นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง : มลทินเดียวในชีวิตนักบาสเกตบอลของ "สก็อตตี้ พิพเพ่น"

นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง : มลทินเดียวในชีวิตนักบาสเกตบอลของ "สก็อตตี้ พิพเพ่น"
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

“สก๊อตตี้ มัวริช พิพเพ่น” คือหนึ่งใน “ไนซ์กาย” หรือสุภาพบุรุษมากที่สุดคนหนึ่งในวงการบาสเกตบอล NBA ... ไม่มีใครกล้าปฎิเสธเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมทีมหรือคู่แข่งของเขา

เขาคือสมอลล์ฟอร์เวิร์ดที่โดดเด่นในการเล่นทุกท่วงท่า เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่ทำให้  ชิคาโก้ บูลส์ คว้าแชมป์ NBA มาครองถึง 6 สมัย และนอกสนามเขาคือเพื่อนที่ดีที่สุดของผู้เล่นที่ดีที่สุดตลอดกาลอย่าง ไมเคิล จอร์แดน ที่สำคัญคือเขาเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับครอบครัวมาเป็นอันดับ 1 เสมอ (แม้จะผ่านการแต่งงานแล้วถึง 2 ครั้งก็ตาม)

อย่างไรก็ตาม "4 เท้ายังรู้พลาดนักปราญ์ยังรู้พลั้ง" แม้จะดีมากมายได้รับคำเยินยอทั่วสารทิศ "สก็อตตี้" ก็เคยทำให้ตัวเองต้องมีตราบาปเหมือนกัน

ซึ่งจุดเริ่มต้นนั้น ต้องย้อนกลับไปเมื่อปี 1993 วันที่ ไมเคิล จอร์แดน ประกาศเลิกเล่นแบบสายฟ้าฟาด...

มิสเตอร์ไนซ์กาย

บรรยากาศในห้องแต่งตัวของ ชิคาโก้ บูลส์ ช่วงปลายยุค '80s นั่นเปี่ยมไปด้วยพลังและความกระหายแชมป์ ภายใต้การนำทัพของ ไมเคิล จอร์แดน และโค้ชอย่าง ฟิล แจ็คสัน พวกเขาพยายามอย่างมากที่หาทีมที่ดีที่สุด เพื่อเริ่มยุคสมัยแห่งความยิ่งใหญ่ให้กับ บูลส์ ทีมที่ร้างแชมป์มานานแสนนาน


Photo : www.slamonline.com

การพยายามต่อจิ๊กซอว์ของ บูลส์ ในช่วงเวลานั้นไม่เคยประสบความสำเร็จเลยเพราะต้องเจอกระดูกชิ้นโตอย่าง ดีทรอยต์ พิสตันส์ ในยุคที่ได้ฉายาว่า "แบดบอย"  นำโดย ไอเซย์ โธมัส ไม้เบื่อไม้เมาที่เป็นคู่กัดของ จอร์แดน เขี่ยตกรอบเป็นประจำ...

การพยายามของ บูลส์ เริ่มต้นด้วยการคิดจะปั้น ฮอร์เรช แกรนท์ และ สก็อตตี้ พิพเพ่น ซึ่งถูกดราฟต์มาในปี 1987 ด้วยกัน โดยพวกเขาคาดหมายว่าจะถูกดันมาเป็นยอดผู้เล่นร่วมกับรุ่นพี่อย่าง ชาร์ลส์ โอ๊คลี่ย์ และ ไมเคิล จอร์แดน ให้ได้ 

ช่วงแรกๆ ของ พิพเพ่น กับบูลส์นั้นไม่ได้เริ่มต้นด้วยการระเบิดฟอร์มทันที Bleacher Report อธิบายถึง พิพเพ่น ในปีที่เป็นรุกกี้ว่า "ช่วงรุกกี้ของพิพเพ่นนั้นไม่ดีเลย เขาไม่มีทักษะใดโดดเด่นชัดเจน ขโมยบอลก็ไม่ได้ รวมถึงการรีบาวด์ด้วย"  หลังจากโดนเทรดมาจาก ซีแอทเทิล ซูเปอร์โซนิคส์ ในวันดราฟต์ เขาเป็นผู้เล่นสำรองเป็นส่วนใหญ่ แต่ภายใต้บทบาทนั้นคือจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ที่เขาอาจจะไม่รู้ตัว

