความสำคัญอย่างมากกับการศึกษาข้อมูล ชอบเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา เพียงแต่คนภายนอกอาจจะไม่รู้” 

 9

สุวิชา โคตะมี เล่าถึงมุมที่หลายคนอาจไม่ค่อยได้เห็น นั่นคือมุมที่ “ธีราทร” มักจะใช้เวลาก่อนเกม เพื่อศึกษาคู่แข่งว่า ปีกตัวจริง แบ็กตัวจริง เป็นใคร? เล่นสไตล์ไหน? การเคลื่อนที่เป็นอย่างไร? มีจุดอ่อนตรงไหนบ้าง? รวมถึงแบ็กและปีกตัวสำรอง ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้เล่น 

แม้กระทั่งผู้รักษาประตู มีการยืนตำแหน่งอย่างไร เมื่อทีมได้ลูกเซ็ทพีซ ควรจะต้องเล่นแบบไหนให้เกิดประโยชน์มากสุด? หรือในช่วงเวลาว่าง เขาชอบเปิดดูคลิปฟุตบอล ศึกษาแท็คติก เทคนิค วิธีการเล่น การเคลื่อนที่ของนักฟุตบอลระดับโลก เพื่อนำมาปรับใช้กับตนเอง จนดูเหมือนว่า ธีราทร ยิ่งอายุมากขึ้น ยิ่งเล่นได้เก่งขึ้นกว่าเดิม 

“คิดดูแล้วกันว่า คนที่ตั้งใจจะทำประตูด้วยการเตะมุม ต้องอัจฉริยะมากขนาดไหน? คนอื่นอาจคิดว่าบังเอิญเตะมุมเข้าหรือเปล่า แต่ความจริงคือแกตั้งใจทำแบบนั้น มันผ่านการคิดมาอย่างดีแล้ว” สุวิชา นักข่าวจาก Goal Thailand กล่าวเริ่ม 

 10

“อย่างการเตะมุมเข้าประตู พี่อุ้ม จะดูตั้งแต่การยืนตำแหน่งของผู้รักษาประตู องศาการเอี้ยวตัว บาลานซ์ตัว วงสวิงขา น้ำหนัก ทิศทาง แม้แต่ก้าวที่ถอยหลัง แต่ละสนามจะไม่เหมือน บางสนามขยับแค่ก้าวเดียวเข้าจุด บางสนามอาจต้องขยับ 2-3 ก้าว เวลาการวางบอล โยนบอล หรือเล่นลูกเซ็ทพีซ แกจะพยายามมองหาว่าพื้นที่ตรงไหนที่แกออกบอลไป แล้วมีโอกาสมากสุด”

“อีกเรื่องหนึ่งที่พี่อุ้ม ให้ความสำคัญ คือ สถิติ พี่อุ้ม จะเปิดดูสถิติหลังเกมของตัวเอง ทุกๆเกม เพื่อจะรู้ว่า นัดนี้วิ่งไปกี่กิโลฯ เข้าสกัดบอลกี่ครั้ง? เปอร์เซนต์ความแม่นยำ การส่งบอลเป็นอย่างไร? ต้องปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมอะไรบ้าง”

“รวมถึงการพักผ่อน การดูแลตัวเอง พี่อุ้ม ดูแลตัวเองดีมาก ก่อนวันแข่งก็จะนอนเร็วมาก นี่เป็นสิ่งที่คนอาจไม่ค่อยรู้ เพราะแกไม่ได้เล่าเรื่องผ่านสื่อ แต่พยายามแสดงให้เห็นผ่านการเล่นสนามมากกว่า”

บางทีเรื่อง ความมั่นใจ และการเล่นที่ความไม่กลัวใครของ ธีราธร ยามอยู่ในสนาม อาจมีเบื้องหลังมาจากการศึกษาและเรียนรู้การเล่นฟุตบอลอย่างไม่มีที่สุดเมื่ออยู่นอกสนามแข่งขัน จนทำให้เขามีความพร้อมสำหรับทุกๆ สนามแข่งขัน 

วิธีคิด และวิธีการปฏิบัติของ ธีราทร บุญมาทัน จึงเป็นตัวอย่างชั้นดีให้กับ นักฟุตบอลไทยรุ่นใหม่ ที่อยากจะดำเนินรอยตาม แบ็กซ้ายคนสำคัญของทีมชาติไทย 

 11

นอกจากเรื่องฝีเท้าที่ต้องมีทักษะ เทคนิค ความเข้าใจฟุตบอลที่ดีแล้ว นักเตะที่จะไปถึงจุดนั้นได้ ยังต้องมีหัวจิตหัวใจที่เข้มแข็ง กล้าหาญ พร้อมเผชิญหน้ากับทุกอุปสรรค และที่ขาดไม่ได้คือ ทัศนคติที่เปิดรับ เรียนรู้ ปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม สังคมใหม่ๆ ด้วยแรงขับเคลื่อนจากข้างในของตน 

นับตั้งแต่มีการก่อตั้ง เจ-ลีก ยังไม่มีเคยมีนักฟุตบอลไทยคนใด ไปถึงโทรฟี่แชมป์ลีกอาชีพญี่ปุ่น แม้แต่ครั้งเดียว และถ้าหาก “ธีราทร บุญมาทัน” จะเป็นคนไทยคนแรกที่ขีดเขียนประวัติศาสตร์นั้น ก็คงเป็นอะไรดูเหมาะสมและคู่ควรกับตัวเขาเหลือเกิน