Trek Madone : ทำไมจักรยานตระกูลนี้จึงมีราคาเทียบเท่ากับรถยนต์?

Trek Madone : ทำไมจักรยานตระกูลนี้จึงมีราคาเทียบเท่ากับรถยนต์?
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

1 พฤศจิกายน 2009 กลายเป็นวันที่วงการจักรยานทั่วโลกต้องจารึกลงในประวัติศาสตร์ เพราะมันคือวันที่มีการซื้อขายจักรยานคันหนึ่ง ด้วยราคาที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา

“The Butterfly Trek Madone” จักรยานสีชมพูสดใสถูกประมูลไปด้วยราคา 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 15 ล้านบาท เป็นจำนวนเงินที่เทียบเท่าหรือมากกว่ามูลค่ารถซุปเปอร์คาร์บางคัน อย่าง ลัมโบร์กินี อเวนทาดอร์ เอสวี ซึ่งมีราคาเริ่มต้นที่ 493,095 ดอลลาร์สหรัฐ เสียอีก อย่างไรก็ตามด้วยเรื่องราวของจักรยานและจุดประสงค์ของการประมูลครั้งนี้จึงพอทำให้เข้าใจได้ว่าทำไมจักรยานคันดังกล่าวถึงมีมูลค่าสูงขนาดนี้ 

 

The Butterfly Trek Madone คือ จักรยานที่ แลนซ์ อาร์มสตรอง ใช้แข่งขันในรายการ ตูร์ เดอ ฟรองซ์ 2009 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เขากลับมาแข่งขันหลังเลิกแข่งไปเมื่อปี 2005 และสามารถคว้าอันดับ 3 ได้สำเร็จ (ถึงแม้ภายหลังจะโดนยึดตำแหน่งคืนจากความผิดในการใช้สารกระตุ้นก็ตาม) นอกจากนั้นจักรยานคันนี้ยังถูกออกแบบโดย เดเมียน เฮิร์สต์ ศิลปินชื่อดังชาวอังกฤษ และที่สำคัญเงินที่ได้จากการประมูลจะเข้าสมทบทุน Livestrong มูลนิธิช่วยเหลือโรคมะเร็งที่ อาร์มสตรอง ก่อตั้งขึ้น เพราะเขาคือผู้พิชิตโรคมะเร็งอัณฑะ โดยใช้เวลารักษาราว 1 ปี จากที่ตรวจพบในปี 1996 จนหายขาดในปี 1997

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม The Butterfly Trek Madone จึงมีราคาที่สูงอย่างไม่น่าเชื่อ อย่างไรก็ตามต่อให้จะไม่ใช่จักรยานคันพิเศษที่มาพร้อมเรื่องราวเบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่ แต่ Trek Madone ก็ยังเป็นตระกูลจักรยานที่มีราคาสูงอยู่ดี โดยราคาจะอยู่ที่ 200,000 - 600,000 บาทต่อคัน แตกต่างกันไปในแต่ละรุ่น ซึ่งเทียบเท่ากับรถยนต์อีโคคาร์ยุคปัจจุบันที่ขายในไทยหนึ่งคันเลยทีเดียว 

อะไรคือเหตุผลของราคามหาโหดดังกล่าว? Main Stand จะพาไปหาคำตอบพร้อมกัน

วายร้ายวงการจักรยาน แต่คือฮีโร่ของ Trek 

Trek Madone คือหนึ่งในตระกูลจักรยานภายใต้ชายคาของ Trek แบรนด์ผู้ผลิตจักรยานชื่อดังจากรัฐ วิสคอนซิน ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1975 โดยแรกเริ่มเดิมที Trek เป็นแค่แผนกย่อยเล็กๆ ใน Roth Corporation บริษัทผลิตเครื่องใช้ทั่วไปภายในบ้าน มีพนักงานเริ่มต้นเพียง 5 คน จุดประสงค์คือผลิตเฟรมเหล็กจักรยานคุณภาพสูง เพื่อแข่งขันกับบรรดาแบรนด์ชื่อดังจากอิตาลีและญี่ปุ่น ซึ่งแน่นอนว่าได้รับการต้อนรับจากตลาดเป็นอย่างดี จนทำให้ Trek สามารถแยกตัวออกจาก Roth Corporation มาตั้งบริษัทเป็นของตัวเองได้สำเร็จภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี

 1

นี่คือจุดเริ่มต้นของบริษัท Trek แต่กว่าที่พวกเขาจะให้กำเนิดตระกูลจักรยาน Madone เวลาก็ล่วงเลยไปหลายทศวรรษ เพราะ Trek Madone คันแรกออกสู่สายตาชาวโลกในปี 2003

ในช่วงเวลาดังกล่าว แลนซ์ อาร์มสตรอง คือ สุดยอดนักปั่นจักรยานของโลกอยู่แล้ว เขาคว้าแชมป์การแข่งขัน ตูร์ เดอ ฟรองซ์ 4 สมัยติดต่อกัน (1999-2002) โดยมีจักรยานของ Trek เป็นเพื่อนร่วมทางมาโดยตลอด 

“เป็นเรื่องยากที่จะแยก Trek กับ แลนซ์ อาร์มสตรอง ออกจากกัน เช่นเดียวกับที่ ฟาอุสโต้ คอปปี (Fausto Coppi นักปั่นจักรยานชื่อดังชาวอิตาลีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง) เป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์จักรยาน เบียงคี่ (Bianchi)” เดวิด อาเธอร์ นักข่าวจักรยานจาก Bespokecycling กล่าว

อย่างไรก็ตาม Trek คือบริษัทที่มีความทะเยอทะยาน ถึงแม้จะครองตลาดประสบความสำเร็จระดับโลกแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่หยุดพัฒนา เพราะพวกเขารู้ดีว่า นี่คือโอกาสทองทางการตลาดที่จะผลิตจักรยานคุณภาพสูง เช่นเดียวกับราคาที่สูงตาม และจะทำกำไรให้กับบริษัทได้มหาศาล  

ในปี 2003 Trek Madone จึงถือกำเนิดขึ้น โดยใช้ชื่อตาม Col de la Madone เส้นทางทดสอบจักรยานระยะทาง 13 กิโลเมตรในประเทศฝรั่งเศสที่ อาร์มสตรอง มักใช้เป็นประจำ 

หลังจากเปิดตัว แลนซ์ อาร์มสตรอง ก็เปรียบเสมือนพรีเซนเตอร์สินค้าคนสำคัญ เพราะในปี 2003-2005 และ 2009-2010 เขาใช้จักรยานตระกูล Trek Madone เข้าร่วมการแข่งขัน ตูร์ เดอ ฟรองซ์ และสามารถคว้าแชมป์มาครอบครองได้สำเร็จอีก 3 สมัยซ้อน (2003-2005) รวมเป็นแชมป์ 7 สมัยต่อเนื่องระหว่างปี 1999-2005

 2

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันชื่อของ แลนซ์ อาร์มสตรอง จะกลายเป็นวายร้ายที่ประวัติศาสตร์วงการจักรยานจะอยากลบทิ้ง เนื่องจากเรื่องฉาวการใช้สารกระตุ้นที่ส่งผลให้เขาถูกริบแชมป์ ตูร์ เดอ ฟรองซ์ ทุกสมัยที่เคยได้รับ รวมถึงแชมป์อื่นๆ ในอาชีพแทบทั้งหมด แต่ต้องไม่ลืมว่าในช่วงเวลานั้นที่โลกยังไม่รู้ความจริง อาร์มสตรอง คือนักปั่นระดับซูเปอร์สตาร์ ยิ่งใหญ่แบบไม่มีใครเทียบเคียง นอกจากนั้นเรื่องราวชวนซึ้งในการต่อสู้เอาชนะโรคมะเร็ง ยังทำให้เขายิ่งดูเหมือนฮีโร่ของชาวโลก ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ตระกูลจักรยานคู่ใจของสุดยอดนักปั่นที่ดีที่สุดในโลก และเป็นต้นแบบในการสู้ชีวิตให้กับใครหลายคนจะกลายเป็นจักรยานราคาแพงที่ทุกคนอยากได้มาครอบครอง 

นี่คือหนึ่งในเหตุผล แต่แน่นอนว่า Trek Madone ไม่ได้แพงแค่เพราะมีพรีเซนเตอร์สินค้าชื่อดังเท่านั้น เพราะหลังจากที่ชื่อ แลนซ์ อาร์มสตรอง กลายเป็นดาวดับไปแล้ว แต่จักรยานตระกูลนี้ก็ยังคงความนิยมอย่างต่อเนื่อง และราคายังแพงขึ้นเรื่อยๆ อีกต่างหาก

ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน

“Trek Madone คือตระกูลจักรยานที่ทันสมัยที่สุดในช่วงเวลานั้น ในวงการจักรยานไม่เคยมีอะไรแบบนี้มาก่อน” ไบรอัน แลม ผู้เชี่ยวชาญด้านจักรยานจาก Gizmodo ให้ความเห็น

 3

Trek Madone เปิดตัวด้วยจุดขายที่เน้นน้ำหนักเบาของเฟรมรูปทรงเราขาคณิตขนาดกะทัดรัดทำให้มันเหมาะสมกับสรีระผู้ปั่นมากยิ่งขึ้น โดยมีน้ำหนักเพียง 815 กรัมเท่านั้น (จักรยานที่เบาที่สุดในโลกในปัจจุบันมีน้ำหนักเฟรมอยู่ที่ 615 กรัม หรือเท่ากับลูกฟุตบอล 2 ลูกเท่านั้น)  มาพร้อมกับคานส่วนบนที่มีความลาดเอียง ประกอบกับตัวยึดด้านล่างความกว้างเพียง 90 มม. เบาะนั่งกึ่งบูรณาการปรับระดับความสูงได้ รองรับด้วยท่อยางยืดแบบตอไม้ช่วยลดน้ำหนัก มีคาร์บอนไฟเบอร์เพิ่มความแข็งแกร่ง ทำให้ Trek Madone กลายเป็นจักรยานที่ทั้งพริ้วไหว และทนทานในคันเดียว 

ตั้งแต่ปี 2003-2009 Trek Madone ทยอยออกจักรยานรุ่นใหม่มาเรื่อยๆ โดยแต่ละรุ่นก็จะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพิ่มประสิทธิภาพให้เข้ากับรูปแบบการใช้งานแต่ละประเภท จนกระทั่งในปี 2010 Trek ก็เปิดตัว “Trek Madone - Project One” รูปแบบการเลือกจักรยานแบบใหม่ที่ตรงใจผู้ใช้มากกว่าใคร เพราะ Trek เปิดโอกาสให้ลูกค้าทุกคนได้ออกแบบ กำหนดสเปค วัสดุที่ใช้ในการสร้างจักรยานด้วยตัวเอง ทำให้จักรยานทุกคันมีความพิเศษ เหมาะสมกับสรีระและพฤติกรรมของนักปั่นแต่ละคนอย่างพอดีที่สุด 

ด้วยเหตุนี้เหตุผลในการตัดสินใจซื้อจักรยาน Trek Madone จึงไม่ใช่แค่เพราะ แลนซ์ อาร์มสตรอง อีกต่อไป แต่เพราะทุกคนอยากมีจักรยานในฝันที่เหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด อย่างไรก็ตาม Trek ก็ยังคงพัฒนาจักรยานตระกูลนี้ให้ก้าวหน้าขึ้นไปอีกเรื่อยๆ โดยนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาเป็นกุญแจสำคัญ

พุ่งไปข้างหน้าด้วยน้ำหนักที่เบากว่าเดิม

หลังจากช่วงปี 2010 Trek Madone ก็เจอจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้จักรยานตระกูลนี้ล้ำสมัยยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยการนำเทคโนโลยี “อากาศพลศาสตร์” หรือ “Aerodynamics” มาใช้ในการผลิตจักรยานแต่ละคัน ซึ่งถือเป็นยี่ห้อแรกที่นำเทคโนโลยีนี้มาใช้ประโยชน์ในการออกแบบจักรยาน