ช่วงเวลาของการเป็นตัวสำรองดาวรุ่ง พิพเพ่น นั้นต้องได้รับบททดสอบอย่างหนักจากรุ่นพี่อย่าง ชาร์ลส โอ๊คลี่ย์ และ ไมเคิล จอร์แดน ที่ทั้งเคี่ยวเข็ญและดุด่าให้ พิพเพ่น ก้าวข้ามการเป็นดาวรุ่งสู่กำลังหลักของทีมให้ได้ แม้ตัวของ พิพเพ่น จะท้อแท้กับการโดนรุ่นพี่กดหัวในทุกๆ เพลย์ในการซ้อม แต่ "สก็อตตี้" คือหนึ่งในชายที่เถรตรงที่สุด เขารู้ว่าทำไมรุ่นพี่จึงต้องอัดเขาเละเสมอ นั่นก็เพราะว่าเขายังไม่ดีพอ...

สถิติของพิพเพ่นในปีนั้นคือการลงเล่น 79 เกม และเขามีเปอร์เซ็นต์ยิงลงเพียง 46% เท่านั้น ส่วนการยิง 3 แต้มนั้นลงแค่ 17% และฟรีโทรว์ลงแค่ 58% นี่คือสถิติที่ถือว่าเลวร้ายมากสำหรับผู้เล่นในตำแหน่งฟอร์เวิร์ด พูดง่ายๆคือ ต่อให้ จอร์แดน จะเล่นดีขนาดไหน แต่ถ้า บูลส์ ยังมีตัวช่วยที่อ่อนหัดอย่าง พิพเพ่น ไม่มีทางที่พวกเขาจะคว้าแหวนวงแรกมาครองได้แน่ 

พิพเพ่น จึงก้มหน้าก้มตาทำงานหนักและทนคำด่าของ จอร์แดน แทบทุกวัน เพราะสิ่งที่คนอย่าง จอร์แดน เกลียดที่สุดคือคนที่ทำอะไรครึ่งกลางๆ ไม่มีความพยายาม เขาจะหงุดหงิดทุกครั้งที่เพื่อนร่วมทีมไม่เอาจริงเอาจังในระดับเดียวกับเขา 

"ถ้าผมสามารถทำให้ไอ้หนุ่มคนนี้ทำในสิ่งที่ผมบอกให้เขาทำได้ ในที่สุดทีมของเราจะมีทีม 5 คนที่แข็งแกร่ง และสามารถเอาชนะทีมที่ยอดเยี่ยมทีมไหนก็ได้ทั้งนั้น" จอร์แดน ในช่วงปี 88-89 ที่เก่งเข้าขั้นปีศาจกล่าว 

3 ปีที่ พิพเพ่น ต้องพยายามทุกทางเพื่อเป็นคนที่ช่วยจอร์แดนให้ได้ เขาเริ่มพัฒนาขึ้นทีละนิดๆ จนกระทั่งในปี 1990 ที่ พิพเพ่น เปิดตัวด้วยฟอร์มการเล่นที่ต่างจาก 2 ปีก่อนเป็นคนละคน ตอนนี้สถิติทำแต้ม, รีบาวด์, สตีล (การแย่งบอล), บล็อก ทุกๆอย่างดีขึ้นหมด ตอนนี้ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้นที่รู้สึก เพราะทุกคนรู้สึกเหมือนกันหมดว่า "นี่คือผู้เล่นที่เคียงบ่าเคียงไหล่จอร์แดนได้อย่างไร้ที่ติ" และมันถูกยืนยันด้วยการติดดรีมทีมของ พิพเพ่น ในปีนั้น 


Photo : www.si.com

เมื่อ พิพเพ่น รวมถึงดาวรุ่งอย่าง แกรนท์ กลายเป็นคนที่พึ่งพาได้ ชิคาโก้ บูลส์ ก็เริ่มรัชสมัยแห่งความยิ่งใหญ่ทันที ฤดูกาล 1991 บูลส์ จบซีซั่นด้วยการเป็นแชมป์จากการเอาชนะ แอลเอ เลเกอร์ส ขาดลอย 4-1 เกม แน่นอนว่า จอร์แดน คือ ไฟนอล MVP แต่ที่น่าชื่นชมไม่แพ้กันคือ สก็อตตี้ ที่ทำคะแนนเฉลี่ยสูงสุดเป็นอันดับ 2 ของรอบชิงชนะเลิศ เป็นรองเพียง จอร์แดน เท่านั้น (เก็บสถิติจากผู้เล่นทั้ง 2 ทีม)

เมื่อนั้นทุกอย่างง่ายดาย ... จากแชมป์ปี 1991 สู่ 1992 และคว้าแชมป์สามสมัยรวดในปี 1993  ยิ่งผ่านไปแต่ละปี พิพเพ่น ก็โหดขึ้นอย่างไม่รู้จบ ทุกคนรู้ว่าเขาได้พัฒนาขึ้นมาเป็นยอดผู้เล่นเรียบร้อยแล้ว ไม่ใช่แค่ลูกหาบของ จอร์แดน เหมือนในอดีต

เขาเป็นผู้เล่นระดับทีมเพลเยอร์ แม้จะเป็นผู้เล่นเกมรุกแต่ถ้าเพื่อทีมแล้วบางครั้งเขายอมทิ้งการทำแต้มและมาเล่นป้องกันเต็มระบบได้อย่างไม่มีปัญหา ... อย่างไรก็ตามยังมีความสงสัยอยู่ว่าหาก จอร์แดน ไม่ได้ลงเล่น สก็อตตี้ จะเป็นอย่างไร? และทุกคนก็ไม่ต้องรอนาน เมื่อหลังฉลองแชมป์ปี 1993 จอร์แดน ก็ประกาศรีไทร์อย่างสุดช็อค

ก้าวข้ามจอร์แดน 

คนที่จากก็เดินออกไป ส่วนคนที่อยู่ก็ต้องสู้ต่อไป หลังจาก จอร์แดน ประกาศรีไทร์ทุกสายตาจับจ้องไปที่ พิพเพ่น ไนซ์กายอย่างเขาจะกลายเป็นผู้นำที่ดีได้สักแค่ไหน จะแบกทีมในฐานะสตาร์ได้ดีเหมือนที่ จอร์แดน แบกเพื่อนร่วมทีมหรือไม่? 


Photo : www.nba.com

การจากไปของ จอร์แดน ทำให้ บูลส์ อ่อนแอลงอย่างปฎิเสธไม่ได้ เพราะผู้เล่นระดับปรากฎการณ์แบบนี้ไม่อาจจะถูกแทนที่ได้ด้วยใครคนใดคนหนึ่งโดยทันที แต่ในอีกทางหนึ่งมันทำให้ พิพ ถูกสปอตไลท์ฉายแสง และเขาเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นสตาร์อันดับ 1 ของทีมอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก 

การฉายแสงเต็มรูปแบบของ พิพเพ่น ในปี 1994 เริ่มขึ้นแล้ว

"ถึงเวลาที่เราต้องเดินหน้าต่อไป จริงอยู่มันช็อคทุกคน แต่มันไม่ได้เปลี่ยนความมุ่งมั่นในทีมของเราไป เราทุกคนต้องเตรียมตัวให้พร้อม เต็มที่ในการซ้อมทุกๆวัน การรีไทร์ของ ไมเคิล เป็นการเปิดโอกาสให้พวกเราทุกคนแสดงให้เห็นว่าพวกเราเป็นทีมมากแค่ไหน" พิพเพ่น ในฐานะลีดเดอร์ของทีมกล่าว

ปีนั้น บูลส์ เสริมทัพด้วยผู้เล่นหน้าใหม่หลายรายทั้ง สตีฟ เคอร์, บิล เวนนิงตัน, ลุค ลองลี่ย์, สเตซี่ย์ คิง และ โทนี่ คูโคช เมื่อทุกคนเข้ามา พิพเพ่น พยายามเตือนว่า อย่าลืมว่าอะไรคือสิ่งที่ทุกคนจะต้องช่วยกันหลังจากนี้