 4

อากาศพลศาสตร์คือนวัตกรรมที่ทำให้วัตถุเคลื่อนที่ไปข้างหน้าโดยลดแรงต้านอากาศลงให้เหลือน้อยที่สุด โดยปกติศาสตร์นี้จะใช้กันมากในการออกแบบเครื่องบินหรือรถยนต์ แต่เมื่อนำมาประกอบกับ Trek Madone ซึ่งเป็นจักรยานที่มีน้ำหนักเบา เน้นความคล่องแคล่วพริ้วไหวอยู่แล้ว นั่นยิ่งทำให้ประสิทธิภาพของจักรยานเพิ่มมากขึ้น โดย Trek Madone 7 ซึ่งเป็นรุ่นแรกที่มีการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ ผลคือในการปั่นที่ความเร็ว 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่ากัน Madone 7 ช่วยเซฟพลังงานจากตัวผู้ปั่นได้มากกว่ารุ่นเดิมถึง 25 วัตต์ ... ความเร็วเท่ากัน แต่ใช้พลังในการปั่นน้อยกว่า ย่อมทำให้มีพลังเหลือในการปั่นได้เร็วขึ้น และไกลกว่าเดิม

ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ทำให้ Trek Madone กลายเป็นตระกูลจักรยานที่พิเศษ มีเรื่องราวเบื้องหลังที่น่าหลงใหล มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร มีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และเป็นหนึ่งในผู้นำจักรยานระดับไฮเอนด์มาอย่างยาวนาน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่จักรยานตระกูลนี้มีราคาสูงเทียบเท่ากับรถยนต์หนึ่งคัน

Trek Madone in 2019

ในปี 2019 นี้ Trek Madone ก็ได้ปล่อยจักรยานรุ่นใหม่ในตระกูลออกมาสูสายตาชาวโลก ในชื่อรุ่น “Trek Madone 9 SLR 2019” โดยมีการปรับปรุงแก้ไขให้ดีกว่ารุ่นเดิมในหลาย ๆ จุด รวมเอาเทคโนโลยีที่เป็นเอกลักษณ์ของ Trek เข้าไว้ด้วยกันในแพคเกจเดียว ไม่ว่าจะเป็นระบบ ISOSpeed ซับแรงสะเทือนที่ตอนนี้ปรับระดับได้, ระบบดิสก์เบรก, ค็อกพิทที่ปรับระยะได้ 

 5

Trek Madone 9 SLR จะใช้คาร์บอนรุ่น Trek OCLV700 ขึ้นรูปเป็นท่อทรงแอโรไดนามิกแบบ Kamn Tail Virtual Foil ท่อทรงแอโรในบริเวณท่อนั่ง ท่อล่าง ตะเกียบ เชนสเตย์และซีทสเตย์เพื่อให้อากาศไหลผ่านโดยสร้างแรงฉุดน้อยที่สุด แต่ถึงจะมีสิ่งต่าง ๆ เพิ่มเข้ามากขึ้น แต่ความเจ๋งของรุ่นนี้คือทางผู้ผลิตยังคงรักษาน้ำหนักให้เท่ากับรุ่นก่อนหน้าได้ที่ 7.5 กิโลกรัมในไซส์ 56cm และ 7.1 กิโลกรัมสำหรับเวอร์ชันริมเบรก

ถึงจะเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา แต่ Trek Madone 9 SLR 2019 ก็ได้รับเสียงตอบรับอย่างดีเยี่ยม ผู้ใช้รู้สึกชื่นชอบกับระบบใหม่ ๆ ที่เสริมเข้ามาทำให้การปั่นมีประสิทธิภาพขึ้น แต่ก็ไม่ทิ้งเอกลักษณ์ในสไตล์ของ Trek Madone เช่นเดียวกับในเรื่องราคาที่ก็ยังคงเป็นเอกลักษณ์ อยู่ที่ประมาณ 450,000 บาท แต่สำหรับใครที่เป็นแฟนจักรยานตระกูลนี้อยู่แล้วและรู้ดีถึงสิ่งที่จะได้รับก็คงไม่รู้สึกแปลกใจเท่าไร... 

 6

อย่างไรก็ตาม… ไม่ว่าจะยังไงเสีย การที่พวกเขาพัฒนาตัวเองด้วยเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆ บวกกับความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่สิ้นสุด ก่อให้เกิดจักรยานล้ำสมัยมากขึ้นๆ ในทุกๆ ปี และไม่ว่าจะแพงแค่ไหน ก็ยังมีคนรอลุ้นที่จะรับชม และพร้อมทุ่มเงินซื้อมาไว้ในครอบครอง เพราะพวกเขารู้ว่าสิ่งที่ได้รับการตอบแทนจากเงินที่ทุ่มไป มันคุ้มค่าแค่ไหน…