"ทีมชีตเราเปลี่ยนไปจากที่เคยมี ผู้เล่นที่เข้ามาใหม่อาจจะเข้าใจระบบการเล่นของเราคลาดเคลื่อน แต่ผมอยากให้ทุกคนจำไว้ว่า เกมรับ คือจุดแข็งที่สุดของเรา" พิพเพ่น กล่าว

ทุกคนฟังและปฎิบัติตาม บูลส์ ยังคงเป็นทีมที่ดีแม้จะขาดจอร์แดน ภายใต้การนำของ พิพเพ่น เขาอาจจะไม่ได้เล่นแบบโซโล่เพลย์ระดับเต็งจ๋า MVP แต่ทุกเพลย์ของพิพเพ่นนั้นเรียกได้ว่ามีคุณภาพและได้ประโยชน์ในแง่ภาพรวมของทีมเสมอ


Photo : www.marca.com

"ตัวของผมไม่เคยคิดที่จะพยายามเล่นให้ได้รางวัล MVP ไม่มีเลยที่ผมจะเห็นประโยชน์ส่วนตนมาก่อนส่วนรวม สิ่งนี้มีอยู่ใน DNA ของผม แน่นอนผมอยากเป็นผู้เล่นแถวหน้า แต่ผมต้องการเล่นไปตามธรรมชาติ และปล่อยให้กระแสเกมไหลเข้าสู่จังหวะของผมเท่านั้น" พิพเพ่น พูดถึงปีแห่งการเปลี่ยนแปลง

ถึงแม้เขาจะพูดอย่างนั้น แต่ก็ไม่อาจจะหยุดคำชมจากผู้คนรอบข้างได้ ฟิล แจ็คสัน ผู้เป็นโค้ชของ บูลส์ บอกว่าเขาชื่นชมในการก้าวกระโดดของ พิพเพ่น เป็นอย่างมากที่ขึ้นมาเป็น “เดอะ แบก” ของทีม ขณะที่ยอดผู้เล่นอย่าง ชาร์ล บาร์กลี่ย์ ยังอดชม พิพเพ่น ที่เป็นคู่แข่งไม่ได้ว่า พิพเพ่นคือผู้เล่นที่เก่งที่สุดในโลกเวลานี้ 

"สก็อตตี้ คือหัวใจและจิตวิญญาณของทีม เขาแบกทีมนี้ไว้บนไหล่และทำทุกสิ่งที่ยอดเยี่ยม" บิล เวนนิงตัน เพื่อนร่วมทีมชุดนั้นกล่าวถึงลูกพี่ใหญ่อย่าง พิพเพ่น

ความดังทำให้คนเปลี่ยนไป?

กระทิงชิคาโก้ ไล่ขวิดคู่แข่งไส้แตกเละเทะ จนกรุยทางผ่านเข้ารอบเพลย์ออฟได้อย่างง่ายดาย และคู่แข่งในรอบเพลย์ออฟรอบแรกคือ คลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ส ซึ่ง พิพเพ่น ฉายแสงนำทีมชนะรวดเดียว 3-0 จนเข้าไปเจอคู่แข่งทีมต่อไปคือ นิวยอร์ค นิคส์


Photo : www.thepostgame.com

และแมตช์กับ นิคส์ นี่เองที่ทำให้ พิพเพ่น ต้องทำในสิ่งที่เขาไม่เคยแสดงให้ใครเห็น หลังตามไปก่อน 0-2 เกม ในเกมที่ 3 ที่พบกัน ทั้งคู่สู้กันได้อย่างสูสี จนต้องมาตัดสินผู้ชนะกันในช่วงท้ายเกม และโชคดีมากที่จังหวะสุดท้ายนั้นจะเป็นเพลย์ของ บูลส์ หากพวกเขาจบเพลย์นี้ด้วยการทำแต้มได้ บูลส์ จะเป็นผู้ชนะในเกมนี้

เวลาไม่กี่วินาทีเพื่อชัยชนะแบบนี้ แม้แต่เด็กประถมยังมองออกว่า บูลส์ จะใช้ใครเป็นตัวทำแต้ม ... มันก็ต้องเป็นผู้เล่นที่ว่ากันว่าเก่งที่สุดของโลกอย่าง พิพเพ่น แน่นอนอยู่แล้ว ... นั่นคือสิ่งที่ ฟิล แจ็คสัน โค้ชของทีมเองก็รู้เช่นกัน ดังนั้น แจ็คสัน จึงเรียกแผนและบอกให้ลูกทีมของเขาพยายามเปิดทางให้ คูโคช ผู้เล่นหน้าใหม่เป็นตัวปิดเพลย์นี้ นั่นคือคำสั่งที่เขาบอกกับลูกทีมทุกคน ทว่ามีคนนึงไม่เห็นด้วย และเขาคนนั้นคือ "สก็อตตี้ เดอะ ไนซ์กาย" ชายผู้บอกเสมอว่าตัวเองคือทีมเพลเยอร์

พิพเพ่น โกรธจัดที่แผนเป็นอย่างนั้น เขาเชื่อว่าเพลย์สุดท้ายควรจะต้องเป็นเขาที่สมควรได้ปิดฉากเกมนี้ ทว่าไม่มีใครรู้ว่าจริงๆในใจเขาคิดเช่นไร เขาไม่เชื่อใจเพื่อน? เขาอยากดัง? เขาอยากจะก้าวออกจากเงาของจอร์แดน? ... ใครจะคิดแบบไหนก็ได้ทั้งหมดในเวลานั้น  

สก็อตตี เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเขาปะทะคารมกับ ฟิล แจ็คสัน ในช่วงขอเวลานอก และสุดท้ายเขาเห็นตัวเองใหญ่กว่า ทุกอย่างถูกตัดสินภายในเสี้ยววินาที พิพเพ่น โกรธจนไม่ขอลงเล่นในเพลย์นั้น ขณะที่ ฟิล แจ็คสัน ยืนยันคำเดิม คูโคช จะต้องเป็นคนปิดเพลย์นี้ทีมที่เขาสั่ง 


Photo : www.si.com

ช่วงเวลาสั้นๆหลังจากกรรมการเป่านกหวีดให้เริ่มเล่นกลายเป็นช่วงเวลาที่วัดใจ พิพเพ่น มากที่สุด หาก คูโคช ปิดสกอร์ไม่ได้นั่นหมายถึงสิ่งที่ แจ็คสัน คิดนั้นล้มเหลว และเขาจะสามารถพูดได้ว่า "ก็ทำไมไม่ให้ผมเล่นซะตั้งแต่แรก" แต่ถ้า คูโคช จัดการได้พิพเพ่นจะเสียคนทันที ... สุดท้ายก็เป็นเช่นนั้น คูโคช ยิงลงและทีมชนะ 

ทุกคนฉลองกันอย่างสุดเหวี่ยงกับชัยชนะครั้งนั้น มีเพียง พิพเพ่น เท่านั้นที่นิ่งเงียบสงวนท่าที ... เขากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่?

ล้มเพื่อเรียนรู้ 

หลังจบเกมด้วยชัยชนะของ บูลส์ ใครๆต่างก็เป็นงง เพราะ พิพเพ่น ไม่เคยมีท่าทีแบบนี้มาก่อน การกระทำของ พิพเพ่น ควรจะทำให้ทีมที่ดีกลายเป็นทีมที่เสียระบบ เพราะเขาคิดว่าตัวเองใหญ่กว่าใคร แต่สุดท้าย สก็อตตี้ ก็คือ สก็อตตี้ ... เมื่อความเดือดดาลหายไปเขามานั่งทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นและพบคำตอบว่าเขาควรทำอะไรหลังจากนั้น


Photo : history.bulls.com

"สก็อตตี้ รู้สึกผิดหวังและโมโหที่เขาไม่ได้เป็นคนถือบอลในจังหวะนั้น" ฟิล แจ็คสัน เปิดหัวเหมือนจั่วมาที่ พิพเพ่น ว่าเป็นคนเห็นแก่ตัว ทว่าก่อนที่นักข่าวจะได้ข่าวฉาวไปเขียนยำหรือปั้นนำเป็นตัว ฟิล ก็แทรกขึ้นมาว่า "แต่ไม่เป็นไร"

"มันจะไม่ส่งผลกระทบต่อทีม เขากลับมาเล่นได้ดี และเราจะชนะในเกมอื่นๆหลังจากนี้ และจะไปให้ไกลที่สุดเท่าที่เราทำได้"  ฟิล แจ็คสัน กล่าวเสริม หลังจากที่พิพเพ่น กลับมาเล่นในเกมที่ 4 และพาทีมชนะนิคส์ ตีเสมอซีรีส์เป็น 2 - 2  

ความจริงคือก่อนที่ทุกคนจะเสียความมั่นใจในตัวของ พิพเพ่น เขาสำนึกผิดทัน หลังจากเข้าห้องล็อคเกอร์ เขาเดินไปขอโทษเพื่อนร่วมทีมเรียงตัว และขอให้ทุกคนอภัยกับสิ่งที่เขาทำก่อนทุกคนในทีมจะรับคำขอโทษนั้นและรวมกันเป็นหนึ่งเพื่อเดินหน้าต่อไป 

มันเป็นจริงอย่างที่ ฟิล แจ็คสัน บอก หลังจากเปิดใจขอโทษทุกคนในทีมแบบตรงๆ ปราศจากอัตตา พิพเพ่น ก็กลับมาลงสนามและช่วยพา บูลส์ เบียดบี้กับ นิคส์ อย่างสูสี ทว่าสุดท้าย การขาดจอร์แดนที่เลิกเล่นไปก็มีผลอย่างมากจริงๆ เมื่อพวกเขาพ่ายไป 3-4 เกม จอดป้ายเพียงรอบสองในปี 1994

"นี่คือปีที่ยิ่งใหญ่" ฟิล แจ็คสัน กล่าวหลังทีมตกรอบ "มันคือความเจ็บปวดที่เราต้องแพ้ในการชิงแชมป์สาย แต่สิ่งที่ผมรู้คือพวกเราเติบโตขึ้นมากในฐานะทีมบาสเกตบอล เราไม่อาจปฎิเสธข้อนี้ได้เลย" 

มันเป็นธรรมดาที่เมื่อคุณผิดพลาด ผู้คนก็จะซ้ำ เพื่อ บูลส์ แพ้ทุกคนจะพูดถึง จอร์แดน เสมอ แต่ผู้เล่นในทีมชุดปี 1993-94 ต่างพูดกันว่านี่คือปีที่พวกเขาจะต้องจดจำตลอดไป ภายใต้การนำของ สก็อตตี้ พิพเพ่น แม้จะไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องของรางวัล แต่ในแง่ของการเป็นทีมแล้ว เขาขึ้นมาเป็นเสาหลักได้อย่างยอดเยี่ยมไร้ที่ติ


Photo : hoopshabit.com

"ชิคาโก้ บูลส์ 1993-94 เป็นทีมในความทรงจำและเป็นทีมโปรดของผม เราควรจะไปถึงรอบชิง แต่ถึงอย่างนั้น สก็อตตี้ ก็เป็นผู้นำของพวกเราอย่างไร้ข้อโต้แย้ง เขาก้าวขึ้นมาเคียงบ่าทุกคน และบอกได้เลยว่าเขามันลูกผู้ชายตัวจริง"

"เขาสุดยอดมากจริงๆ เขาวิ่งไปรอบๆและทำทุกสิ่งที่ทำได้ สร้างโอกาส และทำให้ทีมได้ประโยชน์จากเกมของเขา และนั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมผมจึงยอมรับในหัวใจ และความคิดของเขา" 

ความผิดพลาดเดียวในชีวิตนักบาสของ สก็อตตี้ พิพเพ่น คือการปล่อยให้ความโกรธครอบงำ ไม่เห็นโค้ชในสายตา และไม่เชื่อใจเพื่อนร่วมทีมจนเกือบทำทีมจบเห่ แต่สุดท้ายเขาคือมนุษย์ และมนุษย์ทุกคนจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดต่อเมื่อพวกเขาได้เจอกับความผิดพลาดด้วยตัวเอง ซึ่ง พิพเพ่น เองก็เช่นกัน ความผิดพลาดในเกมนั้นทำให้เขาเติบโตขึ้นอย่างมากและรู้ซึ้งชัดกว่าเดิมว่า "การเล่นแบบเป็นทีมคืออะไร"

"มันเป็นหนึ่งในฤดูกาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผม เราอาจจะไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไรเลย แต่ผมสนุกกับทีมๆนี้มาก ผมรักเพื่อนร่วมทีมของผมทุกคน ผมคิดว่าผมพัฒนาตัวเองขึ้นมาในฐานะผู้เล่นคนหนึ่งและบทบาทการเป็นผู้นำ" พิพเพ่น กล่าว 

ช่วงเวลาหลังจากนั้น จอร์แดน ก็คัมแบ็คกลับมาเล่นให้ บูลส์ อีกครั้งในปี 1995 สิ่งที่หลายคนสงสัยคือแล้ว พิพเพ่น ที่ขึ้นชั้นมาเป็นผู้นำของทีมละจะทำอย่างไร? ... คำตอบง่ายนิดเดียว เพราะ พิพเพ่น พร้อมถอยเสมอเพื่อสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทีม

"เมื่อไมเคิลไม่อยู่ผมได้ก้าวขึ้นมาเป็นสตาร์เป็นครั้งแรก แม้มันจะเป็นช่วงเวลาที่ยาก แต่ผมก็ทำให้ตัวเองภาคภูมิใจ เมื่อจอร์แดนกลับมาอีกครั้ง หนนี้ผมจะเป็นคนที่อยู่เคียงบ่าของเขา ไม่ใช่เด็กน้อยให้เขาแบกอีกต่อไปแล้ว" พิพเพ่น กล่าวก่อนที่ฤดูกาล 1996 จะเริ่มขึ้น

มีคำกล่าวที่ว่าหาก จอร์แดน เป็น แบทแมน พิพเพ่น ก็เป็นเหมือน โรบิน ที่ค่อยช่วยเหลือให้งานของ แบทแมน ลุล่วงและรับหน้าในฐานะพระเอก ... แต่ถึงแม้ใครจะมองว่า โรบิน เป็นแค่พระรองก็ช่าง สำหรับ พิพเพ่น แล้วเขายินดีเสมอที่ใครจะคิดอย่างไรก็ได้ เพราะตัวเองเขาเองเชื่อว่า จอร์แดนและเขา ต่างผลักดันกันและกันจน บูลส์ กวาดแชมป์ NBA ไปอีก 3 สมัยรวดนับจากนั้นเป็นต้นมา

“ถ้าไม่มีไมเคิล จอร์แดน คุณคิดว่าคุณจะสามารถได้แชมป์ NBA ถึง 6 สมัยหรือเปล่า?" นี่คือคำถามที่ พิพเพ่น ต้องเจอตลอดอาชีพจนถึงวันเลิกเล่น และคำตอบที่มักจะออกจากปากเขาหลังจากนั้นคือ...


Photo : bleacherreport.com

"ถ้า จอร์แดน ไม่มีผม เขาก็ไม่สามารถได้แชมป์ NBA 6 สมัยเหมือนกันนั่นแหละ"   

แม้จะเป็นคำตอบที่หยิ่งผยอง แต่ทุกคนรู้ดีว่าที่ พิพเพ่น พูดคือเรื่องจริง ไม่ว่าจะเป็นส่วนมากหรือส่วนน้อย จะเป็นพระเอกหรือพระรองก็ช่าง แต่เมื่อบาสเกตบอลคือกีฬาที่ต้องเล่นเป็นทีม ไม่มีผู้เล่นคนไหนในโลก ที่สามารถโชว์ออฟคนเดียวแบบไม่สนเพื่อนร่วมทีมได้ ทุกคนต่างก็มีความสำคัญในแบบของตนเอง

พิพเพ่นรู้ เพราะเขาเคยพลาดกับเรื่องนี้มาก่อน ... และมันยอดเยี่ยมที่เขาเก็บมันเป็นบทเรียนและกลายเป็นทั้งยอดผู้เล่นและยอดสุภาพบุรษจนถึงทุกวันนี้